พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 5 บุคคลมีชื่อเสียงปรากฏตัวออกมาติด ๆ กัน
บทที่ 5 บุคคลมีชื่อเสียงปรากฏตัวออกมาติด ๆ กัน
ด้วยการเดินทางหนึ่งเดือนกว่า ในที่สุดครอบครัวของเล่าเอี๋ยนก็ข้ามแม่น้ำเหลือง ย่างเข้าสู่แผ่นดินแคว้นกิจิ๋ว
ต้าอวี่ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ยแบ่งใต้หล้าออกเป็นเก้าแคว้น หนึ่งในนั้นรวมแคว้นกิจิ๋วด้วย อีกทั้งยังเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาเก้าแคว้น
ในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันออกและตะวันตก ได้แบ่งใต้หล้าออกเป็นสิบสามแคว้น ซึ่งแคว้นกิจิ๋วยังคงเป็นแคว้นที่มีเศรษฐกิจและจำนวนประชากรหนาแน่น
บัดนี้ อ้วนเสี้ยว*[1] อาศัยแคว้นกิจิ๋วยึดเมืองหลวงเหอเป่ยไว้ได้
แม้ตอนนี้แคว้นกิจิ๋วจะยังไม่ใช่แคว้นอันดับหนึ่งในใต้หล้า ทว่าหลังจากเกิดกบฏโพกผ้าเหลือง กบฏชาวนาซึ่งนำโดยเตียวก๊ก ก่อจราจลออกปล้นสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว แคว้นกิจิ๋วก็มีแนวโน้มจะเป็นแคว้นอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ซึ่งสงบร่มเย็น
เป็นฝีมือของอัครเสนาบดีโจโฉ*[2] ที่ทำให้ทางเหนือแห่งนี้สงบสุข เขาได้เลือกเมืองเงียบกุ๋นแคว้นกิจิ๋วเป็นราชธานี
“แคว้นกิจิ๋ว แคว้นกิจิ๋ว แผ่นดินเอี้ยนจ้าวอันคุ้นเคย”
“แผ่นดินเหอเป่ยเต็มไปด้วยทหารกล้า เอี้ยนจ้าวมีอัจฉริยบุคคลไปทั่ว”
ตลอดที่เดินทางมา เจ้าหนูน้อยเล่าเจี้ยงเหมือนพวกนักท่องเที่ยวตามรอยละครที่ชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างตามสถานที่ต่าง ๆ และอดไม่มได้ที่จะกล่าวชื่นชมความงดงามของแผ่นดินเอี้ยนจ้าว*[3] ออกมาหลายครั้ง จนมีเสียงเด็กร้องเจื้อยแจ้วอยู่ในรถม้า
“เจี้ยงเอ๋อร์ เหตุใดจึงรู้มากเพียงนี้?”
เล่าเอี๋ยนมองลูกชายตัวเองด้วยความฉงน ตั้งแต่เกิดมาอยู่แต่ในเมืองลำหยง ไม่เคยมาที่แผ่นดินเหอเป่ยหรือเอี้ยนจ้าวนี้เสียหน่อย
“ท่านพ่อ ในหนังสือกล่าวว่า แผ่นดินเอี้ยนจ้าวมียอดคนมากมาย! ตลอดทางที่ผ่านมา ลูกถึงได้อุทานออกมา!”
“ใช่แล้ว! แผ่นดินเอี้ยนจ้าวมีผู้มีความรู้มากมาย เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณแล้ว!”
“เพียงแต่ในหนังสือเล่มใดมีจดบันทึกไว้หรือ? เหตุใดพ่อถึงไม่รู้?”
ข้องสงสัยของเล่าเอี๋ยนทำให้เล่าเจี้ยงชะงักไป ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
เอ่อ…มาจากไหนน่ะรึ? ก็มาจากวรรณกรรมลำนำต่งเส้าหนานของหานอวี้น่ะสิ
คงบอกเจ้าได้หรอก!
“แค่ก ๆ”
เล่าเจี้ยงไอแห้งสองครั้ง กลบเกลื่อนความเก้อเขิน ก่อนเอ่ยพร้อมกับส่ายหัวเต๊ะท่าเป็นพวกนักปราชญ์
“ในตำรา ซ่อนไว้ ซึ่งเรือนทอง ในหนังสือ ซ่อนไว้ ซึ่งกัลยา”
ความหมาย: ตั้งใจเล่าเรียนหนังสือต่อไปจะได้มีฐานะร่ำรวยมั่นคง มีภรรยางดงาม
เฮอะ! เจ้าเด็กนี่จะเกินไปแล้ว เป็นกวีเจ้าบทเจ้ากลอนหรืออย่างไร
เล่าเอี๋ยนมองเล่าเจี้ยงด้วยท่าทางแปลก ๆ
“เจี้ยงเอ๋อร์ ไอ้บ้านเรือนทองเนี่ยพ่อพอรู้ แต่กัลยานี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าอย่างระอา ลอบตำหนิความปากมากของตัวเอง
“ท่านพ่อ กัลยาเปรียบถึงหญิงที่งดงามมาก ๆ ”
เล่าเอี๋ยนอุทานอย่างเข้าใจออกมา และถามอีกครั้ง
“แล้วเหตุใดต้องใช้กัลยามาตั้งชื่อด้วย?”
บิดาข้าคือเจ้าหนูจำไมหรือ?
เจ้าเด็กน้อยมองอีกฝ่ายด้วยความขุ่นเคือง ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง
“วิชาความรู้ไร้ขอบเขตเรียนไม่รู้จบ! ท่านพ่อต้องตั้งใจเรียนอีกมาก รู้ไหม!”
“เฮอะ เจ้าเด็กนี่!”
เล่าเอี๋ยนมองท่าทางเหนือกว่าของเล่าเจี้ยง พลันหัวเราะระคนขุ่นเคืองออกมา
และในตอนนั้นเอง เสียงพลคุ้มกันก็ดังมาจากด้านนอก
“ใต้เท้าเล่า ด้านหน้าเกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อยขอรับ”
“คนสิบกว่าคนล้อมรถม้าหนึ่งคัน”
“ไปดูสิ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ขอรับ!”
เพิ่งเอ่ยได้ไม่ทันไร เล่าเจี้ยงก็ออกมาจากรถม้า
“เจี้ยงเอ๋อร์ รีบกลับมา! อย่าวิ่งเล่นไปทั่ว!”
“ท่านพ่อ ข้าไปดูครู่เดียวเดี๋ยวกลับมา”
เล่าเอี๋ยนเห็นเช่นนี้ก็กังวลอย่างมาก ไม่ทันรอพลคุ้มกันไปสอบถามกลับมาก่อน ก็ไล่ตามลูกชายคนเล็กไป
เล่าเจี้ยงเองก็ไม่ได้โง่ เห็นตรงหน้ามีคนมาก จึงเรียกฮองตงตามมาด้วย
มีพลคุ้มกันสุดแกร่งอยู่ข้างกาย เรื่องความปลอดภัยจึงไม่เป็นปัญหา!
…
บัดนี้มีชายแข็งแรงสิบกว่าคน กำลังล้อมชายวัยกลางคนคนหนึ่งกับรถม้าคันหนึ่งอยู่
“ใต้เท้าซัว ข้าน้อยเคารพเลื่อมใสในตัวใต้เท้ายิ่งนัก! จึงได้มาเชิญด้วยตัวเอง ใต้เท้าไม่ไว้หน้าข้าหน่อยหรือ?”
“ขอบคุณที่เชื้อเชิญ ทว่าข้าได้รับคำสั่งให้เดินทางไปที่ชายแดน ไม่กล้าล่าช้า! หวังว่าจะให้อภัย”
“ใต้เท้าซัว ข้าจริงใจขนาดนี้ ใต้เท้ายังไม่ไว้หน้าข้าอีกหรือ?”
“หาใช่ข้าไม่ไว้หน้าเจ้า ข้าได้รับราชโองการมาจริง ๆ! โปรดอย่าได้ถือโทษเลย!”
“ท่าน!”
ตอนที่คนหน้าสุดเริ่มบันดาลโทสะ จู่ ๆ ก็เห็นทหารมากมายกำลังมาทางนี้
“ท่านปรมาจารย์ ทำอย่างไรดี?”
เมื่อทุกคนเห็นทหาร ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา
“หยุดตื่นตูมได้แล้ว! เราไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”
ไม่นาน คุณชายน้อยเล่าเจี้ยงก็มาถึง โดยมีเล่าเอี๋ยนตามหลังมาติด ๆ
“พี่ซัวหยง?”
เล่าเอี๋ยนตะโกนด้วยความประหลาดใจ พร้อมเดินไปข้างหน้า
“จวินหลาง? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ชายวัยกลางคนที่ถูกล้อมประหลาดใจมากเช่นกัน ก่อนจะแทนที่ด้วยความปีติยินดี เขาเรียกนามรองของเล่าเอี๋ยน ซึ่งให้ความรู้สึกสนิทสนม
“พี่ซัวหยง*[4] นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เล่าเอี๋ยนเห็นสถานการณ์ผิดปกติ ก็ให้พลคุ้มกันทั้งหมดบีบขึ้นมา
บรรยากาศพลันกดดันขึ้นมา ทว่าซัวหยงผู้นี้ยังอยู่ในวงล้อม หากเกิดการปะทะกัน ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงได้
คนที่นำมาทำความเคารพเจ้าเมืองเล่าเอี๋ยน ก่อนเอ่ย
“ใต้เท้า ข้าน้อยเตียวก๊กแห่งลัทธิโพกผ้าเหลือง เคารพเลื่อมใสท่านซัวหยง จึงตั้งใจมาเชิญใต้เท้าซัวไปพูดคุยกัน ”
“อะไรนะ! เตียวก๊ก?”
เล่าเจี้ยงอุทานอย่างตกใจ พลันตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในพริบตา
นักเดินทางข้ามเวลาไม่รู้สึกว่าตัวเองเตะตาคนเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะมองไปทางซัวหยง
ซัวหยง! นักปราช์ญซัว! ผู้บุกเบิกลีลาการเขียนอักษรจีน! ห้องสมุดแห่งปลายราชวงศ์ฮั่น!
เล่าเจี้ยงรู้สึกตกใจอย่างมาก วันนี้เป็นวันอะไรกัน? ไม่เพียงได้พบเตียวก๊ก แต่ยังได้เจอซัวหยงด้วย!
“เจี้ยงเอ๋อร์ เจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือ?”
เล่าเอี๋ยนมองเล่าเจี้ยงด้วยความฉงน เด็กอายุสามขวบรู้จักคนเหอเป่ยด้วยหรือ?
“ไม่ขอรับ! ไม่ขอรับ!”
เล่าเจี้ยงรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน เขาจะเกี่ยวข้องกับโจรกบฏไม่ได้
เล่าเอี๋ยนพยักหน้า จากนั้นก็มองเตียวก๊กด้วยแววตาดุดัน
“จวินหลาง ช่างเถิด พวกเขาแค่ถูกคนอื่นไหว้วานมา”
เตียวก๊กตกใจอย่างมาก เดิมทีคิดว่าจะมีการรบกันอย่างดุเดือดสักรอบหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าซัวหยงจะเอ่ยขอร้องแทนตัวเอง
“ในเมื่อใต้เท้าซัวไม่ยอมคุยด้วย เตียวก๊กก็ไม่บีบบังคับ ขอตัวลาก่อน!”
เตียวก๊กที่เดินจากไปไกลพลันหันกลับมา มองไปยังเล่าเจี้ยง พบว่าอีกฝ่ายก็มองตัวเองเช่นกัน
เตียวก๊กยิ้ม ไม่อยู่ต่ออีกต่อไป และค่อย ๆ หายลับไปจากสายตาของเล่าเจี้ยง
[1] ขุนศึกผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เขาครอบครองดินแดนทางตอนเหนือของจีนในช่วงสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น
[2] อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษ ขุนศึก และกวีชาวจีน อัจฉริยบุคคลด้านการทหารผู้วางรากฐานราชวงศ์วุย ในช่วงที่ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกล่มสลาย โจโฉสามารถควบคุมท้องที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือของจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุดไว้ได้ ทั้งยังฟื้นฟูความเรียบร้อยและเศรษฐกิจเป็นผลสำเร็จ
[3] อีกชื่อหนึ่งของแผ่นดินเหอเป่ย
[4] นักดาราศาสตร์ นักเขียนตัวอักษร นักประวัติศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักดนตรี ขุนนาง และนักเขียนชาวจีนแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ในรัชสมัยพระเจ้าฮั่นเลนเต้ ขันทีกุมอำนาจการบริหารราชการ ทำให้อาณาประชาราษฎร์ได้รับความเดือดร้อนจากการโกงกินของเหล่าขันที บ้านเมืองในยุคนั้นเกิดอาเพศต่าง ๆ มากมาย ซัวหยงได้เขียนจดหมายลับถวายแด่พระเจ้าเลนเต้มีใจความว่า ที่แผ่นดินเกิดอาเพศเป็นเพราะขันทีทั้งสิบกระทำการอันมิชอบ สิบขันทีจึงหาเหตุใส่ร้ายซัวหยง และยุยงพระเจ้าเลนเต้ให้ปลดซัวหยงออกจากราชการ ออกไปอยู่บ้านนอก