มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 44 หากระบี่
อาต้ายิ่งตกใจ ลืมตาโตมองดูนาง จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าอาการบาดเจ็บของนางไม่ร้ายแรง จึงรู้สึกวางใจลง ในใจครุ่นคิดว่าถูกเขาเล่นงานมาจนกลายเป็นแบบนี้ ยังไม่เรียกว่าแพ้อีกหรื อ?
“นังผู้หญิงพวกนั้นหน้าไม่อาย อาศัยพวกมากเล่นงานข้า”
หนานว่างเช็ดคราบเลือดตนมุมปาก ก่อนจะใช้แขนเสื้อเช็ดคราบเลือดที่หยดลงบนตัวอาต้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “หากมีแค่เจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยเพียงคนเดียว นางไม่มีทางจะสู้ข้าได้แน่น นอน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ อาต้าก็รู้ว่านางน่าจะสู้เสมอกับเจ้าสำนักแม่ชี เพียงแต่ครุ่นคิดว่าเจ้าไปหาเหลียนซานเยวี่ยมิใช่หรือ ทำไมถึงไปสู้กับเจ้าสำนักแม่ชีได้ล่ะ?
ในตอนนั้นหลังจากจิ๋งจิ่วกลายเป็นเจ้าสำนัก หนานว่างก็เริ่มสงสัยในตัวตนของเขา จึงหิวคออาต้าไปเค้นถามอยู่ที่ยอดเขาชิงหรงเป็นเวลานาน สุดท้ายก็ถูกมันชี้นำจนเข้าใจผิดคิดว่าจ จิ๋งจิ่วนั้นเป็นลูกของจิ่งหยางกับเหลียนซานเยวี่ย หลังเก็บตัวอยู่หลายปี นางก็ออกจากสำนักชิงซานไปยังสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย แน่นอนว่าเพื่อไปหาเรื่องเหลียนซานเยวี่ย
นางกล่าวอย่างเจ็บแค้นว่า “นางผู้หญิงปากร้ายนั่นไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ยินว่าข้าจะไป ก็เลยมุดหัวหลบหน้าข้าหรือเปล่า”
อาต้าคิดในใจว่าใครกันที่เป็นนางผู้หญิงปากร้าย? เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองล้วนแต่เป็นนางผู้หญิงปากร้าย
หลังจากนั้นมันคิดขึ้นมาได้ว่าหนานว่างกล้าไปหาเรื่องเหลียนซานเยวี่ย แล้วยังสู้เสมอกับเจ้าสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยอีก ดูเหมือนสภาวะจะมีความก้าวหน้าขึ้น น่าจะบรรลุถึงขั้นแหวกทะเลร ระดับสูงสุดแล้ว จึงอดรู้สึกตกใจเล็กน้อยไม่ได้ — ดูเหมือนความหลงใหลอาจจะทำให้เสียเวลาในชีวิต แต่มันก็ไม่แน่ว่าจะถ่วงการบำเพ็ญเพียรได้ ความเกลียดชังเองก็สามารถทำให้เดินก้า าวต่อไปข้างหน้าได้เล็กน้อยเหมือนกันนะเนี่ย
เมื่อกล่าวเรื่องนี้จบ หนานว่างก็เหยียบสะพานเจตน์กระบี่กลับไปยังยอดเขาชิงหรง ดื่มสุราอยู่บนก้อนหินที่มีไม้ดอกงอกเงยจนหมดไปไหหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ค ค่อนข้างห่างไกลผู้คน
ภายในถ้ำมีโซ่เหล็กอยู่สองเส้น ล่ามผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้
เมื่อเห็นหนานว่างเดินเข้ามา ผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ คุกเข่าลง กระดิ่งบนร่างกายและโซ่เหล็กส่งเสียงที่คล้ายคลึงกัน
ถึงแม้จะคุกเข่า แต่นางก็มิได้เปล่งเสียงใดๆ บนใบหน้าที่เรียบเฉยเองก็มองไม่เห็นสีหน้าที่ยอมศิโรราบ
นางคือหนานเจิง ในอดีตถูกหนานว่างจับเอาไว้ได้ในศาลเจ้าบนภูเขารกร้าง ก่อนจะถูกพาตัวกลับมายังชิงซาน จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว
หนานเจิงเป็นผู้ที่หลบหนีออกมาจากเผ่าทางใต้ แล้วก็เป็นนักฆ่าของปู้เหล่าหลิน สุดท้ายกลายเป็นผู้ดูแลกายเนื้อของหนานชวี ไม่รู้เพราะเหตุใด หนานว่างจึงไม่ได้ฆ่านาง
“อีกประเดี๋ยวเจ้าโกนหัวซะ จากนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าจะส่งเจ้าออกไปจากสำนัก เจ้าคิดหาวิธีที่จะเข้าไปในสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยเอง”
หนานว่างกล่าวว่า “นังผู้หญิงพวกนั้นชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นที่สุด คอยช่วยเหลือผู้หญิงที่น่าสงสาร หากรู้ถึงเรื่องราวของเจ้าที่ผ่านมาและเรื่องที่เจ้าเป็นศัตรูกับข้า พวกนางน น่าจะรับเจ้าเอาไว้”
หนานเจิงนิ่งเงียบไปครู่ก่อนกล่าวว่า “เจ้าจะเข้าไปในสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยทำไม?”
“ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปฆ่าคน เจ้าไปดูสืบว่าเหลียนซานเยวี่ยตายแล้วหรือยัง แล้วก็ผู้หญิงที่ชื่อกั้วตงนั่นเป็นใครกันแน่”
หนานว่างกล่าววว่า “จัดการเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยข้าจะปล่อยเจ้าไป”
……
……
ผิงหย่งเจียนั่งอยู่ริมหน้าผา มองดูยอดเขาชิงหรงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม นิ้วมือขยับขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เจตน์กระบี่ที่เล็กละเอียดและไร้รูปร่างจำนวนหลายสิบสายค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาจากนิ้วมือของเขา จากนั้นถักทอเข้าด้วยกัน อารมณ์ภายในใจรู้สึกเซื่องซึม
เขามายังยอดเขาเสินม่อ กราบจิ๋งจิ่วเป็นอาจารย์ เพลงกระบี่ที่เขาเรียนคือเพลงกระบี่ไร้จุดจบของยอดเขาชิงหรง หลังผ่านมาหลายปี เจตน์กระบี่ของเขาหล่อเลี้ยงจนสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เพลงกระบี่เองก็ท่องจำจนขึ้นใจ แต่เมื่อไม่มีกระบี่ แล้วจะฝึกกระบี่ได้อย่างไร?
บนยอดเขาชิงหรงยังมีกระบี่ที่เหมาะสมกับเพลงกระบี่ไร้จุดจบอยู่หลายเล่ม นี่เป็นสิ่งที่เขาได้ยินมาจากศิษย์พี่กู้ชิง ส่วนศิษย์พี่ก็ย่อมต้องฟังมาจากอาจารย์ แต่ปัญหาก็คือเขา าไม่กล้าขึ้นไปยอดเขาชิงหรง ไม่ต้องให้ศิษย์พี่เตือนเขาก็รู้ว่าอาจารย์ไม่ชอบยอดเขาชิงหรง ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์อาหญิงและศิษย์พี่หญิงเหล่านั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสือซะอีก
เขามองไปยังถ้ำที่ประตูหินปิดสนิท ก่อนจะถอนใจออกมา
อาจารย์กำลังเก็บตัว อาจารย์อาหญิงกำลังเก็บตัว ศิษย์พี่หยวนฉวี่เองก็กำลังเก็บตัวเพื่อเตรียมตัวสืบทอดกระบี่เล่มใหม่ในอีกหลายปีหลังจากนี้ กระทั่งศิษย์พี่กู้ชิงเองก็วางงานต ต่างๆ ลง กำลังเก็บตัวอยู่ในตำหนักเช่นเดียวกัน
บนยอดเขาเสินม่อมีเพียงเขาที่ไม่มีอะไรทำ ม้าก็ไม่อยากขี่ ลิงก็ไม่อยากสนใจ แมวก็ไม่กล้าเล่นด้วย ช่างน่าเบื่อจริงๆ
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านทะเลเมฆ ดอกไม้ที่อยู่บนหน้าผาไหวเอนแผ่วเบา เขาพลันลุกขึ้นยืน จากนั้นเดินเข้าไปในตำหนัก
หยวนฉวี่กำลังเก็บตัวอยู่ในส่วนลึกของตำหนัก กู้ชิงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ริมหน้าต่าง คงเป็นเพราะคิดถึงว่าอาจจะมีเรื่องด่วน จึงต้องนั่งอยู่ในที่ที่สามารถได้ยินเสียงร้องของล ลิง
ผิงหย่งเจียเดินเข้าไปด้านหลังกู้ชิง พบว่าศิษย์พี่ติดตามอาจารย์ออกไปครั้งนี้ สภาวะยังหยุดอยู่ที่ขั้นคะเนจรระดับต้น แต่ไอพลังกลับแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
ความคิดของเขายิ่งมั่นคง เขากล่าวว่า “ศิษย์พี่ ข้าอยากลงเขาเสียหน่อย”
หากเปลี่ยนเป็นยอดเขาอื่นหรือว่าสำนักบำเพ็ญพรตสำนักอื่น หากจู่ๆ มีคนมารบกวนในตอนที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ เกรงว่าคงจะต้องรู้สึกโกรธอย่างมาก หรือกระทั่งอาจจะธาตุไฟเข้าแทรก ทว ว่าแต่ไหนแต่ไรมาการเก็บตัวของยอดเขาเสินม่อนั้นมีความเรียบง่ายสบายๆ กู้ชิงลืมตาขึ้นมา นวดใบหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “อาจารย์เคยบอกเอาไว้ว่าต้องบรรลุขั้นแหวกทะเลก่อนถึงจะออกไป ปจากสำนักได้ นอกเสียจากอาจารย์จะอนุญาตเป็นพิเศษ”
นี่ก็หมายความว่า หากเจ้าจะลงจากเขานั้นไม่มีปัญหา แต่มาถามข้านั้นไม่มีประโยชน์ เจ้าควรจะไปถามอาจารย์ที่อยู่ในถ้ำต่างหาก
ผิงหย่งเจียกล่าวว่า “ข้าจะลงจากเขา ไม่ใช่จะออกไปจากสำนัก…. ข้าว่าข้าจะไปที่ยอดเขาอวิ๋นสิง”
กู้ชิงค่อนข้างตกใจ มองดูเขาพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่คิดที่จะรอแล้วหรือ?”
ผิงหย่งเจียส่งเสียงอืม ก่อนกล่าวว่า “สุดท้ายการบำเพ็ญเพียรมันก็เป็นเรื่องของตัวเอง จะมัวรอให้คนแก่อย่างอาจารย์มาคอยจัดการให้ทุกอย่างเหมือนตัวข้าเป็นนกน้อยไม่ได้”
“อาจารย์ไม่ใช่คนแก่ แต่เอาเถอะ เรื่องนี้มันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญก็คือเจ้าสามารถทำการตัดสินใจนี้ออกมาได้ ยอดเยี่ยมกว่าข้าและหยวนฉวี่เสียอีก”
กู้ชิงกล่าวกับเขาพร้อมรอยยิ้ม ท่าทางดูชื่นชมเป็นอย่างมาก
ผิงหย่งเจียกล่าวด้วยสีหน้าน่าสงสาร “ข้ามิใช่จงใจจะทำตัวแตกต่างไปจากคนอื่น ศิษย์พี่ท่านอย่าได้เข้าใจผิด”
……
……
ศิษย์ของยอดเขาเสินม่อถนัดเรื่องการพูดด้วยสีหน้าน่าสงสาร
อย่างเช่นหยวนฉวี่ อย่างเช่นผิงหย่งเจีย กู้ชิงเองก็แสดงออกมาเป็นบางครั้ง กระทั่งจักจั่นเหมันต์ที่ไม่มีหน้าก็ยังแสดงท่าทางแบบนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน
แต่ปัญหาก็คืออะไรคือใบหน้าน่าสงสาร?
สายตาใสซื่อ สีหน้าเลอะเลือน สับสนไม่รู้เรื่อง?
ไม่ เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ยังต้องมีความขมขื่นและความจนปัญญาอีกนิดหน่อยด้วย
เมฆหมอกปกคลุมหน้าผาที่สูงชันของยอดเขากระบี่ ผิงหย่งเจียเดินอยู่บนนั้น รู้สึกว่าตนเองน่าสงสารเป็นอย่างมาก
ตอนนี้ยอดเขาเสินม่อมีเพียงเขาที่ไม่มีกระบี่ เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนผักกาดขาวที่กำลังแห้งเหี่ยวอยู่บนดิน ทั้งในและนอกล้วนแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกขมขื่น
เขาเดินไปบนหน้าผาที่ไม่มีทางเดิน ยิ่งเดินสูงขึ้นไป อารมณ์ของเขายิ่งหดหู่
สิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในหน้าผาและในซอกหินส่วนใหญ่ล้วนแต่ยังเป็นหน่อกระบี่ จำเป็นต้องหล่อเลี้ยงไปอีกหลายร้อยปีหรือกระทั่งหลายพันปี แล้วก็ยังมีกระบี่บินที่หัก ซึ่งก็ต้องซ่อมแซม มเป็นเวลานานเหมือนกัน หากคิดอยากจะหากระบี่ดีๆ สักเล่มในยอดเขาอวิ๋นสิงในเวลานี้นั้นถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นมิใช่ว่าเพียงแค่หาพบแล้วก็จะได้กระบี่บิน นระดับสูงเหล่านั้นมาครอบครอง
“ไอ้หยา!”
ในขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ผิงหย่งเจียก็ไปสะดุดเข้ากับของแข็งชิ้นหนึ่งจนล้มลงไป ในตอนที่เขาขยี้จมูกพลางลุกขึ้นมา เขาถึงได้พบว่าสิ่งที่ตนเองสะดุด… คือกระบี่เล่ม หนึ่ง
กระบี่เล่มนี้มีแสงสีน้ำเงินจางๆ แผ่กระจายเจตน์กระบี่ที่บริสุทธิ์ออกมา เห็นได้ชัดว่าระดับชั้นนั้นไม่ธรรมดา
เขาหยิบเอากระบี่เล่มนั้นขึ้นมาพินิจดูอย่างจริงจัง ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอากระบี่เล่มนั้นปักกลับเข้าไปในหน้าผาที่อยู่ข้างๆ จากนั้นทำการคารวะอย่างจริงจัง
“ขอโทษด้วย พวกเราไม่เหมาะสมกัน”
กระบี่เล่มนั้นสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะสงบนิ่งเป็นปกติ เพื่อจะบอกว่ามิได้ใส่ใจ
เขามุ่งหน้าเดินขึ้นไปบนยอดของเขาอวิ๋นสิง ขณะที่เดินผ่านหน้าผาช่วงหนึ่ง ผาหินที่อยู่ด้านบนได้ยื่นออกไปข้างนอก บดบังแสงอาทิตย์เหมือนร่มทำให้ในภูเขาที่เดิมก็มืดสลัวอยู่แล้ วยิ่งมืดมิดขึ้นไปอีก
“คล้ายดินแดนหมิงที่เล่าลือกันจริงๆ น่ากลัวจัง…”
ผิงหย่งเจียกล่าวพึมพำพลางเร่งความเร็วฝีเท้า ด้วยคิดอยากจะรีบผ่านหน้าผาช่วงนี้ไปให้เร็วที่สุด
ทันใดนั้นเอง ด้านหลังลำคอของเขาพลันสัมผัสถูกวัตถุที่มีความเย็นยะเยือกชิ้นหนึ่ง เขาตกใจจนส่งเสียงร้องขึ้นมา รีบกระโจนหนีออกไปสิบกว่าจ้างในพริบตา
ในตอนที่เขาหมุนตัวกลับมาด้วยใบหน้าที่ขาวซีด เขาถึงได้พบว่าวัตถุที่เย็นยะเยือกชิ้นนั้นก็เป็นกระบี่อีกเล่มหนึ่ง
ไอพลังของกระบี่เล่มนั้นดูเงียบสงบและใสกระจ่าง ตัวกระบี่สีเทาเข้ม ดูเรียบง่ายเป็นอย่างมาก แต่กลับมีแรงกดดันที่รุนแรง ระดับชั้นสูงกว่ากระบี่บินเล่มก่อนหน้านี้อยู่หน่อย
เห็นได้ชัดเจนว่ากระบี่บินเล่มนี้น่าจะลอยลงมาจากในหน้าผาหินที่อยู่ด้านบน
ผิงหย่งเจียงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับมาที่เดิมแล้วหยิบเอากระบี่บินสีเทาเล่มนั้นมาดู จากนั้นกล่าวขอโทษว่า “ไม่ได้ ท่านรอศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นดีกว่า”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็เดินต่อขึ้นไปบนยอดเขา
ยิ่งเดินสูงขึ้นไป เจตน์กระบี่บนยอดเขาก็ยิ่งรุนแรง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับไม่ได้รับผลกระทบจากเจตน์กระบี่เหล่านั้น ฝีเท้ายังคงเป็นเหมือนปกติ
ในช่วงเวลาหลังจากนั้นได้มีกระบี่บินสิบกว่าเล่มทยอยปรากฏขึ้นมา บ้างก็ปรากฏตัวขึ้นอยู่ตรงหน้าเขา บ้างก็ตกลงมาในมือเขาพอดี ดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ
กระบี่บินเหล่านั้นบางเล่มก็เย็นยะเยือก บางเล่มก็ดุดันรุนแรง บางเล่มก็สุขุมเยือกเย็น บางเล่มก็เงียบสงบและใสกระจ่าง ต่างก็มีสิ่งที่ไม่ธรรมดา แต่เขาก็ไม่ได้รับกระบี่เหล่านั้ นเอาไว้
สำหรับผิงหย่งเจียแล้ว จริงอยู่ที่กระบี่บินเหล่านั้นไม่เลว ความกรุณาที่มีต่อเขาทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก แต่มันก็ยังไม่ดีพอ แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าดีพอ? เขาไม่ เคยคิดที่จะตามหากระบี่บินที่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่เขาอยู่บนยอดเขาเสินม่อมาเป็นเวลานาน กระบี่บินที่พบเห็นก็ล้วนแต่เป็นกระบี่บินระดับสูงอย่างมิคำนึง คมจักรวาลและกลืนเรือ
เมื่อมาถึงด้านบนของยอดเขาอวิ๋นส่ง บริเวณหน้าผาได้มีถ้ำสองแห่งปรากฏขึ้นมา ขนาดพอให้คนคนหนึ่งเข้าไปนั่งได้พอดี
เมื่อเห็นถ้ำทั้งสองแห่ง ผิงหย่งเจียย่อมต้องคิดถึงภาพตอนที่ตนเองได้พบอาจารย์แหละอาจารย์อาหญิงเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมา ภายในใจรู้สึกว่าตนเองนั้นโชคดีเป็นอย่างมาก
จากนั้นเขาก้าวเดินต่อขึ้นไปบนยอดเขา เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็พบกระบี่บินเล่มหนึ่งอยู่ในก้อนหินที่เป็นลายเมฆแถบหนึ่ง
กระบี่บินเล่มนั้นครึ่งหนึ่งปักอยู่ในหิน อีกครึ่งหนึ่งเผยตัวอยู่ด้านนอก มองดูค่อนข้างแปลกประหลาด เพราะตัวกระบี่บิดงอ อีกทั้งยังมีร่องรอยที่ดูเหมือนน้ำค้างแข็งเกาะอยู่ด้วย
ผิงหย่งเจียพลันรู้สึกว่ากระบี่บินเล่มนี้ไม่เลว คิดอยากจะดึงออกมาดู แต่ตัวกระบี่ที่บิดงอทำให้เขาคิดไปถึงกิ่งเหมยที่หักงอ จากนั้นก็คิดถึงอะไรที่มากกว่านั้น
ที่แท้นี่ก็คือกระบี่ที่อาจารย์หาเอาไว้ให้ศิษย์พี่หยวนฉวี่ อย่างนั้นกระบี่ของตัวเองอยู่ที่ไหนกัน?
เขามองไปรอบด้าน เห็นแต่เพียงเมฆหมอกที่กว้างใหญ่ไพศาล ภายในใจยิ่งรู้สึกทุกข์ใจ ทันใดนั้นพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
จะกลับไปยอดเขาเสินม่อก็ไม่มีอะไรทำ มิสู้นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ แล้วก็ถือโอกาสเฝ้ากระบี่เล่มนี้ให้ศิษย์พี่ไปด้วย จะได้ไม่ถูกศิษย์ชิงซานคนอื่นหยิบเอาไว้
เขาคิดเช่นนี้พลางขัดสมาธินั่งลงไป
เจตน์กระบี่อันรุนแรงบนยอดเขาอวิ๋นสิงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง
ตัวผิงหย่งเจียในเวลานี้ไม่รู้ว่านี่หมายความว่าอย่างไร
ความคิดที่ดูเหมือนเกิดขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไรนี้ทำให้เกิดผลดีต่อเขาเป็นอย่างมาก
……
……
พริบตาก็ผ่านไปสี่ปี คนบนยอดเขาเสินม่อทยอยออกมาจากการเก็บตัว หยวนฉวี่รู้ว่ากระบี่เล่มนั้นถูกหล่อเลี้ยงจนสมบูรณ์แล้ว จึงเดินขึ้นไปบนยอดเขาอวิ๋นสิงอย่างไม่ลังเล
ภายในเมฆหมอกอันหนาทึบ เขาใช้เพลงกระบี่เจ็ดดอกเหมยของยอดเขาซีไหล ก่อนจะหากระบี่เล่มนั้นเจออย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกยินดียังไม่ทันจบสิ้นก็กลายเป็นความรู้สึกประหลาดใจ เพราะเขามองเห็นผิงหย่งเจียที่นั่งเฝ้าอยู่หน้ากระบี่เล่มนั้น
ความรู้สึกขอบคุณยังไม่ทันออกมาจากปากก็แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกประหลาดใจ เพราะเขาพบว่าสภาพของผิงหย่งเจียในเวลานี้ดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด
เจตน์กระบี่ในยอดเขาอวิ๋นสิงวนรอบตัวเขา หลั่งไหลเข้าไปในเสื้อผ้า เส้นผมและรูจมูกของเขาอย่างช้าช้า ดูอ่อนโยนแผ่วเบา ไม่ได้ทำให้เขาเกิดอาการบาดเจ็บใดๆ
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านเสื้อผ้าของผิงหย่งเจีย ทำให้เกิดลำแสงกระบี่จางๆ ขึ้นมาหลายสาย
หยวนฉวี่ตกใจ ก่อนจะพบว่าศิษย์น้องใช้เจตน์กระบี่หลอมร่างกายมาเป็นเวลาสี่ปี คิดไม่ถึงว่าในเวลานี้มีความรู้สึกของร่างกระบี่ที่สมบูรณ์!
ในอดีตเจ้าล่าเยวี่ยใช้พรสวรรค์ทางวิถีกระบี่ที่ยอดเยี่ยมเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขากระบี่เป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดก็ฝึกร่างกระบี่หลังกำเนิดได้สำเร็จ ถึงแม้หยวนฉวี่จะเป็น นลูกศิษย์ของนาง แต่กลับไม่สามารถเรียนวิชานี้ได้ เมื่อเวลานี้เมื่อได้มาเห็นภาพนี้ ภายในใจก็อดรู้สึกตกตะลึง แล้วก็อิจฉาเล็กน้อยไม่ได้
มิน่าในตอนนั้นอาจารย์อาเจ้าสำนักถึงจะรับผิงหย่งเจียเป็นศิษย์ ที่แท้ศิษย์น้องผิงก็เป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง หาใช่ความโชคดีโดยไม่มีเหตุผลไม่
หากตนเองมิได้แซ่หยวน เกรงว่าในตอนนั้นคงไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามายังยอดเขาเสินม่อด้วยซ้ำ
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ หยวนฉวี่ก็ถอนใจออกมา ก่อนจะเดินเข้าหยิบกระบี่แล้วหมุนตัวเดินจากไป — การบำเพ็ญเพียรของผิงหย่งเจียอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ไม่อาจถูกรบกวนได้
เขาเพียงแต่รู้สึกเสียดาย ศิษย์น้องเล็กคงไม่มีโอกาสได้เห็นงานเลี้ยงรับตำแหน่งเจ้าสำนักที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้แล้ว