ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 451 ผูกมิตร?
หลังจากที่ร่างของเสวี่ยปิงถูกองครักษ์ระดับปรมาจารย์จับแขนทั้งสองข้างเอาไว้ เสียงเย็นชาก็ดังขึ้นข้างหูของเขา
“เจ้าทำให้องค์ชายเสื่อมเสียเกียรติ วันนี้ข้าจะทำลายแขนทั้งสองข้างของเจ้า”
ทันใดนั้นสีหน้าของเสวี่ยปิงพลันเปลี่ยนไปทันที เขาพยายามดิ้นรนสุดกำลังเพื่อที่จะให้หลุดพ้น แต่ระดับเซียนเทียนมีความแตกต่างกับระดับปรมาจารย์อย่างมาก ในขณะที่เสวี่ยปิงกำลังจะได้รับความทุกข์ทรมานอยู่นั้น จู่ๆ องครักษ์ผู้นั้นก็หยุดมือลง เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตูบนบันไดอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงเห็นว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่มีกลุ่มคนปรากฏกายขึ้นที่นอกจวนอู่อันกง ไม่นานนักผู้คนมากมายก็สังเกตเห็นเช่นกัน บรรดาผู้คนที่จำคนกลุ่มนั้นได้ต่างเผยสีหน้าอยากดูความสนุกในทันที เพราะผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหลี่เต้าและคณะนั่นเอง
จ้าวเซียวมององครักษ์ของตนด้วยสีหน้าขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ลงมือ?”
องครักษ์ไม่สนใจนายของตน เขาทําเพียงแค้จ้องมองหลี่เต้าที่อยู่บนบันไดด้วยดวงตาคู่นั้นอย่างแน่วแน่ ทั้งร่างสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุมได้
“ปล่อยคน”
หลี่เต้าเอ่ยปากด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ในชั่วขณะถัดมา องครักษ์ก็ออกแรงผลักเสวี่ยปิงออกไปจากตัวเองอย่างแรง
ยังไม่ทันที่จ้าวเซียวจะถามไถ่อะไร ทันใดนั้นเขาก็เห็นองครักษ์คุกเข่าลงกับพื้น ทั้งร่างหอบหายใจแรง ใบหน้าก็มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาในพริบตา เมื่อครู่นี้ตอนที่เขากำลังจะลงมือ จู่ๆ ก็พลันรู้สึกว่าตัวเองถูกเล็งเป้าด้วยกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัว ภายใต้กระแสพลังนั้น เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงมดปลวกที่เผชิญหน้ากับนักล่าระดับสูงสุด เขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย และยิ่งไม่มีความกล้าที่จะต่อต้าน แต่พอปล่อยคนที่ถูกจับไว้ ความรู้สึกนั้นก็จางหายไป เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้นก็ทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกแล้ว
“เจ้า ทำอะไรของเจ้า?”
เมื่อจ้าวเซียวเห็นคนใต้บังคับบัญชาของตนเชื่อฟังคำสั่งของผู้อื่น สีหน้าเขาก็ดำทะมึนในทันที
“องค์ชาย…” องครักษ์ลุกขึ้นยืนแล้วก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดจา เพราะเขารู้ดีว่าไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“ไร้ประโยชน์!” จ้าวเซียวตบหน้าองครักษ์เต็มแรง ส่วนองครักษ์ก็ได้แต่อดทนไม่กล้าขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่สามารถตั้งสำนักในยุทธภพได้ผู้นึ่ง กลับไม่มีแม้แต่ศักดิ์ศรีต่อหน้าจ้าวเซียว ภาพนี้ทำให้ผู้คนมากมายที่มุงดูอยู่รอบๆ อดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรมาก เพราะท่านผู้นี้คือองค์ชายห้า องค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด
หลังจากระบายอารมณ์กับองครักษ์แล้ว องค์ชายห้า จ้าวเซียวก็เชยหน้าขึ้นมองไปยังหลี่เต้าที่เพิ่งเอ่ยปากไป ในขณะที่ทุกคนคิดว่าจ้าวเซียวจะมีปัญหากับหลี่เต้า สายตาของเขาก็เปลี่ยนทิศทางทันที เบนไปมององค์ชายสาม จ้าวคัง และองค์ชายสี่ จ้าวหย่ง ที่อยู่ด้านข้างแทน แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชาว่า
“พี่สาม พี่สี่ ไม่คิดว่าพวกท่านจะมาเร็วเช่นนี้ แต่พวกท่านควรรู้ว่าบางครั้งการมาเร็วก็ไร้ประโยชน์ ท้ายที่สุดแล้วคนไร้ประโยชน์จะช่วยอะไรได้เล่า”
องค์ชายสามและองค์ชายสี่ที่ถูกกล่าวถึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก คนไร้ประโยชน์อะไรกัน นี่มันชัดเจนว่ากำลังด่าพวกเขาว่าเป็นคนไร้ค่า แต่พวกเขาก็ไม่อาจพูดอะไรได้ พวกเขาอาจใช้สถานะพี่ชายตอบโต็จ้าวเซียวกลับไปต่อหน้าผู้คนมากมายได้ แต่หลังจากกลับไปแล้ว พวกเขาก็คงถูกไทเฮาตำหนิ หรือแม้กระทั่งถูกบางคนคอยจับผิด และคนพวกนั้นก็ไม่สนใจหรอกว่าใครถูกใครผิด เพราะพวกเขาเชื่อฟังแต่จ้าวเซียวเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าจ้าวคังและจ้าวหย่งต่างเงียบกริบ จ้าวเซียวก็แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา พวกองค์ชายสามกับองค์ชายสี่ฉลาดขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย จากนั้นสายตาของเขาก็เบนไปยังอีกด้านหนึ่ง เถียซานเหนียงอยู่
“ซานเหนียง ไม่ได้พบกันนาน หากข้าจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายที่ได้พบเจ้าคือในงานวันเกิดของไทเฮา ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงปฏิเสธการแต่งงานระหว่างพวกเราที่ไทเฮาจัดให้ด้วยความช่วยเหลือของข้า ตระกูลเถียของพวกเจ้าควรจะดีใจมากกว่านี้” จ้าวเซียวกล่าวอย่างเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เถียซานเหนียงจึงส่ายหน้าทันทีแล้วกล่าวว่า
“ไม่เกี่ยวกับองค์ชายห้า เป็นเพราะข้าไม่คู่ควรกับองค์ชายห้าต่างหาก”
“ไม่คู่ควร?” จ้าวเซียวรู้ดีว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร เขากวาดตามององค์ชายสามและองค์ชายสี่ที่ยืนอยู่ด้านข้าง “แล้วคนไร้ประโยชน์สองคนนั้นคู่ควรงั้นหรือ?”
แล้วเขาก็กล่าวต่อทันทีโดยไม่ให้โอกาสจ้าวคังและจ้าวหย่งได้พูด
“อย่าลืมว่าตระกูลเถียของพวกเจ้าได้รับการสนับสนุนจากผู้ใด ระวังให้ดีหากเลือกผิดคน ต่อไปก็จะไม่มีวันยืนขึ้นมาได้อีก แต่ตอนนั้นก็คงไม่ใช่ปัญหาเรื่องคู่ควรหรือไม่คู่ควรแล้ว”
เถียซานเหนียงนิ่งเงียบไม่ตอบ นางไม่พูดอะไรอีก ในที่สุดสายตาของจ้าวเซียวก็กลับมาจับจ้องที่หลี่เต้า
“ดังนั้น เจ้าก็คือท่านอู่อันกงที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าจึงตอบเสียงเบาว่า
“องค์ชายห้ามองคนแม่นยำนัก”
หลังจากมองดูเสวี่ยปิงที่ยืนอยู่ข้างหลี่เต้า จ้าวเซียวก็แค่นเสียงเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“ท่านอู่อันกงรู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้ามาเพื่ออะไร?”
“ขอให้องค์ชายตรัสให้ชัดเจน”
“ท่านอู่อันกง ผู้ที่สามารถทำให้ข้าต้องมาเยือนด้วยตนเองได้นั้นมีอยู่ไม่มาก ดังนั้นวันนี้ข้ามาด้วยความจริงใจ จุดประสงค์ก็เพื่อมาผูกมิตรกับท่าน”
“ผูกมิตร?” หลี่เต้าเอ่ยเสียงเบา “องค์ชาย วันนี้ข้าฉลองการย้ายบ้าน ผู้มาเยือนล้วนเป็นแขกและล้วนเป็นมิตรสหาย หากองค์ชายปรารถนา พวกเราก็เป็นมิตรสหายกันได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งทรนงของจ้าวเซียวก็ปรากฏแววไม่พอใจ
“ข้าไม่ได้ต้องการเป็นมิตรสหายกับเจ้าในลักษณะนี้”
‘ไม่ใช่มิตรสหายแบบนี้? แล้วเป็น…’ จ้าวเซียวกวาดตามองรอบหนึ่ง สายตากรณีตกไปที่องค์ชายสามและองค์ชายสี่ก่อนแล้วเอ่ยว่า
“การเป็นมิตรสหายกับข้า อันดับแรกคือต้องไม่คบหากับคนไร้ประโยชน์”
จ้าวคังและจ้าวหย่งที่ถูกพาดพิงถึงต่างก็ต้องกัดฟันอดทนอีกครั้ง
“และหากเป็นมิตรสหายของข้า ต่อไปก็ต้องเชื่อฟังคำพูดของข้า ทุกการกระทำต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของข้าเป็นหลัก โดยสรุปคือหากเป็นมิตรสหายของข้าก็ต้องยอมให้ข้าเป็นผู้นำ แน่นอนว่าข้าก็จะไม่ทำให้มิตรสหายเสียเปรียบ หากมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ข้าก็จะพิจารณาถึงเจ้าด้วย”
หลังจากได้ฟังคำพูดเหล่านี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ตะลึงงัน ตามความหมายในคำพูดของจ้าวเซียวผู่นี้ จะเรียกว่ามาผูกมิตรที่ไหนกัน ชัดเจนว่าหาคนมาเป็นลูกน้องต่างหาก หลังจากฟังทั้งหมดแล้ว ‘มิตรภาพ’ นี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนมากมาย แต่ผลประโยชน์มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือขนมชิ้นใหญ่ที่เรียกว่า ‘การพิจารณา’
มิตรภาพแบบนี้ก็คงไม่ต่างจากทาสสักเท่าไร เขามองดูสารถีมือหักและองครักษ์ที่โดนตบหน้าข้างกายจ้าวเซียว ไม่รู้ว่า ‘มิตรภาพ’ นี้จะมีระดับสูงกว่าคนสองประเภทนี้หรือไม่ เมื่อได้สติกลับมาทุกคนก็ต่างมองไปที่หลี่เต้า คำพูดของจ้าวเซียวนั้นพูดกับหลี่เต้า จึงไม่รู้ว่าเขาจะตอบอย่างไร
พูดตามตรง หลี่เต้ารู้สึกขบขันอยู่บ้าง เขาคิดว่าองค์ชายที่ทำได้ถึงขั้นองค์ชายสามและองค์ชายสี่ก็นับว่าสุดยอดแล้ว ไม่คิดว่าคนนี้จะมีคนที่เหนือกว่าอีกขั้น ช่างทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ องค์ชายห้าผู้นี้ไม่เพียงแค่ถูกตามใจจนเสียคนเท่านั้น แต่อีกฝ่ายแทบจะถูกยกย่องเชิดชูจนเหนือฟ้าแล้ว โดยเฉพาะท่าทางที่แสดงออกว่าการได้เป็นสหายด้วยนั้นเป็นการเอาเปรียบเขา ทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่าความมั่นใจของเขามาจากที่ใด
เมื่อเห็นหลี่เต้านิ่งเงียบไม่พูดจา จ้าวเซียวจึงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“ท่านอู่อันกง ท่านฟังคำพูดของข้าจบหรือยัง”
“ฟังจบแล้ว”
“แล้วความคิดเห็นของท่านล่ะ”
“ขออภัย ข้าไม่คู่ควร” หลี่เต้าตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา เหมือนกับคำตอบของเถียซานเหนียง