ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 20 บ้านใหม่แสนซอมซ่อ
- Home
- ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล]
- บทที่ 20 บ้านใหม่แสนซอมซ่อ
เถียนฮวนยกมือปิดปาก หัวเราะจนตาหยี “ท่านคาดการณ์ไว้หมดแล้วใช่ไหมว่าพวกเขาจะให้พวกเราแยกบ้าน ถึงบอกข้าแต่แรกว่าไม่ต้องใส่ใจคำสั่งของท่านพ่อมากนัก”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า “ใช่ เดิมทีข้าอยู่แต่ในบ้าน พวกเขาใช้งานข้าเยี่ยงลา ทว่าเพราะพวกเขาเลี้ยงข้ามา ข้าจึงยอมให้พวกเขาใช้งานอย่างไรก็ได้ แต่เจ้าต่างออกไป เจ้าไม่ได้ติดหนี้บุญคุณพวกเขา เหตุใดต้องยอมให้เขาใช้งานด้วยเล่า อีกอย่างเจ้าก็เก่งเสียขนาดนี้ ถ้าพวกเขารู้ว่าเจ้ามีประโยชน์ ข้ารับรองได้เลยว่าเจ้าจะถูกใช้งานหนักกว่าเดิมเป็นแน่ ข้าไม่ยอมเด็ดขาด”
เถียนฮวนกะพริบตาปริบๆ “แต่ข้าแต่งเข้ามาก็ต้องปรนนิบัติครอบครัวสามี ท่านไม่พอใจอันใดหรือ”
“ประการแรก เจ้าคือภรรยาข้า แล้วค่อยเป็นลูกสะใภ้ตระกูลกู้ ต่อให้ต้องปรนนิบัติ ก็ต้องเริ่มจากข้าก่อนสิ!” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “คุณงามความดีของเจ้า ข้ายังไม่ได้ชื่นชมเลย จะให้คนอื่นมาได้ไปก่อน ข้าไม่ยอมหรอก!”
เขากล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย ไร้ความประหม่า
เถียนฮวนเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง
บุรุษผู้นี้ยามเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้น กลับดูสง่างามผ่าเผยราวกับกำลังกล่าวหลักธรรมคำสอนอันชอบธรรมก็ไม่ปาน!
ดวงหน้าของนางแดงระเรื่อ หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก
“กล่าววกไปวนมา สุดท้ายท่านก็อยากให้ข้าปรนนิบัติท่านมิใช่หรือ!” นางแหวใส่ด้วยท่าทีเขินอาย
“ไม่เหมือนกันสักหน่อย พวกเราเป็นสามีภรรยากัน ต้องอยู่ด้วยกันไปทั้งชีวิต เจ้าปรนนิบัติข้า ข้าก็จะปรนนิบัติเจ้าเช่นกัน!” กู้ฉางสุ่ยยิ้มพลางรับห่อผ้าจากมือนางมาแบกไว้บนบ่า มือใหญ่เอื้อมไปจับมือนุ่มนิ่มของนางไว้แน่น “ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน!”
“…อืม”
คำว่า ‘บ้าน’ ที่เขาเอ่ยออกมานั้นแผ่วเบา แต่กลับทำให้ใจของนางสั่นไหว
นานแล้วที่ไม่มีผู้ใดพูดกับนางเช่นนี้…
ตั้งแต่บ้านตระกูลเถียนล่มสลาย นางกับมารดาก็ต้องพึ่งท่านตาอาศัยอยู่บ้านตระกูลถัง
ท่านลุงก็จ้องจะฉกชิงตำรับลับของตระกูลเถียนที่ร่ำลือกันว่าตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำทุกวิถีทางเพื่อให้นางยอมมอบตำรับลับ
ป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่เอาแต่ย้ำเตือนนางอยู่ไม่ขาดว่านางเป็นคนนอก ในเมื่อมากินอยู่กับเขาโดยไม่เสียสิ่งใด ย่อมต้องตอบแทนบุญคุณ
ตลอดสามปี นางกับมารดาทำงานจิปาถะภายในบ้านท่านลุงทั้งหมด
ต่อให้พวกนางทำงานอย่างหนัก ป้าสะใภ้กับญาติผู้พี่ก็ไร้ไมตรีจิต
บ้านตระกูลถังไร้ความอบอุ่น…ยังจะเรียกว่าบ้านได้อีกหรือ
อยู่มาตั้งสามปี แต่ในใจเถียนฮวนก็ไม่เคยนับที่นั่นเป็นบ้านเลยสักครั้ง
ทว่าตอนนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางมีบ้านเป็นของตัวเองเสียที
บ้านเล็กๆ ที่เป็นของนางกับสามีเท่านั้น…บ้านที่เป็นของนางจริงๆ
คิดได้เช่นนั้น ใจนางก็พองโตด้วยความยินดีจนแทบระเบิดออกมา
แต่แล้ว…เมื่อเดินตามกู้ฉางสุ่ยมาถึงท้ายหมู่บ้านใกล้ตีนเขา เขาก็หยุดเท้าอย่างกะทันหัน
“ถึงแล้ว!”
เถียนฮวนรีบเงยหน้าขึ้นมอง แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้นางแทบจะหน้ามืดในทันที
“นี่…นี่คือบ้านของพวกเราหรือ”
นางชี้ไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่มุงด้วยฟางข้างหน้า อ้าปากค้างอยู่นานกว่าจะเอ่ยคำถามนี้ออกมาได้
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ที่ดินตรงข้างๆ กระท่อมนี้อีกสามหมู่ล้วนเป็นของเรา”
พูดจบเขาก็จูงมือนางเดินเข้าไป
กระท่อมหลังนี้ตอนมองจากไกลๆ ก็ดูซอมซ่ออยู่แล้ว เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นสภาพกระท่อมที่ทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ไม่รู้ว่ากระท่อมหลังนี้ถูกปลูกไว้นานเพียงใด หลังคาที่มุงด้วยฟางบางส่วนพังจนแสงลอดเข้ามาได้ บนผนังมีรูโหว่มากมาย
เพียงยืนอยู่ในกระท่อมก็สามารถมองเห็นภาพภายนอกได้อย่างชัดเจน
ภายในกระท่อมแทบไม่มีของใช้อื่นใด มีเพียงแผ่นไม้แผ่นหนึ่งที่เต็มไปด้วยฝุ่นวางพาดอยู่บนก้อนหินสองก้อนแทนเตียงนอน
หน้าเตียงยังมีก้อนหินอีกไม่กี่ก้อน กองไว้เหมือนจะใช้แทนเก้าอี้
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว
ที่นี่แร้นแค้นกว่าห้องของกู้ฉางสุ่ยในบ้านตระกูลกู้เสียอีก!
สถานที่เช่นนี้ ให้พักแรมสักคืนยังพอทน ทว่าพวกเขาจำต้องปักหลักอยู่ที่นี่จะทนได้อย่างไร
เถียนฮวนรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาทันที
จู่ๆ ฝ่ามือใหญ่อันแสนอบอุ่นมั่นคงของสามีได้วางลงบนไหล่ของนาง เสียงใสกระจ่างเอ่ยขึ้นข้างหูนาง
“ขอโทษนะ ข้าทำให้เจ้าต้องลำบากอีกแล้ว”
ทันใดนั้น ดวงตาเถียนฮวนก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
นางอดร่ำไห้ออกมาไม่ได้ น้ำตาไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก ร่วงพรูไม่ขาดสาย
กู้ฉางสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก
“อย่าร้องเลย ข้า…ข้า…”
เมื่อเห็นว่าเถียนฮวนไม่มีท่าทีว่าจะหยุดร้องไห้ จึงตัดสินใจรั้งตัวนางเข้ามากอด มือหนึ่งโอบนาง อีกมือประคองท้ายทอยของนางไว้ ให้นางได้ซุกลงกับอกของตน
เถียนฮวนนิ่งค้างไปชั่วขณะ
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ความเจ็บปวดในใจของนางกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น นางอดไม่ได้ที่จะคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่น แล้วปล่อยโฮร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
ไม่รู้ว่านางร้องไห้นานเท่าไร รู้เพียงว่าเปลือกตาปวดบวมไปหมด นางจึงหยุดร้องไห้
มือใหญ่ที่ประคองท้ายทอยผละออกไปแล้ว
เถียนฮวนเงยหน้าขึ้น เห็นอกเสื้อของกู้ฉางสุ่ยเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของนาง
บุรุษผู้นั้นก้มหน้าลงมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ตอนนี้เจ้ารู้สึกดีขึ้นหรือไม่ ถ้ายังไม่พอ เจ้าจะร้องต่ออีกสักหน่อยก็ได้นะ”
พรืด!
เถียนฮวนหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“ไม่เป็นไร ข้าร้องพอแล้ว” นางส่ายหน้า “แม้สิ่งที่เห็นตรงหน้าจะทำให้ผิดหวังมากเพียงใด ไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป เพราะฉะนั้นขอแค่ข้าได้ร้องไห้ระบายออกมาก็พอ ต่อจากนี้พวกเราจะทำอะไรก็ทำเถอะ!”
พูดจบ นางก็ยกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเช็ดน้ำตา
“เดี๋ยวก่อน!”
กู้ฉางสุ่ยกลับคว้ามื้อไว้อีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเขาไปเอาผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาจากที่ไหน เป็นผ้าไหมที่ซักจนสีซีดแต่ก็ยังนุ่มละมุน เขาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้านางอย่างเบามือ
“เรียบร้อยแล้ว!” เขาเก็บผ้าเช็ดหน้าไป ขมวดคิ้วมุ่น “พอเจ้าร้องไห้แล้วดูไม่ได้เลยจริงๆ ตาบวมราวลูกท้อ น่ากลัวชะมัด ต่อไปเจ้าอย่าร้องอีกเลยนะ ข้าพูดจริง ลำพังแค่ข้าตกใจยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าทำให้คนอื่นตกใจ ข้าต้องตามไปขอโทษเขาอีกนะ”
เถียนฮวนรีบถลึงตาใส่เขาทันที “ท่านกล้าว่าข้าขี้เหร่งั้นหรือ”
กู้ฉางสุ่ยกลับตบมือหนึ่งฉาด “เห็นไหม ข้าก็บอกแล้วว่าเวลาเจ้าโกรธน่ะดูดีกว่าตอนร้องไห้ตั้งเป็นร้อยเท่า! ต่อไปถ้าอารมณ์ไม่ดีจะตีจะด่าข้าอย่างไรก็ได้ แต่อย่าร้องไห้เลยนะ ข้าขอร้องละ! สภาพเจ้าดูไม่ได้จริงๆ!”
“ยังจะพูดอีก! ข้าจะตีท่านให้ตาย!”
เถียนฮวนโกรธจนเงื้อมือจะฟาดเขา กู้ฉางสุ่ยรีบคว้าหอบข้าวของแล้ววิ่งหนีทันที
ทั้งสองคนหยอกกันไปหยอกกันมา จนบรรยากาศโศกเศร้าเมื่อครู่ได้จางหายไปสิ้น
สุดท้ายเถียนฮวนก็ไล่ตามกู้ฉางสุ่ยจนทัน กดเขาลงกับพื้นแล้วตีกลับไปหลายที
เสียงร้องเจ็บของกู้ฉางสุ่ยที่ดังลั่นทำให้นางรู้สึกสะใจเป็นที่สุด พออารมณ์ดีขึ้น นางก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าอีกต่อไป
นางถกแขนเสื้อขึ้น ตั้งใจเริ่มลงมือจัดเก็บทุกอย่างรอบตัวอย่างจริงจัง
ระหว่างที่เถียนฮวนกำลังทำความสะอาดภายในกระท่อม กู้ฉางสุ่ยก็ไปตัดหญ้าใกล้ๆ มาสับให้ละเอียด แล้วคลุกกับโคลน นำไปอุดรูรั่วทั้งภายในและภายนอกของกระท่อม
ทั้งสองคนยุ่งอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน พอกู้ฉางสุ่ยซ่อมด้านนอกเสร็จ เถียนฮวนก็เก็บกวาดภายในจนสะอาดเรียบร้อย
กระท่อมที่เคยเต็มไปด้วยฝุ่นผุพัง ตอนนี้สะอาดหมดจดราวกับเป็นที่อยู่อาศัยของคนจริงๆ
บนเตียงไม้มีฟูกผ้าปูเรียบร้อย บนโต๊ะมีผ้าสีน้ำเงินปูปิดไว้ พื้นก็ขัดจนสะอาดสะอ้าน พร้อมด้วยของใช้จำเป็นต่างๆ จัดวางไว้เป็นระเบียบ
กลิ่นอับชื้นถูกขจัดไปหมด เหลือไว้เพียงบรรยากาศของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ กระท่อมแห่งนี้ในที่สุดก็เริ่มมีเค้าของคำว่า ‘บ้าน’
เมื่อกู้ฉางสุ่ยเดินเข้ามา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตะลึงกับภาพตรงหน้า
“ภรรยาข้าเก่งจริงๆ!” เขายกนิ้วโป้งให้เถียนฮวน
เถียนฮวนใช้หลังมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก “แน่นอน ท่านเองก็เก่งเหมือนกัน รูบนผนังกับหลังคาก็อุดหมดแล้วหรือ”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า แล้วทันใดนั้นท้องของเขาก็ร้องโครกครากขึ้นมา
เขาหิวแล้ว