ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 3 แป้งกรอบใส่ไข่และหัวไชเท้าฝอย
บทที่ 3 แป้งกรอบใส่ไข่และหัวไชเท้าฝอย
ไม่รู้ว่าไก่ของเจ้าของร่างเดิมเลี้ยงกันมาอย่างไร เห็น ๆ อยู่ว่ามีเป็นสิบตัว แต่ทุกตัวล้วนผอมโซ วันหนึ่งได้ไข่มาสองฟองก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
สมาชิกในครอบครัวมีกันเยอะขนาดนั้น แต่ก็มีเพียงลูกสาวคนที่แปด ‘จูปาเม่ย’ ที่เจ้าของร่างลำเอียงให้ได้กินไข่วันละฟอง คนอื่นแม้แต่ฝันยังเป็นไปไม่ได้ มีแต่ช่วงฤดูกาลทำนาจึงพอจะได้กินของคาวบ้าง
ครอบครัวสกุลจูมีที่ดินแค่ไม่กี่หมู่ [1] แต่กลับต้องเลี้ยงคนสิบกว่าปากท้อง ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ไม่พอเหลือจากต้นไปถึงท้ายปี แบบนี้แต่ละคนจะไม่อดอยากปากแห้งได้อย่างไร?
น่าสงสารหลี่ซื่อ อุ้มท้องโตขนาดนั้นก็ไม่อาจได้กินไข่เต็มใบ
ไข่ไก่พวกนั้นเป็น ‘สมบัติล้ำค่า’ ของครอบครัวสกุลจูจริง พวกเขาไม่มีแหล่งรายได้อื่นอีก วิธีหาเงินมีอยู่ทางเดียวคือเก็บไข่ไก่แลกเงิน
แน่นอนว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ นอกจากแต่งลูกสะใภ้ เชิญหมอตำแย เจ้าของร่างเดิมก็ใช้รายได้ทั้งหมดไปกับจูปาเม่ย โดยหวังว่าต่อไปนางจะสามารถเป็นสาวใช้หรืออนุภรรยาในบ้านสกุลใหญ่ได้?
เวรกรรม
กลัวก็แต่จะล้มป่วย เพราะถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาคงไม่มีปัญญาเชิญหมอมารักษา ได้แต่ทนให้หายไปเอง
ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างล้มไปโครมใหญ่ ถูกคนในบ้านหามมาถึงบนเตียง แต่ไม่มีใครไปเชิญหมอมาก็ด้วยเหตุนี้
หากไม่เป็นเช่นนี้ คาดว่าก็คงจะไม่ได้มาอยู่ในร่างนี้แล้วกระมัง
“ท่านแม่!” แค่เห็นเย่อวี๋หรานเข้ามาในห้องครัว หลิวซื่อก็เครียดแล้ว
วันนี้เป็นเวรทำอาหารของนาง วันหนึ่งใช้ข้าวได้เท่าไหร่ ใช้ผักมากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดล้วนกำหนดไว้แน่นอนแล้ว
หากมากหรือน้อยเกินเป็นต้องถูกดุถูกว่า
หากใช้มากไป แม่สามีก็จะหาว่า ‘สิ้นเปลือง’ แต่หากใช้น้อยไป แม่สามีก็จะบ่นว่าไม่อิ่มท้อง ทว่าความจริงแล้วด้วยเหตุที่สมาชิกในครอบครัวมีจำนวนมากขึ้น ไม่มีใครได้กินอิ่มท้องมานานแล้ว
เย่อวี๋หรานเห็นข้าวที่นางตักใส่ไว้ในชาม พูดว่าเป็นข้าวสาร แต่แท้จริงแล้วส่วนใหญ่เป็นรำข้าว และมีข้าวสารอยู่ไม่มาก
เติมผักที่ปลูกไว้กินกันเองในบ้าน ต้มจนเป็นโจ๊กเบาบางหม้อหนึ่ง มีแค่สามคนซึ่งก็คือเจ้าของร่างเดิม จูเหล่าโถว และจูปาเม่ย ที่สามารถควานหาในหม้อตักขึ้นมาก่อนได้ ส่วนคนอื่น ๆ ได้แต่ตักแบ่งโจ๊กก้นหม้อแบ่งไปคนละเท่า ๆ กัน
ในขณะที่หลานชายสองคน พวกเขาไม่สามารถถูกส่งไปเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่เพื่อไต่เต้าเป็นอนุภรรยาของนายน้อยในบ้านคนรวยได้ จึงถือเป็นพวกไร้ประโยชน์ ส่วนแบ่งก็ยิ่งน้อยลงเข้าไปอีก
เย่อวี๋หรานลอบถอนใจ!
ทุกวันกินกันแบบนี้ มิน่าเล่าคนทั้งบ้านในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมถึงได้หน้าเหลืองตัวลีบกันหมด นอกจากจูปาเม่ยแล้วก็ไม่มีใครที่สีหน้าดูได้สักคน
ทุก ๆ วันได้กินแต่โจ๊กเปล่า จะทนทานรับไหวได้อย่างไร?
หากไม่ใช่เพราะในความทรงจำของเย่อวี๋หรานที่บ่งบอกว่าหลี่ซื่อตั้งครรภ์ได้หกเดือนแล้ว ไม่อย่างนั้นด้วยท้องที่นางมองเห็นอยู่ตอนนี้ คงคิดว่าโกหกอย่างแน่นอน
สตรีตั้งครรภ์ผอมแห้งอ่อนแอ เด็กในท้องไม่ได้รับสารอาหารบำรุง ครอบครัวชาวนาแบบนี้ต่อให้มีเพิ่มอีกกี่คนก็เลี้ยงไม่รอด ดังนั้นคนหัวปีจึงคลอดออกมาอย่างอกสั่นขวัญแขวน แต่เลี้ยงกันมาแบบ…
แล้วแต่สวรรค์จะเมตตา
วิธีการที่เจ้าของร่างเดิมกับจูเหล่าโถวยืนหยัดเลี้ยงเด็กทุกคนที่เกิดมาในหมู่บ้านสกุลจูนี้ เกรงว่าคงหาได้ยากยิ่ง
ตรงจุดนี้เย่อวี๋หรานก็อดจะคิดไม่ได้ว่าเจ้าของร่างเดิมผู้นี้มีวาสนาอย่างไรกันแน่ หากบอกว่าวาสนาไม่ดี แต่นางกลับมีลูกชายได้มากถึงเพียงนี้ ถ้าบอกว่าวาสนาดี แต่กลับจนกรอบจนได้กินเพียงโจ๊กเปล่าในทุกมื้อ กินไม่อิ่ม สวมไม่อุ่น แม้แต่ไข่ฟองเดียวยังต้องคิดแล้วคิดอีก
“คนอื่น ๆ ล่ะ?”
“ท่านพ่อพาพวกพี่ชายไปทำนา พี่สะใภ้ใหญ่ไปเก็บหญ้าเลี้ยงหมูบนเขาเจ้าค่ะ” ส่วนใครบางคนที่แอบอู้อยู่ในเรือน หลิวซื่อได้แต่คิดแต่ไม่พูดออกมา
“เอาล่ะ อย่ามายืนโง่อยู่ตรงนี้ เจ้าช่วยข้าติดไฟ ข้าจะทำอาหารเย็นเอง” ย้อนนึกถึงน้ำเสียงเวลาพูดจาของเจ้าของร่างเดิม เย่อวี๋หรานก็พยายามเลียนแบบให้เหมือนเข้าไว้
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
เย่อวี๋หรานยกชามขึ้นมา นางเข้าไปในห้องเพื่อตักแป้งกับรำข้าวออกมาอีกรอบ ยังมีไข่ไก่ห้าฟองและผลไม้ตากแห้งอีกถุงหนึ่ง
หลิวซื่อเห็นแม่สามีหยิบของกินออกมามากขนาดนั้นก็ตกใจ
มากขนาดนั้น จะกินกี่มื้อกัน?
เย่อวี๋หรานไม่สนใจ ครั้นเห็นว่าในครัวมีผักป่าและผักกาดขาวที่ล้างไว้แล้ว แต่ไม่มีหัวไชเท้าจึงถามขึ้น “มีหัวไชเท้าหรือไม่?”
“มีเจ้าค่ะ อยู่ในแปลง”
“เจ้าไปเก็บมาสักหน่อย เอาสิบหัว” เจ้าของร่างเดิมไม่ชอบพูดพร่ำ จึงออกคำสั่งไปตรง ๆ
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
……
ตัดโคนผักกาดขาววางไว้ด้านข้าง เอาใบเขียวมารวมกับผักป่าแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงในชามพักไว้เสียก่อน
น้ำมันเหลือแค่ก้นโถแล้ว แต่ก็ยังพอมีเกลืออยู่บ้าง
เย่อวี๋หรานผสมรำข้าว แป้ง และไข่ไก่เข้าด้วยกันในชามใบหนึ่ง จากนั้นเติมน้ำใส่โถน้ำมันแล้วเทใส่ในชามผสมกัน
นางพบว่าในบ้านไม่มีชามใบใหญ่ที่พอจะใช้ได้ จึงแบ่งผักซอยและแป้งที่ผสมรอไว้แล้วออกเป็นสองส่วน แล้วเอามาผสมกันก่อนครึ่งหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง ตอนที่หลิวซื่อเก็บหัวไชเท้ากลับมาจากข้างนอก ก็เจอสะใภ้ใหญ่หลิ่วซื่อที่ลงมาจากบนเขา
หลิ่วซื่อนอกจากจะแบกตะกร้าที่มีหญ้าเลี้ยงหมูสุมอยู่กองพะเนินแล้ว ด้านหน้ายังแขวนถุงกระสอบใบหนึ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงจะใส่พวกผักป่าและผลไม้ป่าที่พอจะหาได้เอาไว้
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าช่วยท่านเอง” หลิวซื่อรีบรับถุงกระสอบมาจากมือของอีกฝ่าย
“เจ้าเก็บหัวไชเท้าเยอะขนาดนี้ไปทำไม?” หลิ่วซื่อเห็นของที่อยู่ในตะกร้าแล้วก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ
หากนางจำไม่ผิด อาหารเย็นที่แม่สามีสั่งไว้เหมือนจะไม่มีหัวไชเท้านี่นา
“ท่านแม่ให้ข้าไปเก็บมา” หลิวซื่อทราบว่าอีกฝ่ายกำลังสงสัยเรื่องอะไร จึงรีบตอบเสียงแผ่ว
แค่ฟังก็ทราบว่าเป็นคำสั่งของแม่สามี หลิ่วซื่อจึงไม่พูดอะไรอีก
ครั้นพวกนางสองคนกลับมาถึงเรือน เย่อวี๋หรานก็เตรียมทุกอย่างใกล้จะเสร็จแล้ว
“เมียเจ้าใหญ่กลับมาแล้ว? เจ้าเอาหญ้าเลี้ยงหมูไปหั่นแล้วเอาไปให้พวกหมูกิน ส่วนเมียเจ้ารองล้างหัวไชเท้าแล้วเอามาหั่นฝอย”
เย่อวี๋หรานเห็นหลิ่วซื่อตัวก็เล็กเท่านี้ แต่กลับต้องแบกตะกร้าใบเขื่องก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ สตรีในยุคนี้ล้วนเป็นเช่นนี้หรือเจ้าของร่างเดิมโหดเหี้ยมเกินไป ถึงได้ทำให้หลิ่วซื่อมีสารรูปเช่นนี้กันแน่?
แต่นางก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติเพื่อเลี่ยงไม่ให้เผยพิรุธออกไป ทำเพียงเลียนแบบเจ้าของร่างด้วยการออกคำสั่งต่อไปเท่านั้น
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
หลิ่วซื่อวางตะกร้าลง พลิกอ่างไม้ที่พิงไว้ตรงมุมกำแพงให้คว่ำลง แล้วเริ่มหั่นหญ้าเลี้ยงหมู
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ได้ของพวกนี้มาจากบนเขาเจ้าค่ะ” ในขณะที่หลิวซื่อส่งถุงกระสอบมาให้เย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานรับมาเปิดดู พบว่าด้านในนอกจากผักป่าแล้วยังมีผลไม้ป่าด้วย
ในบ้านชาวนาเช่นนี้ ผลไม้ป่าไม่นับเป็นของหายาก แต่สิ่งที่นางแปลกใจก็คือในนั้นยังมีผลไม้สีชมพูชนิดหนึ่ง เมื่อลองชิมดูก็พบว่ามีรสชาติเปรี้ยวอมหวานดังคาด
ก่อนหน้านี้ยังเคยคิดว่าแป้งกรอบที่จะทำนี้มีแค่หัวไชเท้าซอยอาจไม่อร่อยเท่าที่ควร และตอนนี้ก็มีวิธีแก้แล้ว
นอกจากนี้ นางเกรงว่าความชอบของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน จึงไม่คิดจะใส่ผลไม้ลงไปในแป้งหรือหัวไชเท้าฝอยโดยตรง แต่ล้างให้สะอาดแล้วต้มในหม้อใบเล็กเพื่อทำเป็น ‘น้ำเชื่อมผลไม้’ แทน
ที่จริงแล้วน้ำเชื่อมผลไม้ไม่ได้ทำยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ความยากคือการทำให้อร่อย
เนื่องจากมีปัจจัยที่จำกัด นอกจากผลไม้ เกลือ และน้ำแล้ว นางก็โรยแป้งลงไปนิดหน่อย นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว
เพราะนางไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ก็ใครใช้ให้เรือนนี้ไม่มีแป้งข้าวโพดกันล่ะ?
แต่ถึงจะไม่มีก็ต้องหามาใส่ ไม่อย่างนั้นต้มออกมาก็จะเหลวเป็นน้ำ ไม่มีทางข้นได้
น้ำเชื่อมผลไม้ก็ควรจะเหนียว ๆ ข้น ๆ สิ
นอกจากนี้ นางยังกังวลว่าผลไม้ป่าที่คัดออกมาจะมีจำนวนน้อยเกินไป จึงไม่เติมแป้งลงไป เพราะถึงเวลาแล้วก็คงไม่พอกิน
ไม่มีน้ำตาลงั้นหรือ?
เย่อวี๋หรานก็คัดพวกผลไม้ป่าที่มีรสหวานออกมาล้างให้สะอาด คว้านเมล็ดออกแล้วหั่นเต๋า
จากนั้นก็ค่อยเติมน้ำเย็นกับเกลือแช่พักไว้
[1] 1 หมู่ (亩 ไร่จีน) = 666.67 ตารางเมตร