พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 78 ความสูญเสียจากการรบที่สูงจนไม่อาจยอมรับได้
บทที่ 78 ความสูญเสียจากการรบที่สูงจนไม่อาจยอมรับได้
สิ้นเสียงคำรามของเตียวโป้ กองทัพโพกผ้าเหลืองพลันกระจายกันออกเป็นสี่กลุ่ม และแยกกันไปล้อมเมืองทางทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือสี่ทิศ
หลังจากนั้นไม่นาน อำเภอกงจ๋งก็ถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา ทั้งสี่ทิศถูกล้อมไว้หมด และกองทัพโพกผ้าเหลืองยังคงทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา!
บันไดถูกป่ายอยู่บนกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศของอำเภอกงจ๋ง ทหารโพกผ้าเหลืองมาถึงใต้กำแพงเมืองแล้ว และกำลังตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมา
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเบื้องล่างตกอยู่ในสายตาเล่าเจี้ยงทั้งหมด ทว่าเขาไม่ได้มีท่าทางกังวลอะไร
กองทัพโพกผ้าเหลืองดูเหมือนจะมีทหารมาก ทรงอานุภาพน่าเกรงขาม ทว่าความจริง ได้แค่อวดเก่งอยู่ใต้กำแพง และทำได้แค่ปีนกำแพงเมืองในการโจมตีเมืองเท่านั้น
มีบันไดมากมาย แต่การออกแบบนั้นเรียบง่ายมาก มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผลงานของเตียวโป้
หากเป็นเมืองธรรมดา เล่าเจี้ยงคงไม่ผ่อนคลายขนาดนี้ อำเภอกงจ๋งแห่งนี้เคยเป็นฐานทัพของเตียวก๊กก่อนหน้านี้ และเคยเป็นป้อมปราการที่เคยต้านทานการโจมตีของโลติด
อำเภอกงจ๋งถูกเตียวก๊กสร้างขึ้นมาเป็นเหมือนดังถังเหล็กใส่อาวุธ ภายในอำเภอจึงมีอุปกรณ์ป้องกันมากมาย
เตียวโป้หนีไปที่เมืองเซี่ยชวีหยางด้วยความลุกลน ไม่เพียงแต่มอบทั้งหมดนี้ให้กับเล่าเจี้ยง แต่ยังสร้างอุปสรรคสำคัญในการโจมตีให้ตัวเองด้วย!
กองทัพโพกผ้าเหลืองดูเหมือนจะดุร้าย ทว่าความจริงทำได้แค่พึ่งพาบันไดในการโจมตีเมืองเท่านั้น แม้จะมีทหารนับแสนคน เล่าเจี้ยงก็ยังไม่เกรงกลัวเช่นเดิม
กองทัพโพกผ้าเหลืองโจมตีจากทุกทิศทาง พลางร้องโห่สะเทือนเลื่อนลั่น จนได้ยินไปทั่วอำเภอกงจ๋ง
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้กองทัพหลวงหวาดกลัวแต่อย่างใด เล่าเจี้ยงได้เตรียมการไว้แล้ว นายกองรักษาประตูเมืองในแต่ละที่เริ่มตอบโต้กลับอย่างเป็นระบบระเบียบ
“ยิงธนู อย่าปล่อยให้พวกกบฏเหล่านี้บุกเข้ามา!”
“ผลักบันไดออกไป!”
“น้ำเหม็น*[1] พร้อมแล้วหรือยัง? รีบเอามาเร็ว!”
“เทน้ำมันร้อน ลวกไอ้พวกชั่วให้ตายเสีย!”
“พลธนู เล็งไปที่กลุ่มกบฏด้านล่าง ยิง!”
เตียวโป้ไม่รู้จักกลยุทธ์แห่งสงคราม จึงสั่งให้ทั้งหมดบุกเข้าไป ไม่รู้จักการผลัดโจมตีเมืองเลยแม้แต่น้อย
ส่งผลให้มีทหารโพกผ้าเหลืองอยู่ข้างล่างมากเกินไป จึงไม่สามารถปีนบันไดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้คนนับหลายหมื่นกองอยู่ข้างล่างเมือง บันไดมีเท่าไรก็ใช้หมด ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงมารวมตัวกันรอบ ๆ บันไดเท่านั้น นี่จึงทำให้กองทัพหลวงมีเงื่อนไขในการโจมตีที่ดีขึ้น
“อ๊าก! ข้าโดนธนูยิงแล้ว! ช่วยข้าด้วย!”
“โอ๊ย ร้อนจะตายแล้ว!”
“อี๋! เหม็นมาก อ๊าก! ร้อนจังเลย!”
“เร็วเข้ายกโล่ขึ้นมา! ยกโล่ขึ้นมา!”
กองทัพเล่าเจี้ยงแค่หลับหูหลับตาตาเทลงไป ไม่ว่าจะเป็นยิงธนู เทน้ำมัน หรือเทน้ำเหม็น
ขอแค่เทออกไปนอกกำแพงเมือง จะต้องทำร้ายกองทัพโพกผ้าเหลืองได้แน่ อีกทั้งยังบาดเจ็บสาหัสกันระนาว!
ทหารโพกผ้าเหลืองที่โดนยิงต่างกรีดร้องพร้อมล้มลงไปกับพื้น และถูกทหารโพกผ้าเหลืองที่อยู่ใกล้ ๆ เหยียบย่ำตายอย่างไร้เยื่อใย
ทหารโพกผ้าเหลืองได้รับบาดเจ็บจากน้ำมันร้อนกับน้ำเหม็นลวกกันเป็นแถบ ก็ตะเกียกตะกายหนีอย่างบ้าคลั่งด้วยความเจ็บปวด และถึงขั้นกวัดแกว่งดาบในมือไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง
กองทัพโพกผ้าเหลืองโกลาหลในทันที ยังไม่ทันมีใครสักคนได้โจมตีหอประตูเมือง ก็บาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมากแล้ว
ทั้งหมดนี้ล้วนตกอยู่ในสายตาเตียวโป้ แต่กระนั้นไม่ได้ทำให้เขาสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“พี่รอง! เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่!”
เตียวเหลียงทนดูไม่ไหวแล้ว สถานการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว เตียวโป้กลับยังไม่สะทกสะท้าน!
เตียวโป้หันไปมองเขา แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“กลัวอะไร! กองทัพเรามีตั้งหนึ่งแสนห้าหมื่นคน ไม่กลัวตายหรอก! ”
“เล่าเจี้ยงจะมีอาวุธป้องกันเท่าไรกันเชียว?”
เตียวเหลียงมองเตียวโป้ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ และรู้สึกหวาดกลัวในใจ
มีการส่งไปตายแบบนี้ที่ไหนกัน?
“แต่…”
“พอแล้ว ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น! สู้รบที่ไหนบ้างไม่มีคนตาย!”
เตียวโป้ไม่สนใจเตียวเหลียงอีก ก่อนสั่งทหารให้รุดไปข้างหน้าต่อ
เป็นดังที่เตียวโป้คาดไว้ ตามเวลาที่ล่วงเลยไป อาวุธป้องกันเมืองบนกำแพงเมืองเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างช้า ๆ ทหารโพกผ้าเหลืองพอได้เหยียบหอประตูเมือง และปะทะกับทหารรักษาเมืองเป็นเวลาสั้น ๆ อยู่บ้าง
เพียงแต่ตอนนี้โจมตีมาสามชั่วยามแล้ว ขวัญกำลังใจของทหารโพกผ้าเหลืองตกต่ำอย่างมาก ไม่ดูทรงอานุภาพเหมือนแรกเริ่มแล้ว
ทหารโพกผ้าเหลืองที่ปีนกำแพงเมืองไม่สามารถยืนได้เลย ไม่นานก็ถูกทหารทางการรัดคอตาย
เบื้องล่างเมืองเต็มไปด้วยศพของกลุ่มโพกผ้าเหลือง ซึ่งส่งผลต่อกำลังใจทหารโพกผ้าเหลืองที่เหลือทุกคน
คนที่หวาดกลัวย่อมทำอะไรไม่ถูก และกำลังรบที่เดิมทีอ่อนแออยู่แล้วยิ่งแย่ลงไปอีก
เตียวโป้ในตอนนี้ไม่มีความสงบนิ่งเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไปแล้ว เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าสับสน
เหตุใดยังเหยียบกำแพงเมืองไม่ได้ทั้ง ๆ ที่กองทัพอีกฝ่ายใช้อาวุธป้องกันไปหมดแล้ว กลับกันการโจมตีของพวกเขายิ่งแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ
ทั้งหมดนี้ไม่เหมือนกับที่เขาคาดเดาไว้เลย!
เตียวโป้มีสีหน้ามืดมน เขาเริ่มใจเสีย แต่เพราะศักดิ์ศรีจึงมิอาจยอมรับผิดกับเตียวเหลียงได้
“พี่รอง!”
เตียวเหลียงมองออกว่าเตียวโป้ลำบากใจ จึงเปิดปากเอ่ยก่อน
“พี่รอง ทำแบบนี้ต่อไปไม่ใช่เรื่องดี ยามนี้บุกโจมตีมาสามชั่วยามแล้ว พวกทหารอ่อนล้ายิ่งนัก!”
“กองทัพเราเดินทางมาไกล ไม่ได้พักเลย ตอนนี้กำลังของทหารถึงขีดจำกัดแล้ว! หากยังต่อสู้ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไร!”
เตียวโป้เผยสีหน้าเศร้าใจ หากรู้เร็วกว่านี้เมื่อครู่คงไม่พูดอวดโอหัง
“เฮ้อ แล้วจะทำเยี่ยงไร?”
“ถอดทัพก่อนเถิด! กองทัพเราต้องการตั้งค่ายพักแรม! อีกอย่างเรานำเสบียงมาแค่เพียงห้าวัน ต้องส่งทหารไปจัดการเส้นทางขนส่งเสบียงด่วน”
“ก็ได้! ตีระฆังถอยทัพ!”
เตียวโป้หาทางลงให้ตัวเอง เขาเป็นคนห้าว ทว่าไม่ได้โง่ สิ่งที่เตียวเหลียงพูดเขารู้ดีอยู่แก่ใจ
แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!
หลังจากเสียงระฆังดังขึ้นในสนามรบ ในที่สุดทหารโพกผ้าเหลืองก็ผ่อนคลายลง ก่อนถอยกลับประหนึ่งกระแสน้ำไหล
…
ณ จวนผู้บัญชาการ โถงหารือ
เล่าเจี้ยงนั่งอยู่บนเก้าอี้หลัก มองลูกน้องใต้บังคับบัญชาก่อนถามว่า “ทหารอาสาหยาง สถานการณ์ของการรบวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
ทหารที่นั่งอยู่เพียงคนเดียวยืดตัวตรง ก่อนกุมมือรายงานต่อเล่าเจี้ยง
“แม่ทัพเล่า วันนี้กองทัพเราบาดเจ็บเล็กน้อยราวร้อยนาย ไม่มีการบาดเจ็บสาหัสหรือล้มตาย ส่วนกองทัพโพกผ้าเหลืองมีผู้เสียชีวิตมากกว่าหกพันราย”
“อืม”
เล่าเจี้ยงโบกมือไปทางทหารอาสา บ่งบอกให้พวกเขานั่งลง จากนั้นมองไปทางนายกองรักษาประตูเมือง
“วันนี้กลุ่มโพกผ้าเหลืองฝืนโจมตีเมืองโดยไม่มีหยุดพัก แม้กองทัพเราจะเตรียมพร้อมกันมาอย่างเต็มที่แล้ว กระนั้นกลับบาดเจ็บไปกว่าร้อยคน!”
นายกองรักษาประตูบูรพาหานฉีลุกขึ้นเอ่ย
“ท่านแม่ทัพ ไม่คิดเลยว่ากลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองจะบ้าคลั่งขนาดนี้ ฝืนโจมตีเมืองโดยไม่ตั้งค่ายพักแรม! และคาดไม่ถึงเลยว่าเตียวโป้จะโจมตีเมืองได้นานขนาดนี้จริง ๆ! ด้วยเหตุนี้อาวุธป้องกันที่เตรียมไว้จึงไม่เพียงพอ!”
เล่าเจี้ยงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ตำหนิหานฉี
“พรุ่งนี้เตรียมอาวุธป้องกันเมืองเพิ่ม เพื่อลดการบาดเจ็บล้มตายของทหารเรา!”
หานฉีเผยสีหน้าลำบากใจ ก่อนเอ่ยเตือนเล่าเจี้ยงอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ทัพ หากเราใช้ของป้องกันเมืองโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ แม้ภายในอำเภอกงจ๋งจะมีมากแค่ไหน เกรงว่าคงยืนหยัดอยู่ได้ไม่นาน!”
เล่าเจี้ยงเผยรอยยิ้มออกมา ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ
“พวกเจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้! พวกเตียวโป้สองคนคงบ้าคลั่งได้อีกไม่นานหรอก!”
เมื่อพวกหานฉีได้ยินเล่าเจี้ยงพูดเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลมากอีกต่อไป
“ในเมื่อท่านแม่ทัพมีความมั่นใจเช่นนี้ พรุ่งนี้เราจะไม่ยอมให้พวกโจรโพกผ้าเหลืองปีนขึ้นมาบนกำแพงได้แน่นอน!”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าอย่างปลื้มใจ การเชื่อฟังแบบนี้ทำให้เขารู้สึกสบายในการบัญชาการยิ่งนัก
“เอาละ! ทุกท่านรีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องเป็นการรบที่ดุเดือนแน่!”
“ขอรับ!”
วันที่สอง ยามอิ๋น*[2] กองทัพโพกผ้าเหลืองเป่าแตรบุกโจมตี ซึ่งโจมตีประตูทั้งสี่ทิศในเวลาพร้อมกัน
ทว่ากองทัพทางการได้เตรียมพร้อม และรอกองทัพโพกผ้าเหลืองก่อนแล้ว
การโจมตีของกองทัพโพกผ้าเหลืองในวันนี้รุนแรงกว่าเมื่อวานมาก แต่น่าเสียดายที่เล่าเจี้ยงออกคำสั่งไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องประหยัดเสบียงอาหารและอาวุธ จึงก่อเกิดเป็นการต่อสู้ชีวิตแลกทรัพยากรอีกครั้ง กองทัพโพกผ้าเหลืองรุดโจมตีอย่างต่อเนื่องหกชั่วยาม ตั้งแต่ฟ้าสางจรดค่ำมืด!
นายกองรักษาเมืองขนทรัพยากรป้องกันเมืองจากในเมืองมาหลายหน และจู่โจมเข้าใส่ทหารโพกผ้าเหลืองอย่างบ้าคลั่ง
กองทัพโพกผ้าเหลืองปีนขึ้นไปบนกำแพงเมืองได้เมื่ออาวุธป้องกันของกองทัพทางการหมดลง ทว่าพวกเขาไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เลย!
ครั้นกองทัพหลวงเติมอาวุธเสร็จ การรุกรานของกองทัพโพกผ้าเหลืองก็หยุดลงทันที
ผลลัพธ์แค่คิดก็รู้ได้ กองทัพโพกผ้าเหลืองยังคงล้มเหลวในการบุกเข้าเมือง และกองทัพหลวงยังคงจ่ายราคาน้อยในการแลกกับการบาดเจ็บล้มตายของกองทัพผ้าโพกหัวเหลืองจำนวนมาก
เตียวโป้ยุติการปิดล้อมเมืองในวันนี้ด้วยค่าเสียหายจากการล้มตายของผู้คนจำนวนมาก
การปิดล้อมบุกโจมตีดำเนินไปเป็นเวลาสี่วัน เตียวโป้ที่มีกองทัพมากกว่าแสนนาย มิอาจทนได้อีกต่อไปแล้ว!
[1] น้ำเหม็น 金汁烧 หมายถึงน้ำอุจจาระ
[2] ยามอิ๋น คือเวลาประมาณ 03.00 – 04.59 น.