มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 40 กางปีกใครจะทนดูได้ ภูเขาน้ำแข็งใครจะมาเคลื่อนย้าย?
กระแสจิตของราชินีแคว้นเสวี่ยลอยมาพร้อมกับเกล็ดหิมะที่โปรยปลิวทั่วท้องฟ้า มันไม่ได้แสดงความต้องการใดๆ แต่กลับมีความหมายที่ชัดเจน
นั่นก็คือสงสัยใคร่รู้
สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับสูงสุดของแผ่นดินเฉาเทียนเองก็สงสัยใคร่รู้เป็นเหมือนกัน สงสัยใคร่รู้อะไร?
นั่นเป็นเพราะตรงตำแหน่งเหนือสุดของทะเลพายุน้ำแข็งที่ไม่เคยมีใครย่างกรายเข้ามาก่อนจู่ๆ ก็มีผู้บำเพ็ญพรตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างนั้นน่ะหรือ?
เป็นเพราะแมวขาวที่ลอยเหมือนว่าวอยู่บนท้องฟ้าที่มีหิมะตกโปรยปรายลงมาอย่างนั้นหรือ?
เป็นเพราะไก่ฟ้าที่ขนหางหลุดไปขนหนึ่ง ท่าทางดูน่าสงสารตัวนั้นน่ะหรือ?
เป็นเพราะตาแก่ที่เหลือเส้นผมเพียงไม่กี่เส้นคนนั้น หรือว่าเป็นเพราะศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้?
ดูแล้วน่าจะเป็นอย่างหลัง
กระทั่งราชินีแคว้นเสวี่ยก็ยังไม่เคยเห็นคนอย่างจิ๋งจิ่วและอินซาน
พวกเขาล้วนแต่เป็นคนที่ไม่ใช่คน
ยิ่งไปกว่านั้นอินซานยังเตรียมตัวที่จะกางปีก นั่นเป็นคำเล่าลือหรือเรียกได้ว่าเป็นตำนานของแผ่นดินเฉาเทียน ไม่เคยมีใครเพราะพบเห็นมาก่อน นางเองก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
กระแสจิตที่ลอยล่องแต่กลับแข็งแกร่งเป็นอย่างมากสายนั้นพุ่งมาจากยอดเขาหิมะที่อยู่ห่างไกล มาถึงบนเรือมหาสมบัติ มองดูดอกบัว ไขกระดูกมังกร กระดูกปลาวาฬ เกล็ดปลา จากนั้นลอยตามลมข ขึ้นไป ขึ้นไปถึงบนท้องฟ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
เดิมจิ๋งจิ่วคิดอยากจะหมุนตัวหนีไป แต่ก็กลัวจะทำให้กระแสจิตสายนั้นรู้ตัว แต่ถ้าหากยังอยู่ที่เดิมก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะมองออกถึงอะไรบางอย่าง
ไม่อาจเรียกว่าลังเลได้ด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ครุ่นคิดเล็กน้อยเท่านั้น กระแสจิตของราชินีแคว้นเสวี่ยก็ตกลงมาบนร่างกายของเขาแล้ว หลังจากนั้น… ก็ไม่เลื่อนออกไปจากร่างกายเขาอีก
กระแสจิตสายนั้นยังคงรู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวเขา ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกสงสัยบางอย่าง ว่าเหตุใดถึงคล้ายรู้สึกว่าเคยเห็นคนที่ไม่ใช่คนผู้นี้ที่ไหนมาก่อน?
“ไป” จิ๋งจิ่วกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย ริมฝีปากมิได้ขยับแม้แต่น้อย เหมือนเป็นการเปล่งเสียงออกมาจากในท้อง
เขาไม่กล้าใช้กระแสจิตพูดคุยกับอาต้า ด้วยกลัวว่าจะถูกราชินีแคว้นเสวี่ยได้ยินเข้า
อาต้าร้องเมี้ยวขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ในใจครุ่นคิดว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ ถึงจะหนีไปล่ะ หรือไม่กลัวจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว?
—-ราชินีแคว้นเสวี่ยจำกระแสจิตของตนเองไม่ได้ แต่จะต้องได้กลิ่นเสวี่ยจีจากร่างกายของเขาอย่างแน่นอน
จิ๋งจิ่วมั่นใจในความจริงข้อนี้ ไหนเลยยังจะมีเวลามาอธิบายให้อาต้าฟัง เขาหมุนตัวแล้วแปลงเป็นลำแสงกระบี่พุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า
ความเร็วของกระบี่คมจักรวาลไม่เร็วเท่าตัวเขาเวลาที่หลบหนี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ขี่กระบี่หนีไป หากแต่อุ้มกระบี่หนีไป วิชาที่เขาใช้ก็คือกระบี่เซียนแห่งยมโลก
นับตั้งแต่ที่เขาสร้างเพลงกระบี่เซียนแห่งยมโลกออกมาด้วยกันกับจักรพรรดิหมิงในคุกสะกดมาร วันนี้เป็นครั้งหนึ่งที่เขาใช้เพลงกระบี่นี้ออกมาได้ดีที่สุด
จนกระทั่งเขากลายเป็นเงาสีดำตรงขอบฟ้า อาต้าถึงได้รู้ตัวขึ้นมา มันส่งเสียงร้องเมี้ยวอย่างโกรธเคืองและน้อยใจ ก่อนจะรีบตามไปอย่างรวดเร็ว
……
……
“การมีชีวิตอยู่มันก็เป็นเหมือนกันเล่นพ่อแม่ลูกของเด็กน้อย เมื่อแสดงบทเดิมซ้ำเข้าหลายๆ ครั้ง บางครั้งมันก็ยากจะแยกออกได้ ว่าอันไหนคือบทบาทอันไหนคือชีวิตจริง”
อินซานยืนอยู่ตรงกราบเรือ มองดูจิ๋งจิ่วที่กำลังจะหายไปในขอบฟ้า กล่าวอย่างทอดถอนใจออกมาว่า “รู้ตัวเร็วทีเดียว แล้วก็กลัวตายทีเดียว”
เขาไม่รู้เรื่องเสวี่ยจี ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจิ๋งจิ่วถึงหนีเร็วขนาดนี้
ตัวราชินีแคว้นเสวี่ยยังคงอยู่ในยอดเขาน้ำแข็งที่ห่างออกไปหมื่นลี้ มีเพียงกระแสจิตที่มาที่นี่ ด้วยระดับจิตสำนึกของเขาแหละจิ๋งจิ่วแล้ว อันที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมาก กนัก
ปรมาจารย์แห่งสำนักเสวียนอินกระวนกระวายเป็นอย่างมาก แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาวเหน็บเช่นนี้ บนศีรษะเขาก็ยังมีเหงื่อผุดออกมา
อินเฟิ่งเองก็มิได้ต่างกันนัก แม้มันจะเคยบอกปรมาจารย์สำนักเสวียนอินเอาไว้ว่าถ้าหากต้องตาย การตายด้วยน้ำมือของราชินีแคว้นเสวี่ยนั้นเป็นจุดจบที่ดีที่สุด แต่ใครมันอยากจะตา ายกันล่ะ?
พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้ที่บรรลุสภาวะขั้นทะลวงสวรรค์ แต่ในด้านระดับชั้นของจิตสำนึกยังมิอาจเทียบเท่าจิ๋งจิ่วและอินซานได้ จึงอาจจะถูกกระแสจิตของราชินีแคว้นเสวี่ยโจมตีจนได้รับบ บาดเจ็บได้ง่าย
“นักพรต หลังจากนี้จะทำอย่างไร?”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินรู้สึกได้ถึงกระแสจิตที่ดูคล้ายดวงตาจริงๆ ริมฝีปากรู้สึกเหือดแห้ง เสียงเองก็ฟังดูแหบพร่าเล็กน้อย
กระแสจิตของราชินีแคว้นเสวี่ยกลับมาบนเรือมหาสมบัติ ไม่ได้ทำการโจมตีใดๆ ยังคงแสดงออกถึงความรู้สึกสงสัยใคร่รู้
“นางอยากจะดูการกางปีก อย่างนั้นข้าก็จะให้นางดูแล้วกัน” อินซานมองไปทางยอดเขาน้ำแข็งที่อยู่ในส่วนลึกของที่ราบหิมะลูกนั้นพลางกล่าว
อินเฟิ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก มองดูยอดเขาน้ำแข็งลูกนั้นพลางกล่าวเสียงเบาๆ ว่า “พวกเราไม่ใช่ลิงบนยอดเขาซื่อเยวี่ยเสียหน่อย หรือนักพรตทนถูกเหยียดหยามเช่นนี้ได้!”
“ถูกคนมองดูหน่อยก็ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นท่านผู้นี้ด้วย”
อินซานมองไปทางด้านนั้นอย่างเงียบๆ ก่อนกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้นไม่แน่ว่าความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ของฝ่าบาทราชินีอาจจะมีประโยชน์ต่อการกางปีกของข้าก็เป็นได้”
สองคนหนึ่งนกกลับมายังห้องที่อยู่ใต้ท้องเรือ กระแสจิตของราชินีแคว้นเสวี่ยเองก็ตามเข้ามาเช่นกัน ข่ายพลังที่วางเป็นชั้นๆ ที่วางเอาไว้ในเรือมหาสมบัติไม่สามารถขัดขวางอะไรได ด้
บนพื้นภายในห้องนั้น ใช้ปรอทจากในดินแดนหมิงวาดเป็นข่ายพลังที่ไร้รูปลักษณ์ขึ้นมา
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินยื่นมือเข้าไปในกระถางธูปอย่างเงียบๆ ใช้เพลิงมารจุดไฟบนหินผลึกระดับสูงที่ถูกบดจนเป็นผงละเอียด
ด้านล่างพื้นห้องมีวัตถุวิเศษที่มีไอพลังบริสุทธิ์อยู่สิบเอ็ดชิ้นแอบซ่อนอยู่ วัตถุวิเศษเหล่านั้นใช้เป็น ‘อิฐ’ รองกระถางแห่งความว่างเปล่า
สิ่งที่เรียกว่ากระถางแห่งความว่างเปล่าก็คือเงาของเตาหลอมผลึกภายในเรือมหาสมบัติที่ทอดเข้ามาภายในห้องนี้
ถ้วยกระเบื้องลอยขึ้นมา ไขกระดูกของชางหลงที่เป็นสีเทาขาวหยดลงไปในกระถาง
กล่องไม้ทรงกลมเปิดออก เกล็ดของปลาในเพลิงลอยเข้าไปในกระถาง
กล่องชุดเกราะเปิดออก กระดูกอ่อนของปลาวาฬบินท่อนหนึ่งลอยลงไปในกระถาง เตรียมพร้อมที่จะเป็นเชื้อเพลิง
สุดท้ายไม้ไผ่ท่อนนั้นปริแตกออกตรงกลางลำ ขนนกขนนั้นลอยขึ้นมาอย่างแผ่วเบาตามสายลม เปลวเพลิงในกระถาง กลายเป็นสีน้ำเงินที่ดูเย้ายวนและแปลกประหลาด
ไม่รู้เพราะเหตุใด ในดวงตาของอินเฟิ่งมีความรู้สึกเจ็บปวดปรากฏขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
อินซานหยิบเอาขลุ่ยกระดูกขึ้นมาจรดตรงริมฝีปาก ก่อนจะเริ่มเป่าเพลงขึ้นมา
มิใช่เพลงกล่อมเด็กในแม่น้ำหมิง ไม่ใช่บทเพลงที่มีชื่อเสียงใดๆ บนโลก เป็นแค่เพียงเสียงขลุ่ยที่เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ คล้ายสายน้ำที่ไหลกลับ ทอดยาวไม่หยุด
เปลวเพลิงภายในกระถางแปรเปลี่ยนเป็นโชติช่วงขึ้นมาตามท่วงทำนองของเสียงขลุ่ย เศษชิ้นส่วนของธงสุริยันที่อยู่ด้านใน กลายเป็นเถ้าถ่านอย่างช้าๆ
อินซานเดินเป่าขลุ่ยเข้าไปในข่ายพลัง มาถึงหน้าดอกบัวดอกนั้น เสียงขลุ่ยยังคงดังต่อเนื่อง
ดอกบัวไม่ได้อยู่ในกระถาง แล้วก็ไม่ได้อยู่ในน้ำ หากแต่งอกออกมากลางอากาศ สั่นไหวขึ้นมาอย่างแผ่วเบาตามเสียงขลุ่ย
นี่มิใช่การเริงระบำ หากแต่เป็นเพราะถูกน้ำฝนลูบไล้
บนใบบัวมีหยดน้ำค้างที่ส่องประกายระยิบระยับจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมา กลิ้งไปกลิ้งมาอย่างแผ่วเบาตามการสั่นสะเทือนของใบบัว คล้ายพร้อมที่จะตกลงมาทุกเมื่อ แต่มันมักจะกลิ้งกล ลับไปตรงกลางใบบัวเสมอ
ไอพลังที่สดชื่นสายหนึ่งลอยขึ้นมาพร้อมกับการกลิ้งไปมาของหยดน้ำค้าง ตกกระทบลงบนร่างกายของอินซาน ชะล้างเอากลิ่นเหม็นอับและเน่าเปื่อยเหล่านั้นออกไป
ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ความจริงแล้วกลับเป็นขั้นตอนที่มีความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
เพราะสิ่งที่ถูกชะล้างออกไปพร้อมกับความเน่าเปื่อยยังมีร่างกายของเขาด้วย
กิ่งก้านที่งอกออกมาจากในร่างกายเหล่านั้น ผิวหนังที่เป็นสีดำคล้ำเหล่านั้นพากันหลุดลอกออกมาจากร่างกายของเขาไม่หยุด จากนั้นตกลงไปข้างล่าง กลายเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลวอยู่ใต้เท้า า
ใช้เวลาไม่นาน ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยรูจำนวนนับไม่ถ้วน คล้ายกับว่าถูกลงโทษด้วยการเชือดเนื้อเถือหนัง ดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง กระทั่งฟันเหล่านั้นก็เริ่มหลุดร่วงลงมา ริมฝีปากเองก็ห้อยตกลงมา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเสียงขลุ่ยกลับยังคงดังทอดยาวอยู่อย่างนั้น
เมื่อต้องแบกรับความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดในโลก กระทั่งตัวเขาที่เป็นอินซาน ภายในดวงตาก็ยังค่อยๆ มีแววตาเจ็บปวดปรากฏขึ้นมา
อินเฟิ่งเองก็ทนไม่ไหวแล้ว มันกล่าวว่า “นักพรต ใช้น้ำค้างซักหยดไหม!”
เสียงขลุ่ยไม่อาจขาดช่วง อินซานไม่อาจพูดได้
เขาใช้รอยยิ้มเพื่อบอกว่ายังไม่ถึงเวลา
รอยยิ้มที่ปกติมักจะสดใสและเป็นมิตร ในเวลานี้เมื่ออยู่บนใบหน้าที่กำลังเน่าเปื่อย มันกลับดูน่าหดหู่เป็นอย่างมาก
อินเฟิ่งรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก มันกล่าวเสียงสั่นว่า “อย่างนั้นท่านหลับตาพักผ่อนสักครู่ไหม?”
เสียงขลุ่ยสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อบอกว่าเห็นด้วย
“ท่านบอกว่าจิ๋งจิ่วยอมเสี่ยงอันตรายมาที่นี่คนเดียว เพราะว่าเรื่องในทะเลตะวันตกทำให้เขารู้สึกค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย อย่างนั้นท่านล่ะ?”
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินพลันกล่าวขึ้นมาว่า “เบาะแสที่ท่านทิ้งเอาไว้เพื่อให้เขามาหา นั่นก็เป็นเพราะว่าท่านเองก็เหนื่อยล้า แล้วเช่นกันใช่หรือเปล่า? ก็เลยอยากตาย?”
เสียงขลุ่ยพลันสงบนิ่ง หรือพูดอีกอย่างก็คือเฉยชา เหมือนกับใบบัวที่รองรับน้ำที่ใสสะอาดเหล่านั้น
รักษายอดเขา
ลงไปในดินแดนหมิง
ใช้เลือดล้างชิงซาน
เหมยฮุ่ย
ใต้หล้าโกลาหล
คุกกระบี่สามร้อยปี
ต้องเจอกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
ไม่ว่าเป็นใครก็คงจะต้องรู้สึกเหนื่อยล้าหรือเปล่า?
ไม่ว่าเป็นใครก็คงจะต้องรู้สึกลำบากหรือเปล่า?
อินซานหลับตา
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินโค้งคารวะ กล่าวว่า “ขอให้นักพรตแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้”
……
……
ทางทิศใต้ของทะเลพายุน้ำแข็งในยามค่ำคืน น้ำแข็งก้อนหนึ่งลอยอยู่บนผิวทะเลที่เป็นสีดำสลับสีเงิน
เจ้าล่าเยวี่ยนั่งหลับตาอยู่บนก้อนน้ำแข็ง บนขนตามีน้ำค้างแข็งจับตัวบางๆ
ในคืนนั้นนางไล่จัวหรูซุ่ยและกู้ชิงกลับไป แต่ตัวเองกลับยังอยู่ที่นี่
ที่แห่งนี้หนาวเย็นเป็นอย่างมาก ลมรุนแรงเสียดกระดูก กระทั่งนางที่บรรลุขั้นคเนจรระดับสูงแล้วก็ยังรู้สึกทรมานเป็นอย่างมาก
ดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืนสุกสกาวสดใส แต่จู่ๆ กลับถูกดาวตกดวงหนึ่งช่วงชิงความเจิดจ้าทั้งหมดไป
นางลืมตามองไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน ในที่สุดก็รู้สึกโล่งใจ ผ่อนเอาไอร้อนออกมาจากปากเบาๆ ไอหมอกค่อยๆ บดบังดวงตาที่ใสกระจ่างของนาง
เมื่อขอพรในเวลาที่เห็นดาวตก เรื่องที่คิดเอาไว้ในใจก็จะกลายเป็นจริง
ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีดาวตกดวงนั้นก็เป็นความปรารถนาของนาง
ก้อนน้ำแข็งจมลงเล็กน้อย
จิ๋งจิ่วบินลงมาบนก้อนน้ำแข็ง เดินมาข้างกายนางก่อนจะนอนลงไป มือทั้งสองข้างหนุนเอาไว้ด้านหลังศีรษะ สายตามองดูดวงดาวที่กระจัดกระจายเต็มทองฟ้า ต้องการพักผ่อนอย่างเงียบๆ
เจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าจะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ถาม
“ข้าไม่ได้ฆ่าเขา เพียงแต่มองดูอยู่ไกลๆ แล้วก็กลับมา”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ขายหน้าไปหน่อย”
“ยังจำงานเลี้ยงซื่อไห่เมื่อครั้งนั้นได้ไหม?” จู่ๆ เจ้าล่าเยวี่ยพลันกล่าวขึ้นมาว่า
จิ๋งจิ่วมองนาง ในใจครุ่นคิดว่าทำไมถึงเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา?
เมื่อสามสิบปีก่อน เขาพาเจ้าล่าเยวี่ยออกไปจากชิงซาน ท่องเที่ยวไปบนโลก สังหารคนชั่วและเหล่าปีศาจ อีกทั้งยังสังหารคนในงานเลี้ยงซื่อไห่ไปอีกคนหนึ่ง จากนั้นจับมือกันขี่กระบี่ บินออกไป กระบี่มิคำนึงทิ้งรอยสีแดงเอาไว้บนลานเมฆ นี่เป็นภาพที่ผู้บำเพ็ญพรตจำนวนมากในตอนนั้นยากจะลืมเลือนได้
“ได้ยินว่าหลังจากพวกเราจากไปแล้ว สมณะหนุ่มของวัดกั่วเฉิงที่ท่านชื่นชอบผู้นั้นได้ตะโกนขึ้นมาประโยคหนึ่ง”
เจ้าล่าเยวี่ยมองดูเขา ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เขาตะโกนออกมาว่า….มาพร้อมความรื่นรมย์ ความรื่นรมย์หมดแล้วจากไป ช่างสมกับเป็นวิถีชาวเซียน”
ในเวลานี้นางเอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพราะต้องการบอกเขาว่าถ้าท่านอยากจะสังหารนักพรตไท่ผิง ท่านก็ไป เมื่อเห็นเขาแล้วกลับไม่อยากสังหาร เช่นนั้นก็กลับมา
ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ล้วนแต่สมเหตุสมผลทั้งนั้น ขอเพียงท่านมีความสุขก็พอ
นี่เป็นครั้งแรกที่จิ๋งจิ่วได้ยินเรื่องนี้ ในใจครุ่นคิดว่าที่แท้สมณะหนุ่มผู้นั้นก็น่าสนใจขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ แต่อารมณ์เขากลับมิได้ดีขึ้นเลย
เรื่องที่เขาอยากจะทำในครั้งนี้ล้วนแต่ทำไม่สำเร็จ แล้วความรื่นรมย์จะหมดไปได้อย่างไร?
เขาไม่ได้สังหารศิษย์พี่ แล้วก็ยังไม่ได้คำตอบของปัญหานั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบศิษย์พี่หลังผ่านมาหลายปี
ตอนที่อยู่ในวัดกั่วเฉิง พวกเขาอยู่ใกล้กันมาก แต่กลับไม่ได้เผชิญหน้ากัน
เมื่อคิดถึงร่างที่เห็นตะคุ่มตะคุ่มอยู่บนเรือมหาสมบัติ จิ๋งจิ่วพลันรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมา
“ข้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยล้าถึงได้รู้สึกเศร้าใจ หรือเป็นเพราะเศร้าใจถึงได้รู้สึกเหนื่อยล้า แต่ในเวลานี้ข้ารู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก”
ในขณะที่กล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมา สีหน้าเขายังคงดูสงบเยือกเย็น ดูแล้วเย็นชาเหมือนอย่างที่ผู้บำเพ็ญพรตทั่วโลก รวมไปถึงเหล่าศิษย์ชิงซานต่างคิดว่าเขาเป็น
แต่เขากำลังบอกว่า…. เขาเศร้าใจ
เจ้าล่าเยวี่ยลูบใบหน้าของเขาเบาๆ กล่าวว่า “อย่าเศร้าไปเลย”
นางเป็นศิษย์ที่เขาสอนออกมา แต่นางไม่รู้ว่าควรจะแสดงอารมณ์ของตนเองออกมาอย่างไร แล้วก็ยิ่งไม่รู้ว่าควรจะปลอบโยนผู้อื่นอย่างไร
นางและเขาทำเป็นแต่เพียงแสดงความปรารถนาของตนเองออกมาตรงๆ หรือพูดอีกอย่างก็คือทำออกมาตรงๆ
เสียงตูมดังขึ้น อาต้าตกลงในทะเลที่อยู่ด้านนอกก้อนน้ำแข็ง มันปีนขึ้นมาบนแผ่นน้ำแข็งอย่างเหนื่อยล้า เนื้อตัวเปียกโชก ขนยาวสีขาวที่เป็นปอยๆ ดูเหมือนชีสที่ไหลเยิ้มออกมา ใน นขณะที่มันกำลังจะต่อว่าจิ๋งจิ่ว มันพลันพบว่าทั้งภาพและบรรยากาศล้วนแต่ดูซึมเซา จึงฉุกคิดเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจถึงสาเหตุ
มันถอนใจออกมา เดินเข้าไปในอ้อมอกของจิ๋งจิ่วแล้วฟุบหมอบลงไป