ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 192 ผู้อาวุโสท่านหนึ่งให้ข้าไปปลูกผัก - บทที่ 193 ขึ้นเกาะเซียน หวงเสี่ยวเหมยเปลี่ยนแปลงไป
- Home
- ย่างก้าวสู่วิถีเซียน
- บทที่ 192 ผู้อาวุโสท่านหนึ่งให้ข้าไปปลูกผัก - บทที่ 193 ขึ้นเกาะเซียน หวงเสี่ยวเหมยเปลี่ยนแปลงไป
บทที่ 192 ผู้อาวุโสท่านหนึ่งให้ข้าไปปลูกผัก
“ผู้อาวุโส ข้ามีบางสิ่งที่จะมอบให้ แต่ข้าขออะไรสักอย่างได้หรือไม่”
ลี่เจี้ยนเจิ้นก้มหน้าลง ปิดบังประกายในดวงตาขณะที่ถาม
“เจ้าขอได้ตามสบาย”
ลี่เจี้ยนเจิ้นโค้งคำนับ “ข้ามีน้ำดีของอสรพิษนาวา ซึ่งมีสรรพคุณขับไล่พิษ ท่านผู้อาวุโสคงทราบดีว่าเมื่อหลายปีก่อน สำนักชิงหยาง สำนักฮ่าวชี่ชุนหยาง และตระกูลถังแห่งผู้บำเพ็ญเซียนระดับสูง ถูกควบคุมโดยพิษของแมลงกู่”
สวี่หยางพยักหน้า “ข้ารู้ เมื่อครั้งนั้นข้ามีวิทยายุทธ์ที่อ่อนแอเกินกว่าจะยื่นมือเข้าช่วย มิเช่นนั้น คนชั่วที่อยู่เบื้องหลังก็คงมิอาจหนีรอดไปได้ง่ายดายเช่นนั้น”
“ถูกต้อง น้ำดีอสรพิษนาวานี้เพียงแค่กลืนลงไป พิษของแมลงกู่ก็จะถูกขจัดสิ้นไป แม้ว่าพิษของแมลงกู่จะเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน!! เว้นแต่จะเป็นพิษระดับสาม น้ำดีอสรพิษวิเศษนี้ก็จะไร้ประโยชน์”
สวี่หยางใจเต้นแรง!!
สุดยอดจริง ๆ เขาหลอกล่อให้คนผู้นี้นำของวิเศษออกมาได้
จงรู้ไว้ว่า เมื่อเผชิญหน้ากับพิษของแมลงกู่ สวี่หยางก็รู้สึกกังวลว่าตนเองอาจจะตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
เพราะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อนั้น มักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองถูกกระทำ
จะให้เขาป้องกันได้อย่างไรเล่า?
ถึงแม้จะตกใจ แต่ภายนอกกลับนิ่งเฉย น้ำเสียงราบเรียบ “สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อข้าจริง ๆ”
ลี่เจี้ยนเจิ้นหยิบขวดหยกออกมา กล่าวด้วยความเคารพว่า “ท่านผู้อาวุโส เชิญ”
ขวดหยกในห้วงอากาศได้พุ่งออกไป สวี่หยางรับไว้ได้อย่างสบาย
น้ำดีอสรพิษนี้มีกลิ่นเหม็นคาว
สวี่หยางไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นปัญหากับตัวหรือไม่ จึงเก็บไว้ในถุงเก็บของก่อน แล้วถามว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้ามาที่นี่เพื่อสิ่งใด”
“ข้ามีลูกศิษย์ที่นี่สองสามคน ข้าอยากอยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนและทำให้สำนักมารของข้าแข็งแกร่งขึ้น”
ลี่เจี้ยนเจิ้นกล่าวเสียงหนักแน่น
“ความตั้งใจแรงกล้าดี มีจิตวิญญาณของพวกมารอย่างแท้จริง”
สวี่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “น่าเสียดายที่เจ้าฝึกวิถีแห่งอสูร เจ้าหลงทางแล้ว!”
ลี่เจี้ยนเจิ้นกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะด้วย”
สวี่หยางรู้สึกพูดไม่ออกเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของลี่เจี้ยนเจิ้น
เขาไม่รู้ว่าจะฝึกวิถีแห่งมารอย่างไร
แม้ว่าเขาจะฝึกเคล็ดมารทมิฬอเวจี แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นวิถีแห่งมาร กล่าวได้เพียงว่าเป็นวิชายุทธ์ที่แกร่งกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย
‘จะต้มตุ๋นต่อไปอย่างไรดี’
สวี่หยางนิ่งคิด เขาหวนนึกถึงนวนิยายที่ได้อ่านมาในอดีตชาติ จึงกล่าวต่อไปว่า “เจ้าฆ่าคนมากเกินไป แม้ว่าเจ้าจะบรรลุขอบเขตจินตาน แต่หากจะก้าวข้ามไปอีกระดับก็เป็นเรื่องยากยิ่งนัก เพราะการจะไปสู่ขอบเขตแห่งวิญญาณแรกกำเนิดนั้น จำเป็นต้องมีความปรองดองระหว่างฟ้า ดิน และมนุษย์”
“ฟ้า ดิน มนุษย์?”
“ถูกแล้ว ฟ้าประสาน ดินประสาน มนุษย์ประสาน…นี่คือวิถีแห่งสวรรค์! การฆ่าฟันมากเกินไป ย่อมขัดแย้งกับวิถีแห่งสวรรค์ นั่นคือการต่อต้านสวรรค์ เจ้าลองบอกมาว่าการต่อต้านสวรรค์นำผลลัพธ์ใดมาให้”
“หนทางแห่งความตาย”
“สติปัญญาดีเยี่ยม เช่นเดียวกับข้า เจ้าคิดว่า ชื่อเสียงของข้าในแดนเซียนตอนเหนือแห่งนี้เป็นเช่นไร?”
“ได้ยินว่าท่านรักภรรยาผู้งดงามยิ่งนัก เป็นคนดีนัก…” ลี่เจี้ยนเจิ้นไตร่ตรองครู่หนึ่ง สีหน้าเขาล้วนประหลาดใจ
มุมปากของสวี่หยางกระตุกสองครั้ง
ยอดเยี่ยมนัก ใครกันที่นำเรื่องราวที่เขารักภรรยาไปเล่าลือกัน
สวี่หยางพยักหน้าอย่างจริงจัง กล่าวว่า “ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นหนทางแห่งสวรรค์ นี่คือประการแรก ประการที่สอง ปราณมารในร่างกายของเจ้านั้นหนาแน่นยิ่งนัก เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในภายภาคหน้า ข้าแนะนำให้เจ้าบำเพ็ญตน!”
“บำเพ็ญตนหรือ?”
“ถูกต้อง หากมิได้แก้ไขปัญหาปราณมารในร่างกายเจ้าแล้ว ต่อให้เป็นขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด เจ้าก็มิอาจบรรลุขอบเขตจินตานได้!”
“เช่นนี้…”
ลี่เจี้ยนเจิ้นถึงกับอึ้งไป
เขาลำบากแสนเข็ญมาถึงที่แห่งนี้ ก็เพื่ออาศัยการสังหารและการปล้นสะดม แล้วฝึกฝนตนเองจนก้าวขึ้นมาถึงขอบเขตจินตาน!
ที่ไหนได้ ท่านผูู้อาวุโสกลับกล่าวว่าเขาสังหารผู้อื่นมากเกินไป อีกทั้งในกายยังมีปราณมารหนาแน่น
กล่าวตามจริง ในกายของเขามีปราณมารหนาแน่นอยู่จริง ๆ และมักจะรู้สึกเจ็บปวดอยู่เสมอ
แต่เดิมทีเขานึกว่าผู้บำเพ็ญมารคงล้วนเป็นเช่นนี้ แต่บัดนี้ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด
“ลี่เจี้ยนเจิ้น เจ้าปรารถนาจะฝึกฝนร่างกายมารเช่นเดียวกับข้าใช่หรือไม่” สวี่หยางถาม
“ข้าย่อมปรารถนา”
“เช่นนั้นก็จงฟังคำของข้า”
สวี่หยางยืนพร้อมทำมือประกบกัน แล้วยังกล่าวคำไร้สาระมากมาย จนทำให้ลี่เจี้ยนเจิ้นรู้สึกสับสน
เอาเป็นว่า แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่คำไร้สาระมากมายนั้นก็จะโจษจันไปทั่วทั้งแผ่นดิน!!
“เจ้าหนุ่มเอ๋ย ชายชราผู้นี้สนใจในยันต์หลบหนีของเจ้า เจ้ามอบยันต์หลบหนีแก่ข้า ข้าก็จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาการฝึกตนขั้นสูงแก่เจ้า!!”
สวี่หยางเอ่ยเรียบเฉย
ลี่เจี้ยนเจิ้นลังเลเล็กน้อย ยันต์หลบหนีในมือของเขาได้มาพร้อมกับโอกาสของถ้ำเซียนโบราณในครั้งนั้น
เดิมทีก็มีอยู่เพียงไม่กี่อัน เพิ่งจะใช้ไปหนึ่งใบ ตอนนี้ในมือเหลือเพียงสามใบเท่านั้น
“ท่านผูู้อาวุโส ในมือข้าก็มีไม่มาก สามารถมอบให้ท่านได้เพียงใบเดียวเท่านั้น ขอให้ท่านผูู้อาวุโสโปรดยกโทษ”
ใบเดียวหรือ…
สวี่หยางผงกศีรษะเงียบ ๆ แม้จะเป็นใบเดียวก็พอใช้ได้
มีดีกว่าไม่มี
“ได้ บังเอิญว่าข้ามีประโยชน์ใช้สอยพอดี”
สวี่หยางกล่าว
ลี่เจี้ยนเจิ้นรู้สึกว่ายอดฝีมือเช่นนี้ไม่น่าจะรับอะไรไปแล้วชิ่งหนีทันที แต่เพื่อความไม่ประมาท เขาจึงกล่าวว่า “ท่าน ท่านจะถ่ายทอดวิชาอะไรแก่ข้างั้นหรือ ขอให้ข้าดูสักเล็กน้อยก่อนเถิด”
“วิชานี้จะช่วยให้เจ้ากำจัดปราณมารที่ตกค้างในร่าง เจ้าคิดว่าข้าหลอกเจ้ารึ?” สวี่หยางฮึดฮัดในลำคอ แล้วโบกมือไปมา “ช่างเถิด ช่างเถิด ข้าเสียเวลาพูดกับเจ้าเปล่า ๆ ไปให้พ้น”
พูดจบสวี่หยางก็หันหลังแล้วเดินจากไป
‘หนึ่ง สอง สาม!’
“ท่าน ท่านโปรดรอ” ลี่เจี้ยนเจิ้นร้องห้าม
สวี่หยางพูดด้วยไม่พอใจนัก “เจ้าเด็กโง่ มีอะไรจะพูดอีก ข้ายังต้องไปปลอบภรรยาอยู่ อย่าได้มาขัดขวางเวลาของข้า”
‘ดูท่าจะรักภรรยามาก จังหวะนี้แล้วยังต้องไปปลอบภรรยาอยู่อีก’
ลี่เจี้ยนเจิ้นก่นด่าอยู่ในใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ข้าขอให้ท่านใจเย็นลงก่อน ข้า… ข้ามิได้จะกล่าวเช่นนั้น”
“หึ แล้วเจ้าพูดว่า ขอให้ข้าแสดงให้เจ้าดูสักเล็กน้อยก่อน เจ้ามิเชื่อใจข้า เช่นนั้นก็ไปให้พ้น”
“มิใช่เช่นนั้น!” ลี่เจี้ยนเจิ้นกัดฟันก่อนจะหยิบยันต์หลบหนียื่นให้
สวี่หยางใช้จิตเทวะตรวจสอบยันต์หลบหนีแล้ว พบว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ท่านผูู้อาวุโส…วิชายุทธ์ข้าล่ะ”
“เจ้ารีบอะไร ยังคิดว่าข้าจะหลอกเจ้าอยู่อีกหรือ”
สวี่หยางหัวเราะเบา ๆ ยื่นขวดหยกออกไป
ลี่เจี้ยนเจิ้นรีบรับมาตรวจสอบแล้วก็ตะลึงไป “เคล็ดปลูกถ่ายพินิศวิญญาณ ท่านให้ข้าไปปลูกผักงั้นรึ?”
ใช่แล้ว สวี่หยางมอบเคล็ดวิชาปลูกถ่ายพินิศวิญญาณที่ผ่านการหลอมรวมหลายครั้งนี้ให้เขา
แม้ว่าจะประณีตกว่าเคล็ดวิชาปลูกถ่ายวิญญาณเดิมของตระกูลหลินมาก แต่เขาก็ยังเสียดายที่จะให้คนธรรมดา
สวี่หยางกล่าวจริงจัง “เจ้าเด็กโง่ เจ้าว่าเคล็ดวิชาปลูกถ่ายพินิศวิญญาณที่ข้าให้เจ้าจะเป็นเคล็ดวิชาธรรมดาได้อย่างไร”
ลี่เจี้ยนเจิ้นอยากจะพูดว่า แม้ว่าจะไม่ธรรมดา แต่มันคือเครื่องมือสำหรับปลูกผัก!!
ข้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเหล่าผู้บำเพ็ญมาร จะให้ข้าไปไถหว่านดินเช่นนี้รึ แล้วเหล่าศิษย์ของข้าจักคิดเช่นไรเล่า!
“ท่านอาวุโส ข้าขอรบกวนให้ท่านอธิบายให้ละเอียดอีกสักหน่อย”
ครุ่นคิดอยู่นาน ลี่เจี้ยนเจิ้นก็รู้สึกว่า บุคคลที่มีฐานะเช่นสวี่หยางจะไม่มีทางพูดจาไร้สาระอย่างแน่นอน
สวี่หยางกล่าวเรียบ ๆ ว่า “เมื่อครู่นี้เพิ่งจะชมเจ้าว่ามีพรสวรรค์ดี แต่ไฉนยามนี้จึงโง่งมเสียแล้วเล่า ข้าได้บอกไปแล้วว่า ปราณมารในร่างกายของเจ้ามันหนาแน่นอยู่มาก นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดี จำเป็นต้องบำเพ็ญตนอยู่อย่างสันโดษเพื่อพักฟื้น และวิชานี้คือความลับในการบำเพ็ญตนอยู่อย่างสันโดษ เจ้าจงหาพื้นที่ในดินแดนวิญญาณเตรียมไว้ จากนั้นก็ทำการไถหว่านตามวิธีการในวิชานี้ไปเรื่อย ๆ รอจนเจ้าเก็บเกี่ยวพืชวิญญาณได้จำนวนหนึ่ง เจ้าถึงจะเข้าใจเจตนารมณ์ของข้า”
“มันวิเศษถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“เอาเถอะ ขี้เกียจจะพูดไร้สาระกับเจ้าแล้ว”
สวี่หยางหันศีรษะจากไปอย่างสง่างาม
“ท่านอาวุโสเดินทางปลอดภัย”
ลี่เจี้ยนเจิ้นโค้งคำนับ กอดม้วนหยกไว้อย่างทะนุถนอม ขณะที่ตั้งตารออย่างมีความหวัง “การไถหว่านดิน…”
รอยยิ้มของเขาปรากฏขึ้น ทว่าความรู้สึกแปลก ๆ พลันผุดขึ้นมาในใจ
ขณะเดินทางกลับ ลี่เจี้ยนเจิ้นก็รู้สึกว่าผู้อาวุโสเซียนมารผู้ยิ่งใหญ่มีท่าทีแปลก ๆ
แม้จะใช้วิชายุทธ์ของผู้บำเพ็ญมาร แต่กลับไม่มีพลังปราณของผู้บำเพ็ญมาร
“นั่นหมายความว่านี่เป็นตำนานที่เล่าขานกันมาอย่างนั้นหรือ การกลับคืนสู่ความแท้จริง?”
ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องสงสัยมากมายเหลือเกิน แต่เขาก็ยังตัดสินใจลองดู บางทีสักวันเขาอาจฝึกตนจนเก่งกล้าเท่าสวี่หยาง และฝึกตนจนมีร่างมารสำเร็จ!!
เขาเดินทางมาถึงบริเวณน่านน้ำแห่งหนึ่ง ชั่วครู่ต่อมา มีเรือวิญญาณลำหนึ่งแล่นเข้ามาหาลี่เจี้ยนเจิ้น
“อาจารย์”
บุรุษและสตรีห้าคนที่เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ต่างก็กระโดดลงมาจากเรือวิญญาณและโค้งคำนับอย่างเคารพ
ลี่เจี้ยนเจิ้นกลับสู่สภาพเย็นชาอีกครั้งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำ ๆ ว่า “ข้าเพิ่งพบกับผู้บำเพ็ญมารอาวุโส ท่านมีนามว่า เซียนแห่งแดนยมโลก!”
เมื่อพูดจบเขาก็โบกมือ ปราณวิญญาณก็ควบแน่นเป็นรูปโฉมของสวี่หยาง
“พวกเจ้าจงฟังไว้ ต่อไปเมื่อได้พบกับบรรพบุรุษผู้นี้ พวกเจ้าจงแสดงความเคารพก้มหัวให้ท่านและคอยรับใช้ท่าน หากพวกเจ้าสร้างความไม่พอใจให้ท่าน ข้าก็ไม่อาจช่วยพวกเจ้าได้”
ลี่เจี้ยนเจิ้นจ้องเขม็งไปที่เหล่าลูกศิษย์ ตวาดเสียงเย็น
“ขอรับ ท่านอาจารย์!!”
“แต่ท่านอาจารย์ ท่านผู้นี้อายุน้อยนัก” หญิงสาวผู้หนึ่งที่บำเพ็ญตนเป็นมารเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เจ้าเด็กมิรู้ความ!” ลี่เจี้ยนเจิ้นตวาดลั่น แล้วก็เลียนแบบสำเนียงการพูดของสวี่หยาง “เจ้ารู้กระนั้นหรือ? ท่านผู้อาวุโสเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่เกิดและสร้างตัวตนขึ้นใหม่ ท่านผู้อาวุโสมีชีวิตมาเนิ่นนานนับพันปีหมื่นปี เจ้าจะหยั่งรู้ถึงอายุของท่านเพียงด้วยสายตาเท่านั้นได้อย่างไรเล่า?”
“เอ่อ… ศิษย์ ผิดไปแล้ว”
หญิงสาวผู้บำเพ็ญมารรีบก้มหน้าสำนึกผิด
ลี่เจี้ยนเจิ้นกำลังจะจากไป ทว่าพอนึกขึ้นได้ จึงสะบัดมืออีกครั้ง ปราณวิญญาณก็วาดรูปหญิงสาวสี่คนขึ้นมา
นั่นก็คือ หลินอวี้ หลินหวั่นชิง หลินไห่ถัง และ เสิ่นม่านอวิ๋น
“จำเอาไว้ หญิงสี่นางนี้คือภรรยาของท่านผู้อาวุโส เมื่อพบเจอจะต้องให้ความเคารพ!” ลี่เจี้ยนเจิ้นสั่งอีกครั้ง
“ขอรับ ท่านอาจารย์ พลังปราณของท่านผู้อาวุโสนั้นเป็นอย่างไร? ท่านอาจารย์พอจะเล่าให้พวกข้าฟังได้หรือไม่?”
“ถูกต้องแล้ว ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากฟังเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของท่านผูู้อาวุโส”
เหล่าศิษย์ขณะที่ตั้งใจจดจำรูปลักษณ์ของหลินอวี้และพวกพ้อง ก็อดตื่นเต้นถามออกมาไม่ได้
ลี่เจี้ยนเจิ้นกล่าวเสียงหนักแน่น “ท่านผูู้อาวุโสอายุสิบปีก็สังหารขอบเขตสร้างรากฐานได้แล้ว อายุสิบห้าทะลวงขั้นเขาสู่ขอบเขตเจี่ยตานผู้บำเพ็ญมนุษย์ได้ พลังปราณของท่านอาวุโสลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งรู้ ยามนี้ท่านอาวุโสคล้ายกับเกิดใหม่ การบำเพ็ญของท่านก็มิใช่ช่วงรุ่งเรืองที่สุด แม้ว่าขอบเขตปัจจุบันจะคล้ายคลึงกับข้า แต่พลังการต่อสู้นั้น กลับสามารถสังหารข้าได้ในพริบตาเดียว!”
“อะไรนะ ขอบเขตเดียวกันแต่กลับมีพลังในการต่อสู้ที่สามารถสังหารท่านอาจารย์ได้!”
เหล่าศิษย์ทั้งห้าตกตะลึงราวกับได้ยินเรื่องราวเหนือธรรมชาติ เพราะเรื่องนี้เกินความเข้าใจของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
“ข้าว่าพวกเจ้าเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้อะไรจริง ๆ เอะอะโวยวายอะไรกันนักหนา ไปกันเถอะ…”
“ขอรับ!”
“จำสิ่งที่ข้าเพิ่งพูดไว้ให้ขึ้นใจ” ลี่เจี้ยนเจิ้นขึ้นเรือวิญญาณ พลางชี้แนะดินแดน “อ้อ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปรเทวา ยังมีขอบเขตใดอีก ข้าจะบอกพวกเจ้า ทว่าพวกเจ้าต้องจำไว้ว่าห้ามพูดพร่ำเพรื่อเป็นอันขาด…”
……
สวี่หยางยืนพักสายตา มือไพล่หลัง บินอยู่เหนือทะเล
จนกระทั่งจิตเทวะรับรู้และยืนยันว่าลี่เจี้ยนเจิ้นได้จากไปแล้ว เขาจึงคลายมือที่ไพล่หลังไว้และเร่งความเร็วไปยังเรือเหาะส่านหลิงเฟย”
“แม่เจ้าโว้ย แกล้งทำเป็นยอดฝีมือช่างเหนื่อยยากนัก ทว่าอาวุธวิเศษอันแข็งแกร่งนี้ก็ได้ทำให้ข้ากลายเป็นผู้อาวุโสแห่งมารในสายตาของเขาเสียแล้ว”
สวี่หยางมองไปที่ของวิเศษสองอย่างในมือ แล้วยิ้มอย่างมีความสุข
“เอ๊ะ เรือส่านหลิงเฟยล่ะหายไปไหน?”
สวี่หยางตรวจพบว่า บริเวณผิวน้ำที่เพิ่งหยุดอยู่ เรือส่านหลิงเฟยหายไปแล้ว
“แย่แล้ว!!”
บทที่ 193 ขึ้นเกาะเซียน หวงเสี่ยวเหมยเปลี่ยนแปลงไป
บทที่ 193 ขึ้นเกาะเซียน หวงเสี่ยวเหมยเปลี่ยนแปลงไป
“ไม่ดี!!”
สีหน้าสวี่หยางเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เรือส่านหลิงเฟยหายวับไปทันใด ภรรยาของเขาเกิดเรื่องอันใดหรือเปล่านะ
แต่ว่าตอนที่เขามาที่นี่ เขาไม่เห็นร่องรอยต่อสู้ใด ๆ เลย
“ข้าจะไปดูใต้น้ำ”
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว จิตเทวะก็สำรวจใต้น้ำลึกทันที
ตอนที่เขามาที่นี่ จิตเทวะของเขาสังเกตเพียงแค่ผิวน้ำเท่านั้น แต่ไม่ได้มองใต้น้ำ เมื่อตอนนี้สังเกตก็เพิ่งจะรู้ว่าเรือส่านหลิงเฟยอยู่ใต้น้ำ
พวกหลินอวี้นั่งอยู่บนเรือวิญญาณ โล่ป้องกันของเรือวิญญาณกลายเป็นทรงกลมกั้นระหว่างพวกนางและน้ำขนาดใหญ่เอาไว้โดยสมบูรณ์
ขณะที่พวกนางล่องลอยอยู่ใต้น้ำ ก็เอาแต่ชมทิวทัศน์ที่สวยงามใต้ท้องทะเล เมื่อเห็นปลาสวย ๆ แหวกว่ายผ่านไป พวกนางก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น
สวี่หยางอึ้งไปแล้ว
เขาที่กังวลใจว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรกับพวกหลินอวี้ขึ้น กลับกลายเป็นว่าพวกนางกำลังสนุกสนานกันอยู่
เขารีบติดต่ออย่างรวดเร็ว เพียงครู่หนึ่งเรือเหาะวิญญาณก็ลอยขึ้นเหนือน้ำ
“ข้านึกว่าพวกเจ้าจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเสียอีก ที่แท้กลับลงน้ำไปเล่นกันอย่างสนุกสนานเสียนี่”
สวี่หยางบังคับเรือเหาะวิญญาณทะยานออกไปพร้อมกับมองภรรยาสุดที่รักทั้งสี่ด้วยสายตาเอือมระอา “สารภาพมาโดยดี ว่าใครเป็นคนคิด”
“เป็นข้าเอง” เสิ่นม่านอวิ๋นยกมือขึ้นพร้อมกับพูดอย่างจริงจัง “ไม่ใช่เพื่อความสนุกหรอกหรือ จากข้อมูลที่หนูสุ่ยหลิงส่งกลับมาบอกว่าเจ้ากำลังหลอกลี่เจี้ยนเจิ้นได้อยู่หมัด ข้าเห็นว่าในทะเลมีปลา จึงลงไปดูสักหน่อย”
“ข้าจะลงโทษเจ้าด้วยการให้เจ้านวดให้ข้าตอนกลางคืน”
สวี่หยางกอดอกพร้อมกับพูดอย่างเย็นชา
“อะไรนะ” เสิ่นม่านอวิ๋นกัดฟันพูด “งั้นตกลงกันก่อนนะ แค่นวดเท่านั้นนะ เจ้าห้ามทำสิ่งอื่นใด”
นางนึกถึงสีหน้าที่ดุดันของสวี่หยางแล้วก็กลัวจนตัวสั่นไปหมด
“จะกลัวข้าไปถึงไหนกัน”
สวี่หยางส่ายหัวอย่างไม่อาจทำอะไรได้
“ข้าไม่ได้กลัว แค่เป็นห่วงว่าเจ้าจะรับไม่ไหว” เสิ่นม่านอวิ๋นพยายามกลั้นโมโหเอาไว้
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
“เอ่อ…” เสิ่นม่านอวิ๋นตัวสั่น
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ได้ ต่อไปข้าสัญญาว่าจะอ่อนโยนขึ้น”
สวี่หยางหัวเราะแล้วก็ขับเรือเหาะวิญญาณออกไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทาง สวี่หยางก็เล่าเรื่องเมื่อครู่ให้พวกนางฟัง
เขาควักขวดน้ำดีอสรพิษนาวาของปีศาจอสรพิษออกมา แล้วพูดว่า “สิ่งนี้ เมื่อกินเข้าไปแล้ว ร่างกายจะมีกลิ่นขับพิษ ช่วยไล่แมลงร้าย งูพิษต่าง ๆ รวมถึงกู่พิษได้ด้วย! แต่ว่าหากกู่พิษขึ้นระดับสาม กลิ่นนี้ก็จะไร้ผล”
“แค่ไล่กู่พิษระดับสองลงไปได้ก็เพียงพอแล้ว!” หลินหวั่นชิงพยักหน้า
“ถูกต้อง น้ำดีนี้สามารถแบ่งให้พวกเราห้าคนกินได้ แต่อย่าลืมว่ามันเป็นของที่ได้มาจากลี่เจี้ยนเจิ้น เพื่อความปลอดภัย ข้าคิดว่าควรจะหาหนูทดลองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะกินดีหรือไม่”
สวี่หยางคิดทบทวน
“ข้าเห็นด้วย ความปลอดภัยต้องมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แดนเซียนตงไห่แห่งนี้ปลอดภัยกว่ามาก กู่พิษเช่นนั้นไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน” หลินอวี้เอ่ย
“ถึงกระนั้น ซ่งซานซู ศิษย์เอกที่อยู่เบื้องหลังและคอยช่วยเหลือสำนักชิงหยาง กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
“หลังจากนั้น โลกเซียนแดนเหนือแทบพลิกแผ่นดินตามหา มีคนสงสัยกันในตอนนั้นว่า ซ่งซานซูอาจเดินทางมายังแดนเซียนตงไห่นี้ บางทีเขาอาจซ่อนตัวอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งแล้วใช้พวกกู่พิษนั่นเข้าควบคุมผู้คนไปแล้วก็เป็นได้”
สวี่หยางคาดเดาพลางตัดสินใจว่าจะรีบนำน้ำดีอรพิษมาตรวจสอบก่อน หากไม่มีปัญหาค่อยนำมาใช้
ถัดจากนั้น เขาก็หยิบถุงเก็บของที่ได้มาจากสองพี่น้องตระกูลหลี่และพี่น้องตระกูลหยวนออกมา
“ได้ของมาไม่เลวเลย รวมแล้วได้หินวิญญาณมาแสนสามหมื่นก้อน โดยเฉพาะในมือหลี่ซินเย่า ยังมีโอสถวิญญาณที่ใช้ในการหลอมขอบเขตจินตานอีกด้วย”
นับรวมทั้งหมดแล้ว ตอนนี้สวี่หยางมีหินวิญญาณราวสี่แสนห้าหมื่นก้อน
เมื่อหลายปีก่อน เขาได้ปลูกโอสถวิญญาณจนได้กำไรมหาศาล บวกกับทรัพยากรในการฝึกฝนที่สำนักผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหลินจัดหาให้จึงแทบไม่ต้องใช้จ่ายอะไร จนตอนนี้เก็บหอมรอมริบมาได้มากมาย
แต่หลังจากนี้ ทุกอย่างต้องพึ่งพาตัวเขาเองเท่านั้น
สวี่หยางเตรียมหาที่พัก และสืบหาว่าที่ใดรับซื้อโอสถวิญญาณในราคาดี
“ม่านอวิ๋น เจ้ากินโอสถรู้แจ้งเพิ่มพลัง เมื่อสบโอกาสข้าจะให้ยาสร้างรากฐาน”
สวี่หยางหันไปกล่าว
ตอนนี้ในมือเขามียาสร้างรากฐานสองเม็ดแล้ว
หนึ่งคือ ยาสร้างรากฐานสามเส้นวิถีของหลินไห่ถัง
สองคือ ยาสร้างรากฐานยอดเยี่ยมที่ได้จากพี่น้องตระกูลหยวน
ทั้งครอบครัวคุยกันไปพลาง เมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองก็ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตรงกลางเกาะ มีภูเขาสามลูกตั้งสูงตระหง่าน ปราณเซียนลอยวนล้อมรอบ เมฆมงคลลอยเป็นแพ มีฝูงนกยักษ์หลากสีบินวนอยู่ในอากาศ
นกเหล่านี้เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ที่เลี้ยงไว้บนเกาะเซียน ผู้คนเล่าขานกันว่าพวกมันเป็นพาหนะสำหรับผู้บำเพ็ญที่มีพลังปราณขั้นสูง และมีความคล่องแคล่วมากกว่าเรือเหาะวิญญาณ พลังปราณก็แข็งแกร่ง นกวิเศษแต่ละตัวมีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน
แต่แน่นอนว่าความเร็วไม่ต่างกันเท่าใดนัก
ท่ามกลางภูเขายักษ์สามลูกนั้น บนยอดเขาที่สูงที่สุด มีพระราชวังตั้งตระหง่านอยู่ การตกแต่งทั้งวิจิตรพิสดารเรืองรองด้วยทองคำและหยกสีคราม อันเป็นที่ประทับของเทพธิดาจื่อหลาน
ที่นี่อุดมไปด้วยเส้นชีพจรวิญญาณระดับห้าขั้นต่ำนับไม่ถ้วน และเส้นชีพจรวิญญาณเหล่านี้ได้หล่อหลอมเกาะสวรรค์อันรุ่งเรืองแห่งนี้ขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน นอกเกาะนั้นมีค่ายกลยักษ์มหึมาระดับสาม ซึ่งปกติจะไม่เปิดใช้งาน ยกเว้นค่ายกลห้ามบินชั้นนอกสุด
เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ค่ายกลขนาดยักษ์นี้มีขนาดใหญ่เกินไป ใช้ทรัพยากรและกำลังคนอย่างมากมายมหาศาลจะไม่เปิดใช้งานหากไม่จำเป็นจริง ๆ
วูบ ๆ ๆ ๆ…
เมื่อเข้าใกล้เกาะมากขึ้น เสียงแหวกอากาศบนท้องฟ้าก็ยิ่งมากขึ้น
ผู้บำเพ็ญมนุษย์หลายคนบินเดี่ยวหรือใช้ศัสตราวุธอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผู้คนตกตะลึง
“นี่ต่างหากคือโลกของผู้บำเพ็ญเซียนที่แท้จริง ดีกว่าแดนเหนือมากกว่าสิบเท่า!!”
สวี่หยางกล่าวด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
นอกจากนี้ เขายังรู้สึกได้อย่างเฉียบคมว่าปราณวิญญาณบนดินแดนแห่งนี้มีสิ่งเจือปนและปราณพิษน้อยลง แม้จะอยู่นอกเกาะสวรรค์ก็สามารถฝึกฝนได้
สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่า ทำไมโลกแห่งนี้ ผู้บำเพ็ญมนุษย์จึงมีคุณภาพสูงกว่า และโอรสวิญญาณจึงมีมากกว่า
ที่นี่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรยิ่งนัก
“นั่นนกวิญญาณใหญ่โตอะไรเช่นนั้น”
หลินไห่ถังร้องถามด้วยความประหลาดใจ จู่ ๆ ก็มีนกวิญญาณขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบินมาเกาะลงบนเกาะ ที่นั่นมีผู้บำเพ็ญมนุษย์หญิงสาวรูปโฉมงดงามคนหนึ่งนั่งอยู่
นางไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ เมื่อเข้ามาในค่ายกลแล้วก็มิได้หยุดเดิน หากแต่ตรงมาที่หน้าผาบนเกาะอย่างไม่รีรอ เห็นทีจะเป็นบุคคลชั้นสูงผู้อยู่ในสถานที่นี้
“ผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตจินตาน!!”
สวี่หยางรับรู้พลังปราณของบุคคลด้านบน แล้วถอนหายใจ
“ข้ามิได้คาดคิดว่าจะสามารถพบเจอขอบเขตจินตานที่ยิ่งใหญ่ได้ง่ายดายเช่นนี้” หลินหวั่นชิงก็เปล่งเสียงถอนหายใจเช่นกัน
“เมื่อมาถึงที่แห่งนี้แล้ว พวกเราควรจะวางตนให้ต่ำต้อย เมื่อกลับไปแล้ว ข้าจะซื้อหน้ากากปกปิดโฉมให้กับพวกเจ้า”
สวี่หยางกล่าวกับภรรยาของตน
ไม่มีทาง สตรีเหล่านี้ล้วนงามล้ำเลิศ ปราณก็เยี่ยมยอด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็นเป้าหมายให้ผู้อื่นหมายปอง
ในที่สุดก็มาถึงบริเวณนอกค่ายกล
ลานหินขัดที่ปูเป็นถนนกว้างใหญ่ สวี่หยางบังคับเรือวิญญาณให้ร่อนลงที่นั่นเช่นเดียวกับผู้อื่น
เมื่อเก็บเรือเหาะวิญญาณแล้ว เขาก็เดินนำทุกคนตรงไปยังประตูเมืองอันใหญ่โตที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า
เลียบไปตามฝูงชน ในท้องพระโรงอันสูงสง่าข้างประตูเมือง ล้วนจดทะเบียนข้อมูลส่วนตัว ชำระค่าธรรมเนียมด้วยหินวิญญาณ
แต่ละคนต้องจ่ายหินวิญญาณสามก้อน
สิ่งที่เห็นคือ ผู้บำเพ็ญที่นี่ล้วนแต่ร่ำรวยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นจึงไม่มีหน่วยวัดที่เรียกว่า ‘เศษหินวิญญาณ’
เนื่องจากสวี่หยางและภรรยาไม่มีป้ายประจำตัว จึงไม่ใช่บุคคลในเขตสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี จึงต้องทำป้ายประจำตัวชั่วคราว และแต่ละคนต้องจ่ายหินวิญญาณสิบก้อน
“ราคาแพงชะมัด”
สวี่หยางบ่นพึมพำ หลังจ่ายหินวิญญาณไปห้าสิบก้อน จึงจัดการทำป้ายประจำตัวชั่วคราว
“ท่านทั้งหลายมาจากแดนเซียนทางเหนือหรือ”
เจ้าหน้าที่ผู้บำเพ็ญเฒ่าที่ดูแลการจัดทำป้ายสอบถามพวกเขาด้วยรอยยิ้ม
“ถูกต้อง”
“อืม ผู้ใดต้องการชำระล้างสิ่งปฏิกูลออกจากร่างกายไปที่สำนักจิงเสิ่นฟาง ที่นั่นถือว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการชำระล้างสิ่งปฏิกูล เมื่อพวกท่านไปถึงแล้วก็ให้บอกว่าซ่งเหลาแนะนำมา พวกเขาก็จะลดราคาให้”
ชำระล้างสิ่งปฏิกูลออกจากร่างกาย?
สวี่หยางงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง เพราะไม่ค่อยเข้าใจ
ด้านหลังยังมีผู้คนรอต่อแถวอยู่
สวี่หยางไม่สะดวกจะซักถามมากนักจึงกล่าวลาไปก่อน และตั้งใจว่าจะหันกลับไปสอบถามหวงเสี่ยวเหมย
หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าสู่เมืองชั้นในแล้วเดินตามผู้คนมาเรื่อย ๆ จนมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เลยตัดสินใจพักกิรอาหารกับพวกหลินอวี้ก่อน แล้วค่อยพักผ่อนที่นี่ให้หายเหนื่อย
ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมานี้พวกเขาอาศัยอยู่บนเรือตลอดเวลา ทุกคนจึงเหนื่อยล้ามาก
เมื่อเข้าไปในโรงเตี๊ยม กินของเล็กน้อยแล้วก็ขึ้นไปนอน
มองดูนางทั้งสี่นอนหลับไปแล้ว แต่สวี่หยางกลับนอนไม่หลับ เขาหยิบยันต์สื่อสารออกมา รีบสื่อสารหาหวงเสี่ยวเหมยเป็นคนแรก
เกาะเซียนกว้างใหญ่นัก เขาไม่รู้ว่าหวงเสี่ยวเหมยอยู่ไกลแค่ไหน ไม่รู้ว่ายันต์สื่อสารจะส่งไปถึงหรือไม่
ครู่ต่อมา ยันต์สื่อสารก็สว่างขึ้น
“สวี่หยาง ข้าไม่ค่อยสะดวก เจ้ามาพบข้าเถอะ!”
หวงเสี่ยวเหมยบอกชื่อโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ให้เขาเข้าไปที่ห้องห้องหนึ่ง
“ทำไมถึงได้ลึกลับนัก?”
สวี่หยางรู้สึกว่าหวงเสี่ยวเหมยอาจจะมีศัตรูอยู่ที่นี่
มิเช่นนั้นเหตุใดนางจึงระมัดระวังตัวนัก เพราะกลัวศัตรูตามเขามาหรือ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงบอกพวกหลินอวี้ แล้วสวมหน้ากากออกไป
……
“ขนมงาอบกรอบ หอมกรุ่นน่ารับประทาน”
“น้ำชาหอมวิญญาณ หอมหวานชื่นใจ มีใครต้องการบ้างหรือไม่ ข้าขายให้ในราคาถูก ๆ”
“คุณชาย แม่นางที่เพิ่งมาใหม่ในหอแห่งนี้ นางมาจากแดนเซียนทางเหนือ…”
“คุณชาย เชิญเข้ามาข้างในก่อนเถอะ…”
เมื่อก้าวเดินไปตามถนน สวี่หยางก็ต้องประหลาดใจกับความเจริญรุ่งเรือง
โดยเฉพาะในหอนางโลม หญิงสาวในหอนั้นมีรูปโฉมงดงาม ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือรูปร่าง
ทว่าสวี่หยางก็มิได้สนใจ
เพราะเขานั้นเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อความรัก
ไม่นาน เขาก็มาถึงโรงเตี๊ยมที่ดูไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง
เขาจึงใช้จิตเทวะตรวจดูก่อน
พบว่าที่นี่ไม่มีแขกเท่าไรนัก เป็นเพียงโรงเตี๊ยมธรรมดา ๆ
เมื่อเข้ามาแล้วก็เปิดเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง
ภายในห้อง หวงเสี่ยวเหมยได้ถอดหน้ากากออกแล้ว นางวางหน้ากากไว้ที่โต๊ะ
หลายปีที่ไม่ได้พบกัน หวงเสี่ยวเหมยก็มิใช่เด็กสาวอีกต่อไป เวลานี้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก มีเสน่ห์ และท่าทางก็ดูสง่าขึ้นมาก เหมือนกับว่า…จะสูงขึ้นด้วย
โดยเฉพาะผิวพรรณของนางนั้นยิ่งดูใสยิ่งขึ้นไปอีก ขาวผ่องไร้ที่ติ
“หวงเสี่ยวเหมย เจ้างามขึ้นมาก”
สวี่หยางกล่าว
พูดตามจริง หากไม่มองตรง ๆ แต่หันข้างมองหวงเสี่ยวเหมย เขาคงจำนางไม่ได้ในทันที
หวงเสี่ยวเหมยแม้ว่าจะเปลี่ยนไปมาก แต่เมื่อเจอสวี่หยาง นางก็ยังคงลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เอื้อมมือเชิญว่า “สวี่หยาง เจ้าก็เปลี่ยนไปมาก เชิญนั่งเถอะ”
หนุ่มสาวที่เคยเป็นเพื่อนเล่นด้วยกันในวัยเยาว์ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งสองย่อมอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
สวี่หยางอดนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กไม่ได้ แม้ว่าเขาจะทะลุมิติมาก็ตาม แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหวงเสี่ยวเหมยกับเด็กหญิงที่เคยทำไร่อยู่ด้วยกันในตอนนั้น
“สวี่หยาง ภรรยาของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ระหว่างทางปลอดภัยดีหรือไม่”
หวงเสี่ยวเหมยจิบชาพลางถามด้วยรอยยิ้ม
สวี่หยางเล่าเรื่องราวระหว่างทางอย่างย่อ ๆ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ “ใช่แล้ว ตอนที่เพิ่งเข้าเมือง มีคนแนะนำให้ข้าไปที่อะไรนะ สำนักจิงเสิ่นฟาง เพื่อชำระปฏิกูลออกจากร่างกาย นี่หมายความว่าอย่างไร?”