พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 59 มาแบบคาดหวัง กลับแบบผิดหวัง
บทที่ 59 มาแบบคาดหวัง กลับแบบผิดหวัง
เล่าเจี้ยงมองเตียนห้องด้วยสีหน้าตกตะลึง ในใจมีเกลียวคลื่นก่อตัวขึ้นมา
หาใช่เพราะชื่นชมคำพูดของอีกฝ่าย ถึงอย่างไรนักท่องเวลาก็รู้แนวโน้มของประวัติศาสตร์ดีอยู่แล้ว
แต่เขาชื่นชมในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นของอีกฝ่าย
วิสัยทัศน์ของเตียนห้องยอดเยี่ยมจริง ๆ! เขาเห็นแนวโน้มของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกสิบปี หรือแม้กระทั่งยี่สิบปี สามสิบปีแล้ว
ถ้าอ้วนเสี้ยวฟังคำพูดของบัณฑิตผู้นี้ บางทีอาจมีตัวแปรใหญ่ในการแย่งชิงยึดที่ราบภาคกลางก็เป็นได้
แต่น่าเสียดาย ที่คำว่า ‘ถ้า’ ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
เล่าเจี้ยงรีบยืนขึ้น โค้งตัวคำนับ น้ำเสียงมีความจริงใจอย่างมาก
“คำพูดของท่านเปรียบเสมือนแสงสว่าง ทำให้ข้าทลายความมืดพบทางสว่างได้! ข้าไร้ความสามารถ แต่ดันรับหน้าที่ฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นมาไว้กับตัวเองอีก!”
“ท่านวางแผนได้อย่างรอบคอบและคิดการณ์ไกล ทำให้ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก ทว่าขอท่านโปรดช่วยชี้แนะข้าด้วย”
เล่าเจี้ยงรู้สึกประหม่ามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาชักชวนที่ปรึกษาระดับสูงแห่งยุคราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย
หลังจากผ่านการคุยกับซุนฮิวมาแล้ว การสนทนากับเตียนห้อง ทำให้เขาเข้าใจถึงความสำคัญของที่ปรึกษามากยิ่งขึ้น
มองการณ์ไกล วางแผนพัฒนากองกำลัง ออกแบบแผน และวางกลยุทธ์การรบ
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เล่าเจี้ยงไม่มี
แนวโน้มของประวัติศาสตร์ต้องเปลี่ยนไปเพราะเล่าเจี้ยงอย่างแน่นอน และความช่วยเหลือจากคนละเอียดอ่อนต่อสถานการณ์อย่างเตียนห้องเป็นสิ่งจำเป็นสุด ๆ
ผู้บัญชาการหนุ่มจริงใจและถ่อมตัวที่สุดแล้ว เขามั่นใจมากว่าจะชักชวนอีกฝ่ายได้สำเร็จ
เตียนห้องสร้างความประทับใจที่ยอดเยี่ยมแก่เขาไว้มาก ทั้งตัวเองยังมีความจริงใจเช่นนี้อีก เตียนห้องจะไม่ตกลงได้อย่างไร!
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาคาดหวังของคุณชายเล่า เตียนห้องกลับไม่ได้ก้มหัวยอมจำนนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากุมมือตอบกลับเล่าเจี้ยงว่า…
“ขอบคุณในความจริงใจของท่านผู้บัญชาการ เตียนห้องเป็นเพียงคนหยาบกระด้างต่ำต้อย ความรู้ตื้นเขิน มิกล้าสร้างปัญหาให้ท่านผู้บัญชาการหรอก”
การปฏิเสธของเตียนห้องทำให้เล่าเจี้ยงนิ่งอึ้งไป
หรือนี่จะเป็นเอกลักษณ์ของพวกบัณฑิตที่ต้องชวนหลาย ๆ ครั้ง?
เล่าเจี้ยงโค้งตัวคำนับอีกครั้ง และตัดสินใจแล้ว ต่อให้ต้องชักชวนหลายครั้งหลายหน ก็จะคว้าอีกฝ่ายมาให้ได้!
“ท่านมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม มีความสามารถในการพลิกสถานการณ์! จะบอกว่ามีความรู้ตื้นเขินได้อย่างไร? ข้าขอเชื้อเชิญท่านไปกับข้าอย่างจริงใจ หวังว่าท่านจะคำนึงถึงผู้คนในแผ่นดินนี้!”
เตียนห้องมองเล่าเจี้ยงด้วยความรู้สึกนับร้อยพัน และยังคงไม่ตอบอะไร
“ขอบคุณท่านผู้บัญชาการอย่างยิ่ง แต่เตียนห้องไม่สามารถตกลงท่านผู้บัญชาการได้จริง ๆ”
“เพราะเหตุใดรึ!”
เล่าเจี้ยงร้อนใจอย่างมาก น้ำเสียงดูเร่งรีบ
ท่าทางของเตียนห้องก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าฝืนอย่างสุดกำลังแล้ว
“พ่อข้าเสียไปเร็ว มีเพียงมารดาผู้เดียวที่เลี้ยงข้าจนกลายเป็นผู้เป็นคนจวบจนทุกวันนี้ ตอนนี้มารดาแก่ชรา ข้าจะทิ้งท่านไปได้อย่างไร?”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารู้สึกว่าเรื่องเช่นนี้แก้ไขได้
“ท่านเป็นคนกตัญญู ข้านับถือยิ่งนัก หากหญิงชราไม่ยอมแพ้ ก็สามารถเดินทางไปลกเอี๋ยงได้ ข้าจะเลี้ยงดูร่วมกันกับท่าน จากนี้ไปมารดาท่านก็เป็นเหมือนมารดาข้า ว่าอย่างไร?”
คำพูดของเล่าเจี้ยงทำให้เตียนห้องรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เขาเองก็ชอบผู้บัญชาการหนุ่มคนนี้มากเช่นกัน ชีวิตคนยากนักที่จะเจอเจ้านายฉลาด แต่กระนั้นเขาก็ยังปฏิเสธอย่างสุภาพเหมือนเดิม
“เตียนห้องขอบคุณสำหรับน้ำใจท่านผู้บัญชาการมาก! แต่บ้านเกิดแม่ข้าอยู่ที่นี่ จึงมิอาจจากบ้านไปได้”
“หรือข้าจะไร้วาสนากับท่านจริง ๆ?”
เล่าเจี้ยงรู้สึกหนาวสะท้านในใจ ราวกับตกจากสวรรค์ลงสู่ขุมนรก
เขาเริ่มรู้สึกว่าแม้ตนจะรบเร้าอย่างไร เตียนห้องก็มิอาจไปกับตัวเองได้
เมื่อครู่คิดว่าสำเร็จแล้ว กลับไม่คิดเลยว่าจะถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื้อใยรวดเร็วปานนี้
สมกับคำกล่าวที่ว่ายิ่งคาดหวังก็ยิ่งผิดหวังจริง ๆ!
เตียนห้องก้มตัวโค้งคำนับเล่าเจี้ยง เพื่อแสดงความขอบคุณ
“ท่านผู้บัญชาการเล่า เตียนห้องซาบซึ้งในความจริงใจของท่าน หากในอนาคตท่านผู้บัญชาการได้เข้ารับตำแหน่งที่แคว้นกิจิ๋ว เตียนห้องจะรีบรุดไปรับใช้แน่นอน”
เตียนห้องเองหาใช่คนไร้น้ำใจไร้คุณธรรม เล่าเจี้ยงมอบความจริงใจให้มากมายขนาดนี้ เขาก็จะให้สัญญาด้วยเช่นกัน
เพียงแต่เขาหารู้ไม่ว่า คำสัญญานี้สำหรับผู้ฟังแล้ว มันยากพอ ๆ กับการขึ้นสวรรค์
ใบหน้าของเล่าเจี้ยงเปี่ยมล้นด้วยความไม่ยินยอม เขาไม่มีทางมาที่แคว้นกิจิ๋วได้
“มีเพียงอยู่ที่แคว้นกิจิ๋วเท่านั้นหรือถึงจะได้รับความช่วยเหลือจากท่าน?”
เตียนห้องพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“แม้ข้าจะเป็นตระกูลเตียนสายรอง กระนั้นก็ได้รับความกรุณาจากตระกูลนี้มาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนได้เป็นเสี้ยวเหลียน*[1] ก็ได้รับความช่วยเหลือจากท่านผู้นำตระกูลมากมาย เตียนห้องพึ่งพาคำสั่งสอนของวงศ์ตระกูล จะเนรคุณได้เยี่ยงไร!”
เห็นทีต่อให้โน้มน้าวจนปากฉีกปากแฉะแค่ไหน เตียนห้องก็ไม่มีทางไปกับเขา
อย่างไรเสีย เตียนห้องในประวัติศาสตร์ก็เป็นบุคคลที่หัวรั้น เรื่องที่ตัดสินใจไปแล้ว ให้ตายอย่างไรก็ดึงกลับมาไม่ได้
เล่าเจี้ยงคาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เห็นวงศ์ตระกูลเป็นสำคัญ
แม้แต่คนของตระกูลสายรองยังให้ความสำคัญกับวงศ์ตระกูล แล้วต่อไป แค่ที่ปรึกษาคนเดียวก็ชักชวนไม่ได้น่ะสิ?
และที่น่าเศร้าที่สุดคือ หากเตียนห้องไม่ติดตามเขาไป เล่าเจี้ยงก็ไม่มีทางจากยุทธการกัวต๋อมาถึงฮ่อปักได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เตียนห้องต้องตายอย่างแน่นอน
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงพลันก่อตัวขึ้น ตัวเองรู้ชะตากรรมของบัณฑิตหนุ่ม แต่กลับไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเหลืออะไรได้เลย
ทันใดนั้นเล่าเจี้ยงรู้สึกท้อแท้ ดูเหมือนเส้นทางการแย่งชิงอำนาจครองความเป็นใหญ่ของเขายังคงอีกยาวไกล
ทว่าตัวเองมิควรท้อถอยเด็ดขาด…
ช่างเถิด! มิควรลักพาตัวเตียนห้องไป ให้คิดเสียว่าข้าไร้วาสนากับเขาแล้วกัน…
“ท่านมีความสามารถยอดเยี่ยม จะยึดติดอยู่แค่ที่ภูมิลำเนาจริงหรือ? คนผู้หนึ่งเกิดในยุคที่วุ่นวาย ควรจะจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง และทำประโยชน์ให้กับประชาชน เจ้าต้องรู้ว่าตระกูลเตียนเป็นแค่บ้านหลังเล็ก แต่แผ่นดินเป็นของทุกคน!”
“หากแคว้นกิจิ๋วไร้ผู้นำฉลาด ความสามารถและเวลาของท่านจะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ? ยามนี้ภายในมีโจรโพกผ้าเหลืองก่อความวุ่นวาย ภายนอกมีชนเผ่าต่างแดนคอยจับตามองอยู่ ตระกูลเตียนเองก็กินเงินของราชวงศ์ฮั่นมายาวนาน จะไม่ให้ความสำคัญกับบ้านเมืองเลยหรือ?”
เล่าเจี้ยงยังคงใช้ความพยายามครั้งสุดท้าย เขาหวังว่าจะโน้มน้าวเตียนห้องได้ด้วยคุณธรรมที่มีต่อบ้านเมือง
บัณฑิตหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังวาจาอันเร่าร้อน
“ข้ารู้ว่าท่านใจแข็ง ไม่มีทางหวั่นไหวไปกับคำพูด แต่สิ่งที่ข้าพูดนั้นล้วนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หวังว่าท่านจะพิจารณาดูอีกสักครั้ง!”
เตียนห้องก้มหน้าไม่พูดอะไร เพียงแต่ยังคงถอนหายใจอย่างต่อเนื่อง
เล่าเจี้ยงรู้ว่าไม่มีหวังในการชักชวนแล้ว จึงไม่รีรออีก แล้วลุกขึ้นบอกลา
“ท่านเตียนห้อง วันนี้ข้าจะขึ้นเหนือไปปราบกบฏ หวังว่าท่านจะรักษาตัวด้วย ขอตัวลาก่อน!”
เตียนห้องกุมมือคำนับกลับ “ที่ท่านผู้บัญชาการกล่าว ข้าจักจำไว้ให้ขึ้นใจ ท่านผู้บัญชาการรักษาตัวด้วย!”
หลังออกมาจากจวนตระกูลเตียนแล้ว เล่าเจี้ยงก็พาไทสูจู้ไปที่ค่ายทหาร และเตรียมพร้อมเดินทางขึ้นเหนือ
“เตียนห้องไม่ยินยอมติดตามนายท่านหรือขอรับ?”
หลังจากที่เล่าเจี้ยงออกมาคนเดียวด้วยสีหน้าหดหู่ ไทสูจู้ก็รู้แล้วว่าต้องประสบอุปสรรคในการชักชวนเป็นแน่
“เฮ้อ…”
เล่าเจี้ยงถอนหายใจอย่างหนัก ระหว่างพูดยังคงไม่ยินยอม
“เตียนห้องมีความสามารถยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถใช้งานเขาได้!”
ไทสูจู้รู้สึกประหลาดใจอย่างมากกับการปฏิเสธของบัณฑิตหนุ่มแห่งฮ่อปัก เล่าเจี้ยงมีอนาคตไร้ขอบเขต ใครบ้างในแผ่นดินจะไม่รู้?
“นายท่านยังไม่บรรลุนิติภาวะ ราชสำนักเองก็แต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารม้าแล้ว ท่านทลายกลุ่มโพกผ้าเหลือง ตัดหัวโปไฉ เก่งทั้งบุ๋นและบู๋ทุกคนต่างรู้กันทั่ว ไฉนเตียนห้องผู้นั้นถึงปฏิเสธนายท่านกัน?”
“เตียนห้องมีภาระติดพันกับครอบครัว”
พูดจบก็เล่าเรื่องของบัณฑิตหนุ่มให้ไทสูจู้ฟังอีกรอบ
“ไม่น่าเล่านายท่านถึงเศร้าเช่นนี้ นี่มันเป็นเรื่องที่จนปัญญาจริง ๆ”
ไทสูจู้ไม่มีภาระติดพันกับครอบครัว จึงพาแม่แปรพักตร์ไปอยู่กับเล่าเจี้ยง ทว่าเตียนห้องทำไม่ได้ เนื่องจากตระกูลเตียนหยั่งรากลึกอยู่ในฮ่อปัก
นี่ไม่ใช่เพราะเล่าเจี้ยงไม่ดีพอ และไม่ใช่เพราะเตียนห้องไม่ชอบเล่าเจี้ยง ทั้งหมดนี้คือโชคชะตา
เหมือนกับคนสองคนที่รักกัน แต่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เลยทำได้แค่เสียใจไปตลอดชีวิต
เล่าเจี้ยงไม่มีวันไปรุ่งเรืองอยู่ที่แคว้นกิจิ๋ว เตียนห้องเองก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อตระกูลเตียนได้
เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยบทกลอนออกมาอย่างเนิบนาบ
“จะเกิดเหตุอันใดให้มันเกิด ปล่อยไปเถิดอย่าได้ฝืนชะตาฟ้า!”
[1] 孝廉 เสี้ยวเหลียน เป็นระบบที่ให้ข้าราชการประจำท้องถิ่นที่คัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและเสนอชื่อต่อราชสำนัก เพื่อเข้ารับราชการ โดยผู้ที่ถูกเสนอชื่อถูกเรียกว่าเสี้ยวเหลียน