วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 79 จิ้งจอกมายาสองหาง
บทที่ 79 จิ้งจอกมายาสองหาง
“เมิ่งฝาน! ท่านทำอะไรลงไป!”
“พี่เมิ่งฝาน!!”
ดรุณีทั้งสองต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ พวกนางเตรียมจะสังหารอสูรกระทิงเพื่อช่วยชีวิตดรุณีน้อยผู้น่าสงสาร ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นเมิ่งฝานที่ลงมือสังหารนางอย่างเลือดเย็นเสียเอง!
“จะยืนเหม่อกันอีกนานไหม? อสูรกระทิงพุ่งมาถึงตัวแล้ว จัดการมันก่อน!” เมิ่งฝานเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น แต่เมื่อศัตรูอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่จึงต้องข่มความตกตะลึงไว้ชั่วคราวเพื่อรับศึกอสูรกระทิงตนนี้เสียก่อน
ทว่าอสูรกระทิงตัวนี้กลับอ่อนแออย่างน่าประหลาด มิอาจเทียบชั้นกับสองตัวที่พวกนางเพิ่งสังหารไปได้เลย เมื่อหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงลงมือพร้อมกัน หัวของมันจึงถูกปลิดปลิวออกจากบ่าในพริบตา ความจริงแล้วเพียงแค่กระบี่ของเสวี่ยโหรวก็เกินพอแล้ว ดาบของเยียนผิงที่ตามมาทีหลังจึงวาดผ่านอากาศไปอย่างไร้ความหมาย
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้ในยามที่พลังปราณถูกกดทับจนสูญสิ้น แต่ชั้นเชิงกระบี่ของหลี่เสวี่ยโหรวก็ยังเหนือชั้นกว่าหลิวเยียนผิงอยู่หลายขุม
“พี่เมิ่งฝาน เหตุใดท่านถึงสังหารผู้บริสุทธิ์เช่นนี้?”
ทั้งสองสาวหันกลับมาจ้องมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า การสังหารมนุษย์ผู้ไร้ทางสู้นั้นถือเป็นข้อห้ามอุกฉกรรจ์ของสำนักกระบี่ซู่ซัน แม้ที่นี่จะเป็นแดนอสูร แต่นิยมศิษย์ซู่ซันย่อมมิอาจละเมิดกฎเหล็กนี้ได้ หากเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงหูเบื้องบน เมิ่งฝานจะต้องรับโทษทัณฑ์อย่างหนักหนาสาหัสแน่นอน
หลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวมีสีหน้าปั้นยาก พวกนางกำลังชั่งใจอย่างหนักว่าจะช่วยปิดบังความผิดครั้งนี้ให้เขาดีหรือไม่ แต่ศิษย์ที่เข้ามาในป่านี้มีนับร้อยชีวิต ความลับย่อมมิมีในโลก กระดาษไหนเลยจะห่อไฟได้มิด!
เมิ่งฝานกลอกตาใส่ดรุณีจอมเพ้อเจ้อทั้งสองพลางเอ่ย “เลิกฟุ้งซ่านแล้วหัดใช้สติพิจารณาดูให้ดีเสียก่อน”
“ข้าสังหารคนบริสุทธิ์รึ? พวกเจ้าลองใช้ตาดูใหม่ซิว่าสิ่งที่นอนอยู่นั่นมันคืออะไร!”
เมื่อสิ้นคำสั่งของเมิ่งฝาน ทั้งคู่จึงยอมละสายตาจากใบหน้าของเขาแล้วหันไปมองซากศพของ ‘ดรุณีน้อยชุดเขียว’ อีกครั้ง
ทว่าร่างของหญิงสาวกลับอันตรธานไปสิ้น!
ณ จุดที่ควรจะมีศพมนุษย์ทอดร่างอยู่นั้น บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยร่างของจิ้งจอกขนสีส้มเหลือบเขียวตัวเขื่องขนาดเท่าถังน้ำ และที่น่าตระหนกยิ่งกว่าคือมันมี ‘สองหาง’ โบกสะบัดอย่างไร้วิญญาณ เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คืออสูรชั้นสูงที่มิธรรมดาเลยสักนิด!
“นี่มัน…” หลี่เสวี่ยโหรวอุทานออกมาด้วยเสียงอันสั่นพร่า “หญิงสาวเมื่อครู่ แท้จริงคืออสูรกายรึ? จิ้งจอกปีศาจแปลงกายมาอย่างนั้นหรือ?”
ส่วนหลิวเยียนผิงนั้นอาการหนักกว่านางมาก ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในความเป็นจริงไปเสียสิ้น นางช็อกจนน้ำท่วมปากพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
จิ้งจอกตัวเดียวืถึงกับจำแลงกายเป็นมนุษย์เพื่อล่อหลอกพวกนางได้เชียวหรือ?
ตำนานที่เล่าขานกันมานานนับพันปีเกี่ยวกับปีศาจที่บำเพ็ญตบะจนจำแลงกายได้ บัดนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาพวกนางแล้ว
สายตาที่หลี่เสวี่ยโหรวใช้มองเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไป มันแฝงไว้ด้วยความเคารพศรัทธาอย่างลึกซึ้ง เป็นแววตาแบบเดียวกับที่นางเคยใช้มองเขาในวัยเยาว์มิต่างกัน
นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ซู่ซัน ประกายแห่งความชื่นชมในดวงตานางที่มีต่อเขาเริ่มจืดจางลงไปบ้าง เพราะภาพลักษณ์ของเมิ่งฝานในสำนักนั้นเปรียบเสมือน ‘คนไร้ค่า’ ที่หยุดนิ่งมิมีการพัฒนา แม้เสวี่ยโหรวจะมิเคยดูหมิ่นพี่ชายของนาง แต่ในสภาพสังคมที่ยึดถือตบะเป็นสรณะ การจะให้นางยังคงศรัทธาในตัวเขาอย่างแรงกล้านั้นดูจะเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติเกินไปหน่อย
แต่วันนี้ พี่ชายของนางได้พิสูจน์แล้วว่าเขามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม และเฉียบคมในสิ่งที่คนอื่นเลอะเลือน!
สัจธรรมข้อหนึ่งของโลกใบนี้คือทเด็กสาวมักมองว่าพี่ชายของตนเก่งกาจเหนือผู้ใดในยามเยาว์วัย ทว่าเมื่อเติบโตขึ้นและได้เห็นโลกกว้าง พวกนางกลับพบว่าพี่ชายที่เคยเทิดทูนแท้จริงแล้วเป็นเพียง ‘คนไร้ค่า’ คนหนึ่งเท่านั้น
แม้แต่หลี่เสวี่ยโหรวเองก็มิอาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกเช่นนี้ต่อพี่ชายร่วมสายเลือดอย่างเมิ่งฝาน
ทว่าในวินาทีนี้ ประกายแห่งความศรัทธาในวันวานพลันโชติช่วงขึ้นในดวงตาของนางอีกครั้ง แม้ตบะและพลังจิตของนางจะดูเหนือล้ำกว่าพี่ชายในทางทฤษฎี แต่นางกลับมองมิออกเลยว่าหญิงสาวผู้นั้นคือจิ้งจอกจำแลง ในขณะที่เมิ่งฝานกลับมองทะลุปรุโปร่งและลงมือปลิดชีพมันได้ในพริบตา!
‘พี่เมิ่งฝาน ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!’
แท้จริงแล้ว แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรของเมิ่งฝานจะมิทัดเทียมเสวี่ยโหรว แต่ด้วยการฝึกฝน ‘มรรคาพิจารณาซีหวง’ พลังจิตวิญญาณของเขาจึงหาได้อ่อนด้อยกว่าใคร ยิ่งผนวกกับประสบการณ์ที่เคยถูกผู้เฒ่าหลินเคี่ยวกรำในเทือกเขาเทียนซิน จนเคยปะทะกับจิ้งจอกมารที่ใช้มนตร์เสน่หาล่อหลอกมาแล้ว เขาจึงมิต่างจากพยัคฆ์ติดปีกที่มีภูมิคุ้มกันต่อกลลวงเหล่านี้อย่างสมบูรณ์
ที่สำคัญที่สุด หงชี่ ที่สถิตอยู่ในกระบี่ไม้ไผ่แดงนั้นคือยอดฝีมือด้านศาสตร์เสน่หา นางย่อมมองออกตั้งแต่วินาทีแรกว่านั่นมิใช่มนุษย์! เมื่อมีนางคอยเตือนสติ เมิ่งฝานจึงไม่มีทางพลาดท่าเสียทีให้กับมายาภาพชั้นต่ำเช่นนี้
“จิ้งจอกปีศาจตนนี้ยังมิมีตบะแก่กล้าพอจะจำแลงกายเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือวิชาของเหล่ามหาอสูรชั้นสูงเท่านั้น” เมิ่งฝานเอ่ยแนะนำดรุณีทั้งสองเพื่อเป็นวิทยาทาน
“สิ่งที่พวกเจ้าเห็นเมื่อครู่เป็นเพียง ‘มนตร์เสน่หา’ ที่มันใช้ชักจูงสัมผัส ทำให้พวกเจ้าตกอยู่ในห้วงมายาภาพชั่วขณะ หากพลังจิตมั่นคงพอก็จะมองเห็นร่างจริงของมันได้มิยากเย็นนัก”
เขาสำทับต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เพื่อมิให้พวกนางตกหลุมพรางซ้ำสอง
“จงจำไว้ ในป่าลึกแห่งนี้ นอกจากศิษย์สำนักซู่ซันของพวกเราแล้ว มิมีทางที่จะมีมนุษย์คนอื่นอาศัยอยู่ หากพบเจอคนแปลกหน้าปรากฏกายขึ้นมาอีก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมารจำแลง จงฟันมันทิ้งเสียมิต้องลังเล!”
หลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย ทว่าเสวี่ยโหรวก็ยังมิวายเอ่ยด้วยความกังวล “จิ้งจอกพวกนี้เจ้าเล่ห์นัก มิรู้ว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น ๆ จะพลอยติดกับดักจนเกิดอันตรายหรือไม่”
เมิ่งฝานตอบอย่างไม่ยี่หระ “อย่ากังวลไปเลย แม้จิ้งจอกปีศาจจะเก่งกล้าด้านมายา แต่พลังโจมตีของมันนับว่าเบาบางนัก ทันทีที่มันเริ่มลงมือโจมตีศิษย์ซู่ซัน มนตร์เสน่หาจะคลายลงและพวกเขาจะคืนสติได้เอง อย่างมากก็แค่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ว่าแต่พวกเจ้าสังเกตเห็นไหมว่าจิ้งจอกตัวนี้มีสองหาง?”
ดรุณีทั้งสองพยักหน้ายืนยัน พวกนางเห็นหางคู่ที่ผิดธรรมชาตินั้นอย่างชัดเจน
เมิ่งฝานมิปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เขาวางมือลงบนซากจิ้งจอกเพื่อดูดซับวิญญาณธาตุบำรุง ‘กายาสูงสุด’ ของตนทันที เพราะหากชักช้า พลังพิเศษนี้จะสลายไปตามกาลเวลา
น่าประหลาดนัก… กับวัวอสูรก่อนหน้า เขาใช้เวลาเพียงสิบกว่าวินาทีก็ดูดซับจนสิ้นซาก ทว่ากับจิ้งจอกสองหางตนนี้ เขากลับต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งนาทีเต็ม พลังวิญญาณธาตุที่หลั่งไหลเข้ามานั้นเข้มข้นและมหาศาลกว่าอสูรกระทิงหลายเท่าตัวนัก!
หลังจัดการจิ้งจอกเสร็จ เขาก็เดินไปดูดซับพลังจากซากกระทิงที่พวกนางเพิ่งสังหาร ซึ่งใช้เวลาเพียงครู่เดียวพลังงานก็เหือดแห้งไปตามคาด
คำกล่าวของเมิ่งฝานช่วยปัดเป่าก้อนเมฆที่ค้างคาใจดรุณีทั้งสองจนมลายสิ้น ทั้งหลี่เสวี่ยโหรวและหลิวเยียนผิงต่างรู้สึกโล่งอกมิน้อย ที่แท้ที่พวกนางเกือบพลาดท่าเสียที มิใช่เพราะตบะของนางอ่อนด้อยจนเกินไป ทว่าเป้าหมายในครานี้กลับเป็นอสูรที่ร้ายกาจเกินมาตรฐานต่างหาก!
“ดูท่าพวกเราจะดวงดีมิใช่น้อย ประเดิมศึกแรก ๆ ก็ได้ปลาตัวใหญ่ติดมือมาเสียแล้ว” หลี่เสวี่ยโหรวเอ่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย ท่าทางกระตือรือร้นเช่นนี้ทำให้เมิ่งฝานเห็นธาตุแท้แห่งความมุ่งมั่นเอาชนะของนางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
‘เฮ้อ… เป็นสตรีหัดอ่อนโยนลงบ้างมิได้เชียวหรือ?’ เมิ่งฝานลอบคิดในใจพลางยิ้มขื่น
เขาลงมือวาดกระบี่ผ่าท้องจิ้งจอกมารอย่างแคล่วคล่อง ก่อนจะงัดเอา ‘แก่นอสูร’ ออกมาแล้วสะบัดข้อมือโยนไปทางหลี่เสวี่ยโหรวทันที
หากเปรียบเทียบกับแก่นอสูรของกระทิงป่าก่อนหน้าที่เล็กรวมเล็บนิ้วก้อย แก่นอสูรของจิ้งจอกสองหางตนนี้กลับมีขนาดใหญ่โตเท่าเล็บหัวแม่มือ ทั้งยังมีรัศมีพลังเข้มข้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นหลักฐานยืนยันชั้นดีว่าสิ่งที่เมิ่งฝานคาดการณ์นั้นมิมีผิดเพี้ยน
หลี่เสวี่ยโหรวรับแก่นอสูรมาพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย นางจ้องมองมันก่อนจะรีบส่งคืนให้เขา
“พี่เมิ่งฝาน อสูรตนนี้ท่านเป็นคนลงมือสังหาร สิ่งนี้ย่อมเป็นผลงานที่ท่านควรได้รับโดยชอบธรรมเจ้าค่ะ”
เมิ่งฝานส่ายหน้าเบา ๆ พลางปฏิเสธ “ข้าดูดซับพลังวิญญาณธาตุไปจนอิ่มหนำแล้ว นั่นก็นับเป็นรางวัลที่ข้าต้องการที่สุด หากยังจะรับแก่นอสูรไปอีก ข้ามิกลายเป็นพี่ชายที่เอาเปรียบน้องสาวตนเองหรอกหรือ?”
“แต่ว่า…”
“มิมีแต่ว่า ในเมื่อข้าบอกให้เจ้าเก็บไว้ ก็จงเก็บไว้เสียเถิด หากขืนยังดื้อดึงขัดคำสั่งข้า ก็เท่ากับว่าเจ้ามิให้เกียรติพี่ชายผู้นี้แล้ว”