ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 202 หอการค้าหงไห่
บทที่ 202 หอการค้าหงไห่
“เสิ่นฝู สบายดีหรือไม่”
สวี่หยางเดินเข้ามา
เสิ่นฝูคุกเข่าลงก้มหมอบไปกับพื้น
“สามี! สหายเต๋าสวี่และคุณหนูใหญ่ไม่ใช่มาเพื่อลงโทษ พวกเขาไม่เอาเรื่องแล้ว”
หลินอี้จับมือเสิ่นฝูแล้วพูดเบา ๆ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นฝูจึงค่อย ๆ ยืดตัวตรง โค้งคำนับสวี่หยางและหลินหวั่นชิงอย่างแรง “ข้าละอายใจนักที่ทำให้คุณชายสวี่และตระกูลหลินต้องเสื่อมเสีย หากความตายของข้ามีประโยชน์ ข้า ข้า ข้า…”
สวี่หยางถึงกับพูดไม่ออก สมแล้วที่เป็นพ่อค้า คำพูดแต่ละคำนั้นช่างมีชั้นเชิง
เขาส่ายหัวพลางโบกมือ “เสิ่นฝู เจ้าอย่ากล่าวเช่นนั้น พวกเรามาที่นี่มิได้มาเพื่อหาเรื่องเจ้า”
หลินอี้พยักหน้า เล่าให้เขาฟังอย่างคร่าว ๆ
หลินหวั่นชิงกล่าวว่า “เจ้าไปกินข้าวเถอะ”
หลินอี้เปิดอาหารที่ห่อมา
ดวงตาของเสิ่นฝูเป็นประกาย จ้องไปที่อาหารตรงหน้า แล้วกลืนน้ำลายลงคอ
นานแล้วที่ไม่ได้ทานอาหารอร่อย ๆ เช่นนี้ แต่เสิ่นฝูกลับยังไม่กิน เขากล่าว “ข้ายังไม่หิว สวี่หยางหากพวกท่านต้องการเข้าหอการค้าหงไห่ ข้าจะแนะนำให้เดี๋ยวนี้”
“มีหอการค้าอื่นที่ดีกว่าบ้างหรือไม่” สวี่หยางถาม
“มี! แต่หากเป็นหอการค้าเก่าแก่ พูดตามตรงคือพวกเขามักจะรังเกียจพวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญจากต่างแดน หากเข้าไปก็อาจจะถูกกีดกัน และอาจจะต้องทำงานที่อันตราย”
เมื่อเป็นเช่นนั้น สวี่หยางจึงตัดสินใจไปยังหอการค้าหงไห่โดยทันที
เสิ่นฝูไม่ได้ทานข้าว เขารีบเก็บแผงลอยเข้าถุงเก็บของ จากนั้นก็นำสวี่หยางไปยังอาคารสูงใหญ่แห่งหนึ่ง
บริเวณนี้ไม่ค่อยคึกคัก ถนนหนทางหน้าทางเข้าแทบไม่มีผู้คน คงเพราะที่พักอาศัยแถวนี้เป็นที่พักส่วนบุคคล
ด้านหลินอี้ก็พาเหล่าภรรยาของสวี่หยางไปหาที่พัก
……
“อ้าว? เสิ่นฝู วันนี้ไม่ได้ตั้งแผงลอยหรือ มาที่นี่เพราะเหตุใด คิดจะมารับภารกิจอะไรให้ภรรยางั้นหรือ!”
ผู้คุ้มกันด้านหน้าหอพูดเย้าหยอกกับเสิ่นฝู
ผู้คนแถวนั้นต่างก็รู้จักเสิ่นฝูดีว่าเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณคนนี้แต่งงานกับผู้บำเพ็ญหญิงขอบเขตสร้างรากฐาน
หลินอี้อาจจะหน้าตาธรรมดาแต่ก็ยังเป็นผู้บำเพ็ญหญิงขอบเขตสร้างรากฐาน ชายผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนที่นี่ต่างก็หาหญิงสาวขอบเขตสร้างรากฐานมาเป็นภรรยาไม่ได้ แต่ชายขอบเขตกลั่นลมปราณอย่างเขากลับหาได้ จึงอดทำให้ผู้อื่นรู้สึกอิจฉาไม่ได้
เสิ่นฝูหัวเราะแห้ง ๆ “ท่านหลิว ข้าพาสหายมาพบกับเถ้าแก่หลี่”
ผู้คุ้มกันหน้าหอเหลือบตามองไปยังสวี่หยางที่อยู่ด้านหลัง
สวี่หยาง เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน ทำให้ผู้รักษาประตูแอบชื่นชมเขา พร้อมกับพยักหน้า “จะเข้าหอการค้าหรือ”
“ใช่ ขอทราบเงื่อนไขการเข้าหอการค้า” สวี่หยางพยักหน้าตอบ
“ได้เลย พวกเจ้าคอยอยู่ตรงนี้ ข้าจะไปรายงาน”
ผู้คุ้มกันหน้าหอกล้าแกล้งเสิ่นฝู แต่ไม่อาจกลั่นแกล้งเรื่องการเข้าร่วมหอการค้าของสวี่หยางได้
หอการค้าหงไห่ เป็นหอการค้าแห่งใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งมาไม่ถึงยี่สิบปี ในเมืองเซียนแห่งนี้ที่มีการแข่งขันสูง หอการค้าต้องการให้ผู้มีความสามารถเข้าร่วม เพื่อที่จะพัฒนาหอการค้าให้มีความเจริญรุ่งเรือง
เจ้าของหอมีชื่อว่าหลี่ลี่จือ เขามักสั่งสอนผู้คนเช่นนี้อยู่เป็นประจำว่า ‘อย่าเลือกที่รักมักที่ชัง ต้องใช้คนให้เป็น ประจบผู้มีคุณธรรมและผู้มีความรู้’
มีเพียงแบบนี้เท่านั้น จึงจะทำให้หอการค้าเจริญรุ่งเรืองได้
ดังนั้น แม้ว่าหลี่ลี่จือจะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ในขอบเขตสร้างรากฐานก็ตาม แต่เขาไม่สำคัญนักเมื่อเทียบกับเหล่าศิษย์ผู้บำเพ็ญมนุษย์ของชิงหนิวเจินเหรินในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด เนื่องด้วยกฎระเบียบ เหตุผล และสติปัญญาที่ชิงหนิวเจินเหรินมีนั้น พวกเขาจึงเจริญรุ่งเรืองทีละก้าว
และพวกเขายังอาศัยหอการค้าหงไห่ หลี่ลี่จือจึงได้สะสมทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับขอบเขตจินตานทีละน้อยไปด้วย
หลังจากได้รับคำสั่งแล้ว ผู้คุ้มกันหน้าหอก็เดินมาที่ประตู แล้วนำสวี่หยางและเสิ่นฝูเข้าไป
เมื่อมาถึงห้องรับรองเรือนด้านใน สาวใช้ในขอบเขตกลั่นลมปราณก็นำชุดน้ำชาวิญญาณมาให้พวกเขา
สวี่หยางหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างช้า ๆ พลางพยักหน้าเล็กน้อย นี่คือชากุ้ยลี่หยางเสิน
ตอนนี้เขาเบื่อชาชนิดนี้แล้ว จิบไปนิดเดียวก็วางไว้ข้าง ๆ แต่เสิ่นฝูกลับดื่มจนเกลี้ยงอย่างอดใจไม่ได้ เลียริมฝีปากและยังติดใจกับรสชาตินั้นอยู่
‘คนผู้นี้ไม่ชอบดื่มชากุ้ยลี่หยางเสินงั้นหรือ!’
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ประตูพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เขาคือเถ้าแก่หลี่ลี่จือ
เถ้าแก่หลี่
เสิ่นฝูกล่าวคำนับอย่างนอบน้อม
“ข้าสวี่หยาง มาจากแดนเซียนทางเหนือ” สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวทักทาย
เถ้าแก่หลี่เป็นชายวัยกลางคน รูปโฉมไม่ถึงห้าสิบปี ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง
คนในโลกนี้บางคนใส่ใจในรูปโฉมของตน ยอมจ่ายราคาอันแสนแพงเพื่อซื้อยาจู้เหยียน
แต่บางคนก็ไม่ใส่ใจ
เห็นได้ชัดว่าหลี่ลี่จือเป็นคนประเภทหลัง
หลังจากแนะนำตัวซึ่งกันและกันแล้ว หลี่ลี่จือยินดีต้อนรับการมาถึงของสวี่หยาง
“สหายเต๋าสวี่ ขอบเขตสร้างรากฐานถือเป็นบุคลากรที่ดีเยี่ยมสำหรับหอการค้าของเรา แต่การค้าไม่ใช่การฆ่าฟัน เจ้ายังต้องใช้ทักษะอื่น ๆ อีก สหายเต๋าสวี่เชี่ยวชาญสิ่งใดในแดนเซียนบ้าง” หลี่ลี่จือซักถาม
“ข้าเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสาม แห่งแดนเซียนทางเหนือ”
“นอกจากนี้ยังพอมีความรู้เรื่องการวาดยันต์”
“ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสามหรือ” ท่าทางของหลี่ลี่จือดูไม่ค่อยสนใจ
เรื่องนี้ทำให้สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจ หรือว่าผู้ปลูกถ่ายวิญญาณไม่เป็นที่ต้องการ ณ ที่แห่งนี้
อันที่จริงก็เป็นเช่นเดียวกับที่สวี่หยางคาดเดาไว้ ในหอการค้าหงไห่ ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณนั้นไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากหอการค้าไม่ได้อาศัยการเพาะปลูก เพราะทุ่งวิญญาณที่มีอยู่ก็มีไม่มาก
เสิ่นฝูอธิบายว่า “เถ้าแก่หลี่ สวี่หยางมีภรรยาสองคน อยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน และมีภรรยาอีกคน อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า ผ่านไปอีกไม่กี่ปีก็สามารถเข้าขอบเขตสร้างรากฐานได้แล้ว”
“โอ้??”
หลี่ลี่จือเพิ่งจะรู้สึกประหลาดใจ
นั่นหมายความว่า ถ้าสวี่หยางเข้าร่วมกับหอการค้าหงไห่ได้ อนาคตก็จะมีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานเพิ่มขึ้นอีกสามคน ซึ่งพวกเขาก็จะเป็นกองกำลังรบที่ไม่เลวเลยทีเดียว
“อืม สวี่หยาง หอการค้าของเรายินดีต้อนรับให้เจ้ามาเข้าร่วม เจ้าบอกข้ามาได้ว่ามีเงื่อนไขใดที่ต้องการหรือไม่”
“ข้าต้องการเช่าถ้ำสำหรับฝึกตน เส้นชีพจรวิญญาณอย่างน้อยต้องมีระดับสอง และยิ่งดีหากเป็นระดับสองสูงสุด!! สถานที่ตั้งควรอยู่ใกล้กับใจกลางเมืองเพื่อความสะดวกต่อการทำธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้ ข้ายังต้องการตำราฝึกพลังลมปราณขั้นพื้นฐานที่เหมาะสำหรับการขจัดสิ่งเจือปน”
“เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เมื่อหอการค้ามีเรื่องใด ข้าก็จะเข้ามาช่วย”
“สุดท้าย ข้าต้องการสิทธิ์เข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเซียน”
หลี่ลี่จือขมวดคิ้ว
สวี่หยางผู้นี้มีความต้องการมากเหลือเกิน
เจ้าคงต้องรู้ไว้ก่อนว่า เจ้ายังเป็นเพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานหลายคนที่อยู่ในระดับสูงกว่าเจ้า ยังรอคอยที่จะเข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เมืองเซียนอยู่เลย
ในใจของเขามีความไม่พอใจสวี่หยางอยู่บ้าง เขารู้สึกว่าสวี่หยางโลภเกินไป
แต่เมื่อเห็นว่าครอบครัวของอีกฝ่ายมีผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานอยู่หลายคน เขาก็เก็บความไม่พอใจนั้นไว้ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องการเช่าสำนักเพื่อฝึกตน ข้าสามารถจัดการให้ได้ ส่วนตำราสำหรับขอบเขตกลั่นลมปราณ ข้ามีฉบับพื้นฐานอยู่ที่นี่มอบให้เจ้าได้ แต่ถ้าต้องการฉบับที่ดีกว่านั้น เจ้าต้องใช้แต้มสะสมแลก”
“สุดท้ายคือเรื่องการเข้าสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจได้เพียงผู้เดียว แต่ก็ต้องใช้แต้มสะสมแลกเช่นกัน”
สวี่หยางพยักหน้า “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ ข้าจะเช่าที่ฝึกตนสักแห่งก่อนแล้วกัน”
“ได้ ข้าจะให้ที่อยู่เจ้าไปสองสามแห่ง เจ้าไปตรวจสอบดู” หลี่ลี่จือกล่าวจบก็ส่งกระแสจิตหาสาวใช้
ใช้เวลาไม่นาน สาวใช้จึงนำหยกม้วนมาให้แผ่นหนึ่ง
“ข้างในมีบันทึกข้อมูลที่พักอาศัย ถ้ำสำหรับฝึกฝน และที่พักในเมืองที่เปิดให้เช่า เจ้าดูได้เลย”
สวี่หยางรับมาพร้อมแสดงความขอบคุณ
“เจ้าเลือกมาสักแห่งก่อน เมื่อตกลงได้แล้ว เจ้าก็ต้องมาทำภารกิจของหอการค้าด้วย” จากนั้นหลี่ลี่จือก็กล่าวถึงเนื้อหางาน
“เจ้าเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ หอการค้าหงไห่จะมีเมล็ดพันธุ์วิญญาณส่งลงมาเป็นระยะ ๆ เจ้าต้องนำไปปลูก และเก็บเกี่ยวผลผลิตมาสามส่วน ส่วนหนึ่งจะเป็นของหอการค้า”
ในประเด็นนี้ สวี่หยางเข้าใจ เพราะทุกสำนักก็เป็นเช่นนี้
ประเด็นต่อมา เขาเป็นนักวาดยันต์ เดือนเดือนหนึ่งต้องผลิตยันต์อย่างน้อยสิบแผ่น ซึ่งต้องอยู่ในระดับหนึ่งขั้นกลางขึ้นไป และขายให้หอการค้าในราคาห้าส่วนของราคาตลาด
หากผลิตยันต์ระดับสองได้ เดือนหนึ่งผลิตเพียงสามสี่ใบก็พอ
ยิ่งไปกว่านั้น หากผลิตยันต์ระดับสองได้ จะได้แต้มสะสม
แต้มสะสมนี้ไม่ใช่ของหอการค้า แต่เป็นของเมืองเซียนชิงหนิวที่จะบันทึกไว้
ผู้ที่มีแต้มสะสมมากจะมีโอกาสลงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และได้ชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย
“สวี่หยาง หากเจ้าต้องการได้ผลประโยชน์พวกนี้ หรืออยากได้แต้มสะสมเพิ่ม ก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มกับเรือของหอการค้าได้ หอการค้าของข้าทำการค้าระหว่างเมืองเป็นหลัก เจ้ากับภรรยาของเจ้ามีฝีมือดี สามารถเป็นผู้คุ้มกันให้กับกลุ่มเรือปกป้องความปลอดภัยให้ได้”
ตามคำอธิบายของหลี่ลี่จือ
แม้พื้นที่ตรงกลางแดนเซียนตงไห่จะกว้างใหญ่ไพศาล แต่ก็ยังมีโจรสลัดอยู่มากมาย
เรือสำเภาจำเป็นต้องมีผู้คุ้มกัน มิเช่นนั้นหากเผชิญหน้ากับโจรสลัดก็อาจสูญเสียอย่างย่อยยับ
เรื่องนี้ สวี่หยางมิได้ปฏิเสธโดยตรง แต่เขากล่าวว่าอยากรอให้สถานการณ์คงที่ก่อนค่อยว่ากัน
หลี่ลี่จือเข้าใจ
ปรึกษากันจนเสร็จสิ้น สวี่หยางจึงขอลา
……
ด้วยการส่งสาร สวี่หยางจึงรู้ว่าภรรยาของตนพักอยู่ที่ใด จากนั้นเขาจึงลาเสิ่นฝู มุ่งหน้าไปยังบ้านขนาดเล็กที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง
เมื่อเข้าสู่ตรอกซอกซอยที่ค่อนข้างทุรกันดาร บ้านเรือนที่นี่มิได้ใหญ่โตนัก แต่ละหลังมีพื้นที่เพียงเจ็ดสิบแปดสิบตารางวา
บ้านที่พวกเขาอยู่เชื่อมต่อกันกับบ้านโดยรอบ ความเป็นส่วนตัวเลยมีค่อนข้างน้อย แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นแล้ว เมืองเซียนชิงหนิว ดินแดนของพวกเขามีค่าดุจทองคำ
เหล่าสมาชิกครอบครัวของเขามีจำนวนมากนัก การที่เช่าสถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้ได้ ถือว่าดีมากแล้ว
เมื่อเข้ามาในบ้าน
เหล่าภรรยารีบรุดมาต้อนรับ สอบถามสถานการณ์
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าหลินอี้ได้จากไปแล้ว จึงเล่าเรื่องราวโดยคร่าว ๆ
“ข้าได้พบหลี่ลี่จือเขาไม่เลวเลย เป็นคนตั้งใจทำงาน คงไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราจะออกไปหาที่อยู่ของถ้ำที่เหมาะสมด้วยกัน”
สวี่หยางกล่าว
เขาคาดการณ์ว่า ถ้ำที่เช่าในครั้งนี้อาจเป็นที่อยู่อาศัยของเขาไปนาน ๆ อย่างน้อยก็ต้องถึงขั้นขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย เมื่อจะก้าวสู่ขอบเขตจินตานค่อยเปลี่ยนลานฝึกตนใหม่
ดังนั้นจึงต้องเลือกที่ตั้งที่ดีที่สุด
เมื่อพวกเขากินข้าวเสร็จ สวี่หยางจึงหยิบหยกม้วนที่หลี่ลี่จือให้มา แล้วเปิดดูแผนที่บริเวณใกล้เคียงกับภรรยาของเขา
“ถ้ำนี้ไม่เลวเลย”
“อืม ที่นี่ก็ไม่เลว พรุ่งนี้ไปดูกัน”
สุดท้ายก็เลือกได้ประมาณสิบแห่ง
……
ยามค่ำคืน ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่ว ท้องฟ้าเมืองเซียนชิงหนิวเต็มไปด้วยดวงดาวที่สว่างไสว แสงดาวสาดส่องลงมา มันงดงามมาก
เมื่อเสียงร้องอันเร่าร้อนของหลินหวั่นชิงจบลง ภรรยาทั้งสี่คนก็ทรุดลงบนเตียงอย่างหมดแรง พวกนางต่างหันหลังให้สวี่หยางด้วยท่าทางที่ไม่เป็นระเบียบ
สวี่หยางถอนหายใจ ในที่สุดหลินหวั่นชิงก็ยอมจำนนแล้ว
“หลินหวั่นชิง เจ้ายอมสยบข้าแล้วหรือ”
หลินหวั่นชิงยกมือขวาขึ้นช้า ๆ ชูนิ้วโป้งขึ้นอย่างยากลำบาก พึมพำว่า “ช่วยเช็ดให้ข้าหน่อยเถอะ ปราณข้าไม่เหลือแล้ว”
“ได้”
สวี่หยางมองภรรยาที่หลับไปพร้อมดูค่าสถานะ
[ชื่อ : สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ : 136000 แต้ม]
[ทักษะ : ศาสตร์ทำยันต์เบื้องต้น ขั้นเชี่ยวชาญ : 0/4000]
“ดี พอจะเพิ่มแต้มทักษะศาสตร์ทำยันต์ได้แล้ว เพิ่มแต้ม!!”
[ทักษะ : ศาสตร์ทำยันต์เบื้องต้น ขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ : รู้แจ้งวิถียันต์อักขระ)]
…………
สวี่หยางตาเป็นประกาย สมกับที่กระตุ้นคุณลักษณะ
“รู้แจ้งวิถียันต์อักขระ…ของดี”
ในความคิดของเขาพลันปรากฏความทรงจำแปลก ๆ ออกมา
เขาเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่วาดยันต์มานานหลายปี แล้ววันหนึ่งเขาทำยันต์จนถึงขั้นปรมาจารย์ จนพบว่ายันต์หลายอย่างสามารถปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เกิดผลที่คาดไม่ถึง
“เป็นผู้วาดยันต์ระดับสองแล้ว”
สวี่หยางหัวเราะ นอนลงแล้วโอบกอดหลินไห่ถังที่อยู่ข้าง ๆ
ไม่คิดว่าหลินไห่ถังยังไม่นอน นางเอ่ยเสียงแผ่วว่า “เสร็จการฝึกแล้วหรือ”
“อืม ทำไมยังไม่นอนอีก”
“ข้านอนไม่หลับ เพิ่งจะได้ขึ้นสวรรค์ไป ยังฟื้นตัวไม่ทันเลย” หลินไห่ถังตอบอย่างเขินอาย