วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 90 แบกรับความผิดพลาด และภาระที่ต้องปกป้อง
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 90 แบกรับความผิดพลาด และภาระที่ต้องปกป้อง
บทที่ 90 แบกรับความผิดพลาด และภาระที่ต้องปกป้อง
ในขณะที่หลิวเยียนผิงก้าวเข้าไปปลอบขวัญเด็กน้อยทั้งสาม เมิ่งฝานกลับเลือกเดินตรงไปหาหลี่เสวี่ยโหรว
เขารู้ดีว่าสาวน้อยผู้นี้กำลังจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง เพราะคมกระบี่ของนางเกือบจะปลิดชีพผู้บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว หากมิใช่เพราะเมิ่งฝานพุ่งเข้ามาขวางไว้ได้ทันท่วงที นางคงมิอาจแบกรับความจริงอันโหดร้ายนี้ได้ไปชั่วชีวิต
ครู่ต่อมา หลิวเยียนผิงก็จูงมือเด็กน้อยทั้งสามเดินออกมาจากกระท่อม แม้ความตื่นตระหนกบนใบหน้ามอมแมมจะทุเลาลงบ้าง แต่พวกเขาก็ยังคงจ้องมองเมิ่งฝานและหลี่เสวี่ยโหรวด้วยความหวาดระแวง โดยเฉพาะแววตาที่มองหลี่เสวี่ยโหรวนั้น ยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกอย่างเห็นได้ชัด
เมิ่งฝานกวาดตามองเด็ก ๆ เพียงครู่เดียว เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะปลอบโยนใครได้เก่งนัก หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงหันไปสั่งการหลิวเยียนผิง
“ศิษย์พี่หลิว ท่านจงพาเด็กทั้งสามคนนี้ออกไปรอพวกเราที่ชายป่าก่อนเถิด!”
ในสถานการณ์เช่นนี้ การจะพาเด็กเล็กมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของพงไพรที่เต็มไปด้วยอันตรายย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และหากจะทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่เพื่อรอให้ภารกิจเสร็จสิ้นก่อนค่อยกลับมารับ ก็ดูจะเสี่ยงจนเกินไป
หนทางที่เหมาะสมที่สุดคือการให้ใครคนหนึ่งนำทางพวกเขาออกไปส่งยังเขตปลอดภัย ซึ่งบริเวณรอบนอกของป่านั้นถูกกวาดล้างจนสิ้นซากแล้ว ย่อมมั่นใจได้ในความปลอดภัย และในเมื่อหลี่เสวี่ยโหรวกลายเป็น ‘ตัวอันตราย’ ในสายตาเด็ก ๆ ภารกิจนี้จึงตกเป็นของหลิวเยียนผิงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง หลิวเยียนผิงทำท่าจะเอ่ยปากประท้วง เพราะนางเองก็ใคร่อยากจะเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของป่าเพื่อเปิดหูเปิดตาเช่นกัน
“หากเจ้าอยากเห็นเด็กพวกนี้ถูกอสูรฉีกเป็นชิ้น ๆ ก็จงปฏิเสธเสียสิ!” เมิ่งฝานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานี
หลิวเยียนผิงชะงักพลางหันกลับไปมองเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังใช้มือน้อย ๆ อันสั่นเทาเกาะชายอาภรณ์ของนางไว้แน่น ราวกับว่านางเป็นที่พึ่งพาสุดท้ายในโลกที่โหดร้ายนี้
“เฮ้อ…” นางลอบถอนหายใจยาวก่อนจะตอบอย่างจำนน “ก็ได้ ข้าจะพาพวกเขาออกไปก่อน!”
“ยังไม่ต้องรีบร้อนนัก ข้ายังมีเรื่องต้องให้เจ้าช่วยอีกอย่างหนึ่ง” เมิ่งฝานรั้งไว้
“เรื่องอันใดหรือ?”
“ศิษย์น้องเสวี่ยโหรว เจ้าก็ตามมาด้วยสิ”
เมิ่งฝานนำทางสองสาวไปยังกระท่อมไม้หลังที่สอง ก่อนจะชี้ไปยังหีบไม้ที่อัดแน่นไปด้วยศิลาวิญญาณและสมุนไพรทิพย์ซึ่งยังเหลืออยู่เกือบครึ่งหีบ
“พื้นที่ในแหวนมิติของข้าเต็มหมดแล้ว พวกเจ้าช่วยข้าเก็บกวาดสิ่งของเหล่านี้หน่อยเถิด เมื่อกลับไปถึงสำนัก ข้าจะแบ่งส่วนแบ่งให้พวกเจ้าคนละหนึ่งในสิบเพื่อเป็นค่าตอบแทน!”
สมบัติเลอค่ามหาศาลเช่นนี้ เมิ่งฝานย่อมมิใช่คนใจบุญที่นึกจะแจกจ่ายให้ใครอย่างสุรุ่ยสุร่าย การที่เขายอมแบ่งสรรปันส่วนให้ถึงหนึ่งในสิบนั้น ก็นับว่าเขามีน้ำใจอย่างถึงที่สุดแล้ว! ท้ายที่สุด หากปราศจากเขาคอยนำทางและกำจัดขวียนหนาม นางทั้งสองก็คงมิมีวาสนาได้แม้แต่จะเห็นเงาของสิ่งของเหล่านี้
หลิวเยียนผิงและหลี่เสวี่ยโหรวช่วยกันลำเลียงสมบัติใส่ในอุปกรณ์มิติคนละครึ่ง จนในที่สุดหีบไม้ใบยักษ์ที่เคยอัดแน่นก็ว่างเปล่าลง
ชั่วครู่ต่อมา หลิวเยียนผิงก็จูงมือเด็กน้อยทั้งสามมุ่งหน้าแยกจากไปในทิศทางตรงกันข้าม การมุ่งหน้ากลับสู่ชายป่าในยามนี้แทบไร้ซึ่งภยันตรายใด ๆ เพราะพื้นที่โดยรอบถูกกวาดล้างจนสิ้นซากแล้ว ต่อให้มีอสรพิษหรืออสูรวัวหลงเหลืออยู่บ้างสักสองสามตน ก็เชื่อมั่นได้ว่าฝีมือระดับหลิวเยียนผิงย่อมรับมือได้ไม่ยากเย็น
“ศิษย์พี่เมิ่ง ขอบพระคุณท่านมากนะคะ” เมื่อหลิวเยียนผิงจากไปไกลแล้ว หลี่เสวี่ยโหรวก็หันมาเอ่ยกับเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงจริงใจ
นางซึ้งใจที่เขาช่วยดึงสติและหยุดยั้งมือนางไว้ มิเช่นนั้นนางคงต้องแบกรับตราบาปที่สังหารผู้บริสุทธิ์ไปจนตาย!
“ข้าเป็นพี่ชายของเจ้า จะขอบคุณกันไปไย” เมิ่งฝานเอื้อมนิ้วไปแตะหน้าผากนางเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูพลางระบายยิ้ม “เอาล่ะ เดินหน้าต่อเถอะ!”
อันที่จริง อันตรายในป่าแห่งนี้สูงกว่าที่เมิ่งฝานประเมินไว้เล็กน้อย ขนาดนี่ยังมิทันเข้าสู่ใจกลางป่า ก็ยังต้องเผชิญกับพญางูขาวที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนั้น หากผู้ที่พบเจอมิใช่เขา แต่เป็นศิษย์คนอื่นของสำนักซู่ซัน ป่านนี้คงได้ลงไปนอนย่อยอยู่ในท้องงูเป็นที่เรียบร้อย
เมิ่งฝานลอบคำนวณในใจ ในบรรดาศิษย์ที่มาในครานี้ ผู้ที่พอจะต้านทานพญางูขาวได้คงมีไม่เกินสิบคน! และในใจกลางป่าเบื้องหน้านั้น ย่อมต้องมีอสูรที่ร้ายกาจยิ่งกว่าพญางูขาวซ่อนตัวอยู่แน่ หากมีใครบุ่มบ่ามเข้าไปก่อนเขา ก็คงได้แต่ปล่อยไปตามยถากรรม ใครใช้ให้พวกเขาวิ่งเร็วเกินไปเองเล่า?
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงใจกลางป่า สถานที่แห่งนี้มีลักษณะพิเศษจนสังเกตได้ชัด มันคือลานกว้างขนาดมหึมาที่ถูกถางจนเตียนโล่ง และตรงกลางลานนั้นกลับมี ‘ท้องพระโรง’ ตั้งตระหง่านอยู่! การที่กลุ่มอสูรสามารถรังสรรค์สถาปัตยกรรมเช่นนี้ขึ้นมาได้ ย่อมบ่งบอกถึงสติปัญญาและอำนาจที่ไม่ธรรมดา
ยามนี้บนลานกว้างมีอสูรหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก พวกมันส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปดักโจมตีศิษย์ซู่ซันตามจุดต่าง ๆ ดูท่าว่าก่อนหน้านี้คงมีศิษย์กลุ่มอื่นมาถึงแล้ว และช่วยดึงความสนใจไปได้มาก
เมิ่งฝานปรายตามองไปทางทิศใต้พลางเงี่ยหูฟังเสียงการปะทะที่ดังแว่วมา “ศิษย์น้องเสวี่ยโหรว หากข้าคาดไม่ผิด ทางทิศใต้นั้นกองกำลังหลักของสำนักกำลังพัวพันอยู่กับฝูงอสูร เจ้าจงรีบไปสมทบและช่วยเหลือพวกเขาเถิด!”
หลี่เสวี่ยโหรวชะงักพลางถามด้วยความสงสัย “แล้วท่านล่ะ ศิษย์พี่เมิ่ง?”
เมิ่งฝานเหยียดยิ้มบาง
“ข้าจะเข้าไปจัดการกับ ‘ปลาใหญ่’ เอง หากพาเจ้าไปด้วยคงมิค่อยสะดวกนัก!”
เขาเอ่ยออกมาตามตรงโดยไม่คิดอ้อมค้อมหรือรักษาน้ำใจแม้แต่น้อย เพราะการจะเข้าไปเผชิญหน้ากับบอสระดับราชันในใจกลางท้องพระโรงนั้น หากมีหลี่เสวี่ยโหรวตามไปด้วย นางย่อมกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เขาต้องแบ่งสมาธิมาคอยปกป้อง ซึ่งนั่นไม่มีความจำเป็นเลยสำหรับเขาในยามนี้!
“แต่ข้า…”
หลี่เสวี่ยโหรวอึกอักด้วยความไม่ยินยอม สัญชาตญาณสั่งให้นางอยากจะโต้แย้งทัดทาน ทว่าเมื่อภาพความห่างชั้นระหว่างนางกับเมิ่งฝานที่ประจักษ์มาตลอดการเดินทางผุดขึ้นในหัว ในที่สุดนางก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวออกมาอย่างจำนน
“ตกลงค่ะ!”
แม้นางจะปรารถนาอยากติดตามเขาไปเพียงใด ทว่าการดึงดันไปแล้วกลายเป็น ‘ภาระ’ ที่ฉุดรั้งเขานั้นมันเป็นเรื่องที่โง่เขลาเกินกว่าที่นางจะยอมให้เกิดขึ้น หลี่เสวี่ยโหรวจึงตัดสินใจมุ่งหน้าลงใต้ เพื่อสมทบกับกองกำลังหลักของสำนักซู่ซันตามคำสั่ง
ทิ้งไว้เพียงเมิ่งฝานที่ยืนสงบนิ่ง สายตาคมปราบจับจ้องไปยังพระวิหารมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้าง
ในยามนี้ ลานกว้างเงียบสงัดไร้เงาของอสูรตนใด เห็นได้ชัดว่าเจ้าของสถานที่แห่งนี้รู้ตัวถึงการบุกรุกของมนุษย์ จึงส่งสมุนอสูรออกไปตั้งรับการศึกภายนอกจนหมดสิ้น ท่ามกลางสมรภูมิที่ดุดันรอบทิศย่อมต้องมีขุนพลอสูรที่เกรงขามคอยบัญชาการอยู่แน่ ทว่าเมิ่งฝานกลับสัมผัสได้ว่า ‘สิ่งที่น่ากลัวที่สุด’ ยังคงซ่อนเร้นอยู่ภายในพระวิหารแห่งนี้ ราวกับว่ามันทะนงตนเกินกว่าจะลดตัวออกมาขยับเขยื้อน
และนั่นแหละคือเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวของเขา!
แม้สิ่งที่เขาคาดการณ์จะผิดพลาด และภายในพระวิหารอาจจะว่างเปล่า เขาก็เพียงแค่หันหลังกลับไปร่วมรบทางทิศใต้เท่านั้น ทว่ามันเป็นไปได้หรือที่สถานที่โอ่อ่าเช่นนี้จะไร้ซึ่งสิ่งใด?
ในกระท่อมไม้ซอมซ่อของพญางูขาวยังมีสมบัติล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ แล้วพระวิหารที่เป็นดั่งหัวใจของป่าแห่งนี้จะไม่มีของดีได้อย่างไร? และเมื่อมีของล้ำค่า ย่อมต้องมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดคอยอารักขา เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกส่งออกไปรบจนเกลี้ยงโถง แม้อสูรชั้นต่ำจะดูโง่เขลา แต่สำหรับอสูรระดับสูงที่มีตบะแก่กล้านั้น พวกมันย่อมฉลาดล้ำลึกจนไม่อาจประมาทได้
เมิ่งฝานกระชับกระบี่หงชี่ในมือแน่น เขาเริ่มสาวเท้าข้ามลานกว้าง มุ่งหน้าสู่พระวิหารอย่างช้า ๆ ทว่ามั่นคง
แม้บรรยากาศรอบกายจะว่างเปล่าไร้สิ่งกีดขวาง ทันทีที่เมิ่งฝานขยับเข้าใกล้เขตธรณีประตูพระวิหาร เงาดำทมิฬสองร่างก็พุ่งทะยานออกมาจากความมืดภายในอย่างฉับพลัน!
สิ่งที่ปรากฏมิใช่ปีศาจวัวหน้าคน และมิใช่อสูรวัวเดินสองขา ทว่ามันดูคล้ายกับวัวป่าทั่วไปที่มีขนาดมหึมาจนน่าขนลุก! ร่างของพวกมันใหญ่โตราวกับรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ผิวหนังเป็นสีดำสนิทมันวาวราวกับเหล็กกล้าที่ถูกขัดเงา แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งพละกำลังอันมหาศาลออกมาจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“หึ…” เมิ่งฝานเค้นเสียงหัวเราะเย็นชาในลำคอ
แม้สิ่งเบื้องหน้าจะดูเหมือนวัวป่าธรรมดาที่มิได้วิวัฒนาการจนมีรูปลักษณ์กึ่งมนุษย์เหมือนพวกที่เขาเคยสังหาร ทว่าเมิ่งฝานหาได้ดูแคลนวัวทมิฬทั้งสองตัวนี้ไม่ เพราะเขารู้ซึ้งดีว่าสิ่งที่ได้รับหน้าที่ให้พิทักษ์ทวารของท้องพระโรงแห่งนี้ ไม่มีทางเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานที่อ่อนแออย่างแน่นอน!