พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 79 ถูกเล่าเจี้ยงแหย่รังแตนอีกครั้ง
บทที่ 79 ถูกเล่าเจี้ยงแหย่รังแตนอีกครั้ง
ค่ายทหารเตียวโป้ กระโจมผู้บัญชาการ
“ไร้ประโยชน์ ไร้ประโยชน์หมด! สี่วันแล้ว บาดเจ็บล้มตายไปสามหมื่นกว่าคน! แต่กลับเหยียบกำแพงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
เตียวโป้โกรธจัด หากสถานการณ์ยังดำเนินแบบนี้ต่อไป กองทัพโพกผ้าเหลืองคงตีอำเภอกงจ๋งแตกไม่ได้แม้จะสูญเสียคนทั้งหมดก็ตาม!
นายทัพที่ค่อนข้างมีรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนขึ้น และโค้งคำนับให้เขา
“ท่านแม่ทัพ อาวุธโจมตีเมืองของกองทัพเราเรียบง่ายเกินไป นอกจากบันไดปีนก็ไม่มีอย่างอื่นแล้วขอรับ”
และมีอีกคนหนึ่งยืนขึ้นเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า
“นั่นสิ กองทัพทางการอาศัยอาศัยอาวุธป้องกันเมือง สังหารทหารของเราอย่างไร้ปรานี ช่างน่าชังจริง ๆ!”
เตียวโป้จ้องมองนายทัพคนนี้ ภายในใจรู้สึกโกรธจัด
“ข้ายังไม่รู้ว่าอาวุธโจมตีเมืองขาดแคลน! หากทุกอย่างพร้อมสรรพ ข้าจะมีพวกเจ้าไปทำไมกัน!”
“ท่านแม่ทัพ ในความคิดข้า มิสู้หยุดโจมตีชั่วคราว แล้วสร้างอาวุธโจมตีขึ้นมา”
เมื่อเตียวโป้ได้ยินเช่นนี้ ก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
“ตามความเห็นเจ้า? เจ้ามีความรู้อะไร! หากอาวุธโจมตีนั้นสร้างง่าย เหตุใดหนึ่งเดือนกว่านี้ข้าถึงสร้างได้แค่บันไดปีน?”
นายทัพหนุ่มถูกเตียวโป้ดุด่า ก่อนล่าถอยหลังไป
“ท่านแม่ทัพ ตอนนี้โจมตีได้ยาก มิสู้ถอยทัพไปเมืองเซี่ยชวีหยาง แล้วค่อยหาโอกาสใหม่!”
เตียวโป้ตบโต๊ะอย่างแรง พลางชี้หน้าด่าคนที่บอกว่าให้ถอนทัพยกใหญ่
“ไอ้โง่! พวกเราทุ่มกำลังบุกโจมตี จะถอยทัพกลับง่าย ๆ ได้เยี่ยงไร!”
“ผู้ใดบังอาจพูดว่าถอยทัพอีก ฆ่าทิ้งทันที!”
นายทัพทุกคนต่างตกใจเตียวโป้จนสีหน้าซีดเซียว พร้อมกับนั่งไม่เป็นสุข และไม่มีใครกล้าพูดเรื่องไร้สาระอีก
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด เตียวเหลียงก็เดินเข้ามา พลางรีบจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้จบลงด้วยดี
“นายทัพทุกท่านเหน็ดเหนื่อยลำบากกับการโจมตีเมืองมาหลายวัน ข้าว่าพวกท่านรีบกลับไปพักผ่อนก่อนจะดีกว่า!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ ก่อนรีบลุกขึ้นและจากไปทีละคน
เตียวโป้มองน้องชายอย่างโกรธเคือง ก่อนเอ่ยด้วยโทสะ
“ยังไม่ทันได้หารือเรื่องบุกโจมตีเลย เจ้าปล่อยให้พวกเขาไปได้อย่างไร!”
“พี่รอง อย่าเพิ่งคุยเรื่องโจมตีเมืองเลย ตอนนี้ในกองทัพมีเสบียงเหลือแค่วันเดียวแล้ว!”
“อะไรนะ!”
เตียวโป้เบิกตากว้างทั้งสองข้าง พลางชี้เตียวเหลียงด้วยความโกรธ
“เจ้าทำงานอย่างไรฮะ?”
เตียวเหลียงเสียใจอย่างมาก เขาส่งทหารไปทุกวัน แต่น่าชังนักที่พวกเขาเพิ่งรายงานให้เขาทราบวันนี้
“พี่รอง ข้าส่งหน่วยขนส่งเสบียงไปตั้งแต่วันที่สองแล้ว หากนับวันนี้ด้วย เราส่งออกไปสามชุดแล้ว! แต่น่าชังนักที่คนในหน่วยขนเสบียงเพิ่งมาบอกข้าวันนี้!”
“มันใช้ได้ที่ไหนกัน! ไปฆ่ามันซะ!”
เตียวโป้คำรามด้วยความโกรธ จากนั้นก็ทรุดฮวบนั่งลง พลางพึมพำกับตัวเองไม่หยุด
“หากไม่มีเสบียงและหญ้า เราจะสู้รบได้อย่างไร…”
เตียวเหลียงเองก็ขบฟันด้วยความเกลียดชัง ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่ามีลับลมคมใน
“ต้องเป็นไอ้เล่าเจี้ยงนั่นทำแน่! พี่รอง พรุ่งนี้เราต้องถอนทัพ!”
เตียวโป้ถีบโต๊ะกระเด็นออกไป ในใจได้ทักทายบรรพบุรุษเล่าเจี้ยงไปนับพันครั้งแล้ว
“ไม่ว่าข้าจะโง่แค่ไหน ยังรู้ว่าเล่าเจี้ยงเป็นคนทำ แต่เรายังถอนทัพออกมาไม่ได้!”
“ไม่มีเสบียง พวกเราจะสู้อย่างไร!”
“เจ้าสั่งการลงไปก่อน พรุ่งนี้ลดเสบียงลงครึ่งหนึ่ง แล้วค่อยส่งคนไปเก็บส่วยอาหาร!”
“แต่…”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ไปทำตามที่สั่ง!”
เตียวเหลียงตัวสั่นไปทั้งร่าง เตียวโป้โกรธจริงแล้ว เห็นทีการถามหลายครั้งหลายหนของตัวเองจะไปยั่วโมโหพี่ชายเข้า
“ขอรับ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
วันต่อมา เตียวโป้ไม่ได้วางแผนโจมตีเมืองอีก แต่วิ่งแจ้นไปอยู่หน้าเมือง ตะโกนเรียกเล่าเจี้ยงไม่หยุด
“เล่าเจี้ยง! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
“เล่าเจี้ยง ไอ้เต่าหดหัว ออกมาคุยกันเดี๋ยวนี้!”
“…”
“จะแหกปากทำไม!”
เล่าเจี้ยงเดินออกมาอยู่ริมกำแพง พลางมองเตียวโป้อย่างรังเกียจ
“เจ้าโจรน้อย! มาหาข้าด้วยเหตุอันใด?”
เตียวโป้เห็นเล่าเจี้ยงออกมา ก็ได้สติขึ้นมาทันที
“เล่าเจี้ยง ไอ้เต่าหัวหด ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย กล้าออกมาสู้กับข้าหรือไม่!”
เล่าเจี้ยงไม่สนใจเตียวโป้ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป
“หยุด!”
เตียวโป้กราดเกรี้ยวมาก เล่าเจี้ยงไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้ ไอ้คนสับปลับ!”
เล่าเจี้ยงเดินไปอยู่ริมกำแพงเมืองอีกครั้ง พลางส่ายหัวมองเตียวโป้ และรู้สึกมีความสุขมาก
“เตียวโป้ วันแรกข้าบอกเจ้าแล้ว ข้าจะรอเจ้าอยู่บนกำแพงเมือง เจ้าปัญญาอ่อนหรือ? ฟังภาษาคนไม่เข้าใจ?”
“เจ้า!”
“ข้าอะไร?”
“เล่าเจี้ยง เสียแรงที่พี่ชายข้าชื่นชมเจ้ามาก ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะทำเป็นแค่พูดจาหยาบคายอยู่ที่นี่!”
เล่าเจี้ยงได้ยินเช่นนี้ ยิ่งหัวเราะเสียงดังเข้าไปใหญ่
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ข้าเล่าเจี้ยงเป็นถึงผู้บัญชาการแห่งราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่! จำเป็นต้องได้รับความชื่นชมจากกบฏคนหนึ่งด้วยหรือ?”
“เจ้า! เจ้า!”
เตียวโป้ถูกเล่าเจี้ยงยั่วโมโหจนหน้าดำหน้าแดง และพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน
“สรุปเจ้ามีอะไรอีกหรือไม่? ไม่มีข้าจะได้ไป!”
จู่ ๆ เตียวโป้ก็จำเรื่องที่ตัวเองมาหาเล่าเจี้ยงได้ ก่อนรีบตะโกนออกไป
“ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ หากเจ้าไม่สู้รบด้วย พรุ่งนี้ข้าจะถอนทัพ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ”
เล่าเจี้ยงดวงตาเป็นประกาย “เตียวโป้ เกรงว่าเสบียงในกองทัพเจ้าคงจะหมดแล้วสินะ!”
“เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย ไอ้สารเลว รู้จักแค่ใช้แผนชั่ว!”
เตียวโป้ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าเล่าเจี้ยงส่งคนไปปล้นเสบียงและหญ้า
“ฮึ่ม!”
“เจ้ากล้าดูแคลนข้ารึ!”
เมื่อเตียวโป้เห็นเล่าเจี้ยงโกรธ เขาแอบมีความสุขในใจ รีบเพิ่มไฟต่อทันที
“ข้าว่าเจ้าแค่ใช้กลอุบายชั่วเป็นเท่านั้น แท้จริงแล้วไม่มีความสามารถอะไรเลย! เสียแรงยังเรียกตัวเองว่าเป็นผู้บัญชาการแห่งราชวงศ์ฮั่น แม้แต่สู้กับข้าเจ้ายังไม่กล้าด้วยซ้ำ!”
“เจ้าไอ้กบฏกล้าดีอย่างไรมากล่าววาจาโอหังเช่นนี้!”
เล่าเจี้ยงโกรธมากจนหอบหายใจแรง พลางชี้หน้าด่าเตียวโป้
“พรุ่งนี้ข้าจะนำกองทัพออกจากเมืองต่อสู้กับเจ้า! เจ้ากล้าต่อสู้ด้วยหรือไม่!”
“ได้! พรุ่งนี้กี่ยาม ข้าจักได้จัดเตรียมกองทัพและต่อสู้กับเจ้าอย่างแท้จริง!”
เตียวโป้มีสีหน้าตื่นเต้น ในที่สุดก็กระตุ้นศัตรูออกมาได้!
“พรุ่งนี้ยามเฉิน*[1]!”
สิ้นเสียงเล่าเจี้ยงก็หมุนตัวเดินจากไป ไม่สนใจเตียวโป้อีก
เตียวโป้ถอนทัพกลับไปที่ค่ายด้วยความพึงพอใจ เป้าหมายของวันนี้ได้บรรลุแล้ว!
ในที่สุดก็ล่อเล่าเจี้ยงออกมาได้ พรุ่งนี้ต้องคว้าโอกาสไว้ ทำลายเล่าเจี้ยงให้สิ้นซาก
เตียวโป้มองเตียวเหลียงแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “น้องสาม พรุ่งนี้เช้าให้ทหารได้กินข้าวดี ๆ สักมื้อ ยามเฉินจะไปทำศึกกับเล่าเจี้ยง!”
“ดี ขอแค่เล่าเจี้ยงยอมออกมา ต้องยึดเอาอำเภอกงจ๋งได้แน่”
เตียวเหลียงเองก็ดูตื่นเต้นเช่นกัน เขาเชื่อมั่นว่าขอแค่เล่าเจี้ยงยอมออกจากเมืองมา เขาต้องพ่ายแพ้แน่นอน!
ภายในจวนของเล่าเจี้ยงในตอนนี้มีนายพลหลายคนมารวมตัวกัน
“ท่านแม่ทัพ มิควรต่อสู้กับกลุ่มโพกผ้าเหลืองเด็ดขาด!”
“ท่านแม่ทัพ หลังจากต่อสู้มาหลายวัน กองทัพโพกผ้าเหลืองได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ก็เพราะได้ประโยชน์จากกำแพงเมือง!”
“ใช่แล้วท่านแม่ทัพ โจรโพกผ้าเหลืองมีมากกว่าเราหลายเท่า หากเราออกไปรบนอกเมือง ผลแพ้ชนะก็ยากจะคาดเดาได้”
“ยามนี้โจรโพกผ้าเหลืองเสบียงใกล้หมดแล้ว มิสู้รอเสบียงพวกมันหมดก่อนแล้วค่อยไล่โจมตีตามก็ยังไม่สาย”
“…”
“พอแล้ว พอแล้ว!”
เล่าเจี้ยงหยุดทุกคน เขาฟังคำโน้มน้าวจนรำคาญแล้ว
“ข้าตัดสินใจแล้ว หากไม่ปะทะกัน กองทัพโพกผ้าเหลืองต้องถอนทัพออกไปแน่ และไม่เอื้อให้กองทัพเราปราบกบฏ”
“พรุ่งนี้ข้าจะหาทางถ่วงเวลาเขาไว้หนึ่งวัน วันมะรืนออกจากเมืองไปรบกับกองทัพโพกผ้าเหลือง”
“พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวข้าอีก แค่ปรับกองทัพให้พร้อม เตรียมต่อสู้ก็พอแล้ว!”
พวกนายพลไม่ได้พูดอะไร แต่เหลือบมองหน้ากันด้วยสีหน้าลังเล
เล่าเจี้ยงรู้สึกขุ่นเคือง ดูเหมือนหลายวันมานี้ตัวเองจะเป็นกันเองกับพวกเขามากเกินไป!
“ศึกครานี้ทุกคนต้องทุ่มสุดความสามารถ และทำตามคำสั่ง! ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่ง ตาย!”
“ขอรับ!”
ทุกคนต่างตกใจที่เล่าเจี้ยงโกรธขึ้นมากะทันหัน ก่อนพากันกุมมือรับคำสั่ง
วันรุ่งขึ้น เตียวโป้นำกองทัพมาถึงหน้าเมืองรอเล่าเจี้ยง แต่เมื่อเห็นว่ายามเฉินใกล้จะผ่านไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นอีกฝ่ายออกมา!
หลังจากรอมาเป็นเวลานาน เตียวโป้ก็หมดความอดทน จึงตะโกนด่าอยู่เบื้องล่าง
“เล่าเจี้ยง เจ้าไอ้ชั่วหาที่เปรียบไม่ได้ ริอาจหลอกข้า! เจ้าไอ้คนที่แย่ยิ่งกว่าหมูหมา เจ้าไม่มีวันตายดีแน่!”
จากนั้นหันไปมองทหารโพกผ้าเหลือง แล้วตะโกน “ด่า ด่าให้ข้า ด่าไอ้ชั่วช้าคนนี้ออกมา!”
หลังจากได้ยินคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ทหารโพกผ้าเหลืองต่างพากันเปล่งเสียงด่าทอเล่าเจี้ยง และทักทายบรรพบุรุษของอีกฝ่าย
พริบตาเดียวคำหยาบคายดังก้องไปทั่วสนามรบ แม้แต่ทหารเฝ้าเมืองต่างมีสีหน้าโกรธเคือง
แล้วเล่าเจี้ยงล่ะ? เขาซ่อนตัวล่างกำแพงเมืองพร้อมแอบยิ้ม ไม่สนใจคำก่นด่าจากด้านล่างเลยแม้แต่น้อย
[1] ยามเฉินคือ ช่วงเวลาประมาณ 07.00 – 08.59 น.