ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 224 ตกใจ
บทที่ 224 ตกใจ
หลังจากฮ่าวหวินแผดเสียง เหล่าเซียนจึงเริ่มรู้สึกตัว พวกเขาต่างตกตะลึงจากการเต้นของฮ่าวอวิ๋น แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ที่อยู่บนบัลลังก์เองก็รู้สึกทึ่งในตัวฮ่าวอวิ๋น
พวกเขาไม่คิดว่าลูกสาวของเขาจะเรียนรู้วิธีเต้นที่ไม่เหมือนใครเช่นนี้ได้
เสียงปรบมือดังขึ้นเหมือนฟ้าร้อง หลังจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่เริ่มปรบมือ เหล่าเซียนก็เริ่มรู้สึกตัว
“ไม่คิดเลยว่าน้องแปดจะเรียนรู้การเต้นรำอันงดงามแบบนั้นได้” องค์หญิงที่สองในชุดสีส้มพูดอย่างปีติ
“นั่นสิ, ต้องให้น้องแปดสอนพวกเราบ้างแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าจะไปแอบเรียนการเต้นดีๆแบบนี้โดยไม่บอกพี่น้องของนางบ้างเลย” องค์หญิงที่เจ็ดในชุดสีม่วงโบกกำปั้นของนาง
“ใช่ใช่ จะปล่อยให้หนีไม่ได้เด็ดขาด” องค์หญิงทั้งเจ็ดแอบประชุมกันอย่างลับๆ ว่าจะให้น้องสาวของพวกนางคายความลับออกมายังไงดี
องค์หญิงที่แปดที่อยู่บนเวที มองการตอบรับของเหล่าเซียนด้วยใบหน้าเป็นสุข นางรู้ว่านางทำสำเร็จแล้ว และหันไปมองที่ฉิงเทียนที่อยู่บนก้อนเมฆด้วยความตื่นเต้น
นางนั้นอยากที่จะบินขึ้นไปและร่วมกันดีใจกับเขา ฉิงเทียนเองก็พยักหน้าให้ฮ่าวอวิ๋นอย่างตื่นเต้นเช่นกัน!
ไม่ ไม่ได้การ เราจะต้องให้องค์หญิงแปดมาสอนให้นางรำของเราเต้นแบบนี้บ้างเสียแล้ว ในเวลานี้หลี่จิ้งมีแต่ความคิดเช่นนี้อยู่ในหัว
ในอดีต หลี่จิ้งเคยคิดมาตลอดว่าการเต้นรำเป็นเรื่องของสตรี ทั้งอ่อนไหวและนุ่มนวล ไม่เหมาะกับให้เหล่าบุรุษได้ชม ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะภรรยาของเขาชื่นชอบการเต้นรำ ที่บ้านของเขาก็คงไม่มีเหล่านางฟ้าที่เชี่ยวการเต้นรำหรอก
และในขณะเดียวกัน ที่แดนสวรรค์นั้นมีเซียนจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบการเต้นรำ แม้หลี่จิ้งจะไม่ชอบใจนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนความคิดจากหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว การเต้นรำนี้ทั้งเข้มแข็ง งดงามและมีความพิเศษ รวมกับชุดแฟชั่นของผู้ชายของฮ่าวอวิ๋นแล้ว ยิ่งทำให้การเต้นนั้นน่าดึงดูดยิ่งนัก
คนที่คิดแบบนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียว เซียนคนอื่นๆที่นั่งดูอยู่ที่นี่ต่างก็คิดแบบนี้เช่นกัน
แน่นอนว่ามีคนเป็นสุขก็ยังมีคนเป็นทุกข์ หั่วเต๋อซิงจวินนั่งอยู่ที่ชั้นสาม ในเวลานี้เกิดความชิงชังขึ้นในใจเขา
การแสดงสองอย่างแรกนั้นก็น่าตกใจแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าวิเศษอะไร การที่ไท่ไป่จินซิงพบการแสดงที่แตกต่างจากเดิมเช่นนี้ได้ คราวนี้ได้ใจของเง็กเซียนฮ่องเต้ไปเต็มๆแน่ ดูเหมือนว่าเขาคงจะหมดโอกาสที่จะเล่นงานเขาเสียแล้ว
หลี่ต้งปินและเหวินชวี่ซิงผู้ที่คลั่งไคล้การเต้นรำก็ได้มองดูฮ่าวอวิ๋นบนเวทีอย่างตื่นเต้น
พวกเขานั้นราวกับได้พบกับแผ่นดินแห่งใหม่ และการเต้นใหม่นี้แตกต่างจากการเต้นโบราณโดยสิ้นเชิง เว้นแต่เง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ที่อยู่ตรงนี้ ตอนนี้ทั้งสองคนอยากที่จะรุดไปที่เวทีแล้วหิ้วพาฮ่าวอวิ๋นกลับบ้านแล้วให้นางเต้นให้พวกเขาดูอีกทีให้ได้
“ข้าเต้นได้ดีเช่นนี้ องค์เง็กเซียนกับเจ้าแม่จะต้องตกรางวัลให้ข้าแน่ๆใช่ไหม?” ฮ่าวอวิ๋นตอนนี้ทำตาโตเป็นประกาย และทำสีหน้าออดอ้อนต่อเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่
เวลานี้ ฉิงเทียนซึ่งนั่งอยู่บนก้อนเมฆ ได้ยินประโยคของฮ่าวอวิ๋นก็ตกใจเกือบจะหล่นจากก้อนเมฆ ที่ไปถามหารางวัลกับเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ กลางงานชุมนุมลูกท้อเช่นนี้ ถึงลูกศิษย์ของเขาเองจะเป็นเซียนก็เถอะ แต่ฉิงเทียนสังเกตเห็นสีหน้าของเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ที่มีท่าทีที่กระวนกระวายใจ
เหล่าเซียนทั้งหลายต่างมองดูฮ่าวอวิ๋นอย่างประหลาดใจ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักตัวตนของฮ่าวอวิ๋น พวกเขามองเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่อย่างสับสน
องค์หญิงทั้งเจ็ดเองก็มองไปทางท่านพ่อและท่านแม่ของพวกนางด้วยรอยยิ้มและพูดในใจ: ก็มีแต่น้องแปดนี่แหละ ที่กล้าทำเช่นนี้
เง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ชะงักไปสักครู่ ก่อนจะมองดูลูกสาวของพวกเขาบนเวทีและถามไถ่ด้วยความใจดี “เจ้าหนู เจ้าสมควรได้รางวัลจากการเต้นรำอันยอดเยี่ยม เจ้าอยากได้อะไรล่ะ?”
ฮ่าวอวิ๋นคิดว่านี่เป็นเวลาที่จะขอพ่อกับแม่ของเขา และจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ว่าแต่จะขออะไรดีล่ะ? นางไม่รู้สึกว่าอยากได้อะไรเลย และนางก็จะเผยตัวตอนนี้ก็คงไม่ได้
ถ้างั้นทำไมไม่ขออะไรให้อาจารย์ล่ะ? อาจารย์ตอนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นเก้า ข้าอยากให้ฮ่องเต้กับเจ้าแม่ทำให้เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสาม เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ เขาจะได้มาเล่นกับข้าได้ทุกวันเลย ฮ่าวอวิ๋นคิดอย่างตื่นเต้น
ฮ่าวอวิ๋นจึงได้เดินเข้าไปหาเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ และไปใกล้ที่บัลลังก์ก่อนจะกล่าว “สุภาพบุรุษพูดแล้วไม่คืนคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่าบาทที่เป็นถึงจักรพรรดิ คำพูดของท่านถือเป็นเด็ดขาด ข้าอยากให้ท่านสัญญาว่าจะให้ในสิ่งที่ข้าขอทุกประการ”
มองดูลูกสาวของพวกเขาพูดกระมิดกระเมี้ยนโดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่ต่างก็มองหน้ากัน รู้เลยว่าลูกสาวเขามีความคิดพิเรนทร์ๆ อีกแล้วแน่ๆ ทั้งคู่ยิ้มให้กันก่อนที่เง็กเซียนจะตอบกลับ “ตราบเท่าที่เจ้าไม่ขอเกินตัวเกินไป ข้าและเจ้าแม่ก็ยินดี”
ณ ตอนนี้ เหล่าเซียนมองดูฮ่าวอวิ๋นด้วยความอิจฉา พวกเขาไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของฮ่าวอวิ๋น รู้แค่ฮ่องเต้และราชินีตอบตกลงคำขอของเขา
“ท่านช่วยทำให้อาจารย์ของข้าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสามได้ไหม?” ฮ่าวอวิ๋นขออย่างตรงไปตรงมา
เซียนทุกคนยิ่งตื่นตระหนก มีคนที่อยากได้ตำแหน่งโดยตรงแบบนี้ด้วย
หั่วเต๋อซิงจวินได้ที ไม่คิดว่าไท่ไป่ซิงจินจะไปหาเอาเด็กที่เอาแต่ใจเช่นนี้มา เขาจึงได้โอกาสลุกขึ้นยืนและดุด่าว่ากล่าว “เจ้าเด็กน้อย ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เจ้ากล้าดียังไง?”
“ไม่เป็นไร หั่วเต๋อซิงจวิน ให้เขาพูดให้จบก่อน” เห็นหั่วเต๋อซิงจวินตำหนิลูกสาวของตน เจ้าแม่หวังหมู่รู้สึกไม่พอใจทันที
หั่วเต๋อซิงจวินไม่คิดว่าเจ้าแม่หวังหมู่จะไม่โกรธ และจะประธานยศให้เด็กคนนี้จริงๆ เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน! หั่วเต๋อซิงจวินรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
“เจ้าอยากให้อาจารย์ของเจ้าได้ตำแหน่ง? อาจารย์ของเจ้าคือใคร? บนสวรรค์นี่ไม่ใช่ที่ที่ ใครก็ได้จะเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ได้ และเจ้ารู้ไหมว่าเจ้าหน้าที่ระดับสามนั้นเป็นอย่างไร?” เง็กเซียนฮ่องเต้ถามกลับ ลูกสาวของเขาไม่รู้อะไรเลยงั้นหรือ?
ฮ่าวอวิ๋นส่ายหน้าแล้วถาม “ เจ้าหน้าที่ระดับสามนี่ใหญ่โตมากหรือ? ไท่ไป่จินซิงก็ระดับสามไม่ใช่เหรอ ทำไมอาจารย์ของข้าถึงยังอยู่ระดับเก้าอยู่”
“อาจารย์ของเจ้ายังเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเก้าอยู่งั้นรึ?”เง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ถามอย่างจริงจัง
ลูกสาวของพวกเขามีอาจารย์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ทำไมถึงไม่รู้เลย แถมยังเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเก้าอีก แล้วเขาสอนอะไรให้กับลูกสาวของเรา ถึงตรงนี้ เจ้าแม่หวังหมู่ที่อยากปกป้องลูกเริ่มไม่ค่อยพอใจ
แต่เหล่าเซียนข้างล่างต่างคิดว่านี่เป็นเรื่องตลก มองไปทางฮ๋าวอวิ๋น คิดว่าน่าจะเป็นพวกบ้านนอก เขากล้าแม้กระทั่งขอตำแหน่งจากเง็กเซียนฮ่องเต้ แถมยังเป็นระดับสาม เจ้าหน้าที่ระดับสาม นั่นคือตำแหน่งสำหรับผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อสวรรค์เชียวนะ!
มาถึงตรงนี้ ฉิงเทียนที่อยู่บนก้อนเมฆรู้สึกอยากตายให้พ้นๆไปมาก ไปขอแบบนั้นได้ยังไงเล่า! แค่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับเก้านี่ก็โชคดีจะแย่แล้ว ยังจะไปขอระดับสามอีก อย่าหาเรื่องให้เซ่ฮ่าวอวิ๋น!
“โอ้ สวรรค์! เอาเจ้าเด็กผีนี่ออกไปที ไปกล้าขออะไรแบบนั้น!“
ณ เวลานี้ ไท่ไป่จินซิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้พูดแนะนำ “ฝ่าบาท, ผู้ที่องค์หญิงแปดเรียกว่าอาจารย์นั้นก็คือฉิงเทียนนั่นเองขอรับ”
“แล้วทำไมเขาถึงมาเป็นอาจารย์ของลูกแปดได้?” เจ้าแม่ถามด้วยน้ำเสียงไม่ยินดีเท่าไหร่นัก
“องค์หญิงแปดเรียนรู้วิธีเต้นนี้จากฉิงเทียน นางจึงมักจะเรียกเขาว่าอาจารย์” แล้วไท่ไป่จินซิงก็เล่าเรื่องของฉิงเทียนกับฮ่าวอวิ๋นตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน
เจ้าแม่หวังหมู่ยิ้ม โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินว่าตอนที่ฮ่าวอวิ๋นเจอฉิงเทียนครั้งแรก ก็เล่นงานเขาด้วยสายฟ้าทมิฬเสียแล้ว สมแล้วที่เป็นลูกสาวคนที่แปดของนาง
“เอาเถอะ, อย่าให้ลูกแปดทำอะไรพิเรนทร์ๆไปมากกว่านี้เลย ให้นางกลับไปก่อน ส่วนเรื่องรางวัลไว้เดี๋ยวมาคุยกันอีกทีหลังจบงานชุมนุมลูกท้อก็แล้วกัน” เง็กเซียนฮ่องเต้กล่าว
“ทราบแล้วฝ่าบาท ข้าจะเกลี้ยกล่อมองค์หญิงแปดให้กลับไปก่อน” ไท่ไป่จินซิงตอบกลับไป
ฮ่าวอวิ๋นเห็นท่าทีของคนอื่นๆก็เข้าใจได้ทันทีว่าคำขอของตนนั้นมากเกินไป นางก็พยักหน้าแล้วบินกลับไป
เวลานี้ เหล่าเซียนเห็นฮ่าวอวิ๋นบินจากไป ต่างก็พากันหัวเราะ
“เจ้าเด็กนี่แย่มากไปแล้ว ที่ไปขออะไรแบบนั้นน่ะ?” เซียนที่อิจฉาคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“ใช่ๆ, ถ้าขอแค่เรื่องเล็กน้อย ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้กับเจ้าแม่หวังหมู่ก็คงจะประธานให้แล้ว แต่กลับเล่นขอตำแหน่งตรงๆแบบนี้” พวกเซียนพูดกันเบา ๆ
ทว่า ฉิงเทียนถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เห็นเง็กเซียนฮ่องเต้ไม่ลงโทษฮ่าวอวิ๋น
ไท่ไป่จินซิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเยี่ยงแม่ทัพฮองตง “สำหรับรายการต่อไปคือการโต้คารม เรื่องรอดจากปากเสือ”
ไท่ไป่จินซิงพูดจบ เซียนทั้งหลายก็เลิกหัวเราะ แล้วค่อยๆ กลับมาจับจ้องที่เวทีกันทีละคน
เป็นเวลานานมากแล้วที่งานเลี้ยงลูกท้อนั้นจะทำให้พวกเขาคาดหวัง ที่ช่างสวยงามและเพลิดเพลินเช่นนี้