ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 434 แต่งตั้ง
เมื่อมองดูโม่อู๋หมิงที่สิ้นลมหายใจไปแล้วตรงหน้า หลีเต้าก็มือหนึ่งถืองาว อีกมือหนึ่งถือกระบี่ จากนั้นจึงค่อยๆ เดินไปยังตำหนักชั่วคราว เมื่อเห็นหลีเต้าเข้ามาใกล้จาวจงก็สลายม่านพลังที่สร้างไว้ เมื่อมาถึงหน้าตำหนักชั่วคราวแล้ว หลีเต้าก็ประสานมือคำนับฮ่องเต้ก่อน แล้วจึงหันไปมองซุนเซียนที่ยังคงอยู่ในภาวะตกตะลึง
“ขออภัยด้วยท่านซุน ข้าพลั้งมือไปหน่อย ไม่อาจไว้ชีวิตเขาได้”
ซุนเซียนจึงได้สติกลับมา แต่เขาอ้าปากค้างไม่รู้จะพูดอะไร เขาไม่มีความกล้าพอที่จะตอบคำถามของหลีเต้า ในที่สุดเขาก็สามารถฟื้นคืนสติได้ จากนั้นจึงสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ชีวิตและความตายเป็นเรื่องของโชคชะตา ไม่เกี่ยวกับท่านอู่อันป๋อแต่อย่างใด”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” หลีเต้ากล่าวต่ออีก “ข้าไม่ทราบว่าการพิสูจน์ความสามารถครั้งนี้ทำให้ท่านซุนพอใจหรือไม่ หากท่านซุนมีความคิดอื่นใดในภายหลัง ก็สามารถส่งคนมาทดสอบความสามารถของข้าได้ตลอดเวลา ข้าจะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของซุนเซียนก็ยิ่งเขียวคล้ำ แม้แต่โม่อู๋หมิงผู้อยู่ในระดับกึ่งปรมาจารย์ที่สามารถต่อกรกับผู้อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ยังถูกจัดการได้ แล้วเขาจะไปทดสอบอะไรอีก ผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้น ขุนนางในตำแหน่งรองเสนาบดีเช่นเขาไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะได้พบ แม้แต่โม่อู๋หมิงคนนั้นเขาก็ยังต้องอาศัยความสัมพันธ์กับท่านผู้สูงศักดิ์ถึงจะสามารถเชิญตัวมาได้ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปรายงานต่อท่านผู้นั้นอย่างไรดี
เมื่อเห็นซุนเซียนไม่พูดอะไรหลีเต้าจึงเปลี่ยนเป้าหมาย พอนึกถึงก่อนหน้านี้ที่หยางหลินบอกว่าขุนนางฝ่ายปกครองทั้งหมดล้วนมีท่าทีสงสัยในความสามารถการปกครองดินแดนทางใต้ของเขา เขาจึงมองไปยังขุนนางฝ่ายปกครองทั้งหมดแล้วกล่าวขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “บัดนี้ไม่ทราบว่าท่านขุนนางทั้งหลายนั้น ยังมีข้อสงสัยในการปกครองดินแดนทางใต้ของข้าอีกหรือไม่?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมาทุกคนก็ต่างก้มหน้าลงไม่พูดจา เหมือนซุนเซียนแม้แต่ความกล้าที่จะสบตากับหลีเต้าก็ยังไม่มี หากหลีเต้าเป็นผู้ว่าการแห่งดินแดนทางใต้เพียงอย่างเดียว พวกเขาก็อาจจะกล้าแสดงท่าทีขัดแย้งออกมาบ้าง แต่เมื่อมีตำแหน่งนั้นพร้อมด้วยพลังระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว พวกเขาก็ไม่ต้องคิดอีกต่อไป เพราะทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามมากเพียงใดก็ไม่สามารถโค่นล้มผู้ที่มีระดับมหาราชาปรมาจารย์ตั้งแต่อยู่ในวัยยี่สิบปีได้ เพราะต่อให้เอาคุณค่าของพวกเขาทั้งหมดมารวมกัน ก็ยังเทียบกับหลีเต้าเพียงคนเดียวไม่ได้
เมื่อเห็นสถานการณ์ระหว่างหลีเต้ากับเหล่าขุนนางฝ่ายปกครอง ฮ่องเต้จึงกล่าวว่า “อู่อันป๋อไม่ต้องบังคับให้พวกเขาตอบแล้ว ด้วยพลังของเจ้าพวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะสงสัยอีกต่อไป หากเจ้าที่มีพลังเช่นนี้ยังไม่สามารถปกครองดินแดนทางใต้ได้ดีอีก เช่นนั้นเราคงต้องพิจารณาแล้วว่าควรปล่อยให้ดินแดนทางใต้แยกตัวเป็นอิสระหรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลีเต้าจึงไม่พูดอะไรอีก สุดท้ายฮ่องเต้ก็มองดูท้องฟ้าแล้วออกคำสั่งว่า “เอาละ ในเมื่อการประลองสิ้นสุดลงแล้ว ทุกคนก็กลับวังกันเถิด อย่างไรเสียระยะเวลาสามปีที่อู่อันป๋อรับตำแหน่งที่ดินแดนทางใต้ก็ครบกำหนดแล้ว ถึงเวลาที่ต้องพิจารณาความดีความชอบ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฮ่องเต้กลับมานั่งบนบัลลังก์มังกรที่พระที่นั่งไท่เหออีกครั้ง ยกเว้นพวกหลิวหงสามคน ขุนนางทั้งหลายได้ยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบที่เบื้องล่างเหมือนก่อนหน้านี้
“อู่อันป๋อ”
“พะยะค่ะ”
หลีเต้าก้าวออกมาจากแถวขุนนางฝ่ายทหาร ฮ่องเต้แสดงสายตาชื่นชมพลางกล่าวว่า “แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้ส่งคนไปตรวจสอบสถานการณ์การปกครองที่ดินแดนทางใต้อย่างละเอียด แต่เราเชื่อมั่นในความสามารถของเจ้า ดังนั้นตอนนี้เราจะพิจารณาความดีความชอบให้เจ้าล่วงหน้าในท้องพระโรงนี้ บอกมาเถิดเจ้าต้องการอะไร ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล เราจะอนุญาตทั้งหมด”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา สีหน้าของบรรดาขุนนางในท้องพระโรงก็ต่างพากันเปลี่ยนไป อะไรกันที่เรียกว่าอนุญาตทุกอย่างตามความเหมาะสม หากเป็นคนทั่วไปแล้วประโยคนี้ย่อมมีข้อจำกัดมากมาย แต่นี่คือคำพูดของฮ่องเต้ ในฐานะฮ่องเต้นั้นคำพูดที่ออกมาจากปากย่อมเป็นคำมั่นสัญญา คุณค่าของประโยคนี้จึงน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง หากเป็นในยามปกติพวกขุนนางฝ่ายปกครองคงจะต้องกระโดดออกมาคัดค้านฮ่องเต้ที่ให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้ไปแล้ว แต่ขณะนี้ทางฝั่งนั้นกลับเงียบกริบ เพราะตอนนี้หลีเต้ากำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ การกระโดดออกมาก็แทบไม่ต่างอะไรกับการหาทางตาย
เมื่อหลีเต้าได้ยินคำพูดของฮ่องเต้ ในหัวพลันมีความคิดมากมายผุดขึ้น แต่สุดท้ายทั้งหมดก็รวมเป็นคำพูดเดียว “ความดีความชอบของกระหม่อมไม่คู่ควรกับคำชม ขอเพียงแค่แคว้นต้าเฉียนสงบสุขก็พอแล้วพะยะค่ะ”
เมื่อเทียบกับการขอรางวัล หลีเต้าชอบให้คนอื่นมอบให้เองหรือไม่ก็ลงมือคว้ามันมาเองมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นแม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราชสำนักมากนัก แต่ก็พอจะเข้าใจจิตใจของผู้เป็นฮ่องเต้อยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้รู้ถึงชื่อเสียงของฮ่องเต้ เขาก็รู้สึกว่าการไม่ขออะไรเลยดีกว่าการได้รับมากเกินไป
แน่นอนว่าหลังจากได้ยินคำพูดของหลีเต้าแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของฮ่องเต้ก็ยิ่งกว้างขึ้น จากนั้นเขาจึงเอ่ยปากว่า “ตอนนี้ต้าเฉียนสงบสุขเรียบร้อยดี ดังนั้นแล้วอู่อันป๋ออย่าได้เกรงใจเลย สิ่งที่เราพูดเป็นความจริง เจ้าอย่าคิดว่าเรากำลังหยั่งเชิงอะไร”
หลีเต้าประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่มีความต้องการใดๆ”
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของหลีเต้า ฮ่องเต้ก็ลูบเคราที่คางของตนแล้วจากนั้นจึงพูดอย่างเชื่องช้าว่า “ตั้งแต่อดีตกาล ต้าเฉียนมีธรรมเนียมการพิจารณาความดีความชอบและให้รางวัล มีความดีก็ได้รับรางวัล มีความผิดก็รับโทษ ในเมื่ออู่อันป๋อไม่ยอมเอ่ยปากเช่นนั้นแล้ว เจ้าก็อย่าได้โทษเราที่จัดการให้เอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลีเต้าก็ประสานมือคำนับโดยไม่พูดอะไร ฮ่องเต้จึงถือว่าเขายอมรับแล้ว และเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งฮ่องเต้ก็เงยหน้าขึ้นพูดว่า “เจ้าได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้เป็น ‘อู่อันป๋อ’ เมื่อสามปีก่อน แต่วันนี้ด้วยความดีความชอบของเจ้าในชนเผ่าเป่ยหมาน ณ ตอนนั้น แม้แต่ตำแหน่งป๋อก็ยังไม่เพียงพอที่จะเทียบเท่ากับความดีความชอบของเจ้า บัดนี้เจ้าบริหารปกครองดินแดนทางใต้ได้เป็นอย่างดีตลอดสามปีมานี้ ถ้าเรายังกดความดีความชอบของเจ้าไว้ก็น่าละอายแล้ว ดังนั้นตำแหน่งป๋อคงไม่เพียงพอแน่ ถ้าเช่นนั้น…”
จากนั้นฮ่องเต้ได้เอ่ยขึ้นมาหลังจากตัดสินในใจได้แล้ว “อู่อันป๋อหลีเต้า จงรับราชโองการ”
หลีเต้าประสานมือคำนับ “พะยะค่ะ”
“สามปีก่อนเจ้าได้ขยายดินแดนให้ต้าเฉียน สั่งสมความดีความชอบมากมาย สามปีให้หลังก็ได้รับความดีความชอบจากการปกครองดินแดนทางใต้ สมควรได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ เราขอแต่งตั้งให้เจ้าถือครองบรรดาศักดิ์กง ขั้นสามแห่งต้าเฉียน ชื่อตำแหน่งยังคงเดิม”
เมื่อคำพูดของฮ่องเต้จบลง สีหน้าของทุกคนก็พลันเปลี่ยนไปทันที หลายคนมองไปที่ฮ่องเต้ด้วยสีหน้าอยากพูดบางสิ่งบางอย่าง แต่ก็หยุดเอาไว้หลังจากที่ถูกฮ่องเต้มองด้วยสายตาดุดัน พวกเขาก็ดันปิดปากเงียบกันไปทีละคน ทำได้เพียงแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา คันที่จริงแล้วควรจะเป็นทั้งความชื่นชม อิจฉา และเกลียดชัง แต่เมื่อนึกถึงความสามารถของหลีเต้าแล้ว พวกเขาก็พบว่าตนเองไม่อาจเกลียดชังได้เลย และไม่กล้าเกลียดด้วย
ในแถวของขุนนางฝ่ายทหาร หยางหลินที่ยืนอยู่ตำแหน่งค่อนไปทางด้านหน้ามีสีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี ขณะเดียวกันในดวงตายังมีแววของความโล่งใจและความภาคภูมิใจอยู่ โชคดีที่เขายอมรับผูกสัมพันธ์กับหลีเต้าตั้งแต่เนิ่นๆ หากช้าไปอีกสักไม่กี่วันคงได้แต่นั่งเสมอหน้าเสมอตากับหลีเต้าแล้ว
ภายใต้สายตาของทุกคน หลีเต้าพลันเอ่ยปากด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับรางวัลพะยะค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทีไม่หยิ่งยโสและไม่ร้อนรนของหลีเต้า ฮ่องเต้ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วจึงเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “อู่อันกง นับจากนี้เจ้าก็จะเป็นกงที่อายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ต้าเฉียนก่อตั้งแคว้นมา แต่ถึงกระนั้นเราก็หวังว่าเจ้าจะไม่ผ่อนคลายจนหลงลืมจิตใจดังเดิม เพราะกงขั้นสามยังไม่ใช่จุดสูงสุด แม้เราจะไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้เลิศล้ำแต่ก็ไม่ใช่คนที่อิจฉาริษญาผู้มีความสามารถ ตราบใดที่เจ้ายังคงสร้างผลงานต่อไป เราเชื่อว่าเจ้าจะสามารถก้าวไปถึงจุดที่สูงกว่านี้ได้”