ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 200 ภรรยาพูดคำลามกอะไรกันนะ - บทที่ 201 ทหารหนีศึก
บทที่ 200 ภรรยาพูดคำลามกอะไรกันนะ
สวี่หยางถามไถ่เรื่องสุนัขจิ้งจอกอ้อม ๆ
รวมถึงถามเรื่องจิ้งจอกขาวที่มีวิชาภาพลวงตาหรือไม่
ดวงตามีลักษณะม่านตาเรียวตั้ง
“ม่านตาเรียวตั้ง??”
พ่อค้าตกใจไปพักหนึ่ง “สหายเต๋า เจ้าพูดถึงสุนัขจิ้งจอกกลายพันธุ์กระมัง?”
“เล่ามาโดยละเอียด”
“เอ่อ สุนัขจิ้งจอกกลายพันธุ์พวกนี้ ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยรู้จัก บางตัวเป็นเพียงสายเลือดระดับหนึ่ง แต่เป็นเหมือนสายเลือดแฝง ต้องใช้เคล็ดวิชาพิเศษบางอย่าง เพื่อกระตุ้นสายเลือดที่แท้จริงของมัน”
“ฟังดูดี เจ้ารู้วิธีกระตุ้นหรือไม่?”
“เจ้ามีสุนัขจิ้งจอกขาวแบบนั้นหรือ??”
พ่อค้าถาม ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“เพื่อนข้ามี”
“ฮ่า ๆ ๆ ยินดีด้วย วิธีการกระตุ้นน่ะ…”
พ่อค้าถูมือ
สวี่หยางโยนหินวิญญาณห้าก้อนไปให้แบบไม่ค่อยเต็มใจ “เล่ามาให้ละเอียด”
“เจ้าใจกว้างยิ่ง”
พ่อค้ายกนิ้วขึ้น แล้วพูดว่า “วิธีการกระตุ้น โดยทั่วไปคือใช้โอสถวิญญาณปลุกพลังสัตว์อสูร น้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ใช้สายเลือดของสัตว์อสูรโบราณกระตุ้น แน่นอน บางครั้งก็กระตุ้นได้เอง เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา”
“มีที่ไหนขายวิธีฝึกสัตว์อสูรแบบนี้บ้าง”
สวี่หยางพูดพร้อมกับโยนหินวิญญาณห้าก้อนไปให้
พ่อค้ารับมาพร้อมกับหัวเราะ แล้วชี้ไปที่ร้านไม่ไกลนัก มีป้ายเขียนว่า ‘หอฝึกสัตว์อสูร’ “ที่นั่น ร้านขายสัตว์อสูรสาขาใหญ่น่ะ เจ้าไปดูที่นั่นได้”
สวี่หยางได้ข้อมูลแล้วก็หันหลังเดินจากไป
หงิง หงิง หงิง…
ในถุงเก็บสัตว์วิญญาณ
อาจรู้สึกได้ว่าสวี่หยางกำลังสืบถามเกี่ยวกับเรื่องของมัน เสี่ยวไป๋หูจึงดิ้นอย่างรุนแรง
เพราะหนูสุ่ยหลิงดันแปลให้มันฟังว่า สวี่หยางกำลังหาที่ขายมัน
สวี่หยางยิ้ม “ใจเย็น ๆ ข้าแค่ถามเขาว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าเก่งเหมือนหนูสุ่ยหลิง ไม่ได้จะขายเจ้าทิ้ง เข้าใจหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสี่ยวไป๋หูจึงสงบลง
เข้ามาในร้านสัตว์อสูร
หลังจากสอบถาม สวี่หยางก็เริ่มได้ยินเรื่องราวบางอย่าง
สุนัขจิ้งจอกรูม่านตาแนวตั้งมีสายเลือดแฝงจริง
บางตัวอ่อนแอ บางตัวก็แข็งแกร่ง
ส่วนพลังทางสายเลือด แปลกประหลาดยิ่งกว่า
แต่สิ่งที่ยืนยันได้ หนทางย่อมไม่ง่าย เผลอ ๆ สายเลือดอาจบรรลุขั้นสี่ หรือขั้นห้าด้วยซ้ำ
หมายถึงอะไรน่ะหรือ
สายเลือดขั้นสี่ เทียบเท่าขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของมนุษย์อย่างแน่นอน
ส่วนขั้นห้า นั่นก็คือขอบเขตแปรเทวา
สัตว์อสูรขอบเขตแปรเทวา คือระดับปีศาจที่ครองแดนของตนเอง หากมันเข้ามาในเมืองเซียนของมนุษย์ จะสามารถกวาดล้างฟ้าดิน มนุษย์ทำได้เพียงวิ่งหนี
“ข้าได้พบสมบัติแล้วกระมัง”
สวี่หยางยิ้ม
จากนั้นก็ซื้อตำราเกี่ยวกับการฝึกสัตว์อสูรอีกหลายเล่ม รวมถึงม้วนหยก
ซื้อยากระตุ้นปราณสัตว์อสูร และหินวิญญาณที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์อสูรมาอีกเล็กน้อย
รวมถึงซื้อถุงเก็บสัตว์วิญญาณใบใหม่ คุณภาพดีกว่าเดิม
แบบนี้ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีขอบเขตสูงกว่า ก็ยากที่จะตรวจสอบว่ามีสัตว์วิญญาณชนิดใดอยู่ในถุงเก็บสัตว์เลี้ยงวิญญาณ
หนูสุ่ยหลิงเห็นการกระทำของสวี่หยางครั้งนี้ พูดจริง ๆ คือ มันอิจฉาจริง ๆ
ข้าติดตามท่านมานานแสนนาน แต่ถุงเก็บสัตว์วิญญาณข้ารุ่งริ่งเหลือเกิน เสี่ยวไป๋หูเพิ่งมาก็ได้ถุงเก็บสัตว์วิญญาณระดับสอง
หนูผู้ต่ำต้อยอย่างข้า ช่างน่าสงสารนัก
แต่สิ่งที่ดีคือ เสี่ยวไป๋หูติดตามมันมาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มมองข้าเป็นพี่ใหญ่ อุปนิสัยก็เริ่มจะเป็นหนูเล็กน้อย สวี่หยางเห็นทีไรขมวดคิ้วตลอด
นี่คือคนใกล้ชาดติดสีแดง*[1] งั้นหรือ??
หลังจ่ายหินวิญญาณ สวี่หยางก็ออกจากที่นี่และรีบไปอีกฟากของเมืองเซียนทันที
หน้าโรงเตี๊ยม เสิ่นม่านอวิ๋นก็ออกมาต้อนรับพาเขาเข้าห้องส่วนตัว
“เจ้าขยันจริงเชียว”
สวี่หยางยิ้ม
ก่อนมาที่นี่ เขาส่งสารไปหาพวกนางแล้ว
พอเข้ามาในห้องก็มีสุราและกับแกล้มเต็มโต๊ะ
“พวกข้าทำกันเอง กินเถอะ ไม่ต้องห่วง” หลินอวี้กล่าวอย่างร่าเริง
นางรินสุราให้สวี่หยาง ชายหนุ่มดื่มจนหมดจอกแล้วถอนหายใจ “อย่างไรก็สู้พวกเจ้าไม่ได้”
“สหายเต๋าสวี่ จากไปตั้งครึ่งเดือน เจ้ากับหวงเสี่ยวเหมยเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยเถอะ”
หลินหวั่นชิงก็ดื่มสุราไปด้วย นัยน์ตาของนางกลอกไปมาเพื่อคาดเดาว่าสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยเป็นอย่างไร
เกือบครึ่งเดือน ตามนิสัยของสวี่หยางนี้ จะอดทนได้หรือไม่นะ
เมื่อเห็นภรรยามีความสงสัย สวี่หยางก็พูดไม่ออก
พวกเจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม?
เห็นข้าเป็นคนเช่นไร?
การจะเป็นคนนั้นต้องเป็นผู้มีคุณธรรมและซื่อสัตย์!
“ทำไมมองข้าแบบนั้น? สามีของพวกเจ้ามิได้เป็นเช่นนั้น…”
หลังจากนั้น สวี่หยางก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกนางฟัง
แต่ยกเว้นเรื่องเสี่ยวไป๋หู เพราะเขาต้องการทำให้พวกนางประหลาดใจ
เมื่ออิ่มหนำสำราญดีแล้ว สวี่หยางจึงขึ้นไปชั้นบน “เอาละ ได้เวลาจัดการธุระแล้ว”
หลินอวี้ “…”
หลินอวี้รู้สึกชาไปทั้งตัว
“สามี เจ้าเพิ่งกลับมา เจ้า เจ้า เจ้า…”
เมื่อนึกถึงการทรมานในอดีต ขาของนางก็หนีบเข้าหากัน
มัน… เร้าใจจริง ๆ
สวี่หยางตาโต “อวี้เอ๋อร์ เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าหมายถึงธุระ ธุระจริง ๆ เจ้าคิดว่าสิ่งใดเล่า”
หลินอวี้ “…”
“น่าเสียดาย…”
หลินหวั่นชิงถอนหายใจเสียดายอยู่ในใจ
เสิ่นม่านอวิ๋นหัวเราะจนตัวงอ “สหายเต๋าคงหมดสภาพแล้วสินะ”
สวี่หยาง “…”
“ม่านอวิ๋น เช่นนั้นข้าจะดูแลเจ้าเป็นพิเศษเลย”
กล้าพูดว่าเขาหมดสภาพหรือ
นางไม่รู้อะไรเสียแล้ว
ดูเหมือนว่าต้องใช้อุปกรณ์เสริมสินะ
เมื่อขึ้นไปข้างบน
ภายใต้สายตาของภรรยาทั้งสี่ สวี่หยางก็ได้เปิดถุงเก็บสัตว์วิญญาณ
“หงิง หงิง หงิง.…”
สุนัขจิ้งจอกขาวตัวน้อยวิ่งออกมา แล้วกระโดดขึ้นไปบนร่างของสวี่หยางอย่างว่องไว มันมองดูหญิงสาวทั้งสี่ที่งดงามราวกับดอกไม้ด้วยความตกใจกลัว
น่าเสียดายที่ในสายตาของเสี่ยวไป๋หู หญิงสาวทั้งสี่กลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าสวี่หยางเสียอีก
“เอ๊ะ เจ้าจิ้งจอกตัวน้อย”
เสิ่นม่านอวิ๋นร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วก็ยิ้มกว้างทันที มือเรียวคว้าสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน
“ให้ข้าลูบหน่อย…”
“ข้าขอลูบด้วย…”
“ขนของมันยาวดีจัง นุ่มนิ่มด้วย”
สวี่หยาง “…”
พวกนางกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่
“เบา ๆ หน่อย จิ้งจอกน้อยยังเด็กอยู่ อย่าทำให้มันตกใจ”
สวี่หยางส่ายหัวอย่างขบขัน เอื้อมมือไปอุ้มเจ้าจิ้งจอกน้อยกลับมา เล่าเรื่องราวไปพลาง
“เป็นอย่างนี้เอง สายเลือดไม่ธรรมดา”
“แถมยังใช้วิชาภาพลวงตาได้ด้วย มานี่สิ เจ้าจิ้งจอกน้อย ลองแสดงวิชาภาพลวงตาให้พี่สาวดูหน่อย”
หลินไห่ถังเกาคางเสี่ยวไป๋หู
น่าเสียดายที่เสี่ยวไป๋หูไม่สนใจ
สวี่หยางก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ตอนที่เก็บเสี่ยวไป๋หูมา มันมีวิชาภาพลวงตาที่เก่งกาจมาก แต่พอพามันกลับมา เจ้าตัวน้อยกลับแทบไม่ได้ใช้วิชานี้เลย
‘หรือว่าเป็นเรื่องของเวลา?’
เขารู้ดีว่าสัตว์อสูรก็เหมือนกับมนุษย์ เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย พวกมันจะปลดปล่อยพลังออกมาได้เกินขีดจำกัด
ตอนที่เขาเจอ มันก็อยู่ในสภาวะวิกฤตจะตายมิตายแหล่ ทำให้ตอนนั้นมันใช้วิชาภาพลวงตาที่รุนแรงออกมาได้
ชีวิตหลังจากนั้นก็มีแต่ความสุขสบายพลังนี้จึงไม่จำเป็นอีก
เขาตัดสินใจที่จะค่อย ๆ ศึกษาในภายหลัง
ข้างนอกเริ่มมืดลงแล้ว
เขาโยนเนื้อปลาให้เสี่ยวไป๋หู แล้วอุ้มเสิ่นม่านอวิ๋นที่สวมชุดสุดแสนเย้ายวนวิ่งเข้าไปในห้อง
“นางจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ ตัวเจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก อยู่ให้ข้าลงโทษเสียดี ๆ เพื่อให้เจ้าได้รู้ถึงความเก่งกาจของสามีผู้นี้”
“อ๊ะ!”
เสิ่นม่านอวิ๋นถูกโยนลงบนเตียง
“ภรรยาผิดไปแล้ว…”
เสิ่นม่านอวิ๋นรีบขอความเมตตา
“สายไปแล้ว” สวี่หยางส่ายหัวเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้คิดจะมาขอความเมตตาตอนนี้หรือ
ไม่นานหลังจากนั้น เตียงก็สั่นไหว
ปริมาณที่เก็บไว้กว่าครึ่งเดือน สุดท้ายก็มอบให้แก่เสิ่นม่านอวิ๋นทั้งหมด
เสี่ยวไป๋หูตัวสั่นระริก
สวี่หยางช่างน่ากลัวเหลือเกิน ทำร้ายหญิงสาวกลุ่มนี้จนร้องครวญครางตลอดทั้งคืน
…
ถัดมาอีกหลายวัน
สวี่หยางยังคงอยู่ในโรงเตี๊ยม อ่านตำราเกี่ยวกับสัตว์อสูร
ตอนนี้เขาคงพอจะเข้าใจสายพันธุ์ของเสี่ยวไป๋หูแล้ว
สัตว์สายพันธุ์พิเศษ เส้นเลือดโลหิต มีพลังลวงตาแต่กำเนิด ม่านตาตั้งตรงเช่นนี้ ในอนาคตจะสามารถมองเห็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้
อย่างเช่น คนที่ถูกกู่พิษควบคุม!!
เมื่อสวี่หยางรู้เรื่องนี้ก็แปลกใจ
เมื่อก่อน ผู้ใดก็ตามที่ถูกควบคุมจำเป็นต้องตรวจสอบภวังค์จิตเท่านั้นจึงจะรู้ได้ ซึ่งยุ่งยากมาก
แต่ตอนนี้ มีเจ้าเสี่ยวไป๋หู มันจะสะดวกขึ้นเยอะทีเดียว
“มา มา เดี๋ยวข้าจะทายาให้ ยาทาเยอะขนาดนี้ เจ้าคงจะหายเป็นปกติแล้วกระมัง”
สวี่หยางลูบหัวเสี่ยวไป๋หู พร้อมกล่าวว่า
ไม่น่าเชื่อว่าเสี่ยวไป๋หูยังคงวางท่าหยิ่งยโสเหมือนเดิม
ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก เจ้ายังกล้าหยิ่งใส่ข้าอีกหรือ
เขากอดรัดมันแน่น พร้อมกับสูดดมกลิ่นของเสี่ยวไป๋หูอย่างแรง
“อืม หอมจริง ๆ”
สวี่หยางยิ้มแล้วจัดการแผลของเสี่ยวไป๋หู พลางคำนวณเวลา
“พรุ่งนี้ค่อยไปจากที่นี่แล้วกัน”
เช้าวันถัดมา
คนทั้งห้ามายังริมฝั่ง สวี่หยางเรียกเรือวิญญาณออกมา แล้วเดินทางไปยังเมืองเซียนชิงหนิว
…
“ข้าคือจิ้งจอกผู้บำเพ็ญเพียรมากว่าพันปี พันปีแห่งการฝึกฝน พันปีแห่งความสันโดษ”
“ยามราตรีอันเงียบงัน มีผู้ใดได้ยินเสียงข้าคร่ำครวญบ้าง…”
ในท้องฟ้าสีคราม เรือวิญญาณแล่นอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางร้องเพลงในอดีตชาติต่อหน้าเหล่าภรรยา
ส่วนหลินไห่ถัง ก็หยิบพิณโบราณของตนออกมาบรรเลงเพลง
บทเพลงจบ!
“แปะ ๆ ๆ”
หลินอวี้ “ไพเราะจริง ช่างลึกซึ้ง”
เสิ่นม่านอวิ๋น “มิคาดคิดว่าสหายเต๋าสวี่ จะเชี่ยวชาญการร้องเพลงถึงเพียงนี้”
“แน่ละ เพลงนี้เพราะจริง ๆ”
“ฝีมือของหลินไห่ถังต่างหากที่เล่นได้ไพเราะ”
สวี่หยางกล่าวอย่างถ่อมตัว
ท้ายเรือ
จิ้งจอกน้อยนั่งหมอบอยู่ที่มุม ฟังเสียงดนตรี ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองใบหน้าด้านข้างของสวี่หยาง หางฟูฟ่องสะบัดไปมา แล้วก็ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
ในระหว่างที่สวี่หยางกำลังพูด เกาะใหญ่เกาะหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“เมืองเซียนชิงหนิว ในที่สุดก็มาถึงเสียที”
สวี่หยางถอนหายใจโล่งอก
ระหว่างทางที่ผ่านมา เขาระมัดระวังอย่างมาก กลัวว่าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งในต่างแดน
เมื่อเข้าไปในเมืองเซียน ความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้นมาก
“ต่อไป หาที่ฝึกฝนกันเถอะ”
“เข้าเมืองเซียนชิงหนิว หาสิทธิเข้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สักแห่ง”
สวี่หยางวางแผนในใจเงียบ ๆ
“อ้าว…”
เขาอุทานเสียงเบา
เพราะขณะนั้น จิตเทวะของเขารู้สึกถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย คล้ายกับพวกเขา ที่เดินทางมาจากภายนอก
“ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้าที่นี่…”
สวี่หยางกล่าวด้วยความแปลกใจ
[1] มาจากสำนวน คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ เปรียบเปรยถึงคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน หรือใกล้กับอะไร ก็จะติดนิสัยหรือสิ่งนั้นมาด้วย
บทที่ 201 ทหารหนีศึก
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าพบผู้ใดหรือ?”
หลินหวั่นชิงรู้สึกแปลกใจ “หรือว่าจะไปพบหญิงคนรักเก่าของเจ้าอีกแล้ว?”
“หญิงคนรักเก่าอะไรกันเล่า ข้าเป็นสุภาพบุรุษขนาดนี้ เจ้ากลับมากล่าวหาข้าเช่นนี้ได้อย่างไร??”
ช่วงนี้สวี่หยางรู้สึกว่าหลินหวั่นชิงกล้าหาญยิ่งขึ้น นอกจากนางจะมีพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว ประสบการณ์บนเตียงของนางก็มากขึ้นอีกด้วย จึงเป็นการยากที่จะสยบนางได้
เขาส่ายหน้าพลางเอ่ยชื่อคนผู้นั้น “ข้าพบหลินอี้แล้ว”
“หลินอี้??”
หลินหวั่นชิงชะงัก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงร้องอ๋อ “เจ้าหมายถึงคนที่หนีไปบนเกาะหงเยี่ยนั่นหรือ?”
“ใช่แล้ว”
ตระกูลหลินในตอนนั้นต้องเผชิญกับการโจมตีของตระกูลลู่และจักรพรรดิสัตว์ร้ายแห่งตระกูลโจว
เมื่อเกาะหงเยี่ยถูกล้อม หลินอี้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานที่เหลือเพียงสองคน
ไม่นึกว่ากลางดึกนางจะหนีตามชายอันเป็นที่รักหายไป
เฉินหู่ ผู้นำสมาคมหู่เวยที่อารักขาเกาะในเวลานั้นโกรธมาก หากมิใช่เพราะเห็นแก่สวี่หยางที่คอยปกป้องเกาะอยู่ด้วยละก็ เฉินหู่คงหนีหายไปนานแล้ว
สวี่หยางถอนหายใจ ไม่นึกว่าจะได้พบกับนางอีกในที่เช่นนี้
กล่าวถึงเรื่องนี้ เขาก็เข้าใจการกระทำของหลินอี้ในครั้งนั้นได้
ตัวเขาเองก็เคยมั่นใจในพลังปราณตนเองเช่นกัน
มิเช่นนั้น เขาก็คงจะจูงมือภรรยาหนีไปนานแล้ว ใครเล่าที่จะยอมเฝ้าเกาะโดยที่ไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย?
ในตระกูลหลินก็มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอยู่แค่นั้น
ดังนั้นหลินหวั่นชิงจึงนึกถึงหญิงสาวในตระกูลที่เคยหลบหนีไปในครั้งนั้นได้อย่างรวดเร็ว
“นางหรือ” หลินหวั่นชิงขมวดคิ้ว
สำหรับ ‘คนทรยศ’ เช่นนั้น หลินหวั่นชิงก็มิได้มีความรู้สึกที่ดีนัก
“สามี จะไปเยี่ยมนางหรือไม่ แม้ว่านางจะหลบหนีไปในครั้งนั้น แต่พวกเราเพิ่งมาที่ดินแดนแห่งนี้ยังไม่คุ้นเคย อาจจะพอได้ข้อมูลอะไรจากนางบ้าง”
หลินอวี้เอ่ยเสนอ
สวี่หยางพยักหน้า “อืม คนบ้านเดียวกันเจอกัน หลินอี้คนนั้นก็เป็นสมาชิกในตระกูลหลินของหลินหวั่นชิงด้วยมิใช่หรือ”
หลินหวั่นชิงถอนหายใจ นางรู้ว่าเหตุที่หลินอี้หลบหนีไปในครั้งนั้นเพราะมีความจำเป็น
ด้วยเหตุนี้นางจึงพยักหน้ารับ “ตกลง ไปพบนางกัน”
ไม่นานสวี่หยางก็สังเกตเห็นหญิงนางหนึ่งกำลังควบคุมเรือวิญญาณระดับหนึ่ง แล่นตรงมายังเมืองเซียนอย่างช้า ๆ
หญิงสาวผู้นี้ก็คือ หลินอี้
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน นางดูซูบผอมลงไปกว่าเดิมมาก ทั่วทั้งร่างไม่มีเครื่องประดับใด ๆ ที่มีค่า สีหน้าก็ดูอิดโรย มอมแมม
อย่างไรก็ตาม ขอบเขตสร้างรากฐานในแดนเซียนทางเหนืออาจเป็นที่นิยมสำหรับผู้แข็งแกร่ง ทว่าในแดนเซียนตงไห่นี้ สำหรับขอบเขตสร้างรากฐาน ยังจัดว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับ
โดยเฉพาะกลุ่มผู้บำเพ็ญอิสระที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน พวกเขาส่วนใหญ่มักต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อการดำรงชีพและแสวงหาทรัพยากรในการฝึกตน
หลินอี้มีท่าทางระมัดระวังตัวมาก แต่จู่ ๆ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป
เรือวิญญาณอันวิจิตรลำหนึ่งกำลังพุ่งตรงไปหานาง
“แย่แล้ว!!”
หลินอี้รีบหันไปโค้งคำนับอย่างนอบน้อมเพื่อหยุดเรือวิญญาณ พลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ข้าไม่เคยล่วงเกินท่านเลยมิใช่หรือ”
นางรับรู้โดยสัญชาตญาณเมื่อรู้สึกว่ากลิ่นอายของอีกฝ่ายนั้นคุ้นเคยอยู่บ้าง
จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นแล้วอุทาน “สวี่หยาง คุณหนูหลิน…”
หลินอี้ตกตะลึงไปทันที
หลังจากที่ต้องระเห็จจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหลายปี นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้มาพบกับคนรู้จักในอดีต ฉับพลันดวงตาของหลินอี้ก็ค่อย ๆ แดงก่ำ น้ำตาแทบจะหลั่งออกมาอยู่แล้ว
หลินอี้ระงับความเศร้าโศกไว้ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าหลินหวั่นชิง โดยกล่าวว่า “คุณหนูใหญ่”
แม้ว่าหลินหวั่นชิงจะยังมีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่ แต่การคุกเข่าลงครั้งนี้ก็ทำให้เธอวางความเกลียดชังที่มีอยู่ลงได้
“คุณหนูใหญ่ สหายสวี่หยาง ข้าขอโทษพวกท่านจริง ๆ ขอโทษ ข้ามันไม่ใช่คน เมื่อก่อนถูกตระกูลลู่รุมโจมตี ข้านั้นกลัวจะพ่ายแพ้ กลัวจะถูกฆ่า ข้า… ข้าก็เลยหนี ข้ามันไม่ใช่คน พวกท่านตีข้า ด่าข้าเถิด…”
หลินอี้พูดด้วยแรงอารมณ์ที่สั่นไหว ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว
สวี่หยางถอนหายใจ “ที่นี่ผู้คนมากมาย เราเดินทางไปยังเมืองเซียนก่อนจะดีกว่า”
“ถูกแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพูดถึงเรื่องพวกนั้น เจ้าพาพวกเราไปยังเมืองเซียนก่อนเถิด พวกเรามีเรื่องมากมายที่จะถามเจ้า” หลินหวั่นชิงพูดขึ้นเบา ๆ
“ตกลง ข้าจะพาพวกท่านไป” หลินอี้รีบพยักหน้า
นางตระหนักว่าสวี่หยางและคณะเพิ่งมาถึงที่นี่จึงต้องการคนนำทาง
หลินอี้เช็ดน้ำตาแล้วทะยานออกไปทันที
ครู่หนึ่งผ่านไป
ถนนสายหลักในเมืองเซียนชิงหนิว
หลินอี้นำกลุ่มของสวี่หยางเข้าไปในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ดูธรรมดา ๆ ค่าบริการน่าจะไม่แพง
“หลินอี้ เถ้าแก่เสิ่นที่หนีมากับเจ้าตอนนั้นอยู่ไหน”
ครั้งนั้นหลินอี้กับพ่อค้าที่ชื่อเสิ่นฝูหนีมาด้วยกัน พวกเขาคบหากันมานาน หลินอี้สามารถฝึกตนจนบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ นั่นเพราะได้เสิ่นฝูผู้นี้คอยช่วยเหลือ
หลินอี้เล่าให้พวกเขาฟังว่า เดิมทีนางและเสิ่นฝูหลบหนีไปซ่อนยังดินแดนเล็ก ๆ จนกระทั่งภายหลังได้ยินข่าวว่าตระกูลหลินได้ชัยในสงคราม ทั้งสองจึงโล่งใจ แต่ด้วยฐานะ ‘ทหารหนีทัพ’ ทั้งสองจึงมิกล้าหวนกลับไป
ครั้นสำนักชิงหยางเกิดเหตุการณ์กู่พิษ ทั้งสองก็ยังคงปิดบังตัวตน แม้ชีวิตจะยากไร้แต่ก็ยังพออยู่ได้
หลังจากนั้น เสิ่นฝูได้ข่าวมาว่า แดนเซียนตงไห่มีปราณวิญญาณเข้มข้นยิ่งนัก การบำเพ็ญที่นี่จักรุดหน้าเร็วกว่า
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงฝากฝังผู้อื่นจนในที่สุดก็ได้เรือสำเภาลำหนึ่ง และติดตามมาพร้อมกับเรือสำเภาลำนั้น
“ต่อมาพวกเราจึงได้พำนักในเมืองเซียนชิงหนิว ระหว่างนั้นก็คิดหาวิธีเข้าร่วมสำนักต่าง ๆ ด้วย แต่ข้าอายุมากแล้ว ทั้งยังมีสามีและบุตรแล้วด้วย สำนักต่าง ๆ จึงไม่รับ ไม่มีหนทางจึงได้แต่ทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
สิ่งที่หลินอี้เอ่ยถึงนั้นคือการตั้งร้านริมถนน บางครั้งนางก็ออกไปนอกเมืองเพื่อเก็บเกี่ยวโอสถวิญญาณและล่าสัตว์อสูร ส่วนเสิ่นฝูก็รับหน้าที่ตั้งร้านขายของ
เพราะไม่มีหนทางแล้ว พวกเขามาที่นี่ก็ไม่รู้จักใคร ไม่อาจทำการค้าครั้งใหญ่ดังเช่นในอดีต จึงได้แต่ตั้งร้านริมถนนเพื่อเลี้ยงชีพไปวัน ๆ เท่านั้น
“เจ้ามีบุตรแล้วหรือ?”
หลินหวั่นชิงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว เมืองเซียนชิงหนิวแห่งนี้ เพื่อที่จะเพิ่มจำนวนประชากร จึงมีข้อกำหนดว่าเรือนใดมีบุตรก็จะได้ลดการเก็บภาษีครึ่งหนึ่ง และยังมีสิทธิ์ในการเช่าบ้านและตั้งร้านริมถนนอีกด้วย อีกทั้งค่าเลี้ยงดูบุตร ทางเมืองเซียนชิงหนิวก็จะออกให้ส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าเมื่อบุตรเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็จะต้องลงทะเบียนในเมืองเซียนชิงหนิว…”
หลินอี้อธิบายพร้อมกับถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
โดยทั่วไปแล้ว ผู้บำเพ็ญมนุษย์จะไม่รีบมีบุตรเร็วเช่นนี้ เพราะเมื่ออายุเกินกว่าห้าสิบปีแล้วพวกเขาจึงจะคิดมีบุตร โดยเฉพาะหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์เยี่ยมยอดอย่างหลินอี้
แต่ชีวิตกลับบีบคั้น…
ระหว่างที่พูดคุยกัน หลินอี้สั่งอาหารและเหล้าดี ๆ เต็มโต๊ะ เพื่อต้อนรับกลุ่มของสวี่หยางไปด้วย
ถึงแม้ชีวิตจะขัดสนแต่นางก็ยังมีจิตใจที่เข้มแข็งและมีมารยาทที่ดีงาม
สวี่หยางและหลินหวั่นชิงก็เล่าเรื่องราวของพวกเขาให้นางฟังเช่นกัน
เมื่อรู้ว่าสวี่หยางและหลินหวั่นชิงเป็นสามีภรรยากัน หลินอี้ก็รู้สึกพึงพอใจ และเมื่อได้ยินว่าตระกูลหลินได้ไล่ตระกูลลู่ออกไปแล้วก็ดีใจจนใบหน้าแดงระเรื่อ
“ดีแล้ว ดีแล้ว! น่าเสียดายที่ข้าจิตใจคับแคบ หวาดกลัวจนต้องหนีออกมา อนิจจา เพราะเรื่องนี้แท้ ๆ ข้าเลยนอนไม่หลับฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ หลายปีมานี้แม้แต่การฝึกก็ยังไม่มีความก้าวหน้าเลย”
ผู้บำเพ็ญก็เป็นเช่นนี้ เมื่อความคิดปลงตกแล้วก็จะก้าวหน้าได้ง่าย!!
ทว่าเมื่อความคิดมีแต่ความวิตกกังกล ก็ย่อมส่งผลต่อการฝึกในภายหลัง
หลินหวั่นชิงปลอบโยนนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แล้วจึงถามถึงสถานการณ์ของที่นี่
“เมืองเซียนชิงหนิวต้อนรับผู้มาจากต่างแดนมาก ท่านเพียงแค่ช่วยสนับสนุนเมืองเซียนก็จะได้รับรางวัล ไม่ทราบว่าพวกท่านมาที่นี่ต้องการจะทำสิ่งใด ยังจะเปิดร้านค้าเหมือนเดิมหรือไม่”
ในสายตาของหลินอี้ สวี่หยางก็น่าจะทำอาชีพเดิม
แต่สวี่หยางกลับส่ายหัว
“ข้าหวั่นชิง หลินไห่ถัง และม่านอวิ๋น ล้วนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ในร้านค้า เส้นชีพจรวิญญาณไม่เพียงพอแก่การฝึกของพวกเรา ข้าต้องการเช่าลานฝึกตนหรือถ้ำสำหรับฝึกตน!”
ขอบเขตสร้างรากฐานอย่างน้อยก็ต้องมีเส้นชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง
ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสอง อย่างน้อยก็ต้องการเส้นชีพจรวิญญาณระดับสอง
ส่วนพวกเสิ่นม่านอวิ๋น อยู่ในช่วงขอบเขตสร้างรากฐานระดับสี่ ซึ่งก็คือต้องใช้เส้นชีพจรวิญญาณระดับสามถึงจะบำเพ็ญพร้อม ๆ กันได้
ยิ่งรวมกับหนูสุ่ยหลิงและเสี่ยวไป๋หู ในภายภาคหน้าถ้ามีแขกมาเยี่ยม นั่นก็แปลว่าควรมีลานฝึกตนสำหรับเส้นชีพจรวิญญาณระดับสามจึงจะดี
แน่นอนว่ามันน้อยเกินไป และแทบจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นเป้าหมายในครั้งนี้ของสวี่หยางจึงลดลงอยู่ที่ถ้ำสวรรค์ระดับสองเท่านั้น
ถ้ำฝึกตนระดับสอง ถ้าทำเลดีก็ใช้ได้ และเมื่อถึงตอนนั้น เราค่อยจัดค่ายกลควบแน่นวิญญาณก็ใช้ได้แล้ว
หลินอี้มองสวี่หยางด้วยสายตาสลับซับซ้อน
อดีตเขาเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณ มาตอนนี้เขากลับได้ภรรยาเป็นผู้บำเพ็ญหญิงมากมาย
ในนั้นสองคนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานด้วย
เขาจะสนองพวกนางไหวงั้นหรือ
หลินอี้อดคิดไปไกลไม่ได้
จากนั้นนางก็แนะนำถ้ำฝึกตนใกล้กับเมืองเซียนหลายแห่งแก่พวกเขา
สวี่หยางจดจำไว้ทีละแห่ง
“สวี่หยาง พวกท่านพักที่นี่สักระยะก่อน เรื่องเช่าถ้ำฝึกตนนั้นสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรามีหินวิญญาณแล้วจะเพียงพอ ยังต้องมีเส้นสายด้วย เพราะเมืองเซียนชิงหนิวยังคงต้องดูฐานะเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้บำเพ็ญมารหรือโจรผู้ฝึกตนเช่าถ้ำได้ อืม…หรือจะให้พวกท่านไปที่หอการค้าหงไห่?”
“เล่าให้ฟังหน่อย”
“หอการค้าหงไห่ก่อตั้งโดยหลี่ลี่จือ ศิษย์ของเมืองเซียนชิงหนิวนี่แหละ พวกเขาค้าขายสินค้ากับต่างเมือง เช่น ยา สมุนไพร ยันต์ ที่นี่ยังเปิดทำการไม่นานนักก็เลยมีส่วนลดมากมาย พวกเราจึงฝากชื่อไว้กับหอการค้าหงไห่ สวี่หยาง ถ้าพวกท่านอยากไปละก็ ข้าจะให้สามีของข้าช่วยแนะนำให้”
สวี่หยางตกลงเพราะยังไงก็ต้องไปดูอยู่แล้ว
เมื่อกินเสร็จ อาหารก็ยังคงเหลืออยู่บนโต๊ะ
หลินอี้เกิดความเขินอาย “ข้า.. สามีข้ายังไม่ได้กินอาหารเลย ข้าอยากจะห่อกลับไปให้สามี”
หลินหวั่นชิงถอนหายใจ “สามีของเจ้ายังอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณอยู่หรือ?”
“ใช่”
“เจ้าเป็นถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว แต่ก็ยังไม่ทอดทิ้งสามีของเจ้า นี่คงจะเป็นรักแท้แล้ว” หลินหวั่นชิงกล่าวชื่นชม
“ตอนที่ข้าอยู่ตระกูลหลิน บิดามารดาก็จากไปหมดสิ้น ไม่มีผู้ใดให้พึ่งพา มีเพียงสามีของข้าเท่านั้นที่อยู่เบื้องหลังคอยให้การสนับสนุน ทำให้ข้าก้าวเข้าสู่ ขอบเขตสร้างรากฐานจนมีฐานะที่มั่นคง ข้าซาบซึ้งในตัวสามีข้ามาก”
หลินอี้พูดอย่างจริงจัง
สวี่หยางพยักหน้า
มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน
หลินอี้ตัดสินใจหนีออกจากตระกูลหลิน แม้จะไม่ถูกต้องนัก แต่ก็ถือว่าตอบแทนสามีของนางได้อย่างดี
เพราะนางมีขอบเขตสร้างรากฐานเพียงพอที่ตนจะหนีเอาตัวรอดได้ และโอกาสเสี่ยงก็น้อยกว่าด้วย
อีกทั้งหญิงสาวที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานนั้นเป็นที่หมายปองของผู้คนภายนอก หากปรารถนาเพียงหาคู่บำเพ็ญจากขอบเขตสร้างรากฐานสักคนก็ยังทำได้โดยง่าย
ทว่านางกลับเต็มใจอยู่ค้ำจุนสามีของนาง ซึ่งเป็นเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น ความรักนั้นมั่นคงยิ่งกว่าเหล็กกล้า!
“ข้าจะสั่งอาหารจานใหม่เพิ่ม คิดเงินจากข้าแล้วกัน” สวี่หยางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะหลังจากนี้ยังต้องให้หลินอี้ช่วย คงให้พวกเขาสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุไม่ได้
หลินอี้ต้องการจะปฏิเสธ
แต่หลินหวั่นชิงก็คอยเกลี้ยกล่อมนางเช่นกัน
ครู่ต่อมาสวี่หยางก็ห่ออาหารกลับบ้านสามอย่างพร้อมน้ำแกงอีกหนึ่งถ้วย
มื้อนี้กินไปทั้งหมดเก้าสิบหกหินวิญญาณ สำหรับเขาแล้วไม่ถือว่าแพงมากนัก แต่สำหรับหลินอี้แล้วนั้นหินวิญญาณแค่นี้ถือว่ามีค่ามาก
ในไม่ช้าเขาก็ตามหลินอี้มาจนถึงริมถนนแห่งหนึ่ง
ริมถนนสองฟากต่างก็มีแผงขายของวางเรียงรายอยู่
สวี่หยางมองไปรอบ ๆ ก็เห็นโต๊ะตัวหนึ่งที่ดูเก่าคร่ำคร่า ด้านหลังโต๊ะนั้นมีผู้บำเพ็ญมนุษย์รูปร่างอ้วนท้วน สวมชุดคลุมยาวสีเทาผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วย
เขาคือ ‘เสิ่นฝู’ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ สวี่หยางเคยพบหน้าเขาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้พูดคุยกัน
เบื้องหน้าของเขามีพืชสมุนไพรและของกระจุกกระจิกเล็ก ๆ น้อย ๆ ดูแล้วไม่น่าจะมีค่าอะไรมากมาย
ขณะนี้เสิ่นฝูกำลังสนทนากับหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญที่กำลังต่อราคากับเขาอยู่สักครู่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ หญิงสาวด่าทอว่าเป็นพ่อค้าชั่ว ก่อนจะหันหลังจากไป
เสิ่นฝูคร่ำครวญว่ากิจการการค้าในปีนี้ทำได้ยากเย็นยิ่งนัก
เขายังคงคิดถึงวันเก่า ๆ ที่อาศัยอยู่ในตระกูลหลิน
น่าเสียดายที่เขาและภรรยา ‘หนีทัพ’ ไหนเลยจะมีหน้ากลับไปที่นั่นได้อีก
“เอ๊ะ คุณหนูใหญ่หลินหวั่นชิงใช่หรือไม่”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ยิ้มเยาะในใจ ตนเองช่างโง่งม คุณหนูใหญ่จะมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร
“คงจะเป็นข้าที่คิดถึงกลางวันฝันกลางคืนจนเห็นผิดเป็นถูกกระมัง”
เสิ่นฝูส่ายหน้า แต่ไม่นานนักคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น
ราวกับว่า… นั่นคือหลินหวั่นชิงจริง ๆ และข้างกายนางยังมี… สวี่หยาง!