พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 88 การขึ้นครองบัลลังก์ของพระเจ้าเลนเต้
บทที่ 88 การขึ้นครองบัลลังก์ของพระเจ้าเลนเต้
พระเจ้าเลนเต้พิงอยู่บนเตียง พลางถอนหายใจไม่หยุด การว่าราชกิจยามเช้าเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไปสำหรับเขา ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการเคล้านารีเมื่อคืน
“ฝ่าบาท ขุนพลหลังเล่าเจี้ยงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพลานี้รออยู่นอกตำหนัก”
“เชิญเข้ามาเถิด”
ไม่นาน เล่าเจี้ยงก็เดินเข้ามา ขณะที่กำลังจะคุกเข่าลง พระเจ้าเลนเต้ก็หยุดเขาไว้
“หลานชาย ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เล่าเจี้ยงยังคงโค้งตัวคำนับ
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่ขันทีเตียวเหยียง ก่อนจะเอ่ย “อาวุโสเหยียง ท่านไปทำงานของท่านเถิด”
“ข้าน้อยขอตัว”
เตียวเหยียงจากไปอย่างรู้งาน ทั้งห้องเหลือเพียงพระเจ้าเลนเต้กับเล่าเจี้ยงสองคน
แม่ทัพเล่ารู้ พระเจ้าเลนเต้ต้องมีเรื่องสำคัญจะพูดกับเขาเป็นการส่วนตัวแน่
“หลานชาย นั่งลงสิ”
พระเจ้าเลนเต้ชี้ไปด้านข้าง และเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา
“วันนี้ไม่มีฮ่องเต้หรือขุนนาง ข้าอยากคุยเรื่องเรากับเจ้า”
เล่าเจี้ยงคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระเจ้าเลนเต้ ยืดหลังตั้งตรง โดยไม่กล้าเสียมารยาทเลยแม้แต่น้อย
พระเจ้าเลนเต้ยิ่งมองก็ยิ่งชอบพอแม่ทัพเล่ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบอยากได้เป็นลูกตัวเอง!
“ครั้งนี้หลานทำผลงานได้ดีมาก เราปลื้มใจจริง ๆ”
เล่าเจี้ยงโค้งคำนับอีกครั้ง และยกความดีความชอบให้กับพระเจ้าเลนเต้โดยตรง
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบารมีของฝ่าบาท และราชวงศ์ฮั่นอำนาจยิ่งฟ้า ถึงทำให้เล่าเจี้ยงสามารถเอาชนะมาได้”
“เจ้านี่นะ ดีหมดทุกอย่าง เพียงแค่ถ่อมตัวมากเกินไป”
พระเจ้าเลนเต้ส่ายหน้าอย่างยิ้ม ๆ ทว่าปากเขาไม่ตรงกับใจ หากเด็กหนุ่มไม่ถ่อมตัว เขาคงไม่โปรดปรานขนาดนี้
“เจ้ารู้เรื่องในอดีตของข้าหรือไม่?”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
เล่าเจี้ยงส่ายหัว แต่ในความเป็นจริงเขารู้ พระเจ้าเลนเต้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างใสสะอาดได้ก็เพราะโชคช่วย
“เดิมทีเราเป็นบุตรชายของเจี่ยตู๋ถิงโหว ว่ากันตามปกติคือไม่มีทางขึ้นครองบัลลังก์ได้เลย ทว่าพระเจ้าฮั่นฮวนไร้ทายาท เราจึงถูกผลักขึ้นสู่บัลลังก์” พระเจ้าเลนเต้ถอนหายใจพร้อมนึกถึงเรื่องในอดีตของตัวเอง
“ตำแหน่งฮ่องเต้นี้ เรามาเป็นอย่างคับอกคับใจ ตอนได้ขึ้นครองบัลลังก์นั้น พระญาติเตาบู*[1] มีอำนาจล้นหลามและเผด็จการ เราเป็นเพียงฮ่องเต้หุ่นเชิดคนหนึ่ง อาจถูกทิ้งขว้างเมื่อไหร่ก็ได้ จึงห่วงความปลอดภัยของชีวิตเรากับครอบครัวทุกวัน”
“ดีที่เหล่าขันทีคนอื่น ๆ เดิมพันด้วยชีวิต ถึงกำจัดตระกูลเตาไปได้ ทำให้เรายึดกุมอำนาจได้อย่างแท้จริง”
เล่าเจี้ยงรีบเอ่ยสรรเสริญเยินยอ “เป็นเพราะฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ ถึงทำให้บริวารภักดีจนสามารถเดิมพันด้วยชีวิต”
“เฮ้อ!”
พระเจ้าเลนเต้ไม่รับคำชมอย่างน่าแปลกใจ แต่กลับโบกมือให้ ในคำพูดมีความรู้สึกเปลี่ยวเหงา
“พระญาติฝ่ายในถูกกำจัดไปแล้ว เหล่าตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่เคยถูกพระญาติฝ่ายในกดขี่ถือโอกาสผงาดขึ้นมา จึงเป็นที่มาที่ตระกูลขุนนางขึ้นสู่อำนาจ เราจึงตัดสินใจเริ่มกวาดล้างพรรคพวกขึ้น!”*[2]
“เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดข้าไม่จัดการขันทีไปเสีย?”
เล่าเจี้ยงยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้ เขาแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจอะไรเลย และรอดูว่าพระเจ้าเลนเต้ต้องการจะพูดอะไรกันแน่
“ขอฝ่าพระบาทตรัสให้ความกระจ่างแก่กระหม่อมด้วยเถิด”
“อืม”
พระเจ้าเลนเต้เองก็ชอบแสร้งทำเป็นรู้ทุกอย่าง เล่าเจี้ยงจึงเติมเต็มความต้องการของเขา
“ไม่ว่าขันทีจะมีอำนาจแค่ไหน แต่ไม่เป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของฮ่องเต้ ทว่าพระญาติกับตระกูลขุนนางเก่าแก่นั้นแตกต่างออกไป พวกเขาสามารถล้มล้างอำนาจทางการเมืองได้”
“เช่นเดียวกับพระเจ้าฮั่นกวงอู่ตี้ ปฐมจักรพรรดิในราชวงศ์ฮั่นตะวันออกไม่ผงาดขึ้นมา เกรงว่าราชวงศ์ฮั่นเราคงล่มสลายไปแล้ว”
“ฝ่าบาทปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
แม้พระเจ้าเลนเต้จะไม่รับคำชม กระนั้นเล่าเจี้ยงก็ไม่กล้านิ่งเงียบอยู่ตลอดเวลา ที่ควรชมก็ยังต้องขยันชมเข้าไป
“ตอนนี้เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองขึ้น เราจึงจำต้องยุติสงครามพรรคพวกลง และแต่งตั้งโฮจิ๋นเป็นแม่ทัพใหญ่ ดูแลกองกำลังทหารในแผ่นดิน”
“หากทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ เกรงว่าคงมีเตาบูผุดขึ้นมาอีกคนหนึ่ง! ดีที่เจ้าเล่าเจี้ยงปรากฏตัวออกมา และสังหารหัวหน้าโจรกลุ่มโพกผ้าเหลืองด้วยตัวคนเดียว ถึงทำให้โฮจิ๋นมิอาจกุมอำนาจไว้คนเดียวได้ทั้งหมด”
พระเจ้าเลนเต้มองไปที่เล่าเจี้ยงด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความซาบซึ้ง
“กระหม่อมคิดว่าแม้ไม่มีกระหม่อม ฝ่าบาทก็สามารถควบคุมโฮจิ๋นได้”
เล่าเจี้ยงรู้ต่อหน้าพระเจ้าเลนเต้ ตนต้องทำตัวถ่อมตน ให้พระเจ้าเลนเต้รู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้
เห็นได้ชัดว่าใช้ได้ผลกับพระเจ้าเลนเต้ เขาหัวเราะเสียงดังไม่หยุด
“ใช่ แต่เจ้ายังช่วยเรากำจัดความยุ่งยากไปได้ไม่น้อย”
“หากสามารถแบ่งปันความกังวลของฝ่าบาทได้ถือเป็นเกียรติของกระหม่อมอย่างยิ่ง!”
ปากเล่าเจี้ยงเอ่ยชม แต่ในใจกลับดูถูกเหยียดหยามมาก
พระเจ้าเลนเต้ไม่กลัวโฮจิ๋น เขาแค่กังวลกระเป๋าข้างเอว (ทรัพย์สิน) ของตัวเอง
เล่าเจี้ยงกระจ่างแจ้งดี ภายภาคหน้าเพื่อคานอำนาจทางทหารของโฮจิ๋น พระเจ้าเลนเต้ได้ก่อตั้งกองทัพซีหยวนแปดกองขึ้น
การควักกระเป๋าเงินของตัวเองให้ทหารหลายหมื่น เป็นสิ่งที่พระเจ้าเลนเต้รู้สึกลำบากใจที่สุด!
ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าเหตุใดฮ่องเต้แห่งแผ่นดินถึงโลภเงินได้ขนาดนี้!
“เราให้อำนาจเจ้าในการเปิดกองบัญชาการ ก็เพื่อให้เจ้าได้เป็นอิสระจากกองบัญชาการของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น”
เอาล่ะ ของจริงกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
เล่าเจี้ยงรู้ว่าคำพูดต่อไปเป็นประเด็นสำคัญทั้งหมด จึงรีบลุกขึ้นโค้งคำนับ
“กระหม่อมจะทำตามพระบัญชาของฝ่าบาท จะไม่ว่อกแว่กไปกับอิทธิพลใดทั้งสิ้น!”
“รีบลุกขึ้นเร็ว”
“เจ้าเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์ เราวางใจอยู่แล้ว”
พระเจ้าเลนเต้ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ก็รู้สึกดีขึ้นอย่างมาก
“เรายังมีอีกเรื่องหนึ่ง อยากฟังความเห็นของเจ้า”
“เชิญฝ่าบาทตรัสมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เรามีเจ้าองค์ชายอยู่สององค์ หองจูเปียนเกิดจากโฮฮองเฮา และเป็นโอรสองค์โต ส่วนหองจูเหียบเป็นโอรสที่เกิดจากพระสนมอองบิหยิน”
“หองจูเหียบนั้นเฉลียวฉลาด เรารักเขามาก ทว่าความต่างระหว่างรัชทายาทกับโอรสสนมนั้น ทำให้เราไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่ทราบว่าเจ้ามีความเห็นอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงมีสีหน้าตกตะลึง เรื่องเช่นนี้เขาจะกล้าแสดงความเห็นไปมั่ว ๆ ได้อย่างไร
“นี่เป็นเรื่องราชวงศ์ของฝ่าบาท กระหม่อมจะกล้าทูลได้อย่างไร!”
“เรื่องว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไปเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เชิญเจ้าว่ามาได้เลย” ฝ่าบาทยังคงยืนกราน แยกไม่ออกว่าให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเล่าเจี้ยงมากหรือกำลังหยั่งเชิงอยู่กันแน่
“เช่นนั้น กระหม่อมขอริอ่านกล่าวบางอย่าง ขอฝ่าบาทให้อภัยด้วย”
พระเจ้าเลนเต้จ้องเข้าไปในดวงตาเด็กหนุ่ม คำตอบของเล่าเจี้ยง คือการพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายสามารถเป็นคนสนิทของตนได้หรือไม่
“กระหม่อมเล่าเจี้ยงอ่านตำราพร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ถึงความต่างระหว่างรัชทายาทกับโอรสสนม ราชวงศ์ฮั่นเรายอยกขงจื๊อเพียงหนึ่งเท่านั้น กระหม่อมได้เรียนขงจื๊อนับแต่ยังเยาว์ อีกทั้งยังมีอาจารย์เต้เหี้ยน นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นอาจารย์”
“ความจงรักภักดีนั้นฝังแน่นลึกอยู่ในใจ ทว่าดังที่ฝ่าบาทตรัส ตามความเห็นของเล่าเจี้ยง หากฝ่าบาทคิดว่าองค์ชายหองจูเหียบเหมาะสมกว่า เช่นนั้นกระหม่อมก็จะสนับสนุนองค์ชายหองจูเหียบ”
“ดี!”
พระเจ้าเลนเต้ยิ้มอย่างมีความสุข เขาพอใจกับคำตอบยิ่งนัก
เขาต้องการคนนอกที่แข็งแกร่งมาช่วยเหลือ เล่าเจี้ยงผู้นี้ช่างเป็นของขวัญที่สวรรค์มอบให้จริง ๆ
“เจ้ายังไม่รู้ พระสนมอองบิหยินถูกโฮฮองเฮาวางยาพิษตายไปแล้ว! หญิงอสรพิษผู้นี้มีจิตใจชั่วร้ายนัก!”
เมื่อเห็นท่าทางดุร้ายของพระเจ้าเลนเต้ เล่าเจี้ยงก็ไม่ได้ปริปาก เขาไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์มารดาแห่งแผ่นดินได้
“จากนี้ไปเจ้าฟังคำสั่งเราเพียงผู้เดียว หากมีเรื่องอะไร เราจะสนับสนุนเจ้า!”
เล่าเจี้ยงยืนขึ้นอีกครั้ง ก่อนก้มลงคำนับแนบพื้น
“ทุกอย่างที่ฝ่าบาทสั่ง ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ กระหม่อมก็จะถวายการรับใช้จนกว่าจะเข้าประตูผี!”
พระเจ้าเลนเต้เหนื่อยนั่ง จึงลุกขึ้น ประจวบเหมาะเข้าไปช่วยพยุงเล่าเจี้ยงพอดี
“หลานไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ วันนี้ข้าแค่อยากพูดคุยทั่ว ๆ ไป”
“จริงสิ เรามีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุพอ ๆ กับเจ้า นามองค์หญิงว่านเหนียน เราอยากให้หมั้นหมายกับเจ้า เจ้าว่าอย่างไร?”
“หา!?”
พระเจ้าเลนเต้ขมวดคิ้ว ปฏิกิริยาของเล่าเจี้ยงดูใหญ่เกินไปหรือไม่
“ขอบพระทัยในความโปรดปรานของฝ่าบาท เพียงแต่กระหม่อมมีสัญญาหมั้นหมายแล้ว”
“หืม? ไม่คิดเลยว่าจะมีคนนำไปก่อน เป็นบุตรสาวบ้านไหนกัน?”
“ฝ่าบาท เป็นซัวเอี๋ยม ธิดาของท่านซัวหยง”
พระเจ้าเลนเต้ชะงักไป ก่อนอดแสยะยิ้มเย้ยหยันไม่ได้เมื่อนึกถึงนักปราชญ์ผู้เป็นปฏิปักษ์กับเหล่าขันที
“ที่แท้เป็นธิดาของตาเฒ่าหัวรั้นผู้นี้นี่เอง”
“เรื่องเหล่านั้นไว้ค่อยคุยกันทีหลัง! เราค่อนข้างเหนื่อยแล้ว หากเจ้าไม่มีอะไรก็ออกไปเถิด”
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมยังมีอีกเรื่องหนึ่งอยากขอรบกวน!”
เล่าเจี้ยงมองพระเจ้าเลนเต้ด้วยสีหน้าจริงจัง เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับเขา และจะต้องทำให้พระเจ้าเลนเต้เห็นด้วยให้ได้
“เรื่องอันใดรึ”
พระเจ้าเลนเต้กังวล เล่าเจี้ยงคงไม่ขอเงินจากเขาหรอกใช่ไหม!
“ก่อนหน้านี้ กระหม่อมได้คบหาทำความรู้จักกับซุนฮิวขุนนางสำนักประตูเหลือง เขาเป็นนายทหารอยู่ที่กองบัญชาการของท่านแม่ทัพใหญ่ กระหม่อมอยากขอให้ฝ่าบาทย้ายซุนฮิวมาที่กองบัญชาการของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้สิ”
พระเจ้าเลนเต้โล่งใจ ก่อนตอบตกลงทันทีโดยไม่คิดอะไร ขอเพียงไม่ขอเงิน เรื่องอะไรก็คุยกันได้!
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เล่าเจี้ยงมีความสุขมาก ด้วยตัวเองในปัจจุบันนี้ น่าจะพอดึงดูดซุนฮิวได้แล้ว!
“เอาล่ะ เจ้าไปเถิด”
“กระหม่อมขอตัวลา!”
[1] เตาบู ป็นนักการเมืองในยุคราชวงศ์ฮั่น เป็นบัณฑิตลัทธิขงจื๊อ และรับราชการเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในรัชสมัยพระเจ้าฮวนเต้ กระทั่งธิดาได้เลื่อนขั้นเป็นพระมเหสี (ฮองเฮา) เตาบูจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นด้วย ในที่สุดเตาบูเป็นได้เป็นหนึ่งในขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญ เมื่อธิดาขึ้นเป็นพระพันปีหลวง (ไทเฮา) และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระเจ้าเลนเต้ เตาบูพร้อมพยายามจะลิดรอนอำนาจของขันทีและแต่งตั้งบัณฑิตลัทธิขงจื๊อให้มารับราชการในราชสำนัก แต่ภายหลังแผนที่วางไว้กลับถูกล่วงรู้ เตาบูจึงพ่ายแพ้ในการรบกับกลุ่มขันที จนต้องฆ่าตัวตายในที่สุด
[2] เป็นเหตุการณ์ 党锢之禍 การกวาดล้างคณะบุคคล ซึ่งบางแห่งเรียกเป็นภาษาไทยว่า “สงครามแก๊งค์” หรือ “วิกฤตปัญญาชน” เป็นการขัดแย้งระหว่างขุนนางและพระญาติฝั่งพระมเหสีกับขันที เกิดขึ้นอยู่ด้วยกันสองครั้ง ครั้งแรกในสมัยจักรพรรดิฮั่นหวนตี้ (พระเจ้าฮวนเต้) ครั้งที่สองในสมัยพระเจ้าเลนเต้ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ฝ่ายขันทีกวาดล้างศัตรูทางการเมืองได้ราบคาบ และก้าวขึ้นมาชักนำการบริหารแผ่นดินในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น บรรดาขุนนางภักดีที่เหลืออยู่น้อยนิดพร้อมด้วยเหล่าบัณฑิตปัญญาชนจำนวนมากถูกล้างบางไป