ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 435 ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวง
- Home
- ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ
- บทที่ 435 ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวง
หลังจากที่บรรดาศักดิ์ได้รับการยืนยันแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของตำแหน่งทางการ
สำหรับตำแหน่งทางการนั้น ดูเหมือนฮองเต้จะมีมีความคิดอยู่แล้ว จึงทำการเอ่ยถามออกมาตามตรง
“อู่อันกง ตอนนั้นเราก็ให้เจ้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ชั่วคราวเป็นเวลาสามปี ตามข้อตกลงเราอยากถามว่าเจายังอยากรับตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่? หากเจ้าต้องการเราก็จะให้เจ้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ต่อไป โดยตัดคำว่า ‘ชั่วคราว’ ออก”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ บรรดาขุนนางฝ่ายปกครองต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากเป็นก่อนหน้านี้ หลังจากที่ดินแดนทางใต้ได้รับการปกครองเป็นอย่างดีแล้ว พวกเขาคงไม่ต้องการให้หลี่เตาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ต่อไปอย่างแน่นอน เพราะการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่พวกเขายินดีทำอย่างยิ่ง แต่ในตอนนี้พวกเขากลับอยากให้หลี่เตาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ต่อไป แม้ว่าจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้แล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถจัดการให้คนผู้นี้อยู่ห่างออกไปไกลจากเมืองหลวงได้
หากแก้ไขปัญหาที่ตัวคนไม่ได้ งั้นก็ให้คนผู้นั้นอยู่ห่างไกลจากพวกเขาก็พอ จะได้ไม่ส่งผลกระทบใดต่อพวกเขา
ส่วนทางด้านฮองเต้ยังคงพูดต่อไป
“แต่หากเจ้าไม่ต้องการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ต่อ ก็มีอีกตำแหน่งหนึ่งที่เหมาะสมกับเจ้าพอดี เมื่อไม่นานมานี้ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวงได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หากเจ้าเต็มใจที่จะอยู่ในเมืองหลวง เช่นนั้นเจ้าก็สามารถลองรับตำแหน่งนี้ได้”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง
“ฝ่าบาท ไม่ได้พะยะค่ะ!”
หลี่เตาได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นกง พวกเขายังพออดทนได้ หลี่เตาเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้อย่างเป็นทางการ พวกเขาก็ยังอดทนได้ แต่เมื่อได้ยินเรื่องตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวง พวกเขาก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป
ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวง แม้จะฟังดูเหมือนเป็นเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการเท่านั้น และเมื่อเทียบกับตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ซึ่งเป็นขุนนางขั้นหนึ่งแล้ว มันเป็นเพียงตำแหน่งขุนนางขั้นสามเท่านั้น แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณค่าของตำแหน่งนี้สูงเพียงใด
พูดง่ายๆ ก็คือ หากได้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวงแล้ว ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะสามารถสั่งการผู้คนที่ลงทะเบียนไว้ในค่ายทหารและที่ว่าการทั้งหมดในเขตเมืองหลวงได้ตามใจชอบ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดที่รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยของพระราชวังและเมืองหลวง ไม่มีผู้ใดเหนือกว่า รายงานตรงต่อฮองเต้
กล่าวโดยสรุปคือ หากหลี่เตาได้รับตำแหน่งนี้ พวกเขาก็คงจะไม่มีใครอยู่ได้อย่างสบาย เพราะคนในตำแหน่งเช่นนี้หากคิดจะทำอะไรเพียงเล็กน้อยขึ้นมา สำหรับขุนนางระดับกลางและล่างนั้นก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ขุนนางระดับสูงเองหากยอมจ่ายราคาออกไปบ้างก็สามารถจัดการได้ เว้นแต่ขุนนางระดับสูงสุดเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้วก็ไม่มีใครจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
ดังนั้นพวกเขาจึงรีบออกมาคัดค้านอย่างร้อนรน เพราะรางวัลสองอย่างแรกนั้นไม่ได้คุกคามหรือส่งผลกระทบต่อพวกเขามากนัก แต่อย่างหลังนี้มันกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างแท้จริง
เมื่อเผชิญกับท่าทีคัดค้านของทุกคน ฮองเต้เลือกที่จะเพิกเฉย สายตาของเขามองไปยังหลี่เตาเท่านั้น หากหลี่เตาพยักหน้า ตำแหน่งนี้ก็จะเป็นของเขาเท่านั้น
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าหลี่เตาจะยอมรับทางเลือกที่สองอย่างยินดี ก็เห็นเขาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา แต่กระหม่อมยังคงประสงค์จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ต่อไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างตกตะลึงก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ในชั่วขณะนั้นพวกขุนนางฝ่ายปกครองที่มองดูหลี่เตาก็พบว่าเขาดูน่าพอใจขึ้นมากทีเดียว
ส่วนกลุ่มคนของหยางหลินกลับร้อนใจขึ้นมาแทน โดยเฉพาะหยางหลินที่พยายามขยิบตาส่งสัญญาณให้หลี่เตาอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าให้เขาเปลี่ยนไปเลือกตัวเลือกที่สอง
หากเป็นคนอื่น การเลือกตัวเลือกที่สองย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการรับราชการใกล้ชิดฝ่าพระบาท โดยเฉพาะตำแหน่งระดับสูงเช่นนี้ย่อมมั่นคงและได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับตำแหน่งขุนนางท้องถิ่นแล้ว ยิ่งใกล้เมืองหลวงตำแหน่งก็ยิ่งมั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราชวงศ์ตาเฉียนกำลังรุ่งเรืองเช่นนี้ด้วยแล้ว หากเป็นพื้นที่ชายขอบอย่างชายแดนใต้ที่มีปัญหาเกิดขึ้นเป็นระยะก็มักจะถูกโทษได้ง่าย
แต่หลี่เตานั้นแตกต่างออกไป สิ่งที่เขาแสวงหาไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ ความมั่นคงสำหรับเขาเปรียบเสมือนยาพิษ ด้วยการมีระบบอยู่ สถานที่อันอันตรายที่สุดกลับเหมาะสมสำหรับเขาที่สุด และสถานที่ห่างไกลจากฮองเต้ก็เหมาะสมที่สุดสำหรับการแสดงความสามารถของเขา หากอยู่ในเมืองหลวงทั้งปีจะได้ฆ่าคนสักกี่คนกัน ที่นี่จะมีคนอยู่สักเท่าไหร่เชียว
เมื่อฮองเต้ได้ยินการเลือกของหลี่เตาก็ถึงกับอึ้งไป อดไม่ได้ที่จะถามว่า
“เจ้าแน่ใจหรือ? ต้องการให้เราอธิบายให้เจ้าฟังหรือไม่ว่าตำแหน่งผู้บัญชาการนั้นมีหน้าที่อะไรบ้าง แล้วเจ้าค่อยตัดสินใจใหม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าขุนนางด้านล่างก็ต่างมีสีหน้าซับซ้อน พวกเขาเคยเห็นแต่ขุนนางที่กระตือรือร้น แต่ไม่เคยเห็นฮองเต้กระตือรือร้นเช่นนี้มาก่อน จุดสำคัญคือขุนนางที่ว่ากลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย
หลี่เตาส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรพะยะค่ะ กระหม่อมคิดว่าตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
“เอ่อ…”
ฮองเต้ถึงกับพูดไม่ออกในทันที ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง หากรู้แต่แรกก็คงไม่ถามไป แล้วจัดการให้ไปเลยจะดีกว่า แต่ถึงอย่างไรคำพูดก็ได้หลุดออกจากปากของเขาไปแล้ว เขาไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ สุดท้ายจึงได้แต่พูดอย่างจนใจว่า
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ เจ้าก็จงเป็นผู้ว่าการแห่งดินแดนทางใต้ต่อไปเถิด แต่ว่า…”
ฮองเต้พลันกล่าวขึ้นอีกว่า
“แต่เราได้กล่าวไปก่อนหน้าแล้วว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งคนไปสืบสวนสถานการณ์ที่ดินแดนทางใต้ การพระราชทานรางวัลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเพียงการหารือเท่านั้น ทุกอย่างยังคงต้องรอให้เราส่งคนไปสืบสวนกลับมาก่อน จึงจะสามารถมอบให้เจ้าได้อย่างเป็นทางการ ช่วงเวลานี้เจ้าก็จงอยู่ในเมืองหลวงอย่างสงบเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดแรก ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกคิดว่าเรื่องจะจบเพียงเท่านั้น แต่เมื่อได้ยินคำพูดหลัง ทุกคนก็ชะงักไป การพระราชทานรางวัลยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อนึกถึงท่าทีกระตือรือร้นของฮองเต้ก่อนหน้านี้ พวกขุนนางฝ่ายปกครองก็เริ่มเป็นกังวลอีกครั้ง ส่วนฝั่งของหยางหลินก็ค่อยโล่งอกเล็กน้อย ช่วงเวลานี้หากสามารถทำให้หลี่เตาเปลี่ยนความคิดได้ ทุกอย่างก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาได้
สุดท้ายฮองเต้นึกอะไรขึ้นได้จึงกล่าวขึ้นอีกว่า
“จริงสิ สามปีก่อนเรามอบจวนให้เจ้าหลังหนึ่งมิใช่หรือ? จวนนั้นเหมาะกับตำแหน่งป๋อเท่านั้น แต่ตอนนี้เจ้าได้รับแต่งตั้งเป็นกง จวนนั้นก็ดูไม่เหมาะสมแล้ว หลังเลิกประชุมเจ้าจงรออยู่สักครู่ แล้วเลือกจวนใหม่ให้ตัวเองเถิด”
หลังจากที่การพระราชทานรางวัลแก่หลี่เตาเสร็จสิ้นลง การเข้าเฝ้าตอนเช้าที่ไม่ใช่ช่วงเช้าแล้วก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เมื่อการเข้าเฝ้าสิ้นสุดลง เหล่าขุนนางต่างรีบเร่งแยกย้ายกันไป เพราะการเข้าเฝ้าในครั้งนี้ได้สร้างความตกตะลึงให้พวกเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังที่หลี่เตาแสดงออกมา หรือรางวัลที่ฮองเต้พระราชทานให้แก่หลี่เตา ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่หาได้ยากในเมืองหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อบางคน หากพูดให้รุนแรงขึ้น การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหลี่เตานั้นอาจทำลายสถานการณ์ที่สงบสุขมาหลายปีของเมืองหลวง หรือแม้แต่ราชวงศ์ตาเฉียน
หลังจากที่เหล่าขุนนางแยกย้ายกันไปหมดแล้ว หลี่เตาก็ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ไม่นานนักขันทีผู้หนึ่งก็เดินมาหาหลี่เตา
“ท่านหลี่ ไม่ได้พบกันนาน” ผู้มาเยือนกล่าวเสียงเบา
เมื่อหลี่เตาได้ยินดังนั้นก็มองดูก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น
“ที่แท้ก็เป็นท่านขันทีนี่เอง นานแล้วที่ไม่ได้พบกัน”
ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นขันทีจ้าวอีที่เคยพบหน้าหลี่เตาสองหนนั่นเอง
จ้าวอีหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เรื่องที่เกิดขึ้นในราชสำนักเช้านี้ข้าก็ได้ยินมาแล้ว ขอแสดงความยินดีกับท่านหลี่ด้วย”
“ท่านขันทีกล่าวหนักไปแล้ว”
หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงสนทนากันอีกครู่หนึ่ง จ้าวอีกล่าวว่า
“ท่านหลี่คงต้องขอยุติการพูดคุยไว้เพียงเท่านี้ก่อน ข้ายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ เชิญท่านหลี่ตามข้ามา”