ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 46 การเติบโตในช่วงแรก
……………
เวลาหนึ่งเดือนค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า
แสงไฟยามค่ำคืนของตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงสว่างไสว ม่านพลังสีทองคำชาดปกคลุมภูเขาทั้งลูกเอาไว้
เมื่อมองจากในระยะไกลมันทั้งศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง จนทำให้ผู้คนรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เงาร่างหลายร่างปิดล้อมสถานที่แห่งนี้เอาไว้
คนในเผ่าต่างรู้ดีว่า ช่วงเวลาเหล่านี้ ถวนจื่อกำลังซ่อมแซมตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงในทุกส่วนจากด้านใน
เรื่องนี้ยิ่งใหญ่มาก รวมถึงอี้เจาและคนอื่นๆ ก็ยังช่วยปกป้องโดยรอบด้วย
ส่วนคนในเผ่าคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้บริเวณนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต พวกเขาล้วนรออยู่ด้านนอกอย่างสงบ
จื่อเฉินกลับอยู่ที่ภูเขาลูกข้างๆ และเป็นสถานที่อาศัยของถวนจื่อตั้งแต่กลับมาที่นี่
เขาอยู่คนเดียว ทุกคนจึงคิดว่าเขาอาจจะเหงา ดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยทยอยเข้ามาเยี่ยมเยียน
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ล้วนเป็นแม่นางวัยสะพรั่ง ตอนที่มาถึงก็ทำท่าทีเขินอาย
เห็นได้ชัดว่าพวกนางกำลังหวังอันใดอยู่ ไม่ต้องพูดอันใดก็รู้กันดี
แต่น่าเสียดายที่จื่อเฉินเย็นชามากเกินไป คนหน้าบางบางกลุ่ม ต่างรับไม่ได้กับความเย็นยะเยือกเหล่านี้ ดังนั้นพวกนางจึงไม่มาที่นี่อีกแล้ว
มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่ยืนหยัดไม่ย่อท้อ แต่เพราะไม่กล้ายั่วโมโหและทำให้เขาไม่พอใจ ดังนั้นจึงไม่กล้าเดินเข้าไปในประตูอย่างหุนหันพลันแล่น พวกนางแค่เพียงมองจากด้านนอกในระยะไกลเท่านั้น
…ตอนที่ลมปราณทั่วทั้งร่างกายของอีกฝ่ายถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถต้านรับไหว หากไม่มีถวนจื่อที่ร่าเริง บรรยากาศในตอนนี้ก็หนาวเหน็บจนน่ากลัว
ตอนนี้ทุกคนสามารถมองออกแล้วว่า ความเกรงใจและอ่อนโยนก่อนหน้านี้มีให้เห็นเฉพาะต่อหน้า
ถวนจื่อเท่านั้น
ตอนนี้นางไม่อยู่ เขาก็ยิ่งเกียจคร้านและเย็นชามากกว่าเดิม
จื่อเฉินเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ หลังจากจัดการปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เสร็จเรียบร้อย ความสงบสุขของเขาก็กลับคืนมา
เดิมทีนิสัยของจื่อเฉินก็เป็นคนที่เย็นชาและวางตัวห่างเหิน หลังจากติดตามฉู่หลิวเยว่มาหลายปี อีกทั้งยังต้องอยู่ร่วมกับถวนจื่อ นิสัยของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปตั้งนานแล้ว
ในตอนนั้นเมื่อไม่มีใครมาขอท้าประลองด้วย ไม่มีใครมาลากของไปรอบๆ ตัวของเขา และไม่มีใครมาบ่นพึมพำอยู่ข้างกายเขา…
จื่อเฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งจับศีรษะ จากนั้นก็ก้มหน้าอ่านหนังสือ
แสงอาทิตย์สาดส่องจากหน้าต่างด้านนอก เมื่อมีลมพัดทำให้ใบไม้พริ้วไหว เสียงกร๊อบแกร๊บดังตามมา
สงบเงียบ
แต่มันก็น่าเบื่อมากเช่นเดียวกัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เขาก็ปิดหนังสือลง จากนั้นก็โยนมันไปด้านข้าง
เขาลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หันมองไปทางด้านนอก
มุมของที่นี่ดีมาก เมื่อมองออกไปก็สามารถมองเห็นตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงได้พอดี
หากมีความเคลื่อนไหวอันใด เขาก็จะสามารถสัมผัสได้ทันที
แต่น่าเสียดายที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาไม่สามารถสัมผัสอันใดได้เลยสักอย่าง
ความจริงแล้วนั่นก็เป็นเรื่องดี เพราะมันหมายความว่าถวนจื่อสามารถจัดการได้อย่างราบรื่น
เขานวดสันจมูกของตัวเอง
ตอนนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อกๆ
“จื่อเฉิน เจ้าอยู่หรือไม่?”
เสียงอันอบอุ่นอ่อนโยน ทว่าคุ้นหูก็ดังขึ้น
จื่อเฉินเหลือบสายตามองไปทางนั้น
ความจริงแล้วประตูบานนั้นไม่ได้ลงกลอน
เมื่อเห็นจื่อเฉิน ใบหน้าของนางก็แดงก่ำขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
จื่อเฉินไม่ขยับตัว “มีอันใดหรือไม่?”
ทุกคนต่างรู้ว่าจื่อเฉินมีนิสัยเงียบสงบและเข้าหายากมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอี้ฟู่ที่เคยโดนวิจารณ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นนางจึงเข้าใจนิสัยของเขามากยิ่งขึ้น
ดังนั้นนางจึงพูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
“จื่อเฉิน ช่วงนี้ในการบำเพ็ญเพียรของข้านั้นมีเรื่องติดขัดเล็กน้อย ดังนั้นจึงอยากจะหาคนมาชี้แนะ ช่วยดูว่าปัญหาของข้าอยู่ที่ใด มะ ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่ ช่วยชี้แนะให้ข้าสักเล็กน้อย?”
ความจริงแล้วนี่เป็นการถามที่สุภาพมาก
อี้ฟู่เปิดเส้นชีพจรสายที่หกไปแล้ว คนในเผ่าที่มีความแข็งแกร่งมากกว่านางนั้นมีจำนวนไม่มาก อีกทั้งตอนนี้ผู้อาวุโสทั้งหมดก็กำลังเฝ้าตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง หรือไม่ก็ยุ่งกับเรื่องอื่นๆ อยู่ ดังนั้นจึงยากที่จะไปขอร้องพวกเขา
นางต้องการใครสักคนที่จะมาต่อสู้ด้วย แต่มันก็หาได้ยากมาก
แต่จื่อเฉินมีฝีมือแข็งแกร่ง การที่เขาจะให้คำแนะนำต้องเป็นเรื่องที่ง่ายมากแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนก็ต่างรู้ว่าตอนนี้เขากำลังว่างมาก
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง สีหน้าของจื่อเฉินก็ราบเรียบ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับในทันที
อี้ฟู่เกร็งนิ้วของตัวเองด้วยความประหม่า หัวใจของนางเหมือนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ความจริงแล้วใช่ว่านางจะหาคนอื่นไม่ได้ เพียงแต่…นางก็มีความเห็นแก่ตัว หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดนางก็เดินทางมาที่นี่
ดูจากภายนอกแล้ว จื่อเฉินมีท่าทีเมินเฉย แต่ความเป็นจริงแล้ว นางเคยเห็นว่าจื่อเฉินกับถวนจื่อมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก
อีกทั้งเขายังเป็นคนที่มีความอดทนสูง
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย เขาก็อาจจะขี้เกียจจนกว่าจะไปใส่ใจ แต่สำหรับคนใกล้ตัว เขาไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่นอน
นางไม่สนใจว่าจื่อเฉินจะเมินนางขนาดไหน ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็แค่เคยเจอกันมาก่อน แม้กระทั่งคำว่าเพื่อนยังเรียกไม่ได้ด้วยซ้ำ
รอจนกระทั่งรู้จักกันนานแล้ว ท่าทางของเขาจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
นางครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว นางก็คิดว่าจื่อเฉินเราไม่มีทางปฏิเสธนางแน่นอน
คำพูดง่ายๆ ดังกระทบโสตประสาท แต่กลับทำให้นางชะงักค้างไปในทันที ในตอนนั้นนางยังเตรียมคำขอบคุณเอาไว้แล้วด้วยซ้ำ
นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“อัน อันใดนะ?”
ไม่มีเวลา?
เขาอยู่ที่นี่ทุกวัน แล้วเหมือนจะไม่ได้ทำอันใดด้วย แต่ยังบอกว่าไม่มีเวลาอย่างนั้นหรือ?
อี้ฟู่ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงขาวสลับกัน นางรู้สึกเก้อกระดากมาก
“จะ…จื่อเฉิน เจ้าไม่พอใจอันใดข้าอย่างนั้นหรือ? หากก่อนหน้านี้ข้าทำอันใดผิดไป หรือล่วงเกินอันใดเจ้า ถ้าอย่างนั้นข้าขอ…พูดจากใจจริงว่าขอโทษ”
ดูจากท่าทางแล้ว เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีปัญหากับนางสินะ?
หลังจากได้ยินนางพูดเช่นนั้น จื่อเฉินก็ไม่ได้สนใจอันใดอีก เขาเพียงแค่สาวเท้าเดินออกไป แล้วพูดเสียงเรียบว่า
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
เขาไม่มีเวลาและแรงมากพอที่จะไปสนใจคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง
อี้ฟู่กลับไม่เชื่อ นางยังอยากจะถามอีก แต่ในตอนนั้นเขาก็เห็นว่าจื่อเฉินกำลังหยิบจานสีขาวออกมา บนจานใบนั้นเต็มไปด้วยผลไม้วิญญาณรสเปรี้ยวที่มีสีแดงกองอยู่เป็นจำนวนมาก
จากนั้นเขาก็นำผลไม้เหล่านั้น…ไปล้าง
นิ้วเรียวยาวของเขาล้างผลไม้เหล่านั้นอย่างละเอียดลออ เมื่อดูไปแล้วก็รู้สึกเจริญใจมาก
ก่อนหน้านี้อี้ฟู่รู้สึกสับสน แต่หลังจากที่ได้สติกลับคืนมา นางก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้า…เจ้าบอกว่าไม่มีเวลา แต่กลับนำเวลามาทำเรื่องแค่นี้น่ะหรือ?”
จื่อเฉินตอบโดยไม่เงยหน้า
“ไม่ใช่เรื่องแค่นี้”
นอกจากผลไม้วิญญาณรสเปรี้ยว นางยังชอบของกินชนิดอื่นอีกเป็นจำนวนมาก
ของสิ่งนี้ หากเขากินไปก็จะรู้สึกจืดชืด แต่ถวนจื่อกลับชอบมันมาก
ขณะที่ล้างเขาก็หยิบมันเข้าปากด้วย
ความเปรี้ยวและหวานกระจายทั่วปาก อีกทั้งยังมีความเย็นแผ่กระจายออกมา
จื่อเฉินสะบัดหยดน้ำที่อยู่ในมือ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เหมือนว่า…จะไม่เลวเลยนะ
อี้ฟู่เบิกตากว้างอ้าปากค้าง นางไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างใดดี
นี่มัน…
นางกลับรู้สึกว่านางไม่ควรอยู่ที่แห่งนี้อีกต่อไป
จื่อเฉินไม่แม้แต่จะเชิญนางเข้าไปด้านในด้วยซ้ำ
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้า…ข้าก็ขอตัวก่อน…”
นางฝืนพูดออกมา
ในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงหงส์กู่ร้องขึ้น เสียงนั้นดังมาจากตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง!
อี้ฟู่ตกใจแล้วรีบหันกลับไปมองทันที
วินาทีถัดมา นางก็สัมผัสได้ถึงลมที่พัดผ่านร่างกายของนางออกไป
จื่อเฉินที่อยู่ภายในห้องพุ่งตัวออกไปแล้ว อีกทั้งยังมองไปทางต้นกำเนิดของเสียงด้วย
ม่านพลังสีทองคำชาดสั่นสะเทือน มันแกว่งไปมาเหมือนระลอกน้ำ สุดท้ายระลอกคลื่นก็ค่อยๆ บรรจบที่ด้านบน ก่อนจะรวมตัวแล้วกลายเป็นสัญลักษณ์ขนาดใหญ่
นั่นคือสัญลักษณ์ของเผ่าหงส์ทองคำ
จากนั้นประตูบานใหญ่ของตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงก็ถูกผลักออกมา
เงาร่างเพียวระหงเดินออกมาจากด้านใน
จื่อเฉินที่กำลังจะเตรียมตัวเดินเข้าไปหากลับชะงักฝีเท้าทันที ดวงตาของเขาแข็งทื่อ