ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 436 เหตุผล
หลังจากเดินตามจ้าวอีไปได้ระยะหนึ่งในวังหลวง ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงด้านหน้าตำหนักแห่งหนึ่ง เมื่อเงยหน้ามอง อักษร ‘ห้องทรงพระอักษร’ ตัวใหญ่ได้แขวนอยู่บนป้ายเหนือศีรษะ
จ้าวอีโค้งตัวกล่าวว่า
“ท่านหลี่ ฝ่าบาททรงประทับอยู่ด้านใน ท่านเข้าไปได้เลย”
“ขอบคุณขันทีที่นำทาง”
หลังหลี่เตากล่าวจบก็ผลักประตูเข้าไปด้วยตนเอง พอหลี่เตาเข้าไปแล้ว จ้าวอีก็ก้มหน้ายกมือปิดประตูอีกครั้ง แล้วยืนนิ่งรออยู่หน้าประตู
เมื่อเข้าสู่ห้องทรงพระอักษร หลี่เตาพลันได้กลิ่นไม้จันทน์ทำให้รู้สึกสดชื่นปลอดโปร่งขึ้นมา หลี่เตาเดินเข้าไปข้างในอีกไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นเขาก็หันไปมองด้านข้าง ร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้กำลังก้มหน้าชงชา ผู้ที่สามารถวางตัวสบายๆ ในห้องทรงพระอักษรได้เช่นนี้ก็มีเพียงฮองเต้เท่านั้น
ฮองเต้ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เขากล่าวว่า
“มาแล้วหรือ นั่งลงเถิด”
จ้าวจงนำเก้าอี้มาวางในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วกลับไปยืนข้างฮองเต้อีกครั้ง
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เมื่อกล่าวจบหลี่เตาก็พยักหน้าให้จ้าวจงแล้วนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ
ครู่ต่อมากาน้ำชาในมือของฮองเต้ก็ชงเสร็จเรียบร้อย หลังจากเปิดฝาดมกลิ่นพยักหน้าอย่างพอใจแล้ว เขาจึงหยิบถ้วยชาใบหนึ่งออกมาแล้วรินชาลงไปเล็กนอย เมื่อมีสัญญาณ จ้าวจงก็ยกถ้วยชาขึ้นแล้วนำไปส่งตรงหน้าหลี่เตา
“ลองชิมดู ไม่ใช่ทุกคนจะได้ดื่มชาของเราได้ง่ายๆ”
ฮองเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน
หลังจากรับถ้วยชามา หลี่เตาก็ดมกลิ่นดู กลิ่นหอมสดชื่นโชยมาทะลุเข้าสู่หัวใจ จากนั้นเขายกขึ้นจิบหนึ่งอึกค่อยๆ กลืนลงไป ในชั่วขณะถัดมาสีหน้าเขาพลันแสดงความตกตะลึง เพียงหนึ่งอึกของชาเขาก็รู้สึกว่าอวัยวะภายในทั้งห้าและหก รวมถึงสมองทั้งหมดตื่นตัวขึ้นมาราวกับได้รับการชำระล้างไปรอบหนึ่ง และเขายังค้นพบว่าชานี้มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย ซึ่งก็มีประโยชน์ต่อสภาพพลังกายของเขาในตอนนี้ด้วย
ดูเหมือนว่าฮองเต้จะสังเกตเห็นความรู้สึกของหลี่เตาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“รู้สึกดีใช่ไหม?”
หลี่เตาพยักหน้า
“พะยะค่ะ”
แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องชานัก แต่เนื่องจากชอบดื่มชาเป็นครั้งคราว จึงมีความสามารถในการชิมชาอยู่บ้าง ชานี้ไม่ธรรมดาเลย
ฮองเต้แนะนำว่า
“ชาโพธิ์พันปี มาจากต้นโพธิ์ที่มีอายุมากกว่าห้าพันปีในวัดโพธิ์โบราณ ทุกปีผลิตได้เพียงห้าชั่ง พวกเขาจะถวายให้ราชสำนักสองชั่ง”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้หลี่เตาก็พยักหน้า
แม้ว่านี่จะเป็นโลกที่มีวิทยายุทธขั้นสูง และมีความเป็นไปได้ที่ยอดฝีมือจะใช้วิทยายุทธละเมิดกฎหมาย แต่เขาเข้าใจดีว่าตาเฉียนต่างหากที่เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุด เพียงแต่มีรัฐเป็นตัวแทนเท่านั้น คล้ายกับสำนักต่างๆ ในยุทธภพ หากต้องการตั้งตัวในตาเฉียนล้วนต้องเอาใจเครื่องจักรแห่งความรุนแรงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เข้าใจว่าการพูดเช่นนี้มีความหมายอะไร เป็นเพียงการอวดอ้างเฉยๆ งั้นหรือ? คงไม่ใช่กระมัง
“ต้องการหรือไม่?” จู่ๆ ฮองเต้ก็เอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เตาพลันชะงักไป หลังจากได้สติกลับมาก็กล่าวว่า
“ฝ่าบาท พระองค์หมายถึง…”
ฮองเต้จิบชาที่ตนเองชงแล้วตอบตามตรง
“หากเจ้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวง เราจะพระราชทานให้เจ้าหนึ่งชั่ง และทุกๆ ปีต่อจากนี้จะเก็บส่วนแบ่งไว้ให้เจ้าด้วย”
หลี่เตา “???”
เขาไม่เคยคิดเลยว่าฮองเต้จะรอเขาอยู่ตรงนี้ แต่ไม่นานเขาก็เริ่มสงสัย ถึงแม้ว่าฮองเต้จะเห็นศักยภาพในตัวเขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีเช่นนี้
แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาจะไม่รับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวงอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่า
“หากเป็นคำขอร้องอื่นๆ กระหม่อมยังพอจะพิจารณาได้ แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวงนั้น ขอปฏิเสธพะยะค่ะ”
เมื่อเห็นว่าตนเองถูกปฏิเสธ สีหน้าของฮองเต้ก็ไม่สู้ดีในทันที หลี่เตามองเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา แต่ไม่ว่าสีหน้าจะไม่ดีแค่ไหน ฮองเต้ก็คงไม่อาจตะโกนสั่งให้ฆ่าเขาเพราะเรื่องนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นถึงจะมีคำสั่งให้ฆ่าเขาเองก็ไม่กลัว อย่าคิดว่าความพยายามของเขาตลอดหลายปีนี้สูญเปล่า
แม้ว่าหากต้องต่อสู้กันจริงๆ เขาอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของราชวงศ์ตาเฉียน แต่ถ้าสู้ไม่ได้ก็หนีได้ ใช้วิธีของพวกคนดินแดนทางใต้ในอดีตหนีไปทางใต้ แล้วพาคนของเขาหลบเข้าไปในเทือกเขาหมื่นลี้ ถึงแม้จะเป็นตาเฉียนแต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฮองเต้ก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
“เจ้าไม่เต็มใจที่จะอยู่ในเมืองหลวงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หลี่เตาย้อนถาม
“กระหม่อมขอถามฝ่าบาท เหตุใดจึงต้องให้กระหม่อมอยู่ในเมืองหลวงด้วยพะยะค่ะ”
ฮองเต้เอ่ยว่า
“หากเราบอกว่าที่จริงแล้วเราก็ทำเพื่อเจ้าเช่นกันละ?”
หลี่เตากล่าว
“ขอฝ่าบาทโปรดตรัสให้ชัดเจนด้วยพะยะค่ะ”
‘เจ้าเด็กนี่…’ หากเป็นขุนนางธรรมดาที่มีท่าทีเช่นนี้ ฮองเต้คงมีโทสะแล้ว แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าหลี่เตา เขากลับพบว่าตนเองดันโกรธไม่ลง
“ช่างเถอะ เราจะบอกเจ้าตรงๆ เลยแล้วกัน”
จากนั้นฮองเต้ก็ค่อยๆ อธิบายเหตุผลที่อยากให้หลี่เตารับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวง
“ประการแรก เราเพียงแค่ต้องการฝึกฝนเจ้า พละกำลังของเจ้านั้นเพียงพอ แต่อำนาจในราชสำนักยังไม่มากพอ แม้จะมีหยางหลินอยู่ แต่ในราชสำนักก็ไม่ได้มีเพียงแค่เขา ยังมีผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าเขาอีกมากมาย ภายนอกเจ้าอาจใช้กำลังคว้าอำนาจได้ แต่ในเมืองหลวงกำลังเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ หากเจ้ายังต้องการจะอยู่ในราชสำนักต่อไปและอยู่อย่างดี ตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ประจำเมืองหลวงก็เหมาะกับเจ้าที่สุดแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เตาก็ถึงกับอึ้งไป
คำพูดเช่นนี้ใครพูดก็ได้ แต่กลับเป็นฮองเต้ที่พูดออกมา มันช่างแปลกพิกลจริงๆ
“ฝ่าบาท พระองค์กำลังให้กระหม่อมสร้างพรรคพวกและหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพะยะค่ะ?”
“สร้างพรรคพวกและหาผลประโยชน์ส่วนตัวงั้นหรือ?” ฮองเต้หัวเราะเบาๆ “หากเราไม่ให้พวกเจ้าสร้างพรรคพวกและหาผลประโยชน์ส่วนตัว พวกเจ้าก็จะไม่ทำเช่นนั้นหรือ? อีกอย่างเจ้าคิดว่าเราตาบอดหรือไร? สภาพราชสำนักเป็นอย่างไรเราจะไม่รู้หรือ ดังนั้นเรื่องพวกนี้จึงไม่สำคัญ มีเจ้าเพิ่มอีกคนก็ไม่มาก ขาดเจ้าไปก็ไม่น้อย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เตาก็พบว่าตนเองประเมินฮองเต้ต่ำเกินไป เขาคิดว่ามีเรื่องราวมากมายที่ฮองเต้องค์ปัจจุบันมองไม่ชัด แต่ตอนนี้เมื่อพิจารณาดูแล้ว นี่ไม่ใช่การมองไม่ชัด แต่เป็นการมองชัดแล้วไม่พูดออกมาต่างหาก แต่คิดดูอีกทีก็สมเหตุสมผล ตราบใดที่ตาเฉียนยังคงมั่นคง สิ่งเหล่านี้สำหรับฮองเต้แล้วล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่กลับเป็นเรื่องดีเสียอีก
ทางด้านนี้ฮองเต้ยังคงพูดต่อ
“ส่วนเหตุผลที่เราบ่มเพาะเจ้า เจ้าจะบอกว่าเราดึงเจ้าเข้าพวกก็ได้ หรือจะบอกว่าเราเห็นคุณค่าของคนมีความสามารถก็ได้ โดยสรุปแล้วเรามีความรู้สึกที่ดีต่อทุกสิ่งที่ไม่ทำลายผลประโยชน์ของตาเฉียน และเป็นประโยชน์ต่อตาเฉียน”
หลังจากพูดสิ่งเหล่านี้จบ ฮองเต้ก็กล่าวต่อทันที
“และเหตุผลที่สอง ความจริงแล้วเราก็ทำเพื่อปกป้องเจ้าด้วย”
“ปกป้องข้าหรือพะยะค่ะ?”
ฮองเต้พูดอย่างเชื่องช้าว่า
“เจ้าแข็งแกร่งเกินไปและมีศักยภาพมากเกินไปด้วย ด้วยวัยเพียงเท่านี้เจ้าสามารถก้าวข้ามเข้าสู่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้ ราชสำนักมีคนมากปากมาก การแสดงออกของเจ้าวันนี้ย่อมปิดบังไม่มิด ภายใต้การเผยแพร่ของผู้ที่มีเจตนา สถานการณ์ของเจ้าจะถูกวางบนโต๊ะมังกรของแคว้นต่างๆ รอบราชอาณาจักรตาเฉียน และเมื่อพวกเขารู้สถานการณ์ของเจ้าแล้ว จะมีเพียงสองความเป็นไปได้ หากไม่พยายามดึงตัวเจ้าไปก็พยายามกำจัดเจ้า หากพวกเขาต้องการดึงตัวเจ้า พวกเขาไม่มีทางทำสำเร็จ ก็เหลือเพียงวิธีที่สองคือพยายามกำจัดเจ้า”
“ไม่มีทางดึงตัวสำเร็จหรือพะยะค่ะ?” หลี่เตาอดถามไม่ได้ “ฝ่าบาท พระองค์เชื่อใจกระหม่อมถึงเพียงนี้เลยหรือพะยะค่ะ?”
ฮองเต้ส่ายหน้า
“ไม่ใช่ว่าเราเชื่อใจเจ้า แต่เราเชื่อใจตัวเราเอง สิ่งที่พวกเขามีเราก็มี สิ่งที่พวกเขาไม่มีเราก็มี แล้วจะดึงคนไปจากตาเฉียนของเรา พวกเขามีคุณสมบัติพอหรือ?”
หลี่เตา “…”