พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 86 โฮจิ๋นได้รับ ‘การนับถือ’ จากทุกคน
บทที่ 86 โฮจิ๋นได้รับ ‘การนับถือ’ จากทุกคน
หลังจากเดินทางรอนแรมมาสิบกว่าวัน ในที่สุดพวกเล่าเจี้ยงก็เห็นกำแพงเมืองลกเอี๋ยง
ทว่าเสียงเล่าลือถึงความอำมหิตยังคงแพร่สะพัดออกมาจากแคว้นกิจิ๋ว และไม่นานก็มาถึงทัพของเล่าเจี้ยง
“นายท่าน เหตุใดฮองฮูสงผู้นั้นถึงได้โหดเหี้ยมเช่นนี้? ตั้งแปดหมื่นคนเลยนะ แปดหมื่นคนเต็ม ๆ! เขาฆ่าทิ้งทั้งหมด!”
จูล่งโมโหมาก ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
ฮองตง และไทสูจู้เงียบไม่พูดอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมรับกับผลลัพธ์เช่นนี้
มิน่าเล่าคนผู้นี้ถึงมีจุดจบที่เลวร้าย!
เล่าเจี้ยงอัดแน่นไปด้วยความรู้สึก ในใจก่นด่าฮองฮูสงไม่หยุด
แม่ทัพผู้นั้นยังคงย้ำถึงสิ่งที่กระทำไว้ในประวัติศาสตร์ สังหารหมู่ทหารโพกผ้าเหลือง กองหัวกระดูกไว้ด้วยกัน และสร้างเป็นหอคอยสูงที่น่าสยดสยองนัก!
“เสียแรงที่นายท่านขอร้องเขาก่อนออกเดินทาง ไม่คิดเลยว่าไอ้แก่ผู้นี้จะทำเช่นนี้ มิกลัวกรรมตามสนองหรือไร?”
เล่าเจี้ยงยังคงเผยสีหน้าขุ่นเคือง เขามองเตียนอุยพร้อมส่ายหน้าอยู่เนิ่นนาน
“เป็นเพราะพวกเรายังไม่มีอำนาจมากพอ จะควบคุมผู้อื่นได้!”
“หากทรงอำนาจไร้ผู้ใดในใต้หล้ากล้าขัดขืนได้ ถึงจะเป็นการช่วยชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง!”
คำพูดนี้ของเล่าเจี้ยงทำให้ฮองตงชะงักไปเล็กน้อย อดอุทานอย่างตกใจมิได้
คำพูดนี้ของนายท่านไม่ต่างอะไรกับวางแผนก่อกบฏอย่างลับ ๆ
ไม่มีใครกล้าขัดขืนงั้นหรือ ก็มีแค่ตำแหน่งเดียวที่มีอำนาจทั้งหมดมิใช่หรอกหรือ?
เตียนอุยกลับไม่แยแส เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “เช่นนั้นพวกเราจะช่วยให้นายท่านแข็งแกร่งจนมิมีผู้ใดกล้าขัดขืนเอง!”
ไทสูจู้กับจูล่งไม่พูดอะไร ทว่ามีสีหน้าขบคิด
การตัดสินใจนี้มาค่อนข้างฉุกละหุก ทำให้พวกเขาไม่ทันได้เตรียมตัวเลย
วาจานี้เฉียบคมเกินไป กล่าวได้ว่าระหว่างฮ่องเต้กับเล่าเจี้ยง พวกเขาจงรักภักดีได้เพียงแค่คนเดียว!
เนิ่นนาน ฮองตง ไทสูจู้และจูล่งสามคนเหลือบมองหน้ากัน ก่อนพากันคารวะนายท่าน
“พวกเราจะทำตามคำสั่งรับใช้นายท่าน!”
น้ำเสียงหนักแน่นพิกล เห็นได้ชัดว่าได้ทำการตัดสินใจแล้ว
การตัดสินใจแบบนี้ได้เป็นเรื่องปกติมาก ฮองตองเป็นหนี้บุญคุณเล่าเจี้ยง และคบหากับนายท่านมานานที่สุด ประมาณสิบกว่าปีได้แล้ว
ไทสูจู้เป็นคนกตัญญู เล่าเจี้ยงดูแลมารดาตัวเองมาโดยตลอด อีกอย่างทั้งสองร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมานับหลายครั้ง ย่อมไม่ต้องพูดอะไรมาก
เตียนอุยยิ่งง่ายมาก โดยพื้นฐานเขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังชิงชังราชสำนักเป็นทุนเดิม เชื่อว่าเตียนอุยไม่สนใจเรื่องเปลี่ยนมือผลัดแผ่นดินแน่นอน
แต่จูล่งกลับค่อนข้างยุ่งยาก แม้จะมีชาติกำเนิดเป็นชาวบ้าน ทว่าความรู้สึกภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นลึกซึ้งเข้ากระดูก ดีที่จูล่งหาได้จงรักภักดีอย่างโง่เขลา เล่าเจี้ยงเองก็เป็นแซ่เล่า เป็นเชื้อสายราชวงศ์เช่นกัน
สรุปคือเล่าเจี้ยงคือเจ้านายที่ปราดเปรื่องในใจพวกเขา เป็นเทพโป๋เล่อ*[1] ของพวกเขาทั้งสี่คน หากไม่มีเล่าเจี้ยง พวกเขาในตอนนี้จะกำลังทำอะไรอยู่ก็ไม่มีใครพูดได้
“ฮ่า ๆๆๆ!”
เล่าเจี้ยงมีความสุขมาก เขาปฏิบัติต่อทั้งสี่ด้วยความจริงใจ แต่ก็นับว่าไม่เสียแรงเปล่า
“พวกเราดูเหมือนราชาและขุนนาง แต่ความจริงแล้วเป็นสหายกัน ไม่ต้องมากพิธีหรอก!”
ในตอนนี้เอง ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งออกมาจากประตูเมืองลกเอี๋ยง ผู้นำคือเสี่ยวหวงเหมินคนหนึ่งที่เร่งรุดเดินมาหา
“เบื้องหน้าข้าคือใต้เท้าเล่า เล่าเจี้ยง แม่ทัพบูรพาประจำราชสำนักใช่หรือไม่?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “เป็นข้าน้อยเอง”
“ใต้เท้าเล่า ฝ่าบาทกำลังว่าราชกิจ เมื่อทราบว่าท่านเล่าเจี้ยงกลับมาลกเอี๋ยงวันนี้ จึงมีพระราชโองการให้ข้าน้อยมารอพบที่นี่ และพาใต้เท้าเข้าวัง”
“ฮั่นเซิง เจ้าจัดทหารไปตั้งค่ายพักแรม จืออี้ เจ้าคุมตัวพี่น้องเตียวนี้ไปส่ง จากนั้นพวกเจ้าก็กลับไปรอข้าที่จวน”
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เล่าเจี้ยงมองไปที่เสี่ยวหวงเหมินด้วยรอยยิ้มบางเบา “พวกเราไปกันเถิด”
เสี่ยวหวงเหมินประหลาดใจที่ได้รับความสำคัญอย่างไม่คาดฝัน จึงรีบก้มตัวโค้งคำนับ
“ท่านแม่ทัพ เชิญ!”
เสี่ยวหวงเหมินพาเล่าเจี้ยงเข้าไปในท้องพระโรงอย่างชำนาญลู่ทาง ด้านในกำลังว่าราชกิจกันอยู่
เล่าเจี้ยงถอดรองเท้า ถอดฝักดาบออก และยืนรออยู่หน้าท้องพระโรงรอเรียกเข้าเฝ้า
“มีพระบัญชาให้เล่าเจี้ยงเข้าท้องพระโรง!”
เสียงดั่งเป็ดร้องดังกังวานเข้ามาในหู
เล่าเจี้ยงรีบจัดแจงหมวกอาภรณ์ดี ๆ ก่อนก้มหน้าเดินเข้าไปตรงกลางท้องพระโรง แล้วคุกเข่าลงคำนับ
“ขอฝ่าบาทมีอายุยืนยาวหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”
เฮือก
เมื่อได้ยินคำสรรเสริญติดปากของเล่าเจี้ยง พวกขุนนางอดตะลึงไม่ได้ เล่าเจี้ยงผู้นี้ช่างประจบสอพลอเหลือคณาจริง ๆ!
หลายวันมานี้พระเจ้าเลนเต้อารมณ์ดีมาก กลุ่มโพกผ้าเหลืองนับถูกปราบปรามแล้ว พวกเตียวก๊กสามคนล้วนประเคนหัวมาให้ เหลือเพียงพวกกลุ่มจลาจลกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่อง
ขุนนางที่สร้างคุณงามความดีปราบกบฏโพกผ้าเหลืองมากที่สุดก็คือพลทหารเล่าเจี้ยงแห่งตระกูลเล่า เป็นลูกหลานราชนิกุลที่พระเจ้าเลนเต้เลื่อนยศตำแหน่งให้เอง!
“ลุกขึ้นได้”
น้ำเสียงที่พระเจ้าเลนเต้ใช้อ่อนโยนมาก เล่าเจี้ยงช่างเป็นของขวัญที่สวรรค์มอบให้แก่เขาจริง ๆ
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เล่าเจี้ยงลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนมองไปที่ฝ่าบาทด้วยความเคารพ รอพระองค์ตรัส
พระเจ้าเลนเต้ยิ่งมองยิ่งชอบแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มากขึ้น ไยเจ้าเด็กคนนี้ถึงดีขนาดนี้
ครั้นนึกถึงตัวเองแต่งตั้งเล่าเจี้ยงไปปราบโจรโพกผ้าเหลืองอย่างฉลาดปราดเปรื่อง ก็ชื่นชมตัวเองอยู่ในใจไม่น้อย
“ลำบากเจ้าแล้ว”
เล่าเจี้ยงรีบโค้งตัวคำนับ
“เพื่อรับใช้ฝ่าพระบาท กระหม่อมไม่รู้สึกลำบากเลยพะย่ะค่ะ”
“ฮ่า ๆๆๆ ดี!”
พระเจ้าเลนเต้มองขุนนางทุกคน ก่อนเริ่มอวยยศ
“ขุนนางเล่าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น หากนับกันขึ้นมาก็นับว่าหลานชายเรา และเป็นเราเองที่แต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งให้”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งนัก!”
พวกขุนนางพากันคำนับ พร้อมตะโกนเสียงดัง
“ฮ่า ๆๆๆๆๆ!”
พระเจ้าเลนเต้พลันหน้าแดงทันใด ดูหอบเล็กน้อย น่าจะเป็นความดันสูง
สำหรับขุนนางที่ประจบสอพลอ มันเป็นเหมือนอ้อยเข้าปากช้างของพระเจ้าเลนเต้ ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ ก็รับไว้หมด!
“ฝ่าบาท!”
ตอนนั้นเองโฮจิ๋นก็ขยับตัวลุกออกมา กุมมือคำนับพระเจ้าเลนเต้
“ทูลฝ่าบาท ก่อนหน้านี้เพื่อบัญชาการทัพใหญ่แทนตั๋งโต๊ะ เล่าเจี้ยงจึงได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพชั่วคราว เพลานี้กบฏโพกผ้าเหลืองสงบลงแล้ว ไม่ทราบว่าจะถอนคืนให้กลับไปเป็นตำแหน่งเดิมหรือไม่พะย่ะค่ะ?”
เมื่อคำพูดนี้ของโฮจิ๋นออกมา พวกขุนนางต่างตะลึงงัน ทุกคนต่าง ‘นับถือ’ เขายิ่งนัก
เล่าเจี้ยงสร้างคุณงามความดีมาตั้งเท่าไหร่? ไม่ต้องพูดทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจดี
ตัดหัวโปไฉ ตัดหัวเตียวก๊ก จับกุมเตียวโป้กับเตียวเหลียง เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการทำลายกลุ่มโพกผ้าเหลือง!
อีกทั้งยังช่วยเหลือขุนพลฮองฮูสง จูฮีและโลติดลูกน้องใต้บังคับบัญชาโฮจิ๋นด้วย
หากไม่มีเล่าเจี้ยง กองทัพโพกผ้าเหลืองจะพังพินาศเร็วขนาดนี้หรือ?
เมื่อครู่ที่พระเจ้าเลนเต้ชมเล่าเจี้ยงไป ความจริงแล้วก็คือชมตัวเองด้วยที่ฉลาดมองคนเก่ง
ตอนนี้เล่าเจี้ยงเพิ่งกลับมาราชสำนัก แถมยังคุมตัวหัวหน้าโจรเตียวโป้กับเตียวเหลียงสองคนกลับมาด้วย
โฮจิ๋นไอ้ตัวดี ไม่เอ่ยตกรางวัลให้ก็ว่าแล้ว กลับอยากถอดตำแหน่งแม่ทัพของเล่าเจี้ยงแทบไม่ไหว และที่สำคัญมันเป็นแค่ตำแหน่งแทนที่ชั่วคราวเท่านั้น
ไม่เพียงแต่ตบหน้าตัวเอง แต่ยังตบหน้าพระเจ้าเลนเต้ด้วย!
เจตนาของโฮจิ๋นชัดเจนอย่างมาก เขากลัวว่าพระญาติเชื้อสายตระกูลเล่าของฝ่าบาทจะเข้ามามีอำนาจ!
แม้พระเจ้าเลนเต้จะละโมบในทรัพย์สมบัติ แต่ก็เข้าใจงานราชการทั้งหมดทุกอย่าง
เจ้าโฮจิ๋นตัวดี กลัวเราจะกุมอำนาจทั้งหมดละสิ!
แต่ด้วยอำนาจของแม่ทัพโฮจิ๋นในตอนนี้ พระเจ้าเลนเต้ไม่ได้ระเบิดโทสะในทันที ทว่าส่งสายตาไปให้เตียวเหยียงที่อยู่ด้านข้างแทน
เตียวเหยียงเข้าใจในทันที เขาเป็นคนรู้ใจของพระเจ้าเลนเต้ เข้าใจและคาดเดาจุดประสงค์ของพระองค์ได้
“ท่านแม่ทัพใหญ่ช่างยุติธรรมจริง ๆ! พวกฮองฮูสงสามคนนั้นไม่ได้สร้างคุณงามความดีอะไรเลย ก็ถูกท่านแม่ทัพชมจนเกือบลอยขึ้นสวรรค์ ทั้งยังได้เลื่อนยศเลื่นตำแหน่งด้วย!”
“ยามนี้แม่ทัพเล่าตัดหัวโปไฉเข้าช่วยเหลือฮองฮูสง จูฮีที่เมืองฉางชี จากนั้นก็ตัดหัวเตียวก๊ก ช่วยโลติดที่ฮ่อปัก! เสร็จแล้วก็สู้รบรอนแรมเป็นพันลี้ในแคว้นกิจิ๋ว ไม่รู้ว่าสังหารโจรโพกผ้าเหลืองไปตั้งเท่าไหร่!”
“แม่ทัพเล่าสังหารเตียวก๊ก จับกุมเตียวโป้กับเตียวเหลียง สร้างคุณงามความดีเช่นนี้ ไม่ตกรางวัลให้ก็ว่าแล้ว กลับยังจะถอดตำแหน่งอีก?”
ยิ่งเตียวเหยียงกล่าวก็ยิ่งฮึกเหิม เริ่มสะบัดไม้สะบัดมือ ราวกับว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างมาก
พระเจ้าเลนเต้มองเตียวเหยียงด้วยความปลาบปลื้ม ช่างเข้าใจตัวเองจริง ๆ
โฮจิ๋นเห็นพระเจ้าเลนเต้มีสีหน้ามืดมน เหงื่อเย็นพลันผุดขึ้นมาบนหน้าผากทันใด
จบกัน! วู่วามเกินไป!
[1] 伯乐 เทพโป๋เล่อ เป็นเทพบนสวรรค์ที่จัดการดูแลเรื่องม้า ผู้คนจึงนำชื่อโป๋เล่อมาใช้เรียกผู้ที่มีความสามารถในการดูลักษณะม้าว่าเป็นม้าดีหรือม้าเลว และนำไปเปรียบเปรยว่าสามารถดูลักษณะคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถ)