วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 80 กายาสูงสุดสำแดงเดช!
บทที่ 80 กายาสูงสุดสำแดงเดช!
เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังปนตำหนิของเมิ่งฝาน หลี่เสวี่ยโหรวก็มิอาจโต้แย้งสิ่งใดได้อีก นางจึงจำใจเก็บแก่นอสูรนั้นลงกระเป๋าไปอย่างว่าง่าย
เมิ่งฝานเหล่ตามองหลิวเยียนผิงพลางเอ่ยดักคอ “เจ้าเองก็มิต้องน้อยใจไป หากพวกเราล่าแก่นอสูรชั้นสูงเม็ดถัดไปได้ ข้าจะยกมันให้เจ้าเป็นคนถัดไป”
“พูดจาเลอะเทอะ! ทำราวกับข้าเป็นสตรีขี้อิจฉาไปได้” หลิวเยียนผิงจ้องมองเมิ่งฝานด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อยที่ถูกรู้ทันความคิด
เมิ่งฝานมิได้ต่อปากต่อคำ เขาล้วงเอาแก่นอสูรกระทิงที่เก็บได้ก่อนหน้านี้โยนให้หลิวเยียนผิงทันที นางตั้งท่าจะปฏิเสธตามมารยาท ทว่าเมื่อปะทะกับสายตาอันเยือกเย็นและดุดันของชายหนุ่ม คำพูดเหล่านั้นก็พลันถูกกลืนลงคอไปในพริบตา นางรีบเก็บแก่นอสูรไว้กับตัวโดยมิปริปากบ่นอีกแม้แต่คำเดียว
เมื่อเห็นว่าดรุณีทั้งสองเลิกเกรงใจจนเสียเวลา เมิ่งฝานจึงเผยสีหน้าพึงพอใจออกมา “เดินหน้าต่อเถอะ เวลาไม่คอยท่า”
บัดนี้ เมิ่งฝานดูจะกระตือรือร้นกว่าใครเพื่อน เพราะความปรารถนาที่จะขัดเกลา “กายาสูงสุด” ให้บรรลุขั้นถัดไปนั้นกำลังเดือดพล่านอยู่ในอก
ผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูป ทั้งสามพลันหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏร่างของศิษย์ซู่ซันผู้หนึ่งที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ถูกอสูรกระทิงสามตนล้อมกรอบจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง
“นั่นศิษย์พี่หวัง หวังจิ่วหยวนนี่นา!” หลิวเยียนผิงอุทาน
หวังจิ่วหยวนผู้นี้คือศิษย์ฝ่ายในระดับแนวหน้าของซู่ซัน ฝีมือกะเก็งคร่าว ๆ น่าจะติดอันดับยี่สิบถึงสามสิบของรุ่น แม้แต่หลี่เสวี่ยโหรวที่เพิ่งเลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักมินานก็รู้จักมักคุ้นกับเขาเป็นอย่างดี
“เจ้านี่เดินสายเดี่ยวแต่กลับซวยซ้ำซวยซ้อน ถูกอสูรรุมถึงสามตน ช่างโชคร้ายเหลือเกิน” เมิ่งฝานส่ายหัวพลางวิพากษ์วิจารณ์
“พวกเราควรเข้าไปช่วยเขาดีหรือไม่?” หลิวเยียนผิงหันมาขอความเห็น
โดยที่มิทันได้ตั้งตัว เมิ่งฝานได้กลายเป็น ‘ศูนย์กลางการตัดสินใจ’ ของกลุ่มสามสหายนี้ไปเสียแล้ว สำหรับเสวี่ยโหรวนั้นนางเชื่อฟังพี่ชายเป็นทุนเดิม ส่วนเยียนผิงที่เคยถูกเมิ่งฝานเคี่ยวกรำสั่งสอนมาก็ตระหนักดีว่าปัญญาและฝีมือของชายหนุ่มผู้นี้ล้ำลึกเพียงใด ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใด ทั้งคู่จึงมักจะรอฟังคำชี้ขาดจากเขาก่อนเสมอ
“แม้อสูรกระทิงสามตนจะดูน่าเกรงขาม แต่ด้วยฝีมือของหวังจิ่วหยวน แม้จะตึงมือไปบ้างทว่าเขาก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาเอาชนะได้” เมิ่งฝานวิเคราะห์สถานการณ์อย่างเลือดเย็น
“หากปล่อยไว้เขาคงสังหารพวกมันได้ทั้งหมด แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยรอยแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังนั้น การจะสอดมือเข้าไปยุ่งหรือไม่ เราต้องถามความสมัครใจของเขาก่อน”
เขาสำทับต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากพวกเราวู่วามพุ่งเข้าไปช่วยโดยมิบอกกล่าว เขาอาจจะมองว่าเราจ้องจะ ‘ชุบมือเปิบ’ แย่งชิงผลงานและแก่นอสูรของเขาไป ถึงยามนั้นนอกจากจะเหนื่อยฟรีแล้ว ยังอาจจะได้ศัตรูเพิ่มมาแทนคำขอบคุณ ได้ไม่คุ้มเสียด้วยประการทั้งปวง!”
เมิ่งฝานมิได้แล้งน้ำใจจนมิคิดจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมสำนัก เพียงแต่เขาไม่อยากเป็นพวก ‘ใจดีไม่ดูตาม้าตาเรือ’ เพราะในโลกที่ร้อยพ่อพันแม่เช่นนี้ บางครั้งการยื่นมือเข้าไปช่วยกลับถูกมองว่าเป็นการแส่หาเรื่อง หรือร้ายกว่านั้นคือถูกเคืองแค้นที่ไปชิงตัดหน้าเอาผลงาน
เรื่องที่ต้องขาดทุนทั้งแรงกายและน้ำใจเช่นนี้ เมิ่งฝานย่อมมิยินดีที่จะรับทำเป็นแน่!
“ช่างมีเหตุผลยิ่งนัก มิรู้อะไรสิงร่างเจ้ากันแน่ อายุยังน้อยแต่กลับมองโลกได้ทะลุปรุโปร่งปานสุนัขป่าเฒ่าเช่นนี้!” หลิวเยียนผิงเอ่ยชมด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง
เมิ่งฝานได้แต่กลอกตาใส่หลิวเยียนผิงอยู่ในใจ อายุยังน้อยรึ? หากนับรวมอายุสองชาติภพของข้าเข้าด้วยกัน ให้เจ้าเรียกว่า ‘ท่านพ่อ’ ก็ยังมิถือว่าเกินเลยไปนักหรอก!
เขาเยื้องย่างไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ก่อนจะร้องตะโกนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ศิษย์พี่หวัง ต้องการคนช่วยแบ่งเบาภาระบ้างหรือไม่?”
หวังจิ่วหยวนชำเลืองมองเมิ่งฝานด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนจะเมินหน้าหนีโดยมิปริปากตอบแม้แต่คำเดียว
ท่าทีเช่นนี้รึ โอ้ ได้เลย ลาก่อน!
“ไปกันเถอะ” เมิ่งฝานหันไปบอกสองสาวโดยมิลังเลแม้แต่น้อย
ดรุณีทั้งสองมิได้อิดออด พวกนางเดินตามหลังเมิ่งฝานไปอย่างว่าง่าย ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ยังมิทันจะพ้นรัศมีการต่อสู้ด้วยซ้ำ พลันมีเสียง ‘ปัง!’ ดังสนั่น หวังจิ่วหยวนถูกอสูรกระทิงถีบเข้ายอดอกจนร่างกระเด็นละลิ่วไปตามแรง
ดวงตาของเมิ่งฝานฉายแววประหลาดใจออกมาวูบหนึ่ง เป็นความประหลาดใจจริง ๆ มิได้เสแสร้ง
ดูท่าข้าจะประเมิน ‘ท่านพี่หวัง’ ผู้นี้สูงเกินไปเสียแล้ว!
“ช่วยข้าด้วย! แล้วข้าจะแบ่งแก่นอสูรให้หนึ่งเม็ด!” หวังจิ่วหยวนที่เพิ่งถูกกีบเท้ากระทิงอัดจนจุกเลิกทำตัวทรนงในศักดิ์ศรีทันที เขารีบตะโกนขอความช่วยเหลือสุดเสียงเมื่อเห็นว่ากลุ่มของเมิ่งฝานกำลังจะเดินจากไปจริง ๆ
เมิ่งฝานลอบยิ้มเยาะในใจ หากรู้จักอ่อนน้อมแต่แรก ก็คงไม่ต้องเจ็บตัวฟรีเช่นนี้
“ใครอยากจะขยับเส้นขยับสายบ้าง?” เขาหันไปถามหลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรว
หลี่เสวี่ยโหรวชำเลืองมองสหายรุ่นพี่ “แบ่งกันคนละตัวดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้ามิขัดข้อง!” หลิวเยียนผิงรับคำ พลันดรุณีทั้งสองก็ชักกระบี่พุ่งทะยานเข้าใส่อสูรกระทิงดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ
อีกด้านหนึ่ง หวังจิ่วหยวนรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นพุ่งเข้าใส่อสูรกระทิงตนสุดท้ายอย่างบ้าคลั่ง เขากลัวเหลือเกินว่าหากชักช้าและปล่อยให้อสูรทั้งสามถูกกลุ่มของเมิ่งฝานกวาดล้างจนสิ้น เขาคงมิมีหน้าไปพบปะผู้คนในสำนักได้อีก
ความอัดอั้นจากการถูกรุมเร้าและถูกถีบจนเสียหน้าถูกระเบิดออกมาในคราวเดียว หวังจิ่วหยวนวาดกระบี่อย่างดุดันจนตัดหัวอสูรกระทิงขาดสะบั้นในดาบเดียวเพื่อระบายโทสะ ทว่าเมื่อเขาหันกลับมามองด้านข้าง ก็พบว่าเบื้องหน้าของสาวน้อยทั้งสองนั้นมีซากอสูรกระทิงนอนทอดร่างอยู่เรียบร้อยแล้ว ความเร็วในการลงมือนั้นมิได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่นิดเดียว!
เมิ่งฝานหันไปสั่งหลี่เสวี่ยโหรว
“เสวี่ยโหรว วันนี้เอาแก่นอสูรของวัวตัวนั้นคืนให้เขาไปเสีย”
หลี่เสวี่ยโหรวสะบัดกระบี่แคะแก่นอสูรออกจากซากกระทิงอย่างแคล่วคล่อง ก่อนจะโยนคืนให้หวังจิ่วหยวนตามคำสั่ง
“พวกเจ้าสอดมือเข้าช่วยข้า ซ้ำอสูรสองตนนี้ยังสิ้นใจด้วยคมกระบี่ของพวกเจ้า ข้าจะรับแก่นอสูรนี้ไว้ได้อย่างไร?” หวังจิ่วหยวนเอ่ยเสียงแข็งพลางโยนมันกลับมา
“เมื่อครู่ตกลงกันไว้เช่นไร ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ในเมื่อรับปากว่าจะแบ่งให้ลูกเดียว พวกข้าก็รับไว้เพียงลูกเดียว หากขืนรับไว้ทั้งสอง นั่นมิเท่ากับข้าเป็นคนเสียสัจวาจาหรอกหรือ?” เมิ่งฝานกล่าวสำทับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หวังจิ่วหยวนลงมือขุดแก่นอสูรจากซากที่ตนสังหารขึ้นมา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันทีพลางทิ้งท้ายด้วยความดื้อรั้น
“ข้าปลิดชีพไปเพียงตนเดียว ก็ย่อมรับเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น! หากพวกเจ้ามิต้องการ ก็จงทิ้งมันไปเสียเถิด อย่างไรข้าก็มิรับคืนเด็ดขาด!”
เขาสับฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว มิยอมเปิดโอกาสให้เมิ่งฝานได้โต้แย้งแม้แต่น้อย
เมิ่งฝานส่ายหัวพลางลอบยิ้มขื่นในความทระนงที่ผิดที่ผิดทางนั้น แต่ก็มิได้เซ้าซี้ดึงดันจะคืนให้ต่อ
“แล้วแก่นอสูรเม็ดนี้จะทิ้งจริง ๆ หรือเจ้าคะ?” หลี่เสวี่ยโหรวขมวดคิ้วจ้องมองของในมือด้วยความเสียดาย
เมิ่งฝานชำเลืองมองน้องสาวพลางแสร้งทำน้ำเสียงดุ “ทิ้งทำไมกัน? เจ้าโง่หรืออย่างไร เก็บไว้เสีย!”
กล่าวจบ เขาก็เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวพลังวิญญาณธาตุจากซากอสูรตรงหน้าเพื่อขัดเกลา ‘กายาสูงสุด’ ต่อทันที เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที พลังงานจากซากอสูรทั้งสามตนก็ถูกดูดซับจนเหือดแห้ง
พลันรอยยิ้มพึงใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่ม กายาสูงสุดขั้นที่สาม บรรลุผลสำเร็จ!
ก่อนหน้านี้ตบะทางกายของเขาติดอยู่ในคอขวดห่างเพียงก้าวเดียวเท่านั้น เมื่อได้วิญญาณธาตุจากจิ้งจอกสองหางและกระทิงป่าอีกหลายตนมาสมทบ การทะลวงผ่านสู่ขั้นที่สามจึงเป็นไปอย่างลื่นไหลประดุจน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ หากเขาสามารถกวาดล้างอสูรในป่าแห่งนี้ได้จนสิ้น การบรรลุสู่ขั้นที่สี่ก็คงมิใช่เพียงความฝันที่ไกลเกินเอื้อม!
“เป็นอะไรไป จู่ ๆ ก็ยิ้มหน้าบานเชียวนะ?” หลิวเยียนผิงเอ่ยทักเมื่อเห็นท่าทีแปลกไปของเขา
“มิมีอะไร เพียงแค่วิชากายาของข้ามีความก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น” เมิ่งฝานตอบปัดอย่างไม่ใส่ใจ
“รู้อย่างนี้ ข้าน่าจะหาเวลาฝึกวิชาสายเสริมสร้างร่างกายบ้างก็ดี” หลิวเยียนผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
“เจ้าแน่ใจรึ? หากฝึกจนร่างกายใหญ่โตกำยำ กล้ามเนื้อเป็นมัดแกร่งดุจศิลาถึงยามนั้นคงมิมีบุรุษคนใดกล้าเข้าใกล้เจ้าแน่!” เมิ่งฝานเย้าแหย่ขึ้นประโยคหนึ่ง
“งั้นก็… ลืมที่ข้าพูดไปเมื่อครู่เสียเถิด!” หลิวเยียนผิงจินตนาการภาพตนเองที่มีรูปร่างบึกบึนแล้วก็ได้แต่สั่นสะท้านไปทั้งตัว
หลังบรรลุขั้นที่สาม เมิ่งฝานรู้สึกกายใจปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้ความแข็งแกร่งของเนื้อหนังเขาอาจจะเหนือล้ำกว่าศิษย์ซู่ซันระดับเทียนหยวนชั้นสูงสุดบางคนเสียด้วยซ้ำ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เหล่านักดาบผู้ฝึกฝนจิตวิญญาณมักจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าสายกายาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ทว่าในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับความภูมิใจได้เพียงครู่เดียว หวังจิ่วหยวนที่เพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่กลับวิ่งพรวดพราดกลับมาอีกครั้ง! และคราวนี้ สภาพของเขากลับดูอลหม่านเสียยิ่งกว่าครั้งแรกหลายเท่าตัว
“หนี! หนีเร็วเข้า!!!”
เขาตะโกนร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดพลางโกยแนบกลับมาหาทั้งสามคนอย่างไม่คิดชีวิต!