พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 60 ทฤษฎีผลกระทบผีเสื้อขยับปีก
บทที่ 60 ทฤษฎีผลกระทบผีเสื้อขยับปีก
“ท่านแม่ทัพ พวกเราหนีกันมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว กองทัพหลวงย่อมไล่ตามไม่ทันแน่นอน!”
“อย่าพูดมาก! เจ้าไม่อยากมีชีวิตรอดแล้วรึ? เล่าเจี้ยงผู้นั้นเดี๋ยวผีเข้าผีออก ใครจะรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน!”
“ท่านแม่ทัพ พวกเราจะหนีไปไหนกัน!”
ดวงตาของซุนต๋อง แม่ทัพลัทธิโพกผ้าเหลืองคนหนึ่งทอประกาย เขายืนนิ่งโดยไม่พูดอะไร
กองทัพของเล่าเจี้ยงบุกตีกองกำลังของเตียวก๊กจนแตกกระจัดกระจาย และทำให้แผนการปิดล้อมโลติดล้มเหลว
ซุนต๋องทำได้เพียงเสียสละทหารใต้บังคับบัญชา และรีบพาทหารองครักษ์นับพันคนหลบหนีไป
หลังวิ่งมาหนึ่งวันหนึ่งคืนอย่างงุนงง ตอนนี้อยู่ห่างจากเมืองจวี้ลู่ไปมากกว่าหนึ่งร้อยลี้แล้ว
“ท่านแม่ทัพ ตอนนี้พวกเราเหลือกันอยู่ไม่กี่ร้อยคน พวกสหายมากมายล้วนหนีกระจัดกระจายกันไปหมดแล้ว!”
ซุนต๋องมองไปยังขบวนทัพที่แตกพ่าย และอดรู้สึกเศร้าไม่ได้
นึกถึงตอนนั้นที่เขาเคยเป็นนายทัพของผู้คนนับหลายหมื่นคน ทว่าตอนนี้กลับเหลือเศษทหารเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น!
“พวกเราหนีขึ้นเหนือ อยู่ให้ห่างเล่าเจี้ยงไอ้ป่าเถื่อนคนนี้!”
ในความคิดของซุนต๋อง เล่าเจี้ยงต้องไปที่อำเภอกงจ๋งเพื่อต่อสู้กับเตียวก๊กจนตายแน่ ขอแค่ตนหนีขึ้นเหนือไปได้ ย่อมต้องอยู่ห่างไอ้อัปมงคลผู้นี้แน่นอน
“อันดับแรกเราจะไปรวบรวมกลุ่มลัทธิโพกผ้าเหลืองในเมืองเสียงสันก่อน หากเป็นไปได้ ก็ยึดเอาเมืองนั้นมาเสีย แต่ถ้าไม่ได้ พวกเราก็ถอยเข้าไปในภูเขา”
“ข้าไม่เชื่อว่าเล่าเจี้ยงจะเข้าไปในภูเขาได้!”
ทว่าซุนต๋องไม่เคยคาดคิดเลยว่า จิตใจของผู้บัญชากการหนุ่มไม่ได้อยู่ที่อำเภอกงจ๋งเลย
หนึ่งเดือนต่อมา ณ แคว้นกิจิ๋ว
“ฆ่ามัน! ทั้งหมดบุก!”
นักรบเกราะทองผู้หนึ่งกำลังนำทหารม้าเข้าโจมตีกองทัพโพกผ้าเหลือง
“ตั้งค่ายกลกระบวนกรวย เจาะทะลวงกองทัพศัตรู!”
“ย้า!!!”
ทหารม้าสองพันนายเปลี่ยนค่ายกลก่อตัวเป็นรูปทรงกรวยอย่างรวดเร็ว ก่อนพุ่งไปทางกองทัพโพกผ้าหลืองประหนึ่งลิ่มอันแหลมคมที่เจาะทัพศัตรูจนแตกพ่าย ทัพหน้าจะต้องรวดเร็วและเฉียบคม ปีกซ้ายขวาของกองทัพจะต้องแข็งแกร่งและทรงพลังเพื่อแยกทัพศัตรู
การโจมตีของทหารม้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นดุจฟ้าคำราม ท่าทางไร้ศัตรูของผู้กล้าหาญก็แสดงออกมาอย่างเต็มที่
นักรบเกราะทองไม่ใช่ใครอื่นคือเล่าเจี้ยงนั่นเอง!
เด็กหนุ่มถือดาบใหญ่อยู่ในมือ ควบม้าทะยานใส่ทัพศัตรูเป็นคนแรก
ครั้นกองทัพโพกผ้าเหลืองเห็นทหารม้าพุ่งเข้ามา ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ตับไตปั่นป่วนไปหมด!
ก่อนการปะทะจะเริ่มขึ้น ทหารนับไม่ถ้วนเริ่มทิ้งหมวกทิ้งเกราะ และหลบหนีด้วยความตื่นตระหนกไปแล้ว
เล่าเจี้ยงแยกทัพศัตรูออกจากกันอย่างง่ายดาย กองทัพโพกผ้าเหลืองถูกทหารม้าทะลวงผ่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และหลบหนีไปทั่วทุกสารทิศทันที
แค่บุกโจมตีครั้งเดียวเท่านั้น ก็ทำให้กองทัพโพกผ้าเหลืองพ่ายแพ้ยับเยิน
อานุภาพของทหารม้าช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
เล่าเจี้ยงไม่ได้สั่งให้ตามไป เขามีทหารม้าเพียงสองพันนาย มิควรแยกกันกระจัดกระจายจนเกินไป
“นายท่าน หนึ่งเดือนมานี้ ทัพเราโจมตีกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองไปหลายสิบหนแล้ว ทั้งยังช่วยเหลือเมืองและอำเภอต่าง ๆ นับไม่ถ้วน ฮ่า ๆ ๆ”
เตียนอุยตะเบ็งเสียงตะโกน ดวงหน้าดูภาคภูมิใจเสียเต็มประดา
“นั่นสิ เดิมทีแคว้นกิจิ๋วก็เป็นรังของกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองอยู่แล้ว แต่กลับถูกพวกเราบุกตีจนหนีหัวซุกหัวซุน!”
หลังเล่าเจี้ยงออกจากเมืองจวี้ลู่แล้วก็อ้อมเมืองเงียบกุ๋น มุ่งหน้าขึ้นเหนือ
ระหว่างทางมีกองทัพโพกผ้าเหลืองมากมาย ทว่าไม่ใช่กลุ่มใหญ่มาก ซึ่งมากสุดมีเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น
และส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกก่อการจลาจลและโจรที่ทั้งเผา สังหาร และปล้นสะดม เรียกได้ว่าก่ออาชญากรรมทุกประเภทภายใต้ธงประจำกองทัพโพกผ้าเหลือง
เล่าเจี้ยงนำทหารม้าเข้าโจมตี ซึ่งโดยพื้นฐานก็สามารถตัดสินสถานการณ์ได้แล้ว
ผู้บัญชาการไม่ใช่คนถ่อย ปกติหลังจากฆ่าหัวหน้าโจรแล้ว เขาก็จะหยุดไล่ตามทันที
ระหว่างทางเจอกับการโจมตีหมู่บ้านและเมืองที่ถูกปิดล้อม ผู้บัญชาการเล่าก็เลือกจัดการไปทีละอย่าง
ไม่นาน ชื่อของเขาก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งแคว้นกิจิ๋ว
ทหารโพกผ้าเหลืองหลายคนเห็นทหารม้าก็พากันวิ่งหนี เมื่อได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเล่าเจี้ยงแม้แต่เด็กน้อยยังไม่กล้าร้องไห้
เล่าเจี้ยงยังมีฉายาเป็นขุนพลสวรรค์อีกด้วย
หลังจากผ่านการสู้รบน้อยใหญ่มาหลายสิบครั้ง ทหารม้าทัพนี้ก็มีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเผชิญหน้ากับการต่อสู้ ไม่มีใครลังเล พากันควบม้าทะยานไปข้างหน้า
ยามล่าถอย จะไม่มีใครสู้ต่อ หยุดทำตามคำสั่งทันที
ทั้งกองทัพต่างเคารพเลื่อมใสในตัวเล่าเจี้ยงอย่างมาก เขามีบารมีเหลือล้น วรยุทธ์ล้ำเลิศ
เล่าเจี้ยงมักเป็นผู้นำพุ่งเข้าแนวรบของศัตรูก่อนเสมอ
“ฮ่า ๆ ๆ นายท่าน ฝ่าบาทควรแต่งตั้งให้ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ ปล่อยให้ท่านบัญชาการทหารม้าในใต้หล้า โจรโพกผ้าเหลืองจะต้องหนีหัวซุกหัวซุนเป็นแน่ ฮ่า ๆ ๆ”
เตียนอุยพูดแบบนี้ไม่เพียงแค่หนึ่งครั้ง ทุกครั้งที่ตีกองทัพโพกผ้าเหลืองแตกพ่าย เขาจะชมเชยผู้เป็นนายเสมอ
เล่าเจี้ยงยังคงหรี่ตาใส่เขาเช่นเดิม และจนปัญญากับคนบื้อผู้นี้
“เจ้านี่อย่ามัวพูดจาเหลวไหล”
เตียนอุยเองก็ไม่กลัว เขารู้นิสัยของผู้เป็นนายอย่างดี แจ้งแก่ใจว่าคำพูดล้อเล่นนี้ไม่มีทางกล่าวโทษตำหนิเขาแน่นอน
“นายท่าน ตอนนี้กองทัพเราโด่งดังไปทั่ว พวกโจรโพกผ้าเหลืองได้ยินก็ขลาดกลัวเหตุใดถึงไม่ไปสนามรบหลักเลยล่ะ?”
ไทสูจู้เสนอความเห็นแก่เล่าเจี้ยง เขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรกับวีรกรรมที่ไม่จำเป็นพวกนี้
พวกเขากวาดล้างกลุ่มโพกผ้าเหลืองในแคว้นกิจิ๋วทั่วทุกที่ แม้ผลลัพธ์จะน่าทึ่ง ทว่าทางราชสำนักกลับไม่เห็นคุณงามความดีเสียเท่าไร มิสู้ฆ่าพวกนายทหารใหญ่ของกลุ่มโพกผ้าเหลืองเสียจะดีกว่า
“จืออี้ เตียวก๊กใกล้จะตายแล้ว ทว่าไม่ใช่เวลานี้ อีกอย่างโลติดก็ใกล้จะจบเห่แล้ว”
“หืม รองแม่ทัพโลติดจะพ่ายให้กับเตียวก๊กหรือ? เขาเคลื่อนพลตามกลยุทธ์ของนายท่านไม่ใช่หรอกหรือ?”
ไทสูจู้เผยสีหน้ากังวล โลติดทำตามแผนของเล่าเจี้ยง หากพ่ายแพ้ จะต้องสาดโคลนมาถึงพวกตนเป็นแน่
เล่าเจี้ยงส่ายหน้าเบา ๆ พลางเผยรอยยิ้มออกมา
“หาใช่พ่ายแพ้ให้แก่กลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง แต่พ่ายแพ้ให้แก่ขันที โลติดถือตัวและดูถูกขันที เขาไม่รู้เลยว่าแม้แต่โฮจิ๋นยังทำอะไรกับขันทีไม่ได้”
“พวกขันทีละโมบในทรัพย์เงินทอง เขาไม่ให้เงินก็นับว่าสร้างศัตรู แล้วยังกล่าววาจาโอหังด้วยทุกครั้ง พวกขันทีเตียวเหยียงจะทนนั่งดูเขาประสบความสำเร็จได้รึ?”
“ขันทีเรอะ… ขันทีอีกแล้ว!”
เตียนอุยพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง และเอ่ยด้วยความโกรธ
“หากขันทีพวกนี้ไม่ถูกกำจัด แผ่นดินนี้คงไม่มีวันสงบสุข!”
เล่าเจี้ยงทอดมองไปเบื้องหน้าโดยไม่พูดอะไร
ความเสื่อมถอยของราชวงศ์ฮั่นหาใช่มีสาเหตุจากกองกำลังหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นผลมาจากปัญหามากมายที่ปะทุขึ้น
หากกำจัดขันทีไป พระประยูรญาติก็จะมีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว หากกำจัดพระประยูรญาติไป พวกตระกูลขุนนางเก่าแก่ก็จะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง
จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรน่ะหรือ? เล่าเจี้ยงเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางเป็นศัตรูกับตระกูลขุนนางเก่าแก่ในแผ่นดินเป็นอันขาด
ในตอนที่เล่าเจี้ยงกำลังขบคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงฮองตงดังเข้ามา
“นายท่าน เบื้องหน้าก็คือเมืองเสียงสันแล้ว พวกเราเดินทางรอนแรมสู้รบมาหลายร้อยลี้ ในที่สุดก็ถึงเสียที!”
“โอ้ว!”
เล่าเจี้ยงรู้สึกตกใจ และอดลอบอุทานกับตัวเองไม่ได้
ถึงเสียที!
จูล่ง*[1] ข้ามาหาแล้ว!
ความรักที่นักท่องเวลามีต่อขุนพลเกราะขาวนั้นล้วนมาจากคนรุ่นหลัง
อีกฝ่ายเป็นชายที่สมบูรณ์แบบมากคนหนึ่ง แต่ความสามารถเป็นอย่างไรนั้นยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากในรุ่นต่อไปอยู่
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ จูล่งไม่ได้มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่ เขาเป็นชาวนาโดยแท้ และอาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลเตียว อำเภอเจินติ้ง
ขุนพลเตียวจูล่งสามารถสรุปได้ในสี่คำ ‘ภักดี มีคุณธรรม กตัญญู และกล้าหาญ!’
เขามีพี่ชายหนึ่งคน น้องสาวหนึ่งคน พ่อแม่ของเขาเสียไปเร็ว พี่ชายจึงเลี้ยงดูพวกเขาทั้งสองจนเติบใหญ่
ในประวัติศาสตร์ จูล่งกตัญญูต่อพี่ชายมาก จึงจากเล่าปี่ไปหลายปี ซึ่งมีคนบอกว่านี่เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดตำแหน่งของชายผู้นี้ในจ๊กก๊กถึงไม่สูงนัก
เรื่องความภักดี มีคุณธรรมไม่ต้องพูดถึง นับตั้งแต่จูล่งติดตามเล่าปี่ก็ไม่เคยคิดจะไปติดตามใครอีกเลย
ส่วนความกล้าหาญนั้นเข้าถึงได้ยาก ครั้งหนึ่งเขาเคยติดตามกองซุนจ้านยกทัพจับศึกไปทั่วแดนในฐานะทหารม้าขาว ต่อมาเขาได้รับการชื่นชมจากเล่าปี่ว่าเป็นคนกล้าหาญอย่างยิ่ง
เล่าเจี้ยงชื่นชอบจูล่งมานานแล้ว อาจกล่าวได้ว่าจุดประสงค์ของการมาที่ฮ่อปัก ก็เพื่อชายคนนี้
ความล้มเหลวในการชักชวนเตียนห้องเปรียบเสมือนการพบทางสว่าง เขากระจ่างแจ้งดี เขาในตอนนี้ต้องทะนุถนอมคนที่มีความสามารถทุกคนที่ไร้กองหนุนเบื้องหลัง
ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขาในการสรรหาผู้มีความสามารถ เขาถึงขั้นเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือไม่สามารถชักชวนที่ปรึกษาแม้แต่คนเดียวได้!
แม้แต่เตียนห้องที่เป็นตระกูลเตียนสายรอง และได้รับการชื่นชมจากเล่าเจี้ยงมายาวนานยังปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคนมีความสามารถคนอื่น ๆ?
เล่าเจี้ยงไม่แน่ใจว่าจะชักชวนจูล่งสำเร็จ ความกตัญญูของเขากลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด
แม้จูล่งไม่มีภาระพัวพันกับครอบครัว ทว่าพี่ชายของเขาก็จะตายในไม่ช้า
หากเขายังใช้เวลาดูแลครอบครัวต่อไปอีกสามปี ไม่แน่เล่าเจี้ยงอาจอยู่ที่แคว้นเอ๊กจิ๋วแล้ว
สุภาพบุรุษแห่งเสียงสันจะเดินทางหลายหมื่นลี้เพื่อไปหาเล่าเจี้ยงหรือ?
นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดที่เล่าเจี้ยงต้องเอาชนะ
“รายงาน!”
ในระหว่างที่ผู้บัญชาการหนุ่มกำลังคิดไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ก็มีรายงานด่วนมาจากหน่วยสอดแนม
“รายงานท่านแม่ทัพ อำเภอฮั่วลู่ข้างหน้านี้ถูกกลุ่มโพกผ้าเหลืองนับพันโจมตี ตอนนี้เมืองกำลังตกอยู่ในอันตรายขอรับ!”
[1] เตียวจูล่ง ขุนพลเกราะขาว สมญานามสุภาพบุรุษแห่งเสียงสาน หนึ่งในห้าทหารเสือแห่งจ๊กก๊ก