มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 41 คนที่ควรอ้างว้าง อยู่ที่ไหนก็อ้างว้าง (1)
ทำไมคนเราถึงเศร้า
เศร้าก็เพราะว่ายากจะก้าวข้ามไปได้
ลมฤดูใบไม้ผลิยากจะก้าวข้ามเมืองไป๋เฉิง วีรบุรุษยากจะก้าวข้ามสาวงาม
ความรู้สึกยากจะสลัดทิ้งได้ ความเป็นความตายนั้นยิ่งยากหนีพ้นได้
ที่ิจิ๋งจิ่วเศร้าใจย่อมมิได้เป็นเพราะขี้ขลาด แล้วก็มิได้เป็นเพราะว่าได้เจอคนผู้นั้นก็เลยคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ในอดีตขึ้นมา อย่างน้อยมันก็มิได้เป็นเช่นนี้ไปเสียทั้งหมด
สำหรับเขาแล้ว จริงอยู่ที่คนผู้นั้นมีความพิเศษ แต่สุดท้ายมันก็ยังเป็นคนผู้นั้นอยู่ หากสามารถฆ่าได้ ย่อมต้องฆ่า
“สุดท้ายพวกเราก็จะสูญเสียการเกี่ยวเนื่องทั้งหมดที่มีต่อโลกนี้ไป เหลือแต่เพียงความอ้างว้างโดดเดี่ยว”
จิ๋งจิ่วลูบแมวที่อยู่ในอ้อมอก มองดูดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน รับรู้ถึงความเย็นยะเยือกของกระบี่คมจักรวาล พลางกล่าวกับเจ้าล่าเยวี่ย
เจ้าล่าเยวี่ยไม่ได้กล่าวอะไร เพราะในเวลานี้นางรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก ก็เหมือนอย่างตอนงานชุมนุมเหมยฮุ่ย นางมักจะรู้สึกว่าเขากำลังจากโลกนี้ไปอย่างช้าๆ
การใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ สุดท้ายก็มักจะต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงของเรื่องราว การเปลี่ยนแปลงของจิตใจ และสุดท้ายก็ยังต้องพบเจอความตายที่ไม่อาจหลุดพ้นไปได้
ต่อให้ผู้บำเพ็ญพรตจะสามารถมีอายุยืนยาวหรือกระทั่งเป็นอมตะ พวกเขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ได้ ในทางกลับกัน พวกเขามีแต่จะยิ่งมองเห็นการแยกจากทั้งหมดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การจะบรรลุไปสู่ธรรมวิถีจำเป็นต้องไร้ความรู้สึก มิเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร สุดท้ายก็จะกลายเป็นบ้า
ต่อให้จิ๋งจิ่วจะก้าวข้ามประตูบานนั้นมาได้นานแล้ว แต่บนเส้นทางที่เสาะหาธรรมวิถี ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวก็ยังปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นระยะ
ความรู้สึกเศร้าใจ เสียใจ อ่อนแอ และโกรธเกรี้ยวทั้งหมดล้วนแต่ถือกำเนิดมาจากสิ่งนี้
นี่มิใช่เรื่องที่ไม่ดี
ก็เหมือนกับยางไม้ที่ไหลออกมาจากเปลือกไม้ที่ถูกกรีดที่จะกลายเป็นอัญมณีอันล้ำค่า ความอ้างว้างโดดเดี่ยวสามารถช่วยให้ผู้บำเพ็ญพรตหาความเยือกเย็นเจออีกครั้ง และทำให้ใจแห่งเต๋าส สงบลงใหม่อีกครั้ง
ผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากตั้งใจเสาะหาประสบการณ์เช่นนี้ แสวงหาการรู้แจ้ง การธุดงค์ไปบนโลกปุถุชนของวัดกั่วเฉิงก็มีความหมายเช่นนี้
แต่แน่นอน เจ้าจำเป็นต้องมีความสามารถที่จะเอาชนะมัน ดูดซับมัน ซึ่งการทำเช่นนั้นมักจะต้องแบกรับความเจ็บปวดจำนวนมากเป็นค่าตอบแทน และจำเป็นต้องใช้เวลาที่ยาวนาน
“พอเท่านี้แล้วกัน”
จิ๋งจิ่วกล่าว
ดวงดาวที่กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้ายังคงเป็นเหมือนเดิม
ฟ้าดินยังคงเป็นเหมือนเดิม
เขาเองก็เป็นเหมือนเดิม
กลับมาเป็นเวลาหลายสิบปี คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอารมณ์ที่ดูค่อนข้างปกติธรรมดาออกมา จากนั้นก็หยุดลง
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูเขา ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชม
อาต้ามองดูเขา ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเคารพกริ่งเกรง
เขาสามารถปล่อยวางได้ในเวลาสั้นๆ ขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะว่าเขามีเป้าหมายที่สูงกว่านั้น
เขารู้ดี ความอ้างว้างโดดเดี่ยวคือค่าตอบแทนที่ตนเองจำเป็นต้องแบกรับ
……
……
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นจิตใจหรือว่าสัมภาระ ไม่ว่าเจ้าจะมีน้ำหนักหรือไม่ หากจิ๋งจิ่วบอกว่าวางลงก็คือวางลงจริงๆ
เขาไม่คิดถึงคำว่าอ้างว้างโดดเดี่ยวคำนี้อีก ไม่เศร้าเสียใจ ไม่โกรธเกรี้ยว เริ่มคิดคำนวนอย่างเยือกเย็น
—-ก็เหมือนอย่างที่อาต้าว่าไว้ เมื่อก่อนเขาไม่ได้เป็นคนเช่นนี้ อย่างนั้นเหตุใดในช่วงหลายปีมานี้เขาถึงดึงดันขนาดนี้ ทำไมเขาถึงเดินทางไปยังที่ต่างๆ มากมายขนาดนั้น คิดหา วิธีต่างๆ ตั้งมากมายเพื่อที่จะหาตัวไท่ผิงให้พบ? นี่อาจจะเป็นผลกระทบจากกระแสจิตที่เทียนจิ้นเหรินทิ้งเอาไว้สายนั้น แต่ความจริงแล้วมันมีเหตุผลที่ง่ายกว่านั้น นั่นก็คือ เขาต้องการคำตอบ
ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูร้อนเมื่อปีที่แล้ว เขาพลิกอ่านหนังสืออยู่บนยอดเขาซื่อเยวี่ยและสำนักจิ้งจงมากมายขนาดนั้น ข้อสรุปที่ได้ออกมาก็คือข่ายพลังหมอกควันจางหายนั้น นมีปัญหามาตั้งแต่ต้น นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นไม่อยากให้เขาบรรลุกลายเป็นเซียนตั้งแต่ต้น
ดังนั้นเขาจึงยิ่งต้องการคำตอบนั้น
เมื่อสามร้อยปีก่อนวัดกั่วเฉิงเกิดเรื่อง ฮ่องเต้องค์ก่อนถูกนักพรตไท่ผิงทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีชีวิตรอดอยู่เพียงไม่กี่ปีก็ตายลงไป สมณะชราที่มีความอาวุโสสูงที่สุด และมีส สภาวะสูงที่สุดในวัดรูปนั้นเสียชีวิตลงทันทีตรงนั้น ถูกบีบให้ต้องกลับมาเกิดใหม่เป็นลูกของปีศาจภูเขา
จากนั้นเขาก็พาหลิ่วฉือและหยวนฉีจิงทำการหักหลังครั้งนั้น
หากคนผู้นั้นต้องการทำร้ายเขาด้วยการทำอะไรกับข่ายพลังหมอกควันจางหายหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น มันก็นับว่ามีเหตุผลเป็นอย่างมาก แต่เหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ ณ์นั้นล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้นหากคนผู้นั้นต้องการปกครองแผ่นดินเฉาเทียนใหม่อีกครั้ง เพื่อทำให้ความคิดอันบ้าคลั่งและชั่วร้ายอันนั้นกลายเป็นจริง อย่างนั้นการที่ตัวเองบรรลุกลายเป็นเซียนออกไปจาก กโลกนี้มันมิใช่เรื่องที่ดีที่สุดหรอกหรือ?
ถูกต้อง คำถามที่จิ๋งจิ่วอยากจะถามนั้นเรียบง่ายเช่นนี้
ทำไมท่านต้องทำแบบนี้?
คำถามนี้ฟังแล้วคล้ายกับคำถามที่มีความเป็นอมตะที่มักจะพบเห็นได้บ่อยๆ ในนิยายระดับล่าง ทำไมถึงไม่รักแล้วล่ะ?
ย่อมมิได้เป็นเพราะว่าเจ้าน่าเกลียดขึ้น หากแต่เป็นเพราะว่ารำคาญเจ้า ดังนั้นตัวเจ้าที่อยู่ในสายตาจึงยิ่งดูน่าเกลียดขึ้นทุกวัน
แต่ทุกสรรพสิ่งย่อมต้องมีกฎเกณฑ์ของมัน ไม่ได้ไร้เหตุผลเหมือนความรักของชายหนุ่มหญิงสาว เมื่อมีผลก็ย่อมต้องมีเหตุ ทุกเรื่องมักจะมีเหตุผลของมัน
คำถามนี้เองก็เหมาะที่จะใช้ถามบรรพจารย์ไป๋เริ่นแห่งสำนักจงโจวเช่นกัน ไม่ว่าสำนักจงโจวจะมีความเป้าหมายอะไร การที่จิ่งหยางบรรลุกลายเป็นเซียนออกไปจากโลกนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที พวกเขาอยากจะเห็นมากที่สุด เหตุใดไป๋เริ่นถึงต้องลอบโจมตีเขาจนทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายขนาดนั้น?
คำถามนี้รบกวนจิตใจจิ๋งจิ่วมาโดยตลอด จนกระทั่งได้ยินคำสั่งเสียสามประโยคของไต้ซือฮุ่ยหยวนในวัดผิงกู่ เขาถึงได้พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา
ตอนนี้คนผู้นั้นเริ่มกางปีกแล้ว บางทีอาจจะตายหรือไม่ก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตอีกอย่างนึง ดูแล้วตัวเขาคงยากจะมีโอกาสได้ถามหาคำตอบนั้นอีก เช่นนั้นก็ได้แต่ต้องหาคำตอบนั้นด้วยต ตัวเอง
ทำอย่างไรถึงจะหาคำตอบได้? เขาต้องการคำแนะนำจากคนอื่นหรือไม่ก็กระจกที่สามารถส่องเห็นตัวเองสักบาน
โบยบินกลายเป็นเซียนได้สำเร็จ แต่กลับถูกโจมตีจนตกลงมาบนโลก ประสบการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นให้เห็นน้อยนักในประวัติศาสตร์ของโลกแห่งการบำเพ็ญพรต
จริงอยู่ที่ในตำนานของแผ่นดินเฉาเทียนมีเซียนที่ถูกลดขั้นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วนั่นเป็นแค่เพียงเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมาจนผิดเพี้ยน มีแค่เพียงคนเดียวที่อาจจะเป ป็นเรื่องจริง
หลังจากหนานชวีถูกขับออกจากสำนักชิงซาน ว่ากันว่าเขาได้ไปเจอถ้ำของเซียนกระบี่รุ่นก่อนบนเกาะแห่งหนึ่งในทะเล จากนั้นได้รับการถ่ายทอดวิชา กลายเป็นปรมาจารย์แห่งเกาะหมอกที่มี ชื่อเสียง
ทะเลแห่งนั้นก็คือทะเลตะวันตก ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือเกาะแห่งนั้นมีชื่อว่าเกาะจุ้ยเซียน[1]
……
……
เมื่อห้าปีก่อน กระบี่ของหลิ่วฉือได้ทำให้เทพกระบี่ซีไห่บาดเจ็บสาหัส ทั้งยังสังหารหนานชวี
ตำแหน่งที่ลำแสงกระบี่พาดผ่าน ลูกศิษย์ของสำนักกระบี่ซีไห่บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ปลาวาฬบินที่เป็นสัตว์เทพประจำสำนักถูกฟันจนกลายเป็นก้อนเนื้อชิ้นใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน จมลง งไปใต้ท้องทะเลลึก
ปลาวาฬบินนั้นมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ปลาเล็กๆ ที่อยู่ใต้ท้องทะเลเหล่านั้นก็ยังกัดกินซากของมันไม่หมด เนื้อที่เน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นโชยออกมา ฟ ฟองอากาศเล็กๆ เหล่านั้นผุดขึ้นมาบนผิวน้ำทะเล อบอวลอยู่ในอากาศ
กลิ่นเหล่านั้นเหม็นจนฉุนจมูก หรือกระทั่งทำให้แสบตา แม้จะใช้ข่ายพลังก็ไม่สามารถทำให้มันสลายหายไปจนหมดได้ เหล่าลูกศิษย์ของยอดเขาปี้หูที่เฝ้าอยู่ในหมู่เกาะทะเลตะวันตกรู้สึก ทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก
เจ้าแห่งยอดเขาปี้หูเฉิงโหยวเทียนได้เข้าร่วมงานชุมนุมเลือกเจ้าสำนัก แล้วก็ยังมีศึกที่ภูเขาเหลิ่งซานเมื่อปีที่แล้ว แล้วตอนนี้ยังต้องกลับมายังทะเลตะวันตกอีก เขาเข้าใจความรู สึกของเหล่าลูกศิษย์และผู้อาวุโสแต่ละคนเป็นอย่างดี ถึงแม้ท้องทะเลที่อยู่ตรงหน้าจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่ความรู้สึกมันก็ไม่อาจเทียบทะเลสาบบนยอดเขาปี้หูได้ ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้เส้นป ปราณวิญญาณของที่นี่จะไม่เลว แต่ไหนเลยจะเทียบเท่าชิงซานได้?
เขาถอนใจออกมา ในใจครุ่นคิดว่าเมื่อไหร่เจ้าสำนักหนุ่มผู้นั้นถึงจะเรียกพวกตนเองกลับไปกันนะ?
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ตรงขอบฟ้าพลันมีลำแสงกระบี่สีแดงสายหนึ่งปรากฏขึ้นมา เขางุนงงเล็กน้อย ก่อนจะรีบพาเหล่าลูกศิษย์ออกไปต้อนรับ
สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ เจ้าสำนักหนุ่มจะมาด้วยเช่นกัน
“อีกสี่ปีหลังจากนี้ให้ยอดเขาซื่อเยวี่ยมาแทนพวกเจ้า”
ไม่ทันรอให้เฉิงโหยวเทียนเอ่ยปาก จิ่งจิ่วก็กล่าวออกมา
สำหรับผู้บำเพ็ญพรตแล้ว เวลาสี่ปีไม่ถือว่ายาวนานอะไร เฉิงโหยวเทียนไม่กล้าที่จะขอร้องอะไรอีก
…………………………………………………………
[1]เกาะจุ้ยเซียน แปลว่าเกาะเซียนตกสวรรค์