ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 82 เงื่อนงำใหม่
บทที่ 82 เงื่อนงำใหม่
“หืม มีคนที่แท็กชื่อฉันมาด้วย!” จ้าวเมิ่งเหยานอนอย่างขี้เกียจบนเตียง ก็ไล่เปิดดูเพจของเธอในเวยป๋อ
จากนั้นเธอก็กดเข้าไปดูวิดีโอที่เธอถูกแท็กมา ยิ่งเธอดูมากเท่าไรเธอก็ยิ่งตกใจมากขึ้น “นี่มันผู้ชายที่อยู่บนเครื่องบินไม่ใช่เหรอ? ไม่นึกเลยว่าวิชาฝังเข็มของเขาจะเก่งขนาดที่ใช้เข็มเงินฝังเข้าไปในหัวได้” แล้วมือของเธอก็ได้กดปุ่มไลค์ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
“จ้าวเมิ่งเหยากดไลค์ให้ฉันในเวยป๋อด้วยล่ะ!” ตำรวจสาวคนนั้นก็ตะโกนอย่างยินดี จากนั้นเธอก็ได้แอบออกไปดูและพบว่าไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำจึงได้ลูบอกของเธออย่างกลัวๆ
ด้วยการกดไลค์ของจ้าวเมิ่งเหยาในเวยป๋อนี้ ได้ทำให้กลายเป็นเรื่องระเบิดเถิดเทิงในเวยป๋อทันที! เดิมที จ้าวเมิ่งเหยาก็ได้ส่งคลิปของฉิงเทียนช่วยเหลือคนบนเครื่องบินลงเวยป๋อก็ได้ทำให้มีคนที่ออกตามค้นข้อมูลของฉิงเทียนอยู่แล้ว
แต่โชคยังดีที่ จ้าวเมิ่งเหยานั้นได้ทำการเซนเซอร์หน้าของฉิงเทียนเอาไว้ก่อนที่จะอัปขึ้นเวยป๋อ ทำให้ทุกคนไม่สามารถตามหาเขาพบได้ ในตอนนั้นจ้าวเมิ่งเหยาก็ได้พบกับคอมเมนท์มากมายในเวยป๋อที่บอกให้นางฟ้าโพสต์คลิปแบบที่ไม่เซ็นมาให้บ้าง
แต่ในคราวนี้ตอนที่ตำรวจสาวนั้นได้โพสต์คลิปนี้ขึ้นไปโดยที่ไม่ได้ใส่เซนเซอร์ ก็ได้ทำให้ใบหน้าของฉิงเทียนนั้นถูกเปิดเผยขึ้นมาในโลกอินเทอร์เน็ตทันที เมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของฉิงเทียนที่กำลังทำการฝังเข็มด้วยใบหน้าที่จริงจังแล้ว ไม่รู้เลยว่ามีหญิงสาวมากมายขนาดไหนที่หลงใหลฉิงเทียนในทันที
และผลคือ 30 นาทีต่อมา ก็ได้เกิดประเด็นร้อนขึ้นมาในเวยป๋อ: หมอหนุ่มอัจฉริยะ
“ว้าว หล่ออย่างกะเทพบุตรแน่ะ” พลเมืองเครือข่ายสาวโพสต์เอาไว้
“ใช่ ดูหล่อยิ่งกว่าดาราชายบางคนเสียอีก” พลเมืองเครือข่ายอีกคนกล่าว
“ฉันขอประกาศว่าเขาคนนี้คือสามีของฉัน” มีพลเมืองเครือข่ายอีกคนโพสต์ขึ้นมา
“สามีของฉันต่างหากล่ะย่ะ…..”
“สามีของฉันต่างหาก…..”
ด้วยเหตุนี้ ฉิงเทียนจึงได้กลายเป็นสามีของชาติไป แน่นอนว่านอกจากจะมีพลเมืองเครือข่ายสาวแล้วก็ยังมีพลเมืองเครือข่ายชายออกมาโพสต์ด้วย
“ทั้งหล่อแล้วยังมีเก่งเรื่องการรักษาคนอีก คนธรรมดาอย่างพวกเราจะอยู่ได้ยังไงเนี่ย?”
“นั่นสิ พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรม”
“ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไมนางฟ้าเมิ่งเหยาถึงได้เซนเซอร์หน้าของเขาเอาไว้ เธอจะต้องชอบเขาแน่ๆเลย”
“อ๊าก! นางฟ้าของฉันกำลังสั่นคลอน”
“ทำไมไม่ใช่ผม ทำไมไม่ใช่ผม”
มองดูคอมเมนท์เหล่านี้บนโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว โดยฉพาะคนที่บอกว่าเธอชอบฉิงเทียนนั้น จ้าวเมิ่งเหยาก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงออกมา “ใครชอบเขากัน คนพวกนี้พูดพล่อยๆแบบนี้ได้ยังไงกันเนี่ย?”
“แต่เขาก็ทั้งหล่อและยังเก่งเรื่องการรักษาคนด้วยล่ะนะ แถมยังเป็นคนที่มีความรับผิดชอบดีอีกด้วย” จ้าวเมิ่งเหยาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเขา
“อ๊า….จ้าวเมิ่งเหยา นี่เธอคิดอะไรของเธออยู่เนี่ย” เหล่าชาวพลเมืองเครือข่ายคงไม่รู้ว่านางฟ้าของพวกเขานั้นกำลังคิดถึงเขาอยู่จริงๆ
แต่ทว่าก็ยังมีกลุ่ม*คนกินแตงโมอยู่ด้วย ซึ่งพวกเขานั้นไม่รู้เลยว่าความสามารถด้านการรักษาคนของฉิงเทียนนั้นเก่งกาจมากขนาดไหน (*คนกินแตงโม หมายถึงกลุ่มคนที่เอาแต่ดู แต่ไม่ได้รู้ความจริงหรือทำอะไรสักอย่าง)
โดยเฉพาะเหล่าพลเมืองเครือข่ายที่อิจฉาฉิงเทียนก็ได้พูดขึ้นมา “วิชาอย่างการฝังเข็มเนี่ยยังใช้การได้อยู่อีกเหรอ? ตอนนี้ก็ใช้แต่วิชาแพทย์แผนตะวันตกกันแล้วทั้งนั้น”
แต่ก็มีกลุ่มคนที่ชื่นชมเขาออกมาแก้ต่างให้
“วิชาแพทย์แผนจีนน่ะมันคือแก่นแท้ของวัฒนธรรมจีนเลยนะ อย่างพวกแกจะไปรู้อะไร?”
แล้วก็มีพลเมืองเครือข่ายคนหนึ่งออกมาพูด “หมอแผนจีนโบราณน่ะสามารถรับรู้ถึงสภาพของคนไข้ได้ด้วยแค่การจับชีพจรเองนะ”
“ใช่ ฉันคิดว่าอย่างแรกที่แพทย์แผนตะวันตกทำตอนที่ไปโรงพยาบาลน่ะคือการให้ไปทดสอบด้วยเครื่องต่างๆ แล้วต่อให้ไม่พบอะไรก็ต้องเสียเงินไปเป็นพันแล้ว!”
แล้วชายคนนั้นที่มองดูผู้คนกำลังโต้เถียงเขาอยู่นั้น ก็เกิดความไม่พอใจและพูดขึ้นต่อ “แพทย์แผนตะวันตกให้เข้ารับการทดสอบต่างๆก็จริง แต่ก็ทำให้รู้ถึงอาการป่วยของพวกคุณชัดเจนมากขึ้นยังไงเล่า แล้วอย่างที่ชายคนนี้ทำ เอาเข็มปักเข้าไปในหัวของคุณน่ะ เป็นฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก!”
อ่านจากที่เขาพิมพ์มา พลเมืองเครือข่ายก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เพราะว่าเขานั้นเชื่อถือแพทย์แผนตะวันตกโดยสนิทใจไปแล้ว ต่อให้พวกเขาจะโต้เถียงอะไรกับเขาไปเขาก็จะปฏิเสธอยู่ดี
แต่ว่าก็ยังมีแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตก็กำลังตามเรื่องนี้อยู่
คนคนนั้นคือผู้ที่ศาสตราจารย์แพทย์แผนจีนโบราณของมหาวิทยาลัยจิงตูที่กำลังดูเวยป๋อและพูดออกไป “ผมต้องรับหน้าที่อธิบายให้พวกคุณฟังหน่อยว่าวิธีการฝังเข็มที่ชายผู้นี้ใช้ในคลิปวิดีโอนี้สามารถเรียกได้เลยว่าซับซ้อนมาก แน่นอนว่าแม้แต่แพทย์แผนตะวันตกก็ยังสู้ไม่ได้!
คนคนนี้เป็นแพทย์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงมากในเวยป๋อ และคนส่วนใหญ่ก็เชื่อเขา แต่ก็ยังมีคนที่ออกมาค้านอยู่ดี
“ใช้เพียงแค่ไม่กี่เข็มก็บอกว่าดีกว่าแพทย์แผนตะวันตกแล้วเหรอ? ฉันไม่ยอมรับหรอกนะ”
แล้วก็มีคนที่เห็นด้วยตามมา
ณ ห้องทำงานห้องหนึ่งในมหาวิทยาลัยจิงตูแผนกแพทย์แผนจีน มีศาสตราจารย์อายุ 50 ปี ที่กำลังมองดูข้อความในเวยป๋อด้วยความโกรธก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างขมขื่น “อ๊า อย่างพวกแกจะไปรู้อะไรกับแก่นแท้ของวิชาแพทย์แผนจีนโบราณกัน? สงสัยวันนี้ฉันคงจะต้องอธิบายให้พวกเขาได้เข้าใจถึงแก่นของวิชาฝังเข็มซะแล้ว”
ดังนั้นเขาจึงได้ลงมือพิมพ์ลงไป: “ชายที่อยู่ในคลิปนั้นได้ใช้เข็มฝังลงไปที่สมองคน พวกคุณเคยเห็นวิชาแพทย์แผนตะวันตกกล้าใช้เข็มทิ่มลงไปที่สมองคนแบบนี้ไหม และก็ยังไม่มีเครื่องมืออะไรเลยด้วย เพราะสมองของมนุษย์นั้นเป็นส่วนที่ลี้ลับมากที่สุดของมนุษย์ สมองนั้นมีจุดฝังเข็มอยู่หลายร้อยจุด ซึ่งแต่ละจุดก็ส่งผลแต่ต่างกันออกไป ผมมั่นใจว่าคนคนนี้นั้นคงจะสามารถจำตำแหน่งของจุดฝังเข็มของมนุษย์ได้จนขึ้นใจ และไม่เพียงแต่เขาจำเป็นต้องจำได้จนขึ้นใจแล้วการใช้เข็มของเขาก็ยังสุดยอดมากอีกด้วย
เช่นเดียวกันวิชาแพทย์แผนตะวันตก การจะจดจำเทคนิคการแพทย์ทั้งหมดได้นั้น ต่อให้ใช้เวลา 7-8 ปีในการเฝ้าดูเขา คุณก็ยังไม่สามารถทำไม่ได้ ผมสามารถพูดได้เลยว่าวิชาการแพทย์แผนโบราณของเขานั้นเก่งเกินกว่า 90% ของผู้ฝึกวิชาแพทย์แผนจีนในประเทศจีนไปแล้ว ถ้าเขาอยากที่จะมาที่มหาวิทยาลัยของเรา ผมยอมยกตำแหน่งศาสตราจารย์ของผมให้เขาเลย และผมจะไปเป็นผู้ช่วยของเขาแทน
เพราะการฝังเข็มของฉิงเทียน ได้ทำให้โลกอินเทอร์เน็ตเกิดความคึกคักขึ้นมา ในขณะที่คนที่อยู่จุดศูนย์กลางของเรื่องอย่างฉิงเทียนนั้นกำลังไม่รู้เรื่องอะไรเลย
อารมณ์ของฉิงหยูนั้นค่อยๆสงบลงอย่างช้าๆภายใต้การปลอบของฉิงเทียน
“เสี่ยวหยู พอจะบอกพี่ได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” ฉิงเทียนถามเขาอย่างเป็นห่วง โดยมีผู้กองหลงอยู่ใกล้ๆเขาและอยากที่จะรู้ในสิ่งที่ฉิงหยูจะพูดด้วย
ฉิงหยูที่กำลังสั่นกลัวก็ได้พูดขึ้นมา “ผมไม่รู้ ผมรู้แค่ว่าตอนที่ผมกำลังคุยอยู่กับโจ้วป๋ออยู่ในห้องคืนนั้น จากนั้นพวกเราทั้งคู่ก็หิวน้ำจึงได้คิดที่จะไปหยิบขวดน้ำไปเติมน้ำ เดิมทีแก้วน้ำนั้นมันเป็นของผมซึ่งมันซึ่งมีน้ำเหลืออยู่หน่อยในแก้ว แต่โจ้วป๋อบอกว่าเขาหิวน้ำมาก ผมจึงได้ยกแก้วนั้นให้เขาดื่มก่อน”
“แต่ผมไม่คิดเลยว่า…..” จากนั้นมือของฉิงหยูก็เริ่มสั่น ฉิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อมองเห็นท่าทีของฉิงหยู แต่เขาก็ยังต้องให้ฉิงหยูพูดต่อไป ไม่อย่างนั้นเขาจะเก็บเอาเรื่องนี้มาคิดในใจ แล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาจะไม่มาสามารถก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ตลอดชีวิต
“เสี่ยวหยู ไม่เป็นไรแล้ว พี่อยู่ที่นี่ แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ?”
“จากนั้นโจ้วป๋อก็ดื่มน้ำในแก้วของผมเข้าไป แล้วจากนั้นพวกเราก็คุยกันต่อสักพัก แล้วในตอนนั้น…โจ้วป๋อ เขา…เขา… เขาทรุดลงไปต่อหน้าผม”
“ไม่ว่า…ไม่ว่าผมจะเรียกเขาอย่างไร เขาก็ไม่ได้ยินผมเลย” แล้วฉิงหยูร้องไห้ออกมาทำให้เขาพูดได้ไม่ต่อเนื่อง
พอถึงตรงนี้ฉิงเทียนก็ได้เข้าใจว่ามีคนที่พยายามจะฆ่าน้องชายของเขา แต่กลายเป็นว่าฆ่าโจ้วป๋อโดยไม่ได้ตั้งใจ โจ้วป๋อนั้นตายแทนน้องชายของเขา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉิงเทียนก็คิดขึ้นมา “มีคนที่อยากจะฆ่าน้องชายของเรา ไม่ว่ามันจะเป็นใครจะฆ่ามันให้ตาย ทำให้มันรู้สึกว่าตายเสียยังดีกว่าอยู่” มองดูท่าทีของฉิงหยู ฉิงเทียนก็ได้พยายามเก็บกดความรู้สึกอยากฆ่าของเขาเอาไว้
แล้วผู้กองหลงที่อยู่ใกล้ๆพวกเขานั้นตาของเขาก็ได้ฉายแสงออกมา เขานั้นได้เงื่อนงำใหม่มาจากฉิงหยูซึ่งยังไม่มีใครพูดมาก่อน
เขาจึงอดไม่ได้ที่จะคิด: ดูเหมือนว่าคดีนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิดซะแล้ว แล้วจากนั้นเขาก็เดินออกไปจากห้องแล้วกลับไปที่ห้องคดี
“ทุกคนมารวมกันที่นี่…” ผู้กองหลงตบมือของเขา “ผมเพิ่งได้เงื่อนงำใหม่มา ฉิงหยูได้พูดออกมาแล้วว่าแก้วน้ำใบนั้นเป็นของเขา นั่นหมายความว่าฉิงหยูต่างหากที่เป็นคนที่จะถูกวางยาพิษ”
“จากการให้การของฉิงหยู แสดงว่าโจ้วป๋อนั้นตายแทนฉิงหยูอย่างนั้นเหรอครับ?” ตำรวจคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“ใช่ ถ้าที่ฉิงหยูพูดมานั้นเป็นความจริง ที่คุณพูดมาเมื่อกี้ก็ถูกต้องเลย เอาล่ะตอนนี้ทุกคนช่วยกันไปสืบมาให้ได้ว่าใครบ้างที่เป็นศัตรูของฉิงหยู”