ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 200 ภรรยาพูดคำลามกอะไรกันนะ
บทที่ 200 ภรรยาพูดคำลามกอะไรกันนะ
สวี่หยางถามไถ่เรื่องสุนัขจิ้งจอกอ้อม ๆ
รวมถึงถามเรื่องจิ้งจอกขาวที่มีวิชาภาพลวงตาหรือไม่
ดวงตามีลักษณะม่านตาเรียวตั้ง
“ม่านตาเรียวตั้ง??”
พ่อค้าตกใจไปพักหนึ่ง “สหายเต๋า เจ้าพูดถึงสุนัขจิ้งจอกกลายพันธุ์กระมัง?”
“เล่ามาโดยละเอียด”
“เอ่อ สุนัขจิ้งจอกกลายพันธุ์พวกนี้ ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยรู้จัก บางตัวเป็นเพียงสายเลือดระดับหนึ่ง แต่เป็นเหมือนสายเลือดแฝง ต้องใช้เคล็ดวิชาพิเศษบางอย่าง เพื่อกระตุ้นสายเลือดที่แท้จริงของมัน”
“ฟังดูดี เจ้ารู้วิธีกระตุ้นหรือไม่?”
“เจ้ามีสุนัขจิ้งจอกขาวแบบนั้นหรือ??”
พ่อค้าถาม ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“เพื่อนข้ามี”
“ฮ่า ๆ ๆ ยินดีด้วย วิธีการกระตุ้นน่ะ…”
พ่อค้าถูมือ
สวี่หยางโยนหินวิญญาณห้าก้อนไปให้แบบไม่ค่อยเต็มใจ “เล่ามาให้ละเอียด”
“เจ้าใจกว้างยิ่ง”
พ่อค้ายกนิ้วขึ้น แล้วพูดว่า “วิธีการกระตุ้น โดยทั่วไปคือใช้โอสถวิญญาณปลุกพลังสัตว์อสูร น้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ใช้สายเลือดของสัตว์อสูรโบราณกระตุ้น แน่นอน บางครั้งก็กระตุ้นได้เอง เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา”
“มีที่ไหนขายวิธีฝึกสัตว์อสูรแบบนี้บ้าง”
สวี่หยางพูดพร้อมกับโยนหินวิญญาณห้าก้อนไปให้
พ่อค้ารับมาพร้อมกับหัวเราะ แล้วชี้ไปที่ร้านไม่ไกลนัก มีป้ายเขียนว่า ‘หอฝึกสัตว์อสูร’ “ที่นั่น ร้านขายสัตว์อสูรสาขาใหญ่น่ะ เจ้าไปดูที่นั่นได้”
สวี่หยางได้ข้อมูลแล้วก็หันหลังเดินจากไป
หงิง หงิง หงิง…
ในถุงเก็บสัตว์วิญญาณ
อาจรู้สึกได้ว่าสวี่หยางกำลังสืบถามเกี่ยวกับเรื่องของมัน เสี่ยวไป๋หูจึงดิ้นอย่างรุนแรง
เพราะหนูสุ่ยหลิงดันแปลให้มันฟังว่า สวี่หยางกำลังหาที่ขายมัน
สวี่หยางยิ้ม “ใจเย็น ๆ ข้าแค่ถามเขาว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าเก่งเหมือนหนูสุ่ยหลิง ไม่ได้จะขายเจ้าทิ้ง เข้าใจหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสี่ยวไป๋หูจึงสงบลง
เข้ามาในร้านสัตว์อสูร
หลังจากสอบถาม สวี่หยางก็เริ่มได้ยินเรื่องราวบางอย่าง
สุนัขจิ้งจอกรูม่านตาแนวตั้งมีสายเลือดแฝงจริง
บางตัวอ่อนแอ บางตัวก็แข็งแกร่ง
ส่วนพลังทางสายเลือด แปลกประหลาดยิ่งกว่า
แต่สิ่งที่ยืนยันได้ หนทางย่อมไม่ง่าย เผลอ ๆ สายเลือดอาจบรรลุขั้นสี่ หรือขั้นห้าด้วยซ้ำ
หมายถึงอะไรน่ะหรือ
สายเลือดขั้นสี่ เทียบเท่าขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของมนุษย์อย่างแน่นอน
ส่วนขั้นห้า นั่นก็คือขอบเขตแปรเทวา
สัตว์อสูรขอบเขตแปรเทวา คือระดับปีศาจที่ครองแดนของตนเอง หากมันเข้ามาในเมืองเซียนของมนุษย์ จะสามารถกวาดล้างฟ้าดิน มนุษย์ทำได้เพียงวิ่งหนี
“ข้าได้พบสมบัติแล้วกระมัง”
สวี่หยางยิ้ม
จากนั้นก็ซื้อตำราเกี่ยวกับการฝึกสัตว์อสูรอีกหลายเล่ม รวมถึงม้วนหยก
ซื้อยากระตุ้นปราณสัตว์อสูร และหินวิญญาณที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์อสูรมาอีกเล็กน้อย
รวมถึงซื้อถุงเก็บสัตว์วิญญาณใบใหม่ คุณภาพดีกว่าเดิม
แบบนี้ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีขอบเขตสูงกว่า ก็ยากที่จะตรวจสอบว่ามีสัตว์วิญญาณชนิดใดอยู่ในถุงเก็บสัตว์เลี้ยงวิญญาณ
หนูสุ่ยหลิงเห็นการกระทำของสวี่หยางครั้งนี้ พูดจริง ๆ คือ มันอิจฉาจริง ๆ
ข้าติดตามท่านมานานแสนนาน แต่ถุงเก็บสัตว์วิญญาณข้ารุ่งริ่งเหลือเกิน เสี่ยวไป๋หูเพิ่งมาก็ได้ถุงเก็บสัตว์วิญญาณระดับสอง
หนูผู้ต่ำต้อยอย่างข้า ช่างน่าสงสารนัก
แต่สิ่งที่ดีคือ เสี่ยวไป๋หูติดตามมันมาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มมองข้าเป็นพี่ใหญ่ อุปนิสัยก็เริ่มจะเป็นหนูเล็กน้อย สวี่หยางเห็นทีไรขมวดคิ้วตลอด
นี่คือคนใกล้ชาดติดสีแดง*[1] งั้นหรือ??
หลังจ่ายหินวิญญาณ สวี่หยางก็ออกจากที่นี่และรีบไปอีกฟากของเมืองเซียนทันที
หน้าโรงเตี๊ยม เสิ่นม่านอวิ๋นก็ออกมาต้อนรับพาเขาเข้าห้องส่วนตัว
“เจ้าขยันจริงเชียว”
สวี่หยางยิ้ม
ก่อนมาที่นี่ เขาส่งสารไปหาพวกนางแล้ว
พอเข้ามาในห้องก็มีสุราและกับแกล้มเต็มโต๊ะ
“พวกข้าทำกันเอง กินเถอะ ไม่ต้องห่วง” หลินอวี้กล่าวอย่างร่าเริง
นางรินสุราให้สวี่หยาง ชายหนุ่มดื่มจนหมดจอกแล้วถอนหายใจ “อย่างไรก็สู้พวกเจ้าไม่ได้”
“สหายเต๋าสวี่ จากไปตั้งครึ่งเดือน เจ้ากับหวงเสี่ยวเหมยเป็นอย่างไรบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยเถอะ”
หลินหวั่นชิงก็ดื่มสุราไปด้วย นัยน์ตาของนางกลอกไปมาเพื่อคาดเดาว่าสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยเป็นอย่างไร
เกือบครึ่งเดือน ตามนิสัยของสวี่หยางนี้ จะอดทนได้หรือไม่นะ
เมื่อเห็นภรรยามีความสงสัย สวี่หยางก็พูดไม่ออก
พวกเจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม?
เห็นข้าเป็นคนเช่นไร?
การจะเป็นคนนั้นต้องเป็นผู้มีคุณธรรมและซื่อสัตย์!
“ทำไมมองข้าแบบนั้น? สามีของพวกเจ้ามิได้เป็นเช่นนั้น…”
หลังจากนั้น สวี่หยางก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกนางฟัง
แต่ยกเว้นเรื่องเสี่ยวไป๋หู เพราะเขาต้องการทำให้พวกนางประหลาดใจ
เมื่ออิ่มหนำสำราญดีแล้ว สวี่หยางจึงขึ้นไปชั้นบน “เอาละ ได้เวลาจัดการธุระแล้ว”
หลินอวี้ “…”
หลินอวี้รู้สึกชาไปทั้งตัว
“สามี เจ้าเพิ่งกลับมา เจ้า เจ้า เจ้า…”
เมื่อนึกถึงการทรมานในอดีต ขาของนางก็หนีบเข้าหากัน
มัน… เร้าใจจริง ๆ
สวี่หยางตาโต “อวี้เอ๋อร์ เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าหมายถึงธุระ ธุระจริง ๆ เจ้าคิดว่าสิ่งใดเล่า”
หลินอวี้ “…”
“น่าเสียดาย…”
หลินหวั่นชิงถอนหายใจเสียดายอยู่ในใจ
เสิ่นม่านอวิ๋นหัวเราะจนตัวงอ “สหายเต๋าคงหมดสภาพแล้วสินะ”
สวี่หยาง “…”
“ม่านอวิ๋น เช่นนั้นข้าจะดูแลเจ้าเป็นพิเศษเลย”
กล้าพูดว่าเขาหมดสภาพหรือ
นางไม่รู้อะไรเสียแล้ว
ดูเหมือนว่าต้องใช้อุปกรณ์เสริมสินะ
เมื่อขึ้นไปข้างบน
ภายใต้สายตาของภรรยาทั้งสี่ สวี่หยางก็ได้เปิดถุงเก็บสัตว์วิญญาณ
“หงิง หงิง หงิง.…”
สุนัขจิ้งจอกขาวตัวน้อยวิ่งออกมา แล้วกระโดดขึ้นไปบนร่างของสวี่หยางอย่างว่องไว มันมองดูหญิงสาวทั้งสี่ที่งดงามราวกับดอกไม้ด้วยความตกใจกลัว
น่าเสียดายที่ในสายตาของเสี่ยวไป๋หู หญิงสาวทั้งสี่กลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าสวี่หยางเสียอีก
“เอ๊ะ เจ้าจิ้งจอกตัวน้อย”
เสิ่นม่านอวิ๋นร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วก็ยิ้มกว้างทันที มือเรียวคว้าสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน
“ให้ข้าลูบหน่อย…”
“ข้าขอลูบด้วย…”
“ขนของมันยาวดีจัง นุ่มนิ่มด้วย”
สวี่หยาง “…”
พวกนางกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่
“เบา ๆ หน่อย จิ้งจอกน้อยยังเด็กอยู่ อย่าทำให้มันตกใจ”
สวี่หยางส่ายหัวอย่างขบขัน เอื้อมมือไปอุ้มเจ้าจิ้งจอกน้อยกลับมา เล่าเรื่องราวไปพลาง
“เป็นอย่างนี้เอง สายเลือดไม่ธรรมดา”
“แถมยังใช้วิชาภาพลวงตาได้ด้วย มานี่สิ เจ้าจิ้งจอกน้อย ลองแสดงวิชาภาพลวงตาให้พี่สาวดูหน่อย”
หลินไห่ถังเกาคางเสี่ยวไป๋หู
น่าเสียดายที่เสี่ยวไป๋หูไม่สนใจ
สวี่หยางก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ตอนที่เก็บเสี่ยวไป๋หูมา มันมีวิชาภาพลวงตาที่เก่งกาจมาก แต่พอพามันกลับมา เจ้าตัวน้อยกลับแทบไม่ได้ใช้วิชานี้เลย
‘หรือว่าเป็นเรื่องของเวลา?’
เขารู้ดีว่าสัตว์อสูรก็เหมือนกับมนุษย์ เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย พวกมันจะปลดปล่อยพลังออกมาได้เกินขีดจำกัด
ตอนที่เขาเจอ มันก็อยู่ในสภาวะวิกฤตจะตายมิตายแหล่ ทำให้ตอนนั้นมันใช้วิชาภาพลวงตาที่รุนแรงออกมาได้
ชีวิตหลังจากนั้นก็มีแต่ความสุขสบายพลังนี้จึงไม่จำเป็นอีก
เขาตัดสินใจที่จะค่อย ๆ ศึกษาในภายหลัง
ข้างนอกเริ่มมืดลงแล้ว
เขาโยนเนื้อปลาให้เสี่ยวไป๋หู แล้วอุ้มเสิ่นม่านอวิ๋นที่สวมชุดสุดแสนเย้ายวนวิ่งเข้าไปในห้อง
“นางจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ ตัวเจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก อยู่ให้ข้าลงโทษเสียดี ๆ เพื่อให้เจ้าได้รู้ถึงความเก่งกาจของสามีผู้นี้”
“อ๊ะ!”
เสิ่นม่านอวิ๋นถูกโยนลงบนเตียง
“ภรรยาผิดไปแล้ว…”
เสิ่นม่านอวิ๋นรีบขอความเมตตา
“สายไปแล้ว” สวี่หยางส่ายหัวเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้คิดจะมาขอความเมตตาตอนนี้หรือ
ไม่นานหลังจากนั้น เตียงก็สั่นไหว
ปริมาณที่เก็บไว้กว่าครึ่งเดือน สุดท้ายก็มอบให้แก่เสิ่นม่านอวิ๋นทั้งหมด
เสี่ยวไป๋หูตัวสั่นระริก
สวี่หยางช่างน่ากลัวเหลือเกิน ทำร้ายหญิงสาวกลุ่มนี้จนร้องครวญครางตลอดทั้งคืน
…
ถัดมาอีกหลายวัน
สวี่หยางยังคงอยู่ในโรงเตี๊ยม อ่านตำราเกี่ยวกับสัตว์อสูร
ตอนนี้เขาคงพอจะเข้าใจสายพันธุ์ของเสี่ยวไป๋หูแล้ว
สัตว์สายพันธุ์พิเศษ เส้นเลือดโลหิต มีพลังลวงตาแต่กำเนิด ม่านตาตั้งตรงเช่นนี้ ในอนาคตจะสามารถมองเห็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้
อย่างเช่น คนที่ถูกกู่พิษควบคุม!!
เมื่อสวี่หยางรู้เรื่องนี้ก็แปลกใจ
เมื่อก่อน ผู้ใดก็ตามที่ถูกควบคุมจำเป็นต้องตรวจสอบภวังค์จิตเท่านั้นจึงจะรู้ได้ ซึ่งยุ่งยากมาก
แต่ตอนนี้ มีเจ้าเสี่ยวไป๋หู มันจะสะดวกขึ้นเยอะทีเดียว
“มา มา เดี๋ยวข้าจะทายาให้ ยาทาเยอะขนาดนี้ เจ้าคงจะหายเป็นปกติแล้วกระมัง”
สวี่หยางลูบหัวเสี่ยวไป๋หู พร้อมกล่าวว่า
ไม่น่าเชื่อว่าเสี่ยวไป๋หูยังคงวางท่าหยิ่งยโสเหมือนเดิม
ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก เจ้ายังกล้าหยิ่งใส่ข้าอีกหรือ
เขากอดรัดมันแน่น พร้อมกับสูดดมกลิ่นของเสี่ยวไป๋หูอย่างแรง
“อืม หอมจริง ๆ”
สวี่หยางยิ้มแล้วจัดการแผลของเสี่ยวไป๋หู พลางคำนวณเวลา
“พรุ่งนี้ค่อยไปจากที่นี่แล้วกัน”
เช้าวันถัดมา
คนทั้งห้ามายังริมฝั่ง สวี่หยางเรียกเรือวิญญาณออกมา แล้วเดินทางไปยังเมืองเซียนชิงหนิว
…
“ข้าคือจิ้งจอกผู้บำเพ็ญเพียรมากว่าพันปี พันปีแห่งการฝึกฝน พันปีแห่งความสันโดษ”
“ยามราตรีอันเงียบงัน มีผู้ใดได้ยินเสียงข้าคร่ำครวญบ้าง…”
ในท้องฟ้าสีคราม เรือวิญญาณแล่นอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางร้องเพลงในอดีตชาติต่อหน้าเหล่าภรรยา
ส่วนหลินไห่ถัง ก็หยิบพิณโบราณของตนออกมาบรรเลงเพลง
บทเพลงจบ!
“แปะ ๆ ๆ”
หลินอวี้ “ไพเราะจริง ช่างลึกซึ้ง”
เสิ่นม่านอวิ๋น “มิคาดคิดว่าสหายเต๋าสวี่ จะเชี่ยวชาญการร้องเพลงถึงเพียงนี้”
“แน่ละ เพลงนี้เพราะจริง ๆ”
“ฝีมือของหลินไห่ถังต่างหากที่เล่นได้ไพเราะ”
สวี่หยางกล่าวอย่างถ่อมตัว
ท้ายเรือ
จิ้งจอกน้อยนั่งหมอบอยู่ที่มุม ฟังเสียงดนตรี ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองใบหน้าด้านข้างของสวี่หยาง หางฟูฟ่องสะบัดไปมา แล้วก็ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง
ในระหว่างที่สวี่หยางกำลังพูด เกาะใหญ่เกาะหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“เมืองเซียนชิงหนิว ในที่สุดก็มาถึงเสียที”
สวี่หยางถอนหายใจโล่งอก
ระหว่างทางที่ผ่านมา เขาระมัดระวังอย่างมาก กลัวว่าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งในต่างแดน
เมื่อเข้าไปในเมืองเซียน ความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้นมาก
“ต่อไป หาที่ฝึกฝนกันเถอะ”
“เข้าเมืองเซียนชิงหนิว หาสิทธิเข้าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์สักแห่ง”
สวี่หยางวางแผนในใจเงียบ ๆ
“อ้าว…”
เขาอุทานเสียงเบา
เพราะขณะนั้น จิตเทวะของเขารู้สึกถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย คล้ายกับพวกเขา ที่เดินทางมาจากภายนอก
“ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้าที่นี่…”
สวี่หยางกล่าวด้วยความแปลกใจ
[1] มาจากสำนวน คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ เปรียบเปรยถึงคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน หรือใกล้กับอะไร ก็จะติดนิสัยหรือสิ่งนั้นมาด้วย