ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2361 เปิด
แสงดาวส่องประกายระยิบระยับไปทั่วฟ้า จนแทบไม่อาจมองตรงๆ ได้
ผู้คนมากมายที่เฝ้าดูอยู่สองข้างทางของเส้นทางแห่งดวงดาวต่างยกมือขึ้นปิดตาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่อยากปิดบังสายตาทั้งหมด เกรงว่าจะพลาดเห็นสิ่งสำคัญไป
แม้จะคาดการณ์ถึงผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว แต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นจริงๆ ก็ยังทำให้รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก
เส้นทางแห่งดวงดาว…
ในช่วงเวลานับหมื่นปีที่ผ่านมา นอกจากเสินสื่ออันดับที่เจ็ดจิ้นอวิ๋นไหล ก็มีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่เดินทางจากประตูสวรรค์มาถึงตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ และทะลวงค่ายกลทั้งหมดได้สำเร็จ!
และที่สำคัญคือ นางทำทั้งหมดนี้ในเวลาอันสั้น!
หลังจากความเงียบสงบเพียงชั่วครู่ เสี่ยวปาเป็นคนแรกที่ส่งเสียงตอบสนองออกมา ดวงตาของนางเป็นประกายก่อนจะส่งเสียงออกมาอย่างตื่นเต้น
“เย้…ข้ารู้อยู่แล้ว! ข้ารู้ว่านายท่านเก่งที่สุด!”
หน้าของนางแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นดีใจ ทำให้ใบหน้าที่งดงามและน่าหลงใหลยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม
นางหยิกแก้มของแม่นางทั้งสองที่อยู่ข้างๆ พลางพูดขึ้น
“เร็วๆ บอกมา! นายท่านของพวกเราเก่งที่สุดใช่หรือไม่?”
แม่นางสิบเอ็ดเผยรอยยิ้มที่มุมปากและพูดขึ้นว่า
“แน่นอน เจ้าค่ะ”
แม่นางสิบสองหน้าแดงก่ำ กำมือเล็กๆ ขึ้นแล้วโบกไปมา ก่อนจะพูดออกมาอย่างอึกอักว่า
“นายท่านเก่งที่สุด!”
เสี่ยวปาพอใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและดีใจแทบปิดไม่มิด
แน่นอนว่านางก็ไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกไว้อยู่แล้ว
ไม่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่เหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้มีพรสวรรค์ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่มีใครทำสำเร็จเลยแม้แต่คนเดียว
แต่ตอนนี้นายท่านกลับทำได้สำเร็จจริงๆ
เขาย่อมรู้สึกภูมิใจไปด้วยอย่างแน่นอน!
“ข้าทราบแล้ว…ข้าทราบแล้ว!”
แสงสีขาววาบขึ้นในหัวของเซียวหรานเพียงชั่วพริบตา
เขาตื่นเต้นจนแทบพูดไม่เป็นคำ รีบคว้าตัวหมิงซูที่อยู่ข้างๆ ไว้ทันที
“เป็นเช่นนี้! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!”
ตั้งแต่ฉู่หลิวเยว่เริ่มทะลวงค่ายกลสุดท้าย เขาก็ค่อยๆ รับรู้ถึงปัญหาของตนเอง
และเมื่อค่ายกลถูกทะลวงจนเสร็จสมบูรณ์ เส้นทางแห่งดวงดาวทั้งหมดสว่างขึ้นและในที่สุดเขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้!
หมิงซูยังคงจมอยู่ในความตื่นตกใจ และเมื่อถูกเซียวหรานดึงไปมา เขาก็รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
“อัน อันใดนะ!”
เซียวหรานสูดลมหายใจลึกพลางพูดขึ้น
“ข้ารู้แล้วว่าจะต้องทะลวงค่ายกลสุดท้ายนี้อย่างใด!”
หมิงซูมึนงงไปชั่วขณะ
นี่…
“ท่านอย่าบอกนะว่าเป็นเพราะ…”
“เพราะท่านได้เห็นสิ่งที่ฮูหยินทำเมื่อครู่ ถึงได้เข้าใจอย่างนั้นหรือ?”
เซียวหรานพยักหน้าพลางพูดขึ้น
“ใช่แล้ว!”
เขาปล่อยมือจากหมิงซู กำลังจะเดินไปข้างหน้า แต่คิดไปคิดมาแล้วจึงหยุดลง
“รอให้เรื่องของนางเสร็จสิ้นลงก่อน เมื่อนางเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ข้าค่อยตามไป!”
อย่างใดเขาก็ไม่มีทางทำได้เร็วกว่าฉู่หลิวเยว่ และอาจต้องใช้เวลาพอสมควร
แต่…ในที่สุดเขาก็มีความหวังในการก้าวข้ามขั้นนี้แล้ว!
หมิงซูถึงกับงุนงงไปหมด
นี่มันเรื่องอันใดกัน
ฮูหยินไม่เพียงทะลวงค่ายกลทั้งหมดบนเส้นทางแห่งดวงดาวได้ด้วยตนเอง แต่ยัง…ช่วยให้เซียวหรานเข้าใจมันได้อีกด้วย?
สีหน้าของหมิงซูเปลี่ยนเป็นยิ่งสับสนมากขึ้น
เมื่อมาถึงตรงนี้ ในที่สุดเขาก็พบว่าระดับความสามารถของฮูหยินนั้น ดูเหมือนจะมากกว่าที่เขาคาดไว้ก่อนหน้าเสียอีก น่า…น่าตกใจยิ่งนัก!
ในที่สุดผู้คนที่เฝ้าดูก็เริ่มได้สติกลับมา เมื่อพวกเขามองไปยังฉู่หลิวเยว่ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนอย่างมาก
ความตกตะลึง ไม่อยากเชื่อ ความอิจฉา และการยกย่อง…
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว หากพูดอันใดมากก็ยิ่งดูไร้ความหมาย ไม่ว่าจะพูดอันใดก็ฟังดูทั้งขมขื่นและไร้พลัง
นางใช้พลังของตนเองเดินข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวจนสำเร็จ ต่อให้ไม่ยอมรับก็ไม่มีประโยชน์!
ในตอนนี้ทั้งข้อสงสัยและการเย้ยหยันทั้งหมดที่พวกเขาเคยมีต่อนาง กลับกลายเป็นเหมือนการตบหน้าตนเองอย่างแรง
แสบร้อนถึงทรวง!
ฉู่หลิวเยว่เงยหน้าขึ้น มองค่ายกลที่หมุนวนอยู่เบื้องหน้าอย่างเงียบๆ พลางถอนหายใจเบาๆ
สุดท้าย…นางก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง!
หร่วนเจี้ยนเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
เดิมที่เขาคิดว่าฉู่หลิวเยว่จะต้องติดอยู่ในค่ายกลสุดท้ายนี้ แม้จะสามารถทะลวงค่ายกลได้ก็คงต้องใช้เวลานานหลายปี แต่ใครจะคิดว่า…
ทุกสิ่งนี้กลับเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเขาอย่างแท้จริง
“เสินสื่อลำดับที่ห้า”
ฉู่หลิวเยว่เอียงศีรษะเล็กน้อย ริมฝีปากยิ้มยกขึ้น
“หากเจ้าสามารถเปิดประตูใหญ่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็นับว่าสำเร็จ”
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าการเปิดประตูบานนี้จะไม่ง่ายนัก
นางก้มมองถวนซิ่นจื่อที่คาดอยู่บนเอว ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ได้”
เมื่อพูดจบนางก้าวไปข้างหน้า
ทันใดนั้นค่ายกลที่ลอยอยู่กลางอากาศก็สลายกลายเป็นแสงสว่างนับไม่ถ้วน หลอมรวมเข้าสู่เส้นทางแห่งดวงดาว
ฉู่หลิวเยว่เดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองดูอย่างตั้งใจ
ประตูบานนี้ช่างบังเอิญนัก นางเคยเห็นมาก่อน
แม้ตอนนั้นจะเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ก็สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแก่นาง
ทว่าเวลานี้เมื่อนางได้ยืนอยู่ตรงหน้า ‘ประตูจริงๆ’ ความรู้สึกทั้งคุ้นเคยและแปลกประหลาดถาโถมเข้ามาอีกครั้ง
ทุกสิ่งล้วนสมจริงยิ่งนัก แม้แต่ร่องรอยกัดกร่อนของกาลเวลาเหนือประตูใหญ่นั้น ตลอดจนแรงกดอันหนาแน่นที่แผ่ซ่านออกมา
มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม!
ฉู่หลิวเยว่ยื่นมือออกไป
ฝ่ามือเรียวบางและอ่อนนุ่มค่อยๆ วางลงบนบานประตูอย่างแผ่วเบา
หึ่ง!
แทบจะในทันทีที่มือของนางสัมผัสกับบานประตู เสียงหึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน!
…
หัวใจของผู้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบๆ พลันตื่นตกใจตามไปด้วย
…ผู้ที่ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพยายามเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จะต้องเจอกับอุปสรรค
ดูเหมือนว่าฉู่หลิวเยว่ก็เช่นกัน
บนบานประตูราวกับมีลวดลายบางอย่างค่อยๆ ปรากฏขึ้น
…
“อาเยว่กำลังจะเข้ามาแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าค่ายกลสุดท้ายถูกทะลวงได้สำเร็จ ถวนจื่อกระโดดขึ้นอย่างดีใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
อวี้เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
จิ้นอวิ๋นไหลค่อยๆ กำมือแน่นขึ้น
ในขณะเดียวกันผู้คนทั่วตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ก็พากันมองไปทางประตู
หนานจิ่นซูเดินออกไปอย่างเร่งรีบ และบังเอิญพบกับซูหลีตรงหัวมุมเข้าพอดี
“ประมุขหนาน ช่างบังเอิญนัก”
ซูหลียิ้มอย่างนุ่มนวล
“เจ้าก็รู้แล้วว่าเสี่ยวเยว่เออร์เพิ่งข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวสำเร็จ และกำลังจะเข้ามาแล้วใช่หรือไม่”
หนานจิ่นซูถึงกับชะงักไป
อันที่จริงเขารู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างนอกมาตลอด
ตอนแรกเขาไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เมื่อฉู่หลิวเยว่ทะลวงค่ายกลได้มากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็เริ่มตื่นตระหนก
จนกระทั่งเมื่อครู่…ที่ฉู่หลิวเยว่ทะลวงค่ายกลสุดท้ายได้สำเร็จ เขาก็ไม่อาจทนนั่งอยู่เฉยๆ ได้อีก จึงออกมาอย่างเร่งรีบ เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัด
ใครจะคิดว่าเขาจะบังเอิญเจอซูหลีเข้า
เขาฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางกล่าวขึ้น
“ท่านซูชอบล้อเล่นนัก นางไม่ใช่ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ และก็ไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ นางไม่มีทางเข้ามาได้ ข้าแค่รู้สึกเสียดายเล็กน้อยก็เท่านั้น”
“งั้นหรือ”
ซูหลียิ้มเบาๆ พลางหันไปมองทางประตูใหญ่
“เกรงว่าประมุขหนานคงต้องผิดหวังแล้ว”
“อันใดนะ” หนานซูชะงักไปชั่วครู่
ซูหลีเชยคางขึ้นเล็กน้อย
“ประตูใหญ่…เปิดแล้วล่ะ”