ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 194 ความยุ่งยากเรื่องสิ่งตกค้างในร่างกาย
บทที่ 194 ความยุ่งยากเรื่องสิ่งตกค้างในร่างกาย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวงเสี่ยวเหมยก็เอ่ยอย่างเอาจริงเอาจังว่า “อืม เรื่องนี้มีความสำคัญกับพวกเรามาก”
สวี่หยางก็เข้าใจอย่างชัดเจน
เดิมที การฝึกตนของแดนเซียนตงไห่ ผู้บำเพ็ญแต่ละคนจะมีสิ่งตกค้างสะสมในร่างกายตั้งแต่เด็ก ๆ สิ่งตกค้างมีมากก็ยิ่งก้าวหน้าได้ยากลำบากในภายหลัง
แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ ภายหลังก็จะได้รับผลกระทบจากสิ่งตกค้าง ทำให้ก้าวหน้าได้ยากเช่นกัน
ดังนั้น ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่นี่จึงค้นพบว่า การอาบน้ำโดยใช้ยาชนิดพิเศษร่วมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ จะช่วยชำระสิ่งปฏิกูลบนร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ส่วนสำนักจิงเสิ่นฟาง ใช้ยาอาบน้ำชนิดพิเศษตัวหนึ่งซึ่งชำระสิ่งตกค้างในร่างกายได้จริงแต่ต้องใช้เวลานาน เท่าที่ข้ารู้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปี จึงจะชำระสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นออกได้หมด ทั้งยังมีราคาแพง! ส่วนคนที่ชักชวนเจ้า ถ้าเจ้าบอกชื่อเขาไป พวกเขามักจะได้รับส่วนแบ่งด้วย”
“หากเจ้าจ่ายเงินไม่ได้ สำนักจิงเสิ่นฟางก็จะขอทำสัญญากับเจ้า ให้เจ้าทำงานให้พวกเขา งานมีมากมาย ทั้งปลูกผัก หลอมยา เขียนยันต์ เป็นงานเฉพาะสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีทักษะ”
“หากไม่มีทักษะ ก็มีแต่ต้องทำงานเสี่ยงตาย เช่น ออกไปล่าสัตว์ เข้าสู่ห้วงน้ำลึกไปเก็บโอสถวิญญาณ หรือแม้กระทั่งคอยช่วยเหลือนักปรุงยาของสำนักจิงเสิ่นฟางในการทดลองยา…”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “อ้อ .. เป็นเช่นนี้เอง!”
“สวี่หยาง เจ้าไม่จำเป็นต้องไปที่สำนักจิงเสิ่นฟางแห่งนั้น ที่นั่นไม่ดีนักหรอก”
สวี่หยางว่า “เจ้าพอจะแนะนำสถานที่เช่นนี้ได้อีกหรือไม่”
“ก็พอมีอยู่หลายแห่ง อย่างสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแห่งนี้ของข้า เจ้าเพียงเข้าสู่ประตูชั้นใน แล้วต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งศิษย์สายใน ร้อยอันดับแรก เมื่อเจ้ากลายเป็นศิษย์หนึ่งในร้อยอันดับแรก เจ้าก็จะได้เข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกในร่าง! ทว่า…”
หวงเสี่ยวเหมยถอนหายใจ “สวี่หยาง อายุของเจ้ามากแล้ว สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีคงไม่อาจรับเจ้าเข้ามาได้”
“ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น!” สวี่หยางขมวดคิ้ว “เช่นนั้นข้าไปสำนักที่ไม่ต้องแข็งแกร่งมาก เจ้าว่าเป็นเช่นไร”
ในแดนเซียนตงไห่นั้น มิได้มีเพียงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดและแปรเทวาเท่านั้น
แต่ยังมีขอบเขตจินตานหรือขอบเขตสร้างรากฐานมากมายนับไม่ถ้วน
แม้แต่ขอบเขตกลั่นลมปราณก็ยังมีอยู่มิใช่น้อย
“เมืองเซียนชิงหนิว เป็นเมืองที่ผู้บำเพ็ญสร้างขึ้นด้วยตนเอง! กลุ่มของพวกเขาเน้นการค้าขายเป็นหลัก เจ้าเข้าร่วมกับที่นั่น บริจาคสิ่งของบางอย่างก็จะได้เข้าไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเซียน ชำระล้างสิ่งสกปรกในร่าง ทว่าแต่ละสถานที่มีการจำกัดการเข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”
“เนื่องจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยตนเอง ใช้พลังยุทธ์ติดต่อกับสายธารโลหิต จึงก่อเกิดเป็นของเหลววิเศษอันล้ำค่า ของเหลวที่เกิดจากสายธารโลหิตนั้นล้ำค่ามากนัก หนึ่งปีจึงได้เพียงไม่กี่ถังเท่านั้น!”
สวี่หยางเลิกคิ้ว “หนึ่งปีได้เพียงไม่กี่ถัง เช่นนั้นมิใช่ว่าหนึ่งปีจะเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงไม่กี่คนหรือ”
“นี่แค่ในกลุ่มพลังใหญ่ ๆ ถ้าดูเฉพาะกลุ่มขอบเขตจินตาน จำนวนจะยิ่งน้อยลงไปอีก ส่วนกลุ่มขอบเขตสร้างรากฐานนั้นไม่มีเลย! นั่นแหละคือสาเหตุว่าทำไมกลุ่มพลังใหญ่ ๆ ถึงมีขอบเขตจินตานเยอะ ในแต่ละรุ่นก็จะมีคนก้าวขึ้นสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้ เพราะการชะล้างสิ่งปฏิกูลออกจากร่างกายนั้นสำคัญมาก”
ข้าเคยได้ยินมาว่า ในสิ่งเจือปนเหล่านั้น ยังมีปราณพิษปะปนอยู่ด้วย ยามปกติมันจะไม่ส่งผลอันใดแก่เจ้า แต่ยามก้าวขึ้นสู่ขอบเขตจินตาน นั่นแหละคือปัญหา สิ่งเจือปนอาจเปลี่ยนกายเป็นพิษ ซึ่งสร้างความยุ่งยากนัก
หวงเสี่ยวเหมยหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน พลางกล่าวต่อไปว่า “สิ่งนี้แหละที่ทำให้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มีความสำคัญ หากเจ้าไม่สามารถเข้าร่วมกับมหาอำนาจเหล่านั้นได้ เจ้าก็ต้องไปยังสำนักจิงเสิ่นฟางเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาชำระสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นออก”
“แต่สถานที่เหล่านี้ใช้เวลายาวนานนัก นอกจากนี้ เจ้าจะต้องฝึกฝนวิชายุทธ์ขอบเขตกลั่นลมปราณของที่นี่ด้วย!”
สวี่หยางขมวดคิ้ว “แล้วแดนเซียนทางเหนือของเรามีวิชายุทธ์ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นนั้นไม่ดีหรือ”
“ฮึ่ม ยากที่จะกล่าว วิชายุทธ์ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นของที่นั่น ไร้ซึ่งคุณสมบัติในการชำระสิ่งเจือปน เจ้าต้องฝึกฝนวิชายุทธ์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา เพราะถึงแม้จะชำระล้างสิ่งเจือปนได้ แต่หากไร้วิชายุทธ์ลมปราณพื้นฐานที่สอดคล้องกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งเจือปนก็จะกลับคืนสู่ร่าง เจ้าจึงต้องฝึกฝนให้ได้!”
“วิชายุทธ์ที่ข้าฝึกฝน คือวิชายุทธ์ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นแห่งจิตใจอันบริสุทธิ์ ที่สำนักหลิวหลีได้มอบให้ พร้อมกับสมุนไพรและอาหารที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเมื่อสะสมไปนานวันเข้า นอกจากจะป้องกันสิ่งเจือปนไม่ให้เข้ามาในกายแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพร่างกาย และอาจยกระดับพรสวรรค์รากฐานอีกด้วย!”
สวี่หยางถอนหายใจ “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน แต่ข้าเกรงว่าวิชายุทธ์ลมปราณพื้นฐานเหล่านี้ คงไม่อนุญาตให้คนภายนอกศึกษาเล่าเรียน”
“หรือเจ้าจะไปยังร้านค้าต่าง ๆ เพื่อหาซื้อ บางทีอาจมีวิชาลมปราณพื้นฐานลักษณะนี้ขาย หรือหากไม่ได้จริง ๆ เจ้าจงไปยังเมืองเซียนชิงหนิว ที่นั่นเจ้าเพียงแค่นำหินวิญญาณไป เจ้าก็สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ขอบเขตกลั่นลมปราณพื้นฐานในการชำระล้างสิ่งเจือปนได้”
สวี่หยางพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
เขาประเมินแล้วว่า ตัวเองคงเหลือทางเลือกเพียงไปยังเมืองเซียนชิงหนิวเท่านั้น
จากนั้น สวี่หยางก็เอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบของหวงเสี่ยวเหมย
นางยังคงสบายดี
เนื่องจากได้กำจัดสิ่งสกปรกในร่างออกไป ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนของนางในเวลานี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก!
ขณะนี้ นางอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับเจ็ดแล้ว
“เยี่ยมมาก เพียงแค่ชั่วพริบตา เจ้าก็ก้าวหน้ากว่าข้าไปไกลโขแล้ว” สวี่หยางถอนหายใจด้วยความประหลาดใจ และรู้สึกยินดีกับหวงเสี่ยวเหมยอย่างแท้จริง
“แต่เดิมก็ต้องขอบคุณเจ้ามาก หากมิใช่เพราะยาสร้างรากฐานของเจ้า ข้าจะมาถึงที่นี่ได้อย่างไร แม้ว่าจะสามารถเดินทางมาได้ ก็เกรงว่าจะถูกคนอื่นฆ่าตายไปนานแล้ว”
สายตาของหวงเสี่ยวเหมยมัวหมองลง นางนึกถึงความยากลำบากมากมายที่ประสบพบเจอในครั้งที่ขึ้นเรือมา
หากไม่ใช่เพราะนางอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ความยากลำบากเหล่านั้น เพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็สามารถทำให้ชีวิตของนางจบสิ้นได้
“ฉะนั้น เจ้าจึงเป็นผู้ชี้แนะหนทางแก่ข้า ข้าขอบคุณนักหนา”
“พวกเราเป็นสหายที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่สมควร” สวี่หยางกล่าวอย่างถ่อมตน
“เจ้าก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย”
หวงเสี่ยวเหมยกล่าวพร้อมกับหัวเราะ
“ถูกแล้ว เมื่อครั้งที่สำนักชิงหยางประสบเคราะห์กรรมจากกู่พิษ ข้าได้เรียนรู้หนทางหนึ่งในการขับไล่แมลงเหล่านั้น ขอเพียงดื่มน้ำดีจากถุงน้ำดีของอสรพิษนาวา เจ้าจะไม่ต้องกังวลเรื่องกู่พิษอีกต่อไป ข้าเพิ่งรับภารกิจของสำนักให้ไปจับอสรพิษนาวามาเพื่อเอาน้ำดี เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่ ถึงเวลานั้นเจ้าค่อยเอาน้ำดีไปส่วนหนึ่ง เจ้ากับภรรยาก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องกู่พิษอีกต่อไป”
สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้น!
อันที่จริงแล้ว เขากำลังจะมาสอบถามถึงน้ำดีอสรพิษนาวาในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
แต่ไม่คาดคิดว่าหวงเสี่ยวเหมยจะเอ่ยปากชวนเขาไปล่าด้วย
เขาจึงตอบตกลงทันที
“เช่นนั้น อีกเจ็ดวันหลังจากนี้ เจ้าไปรอข้าที่เกาะนั้นก่อน ข้าจะตามไปทีหลัง แล้วเราค่อยเข้าไปด้วยกัน”
“เหตุใดไม่ไปด้วยกันเล่า” สวี่หยางซักถามด้วยความสงสัย
“ข้าต้องไปกับสหายร่วมสำนักทั้งสอง พวกเขาเกลียดชังผู้มาจากภายนอก เกรงว่าจะกล่าววาจาไม่สุภาพต่อเจ้า”
“เป็นเช่นนั้นหรือ…”
สวี่หยางมิได้คิดมาก เขาพยักหน้าเห็นด้วย
หวงเสี่ยวเหมยกล่าวเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้อีกเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งยาอมฤตไว้ให้หนึ่งขวด
“นี่คือยาชำระล้างจิต แม้จะไม่สามารถชำระสิ่งปฏิกูลในร่างกายเจ้าได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถบรรเทาได้ในระดับหนึ่ง มันจะเพิ่มความเร็วในการดูดซับพลังได้”
“ขอบใจเจ้า”
เขาเฝ้ามองจนกระทั่งหวงเสี่ยวเหมยจากไป
สวี่หยางไม่ได้เดินออกไปทางประตูหลัก
แต่กลับไปทางประตูหลัง ผ่านตรอกซอกซอย จึงได้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก่อนจะจากไป
……
“ยาชำระล้างจิต”
สวี่หยางเดินออกมาจากร้านขายยาอมฤต พร้อมกับมองดูยาอมฤตในมือพลางครุ่นคิด
เมื่อครู่เขาได้ถามที่ร้านขายยาอมฤตแล้วว่ามียาชำระล้างจิตหรือไม่ แต่ก็ไม่มี
เนื่องจากว่าสิ่งนี้กลั่นจากของเหลวในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ จึงมีความล้ำค่ามาก หนึ่งขวดบรรจุยี่สิบเม็ด ราคาประมาณสองพัน
คิดเป็นเงินแล้ว เม็ดหนึ่งราว ๆ 100 หินวิญญาณ
“หวงเสี่ยวเหมยช่างเอาใจใส่จริง ๆ”
จากนั้นสวี่หยางก็ไม่ได้เดินเพ่นพ่านอีก เขาตรงกลับไปยังที่พักทันที
เมื่อก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมก็พบว่าภรรยาทั้งสี่คนกำลังนั่งดื่มชากันอยู่ในโถง พร้อมกับพูดคุยเรื่องที่ได้พบได้เห็นกัน
“นึกไม่ถึงว่ายังมีสิ่งเจือปนอีกด้วย” เสิ่นม่านอวิ๋นก้มหน้าครุ่นคิด สายตาเหม่อลอยเพราะถ้อยคำที่แขกผู้มาเยือนเพิ่งพูดเมื่อครู่
“โอ๊ย ข้าคิดว่าเมื่อมาที่นี่แล้ว การฝึกย่อมง่ายดาย แต่เมื่อมาจริง ๆ แล้ว ทรัพยากรที่จำเป็นก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก” หลินหวั่นชิงเอ่ยพลางถอนหายใจ
“แต่หากต้องการเข้าสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี ด้วยวัยของพวกเรา คงไม่มีทางเป็นไปได้!” หลินไห่ถังรำลึกความหลัง หวงเสี่ยวเหมยมาที่นี่เมื่อหลายปีก่อน พอดีกับอายุในขณะนั้นของนาง จึงได้เข้าสำนักเซียนหลิวหลี
อีกทั้งภายในสำนักเซียนหลิวหลี สามีภรรยาไม่สามารถฝึกยุทธ์ร่วมกันได้ จะต้องเป็นเพียงผู้ที่ไร้คู่ครองเท่านั้นจึงจะเข้าสำนักนี้ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นอุปสรรคขวางกั้นทั้งสอง
“ช่างเถอะ หากเป็นไปไม่ได้จริง ๆ เราก็ไปหาสำนักอื่นแทนเถอะ เช่น สำนักไท่อีฉวนที่อยู่ใกล้ ๆ อย่างไรก็เป็นขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ทั้งยังดูเหมือนจะไม่สนใจว่าจะเข้าสำนักด้วยกันในแบบสามีภรรยาด้วย”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยแนะนำ
“ไม่ได้ สำนักไท่อีฉวนมีชื่อเสียงด้านวิชายุทธ์เฉวียนฝ่า โดยเน้นไปที่การฝึกฝนร่างกายและบำเพ็ญตน วิชายุทธ์ที่เราฝึกฝนก็ขัดแย้งกับสำนักแห่งนั้น” หลินหวั่นชิงส่ายหัวปฏิเสธทันที
หลินไห่ถังเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลินหวั่นชิงโดยไม่ลังเล “ตระกูลลู่ที่นำโดยลู่หยวนฮว่า ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเมืองเซียนชิงหนิวแล้วหรือ พวกเจ้าว่าที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง”
“ที่นั่นไม่เลว” สวี่หยางเดินเข้ามา
“สามี เจ้ากลับมาแล้ว”
หลินอวี้ลุกขึ้นด้วยความดีใจ พลางจับแขนของสวี่หยาง
สวี่หยางพยักหน้าแล้วนั่งลงพร้อมกับหัวเราะ
เป็นหลินอวี้ที่เข้าใจสวี่หยางมากที่สุด เห็นเขานั่งลงแล้วนางก็รินน้ำชาให้เขา
เสิ่นม่านอวิ๋นแววตาเป็นประกายขึ้นมา “สามีคิดได้แล้วหรือว่าจะไปที่ไหน?”
“ใช่แล้ว! ต่อไปเราจะไปเมืองเซียนชิงหนิวกัน!”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่คุยกับหวงเสี่ยวเหมยให้ฟังอย่างละเอียด
พวกหลินอวี้ต่างก็แปลกใจเป็นที่สุด
“ไม่นึกว่า เงื่อนไขในการเข้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จะยากลำบากเพียงนี้”
“ก็ไม่แปลกหรอก แค่ปีละไม่กี่คน การแข่งขันก็ยิ่งสูง”
“แล้วจะเดินทางกันเมื่อไหร่ล่ะ??”