ศิษย์ข้าใครว่ากาก? ระบบศิษย์คืนกำไรหมื่นเท่า - บทที่ 313 ผู้ช่วย
ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ทันใดนั้น ร่างเงาที่ระเบิดปราณมารเดือดพล่านสองร่างก็พุ่งทะยานออกไป พวกมันแยกย้ายซ้ายขวา พุ่งตัวเข้าปะทะกับทักษะสังหารทั้งสองสายอย่างไม่คิดชีวิต
ตูม! ตูม!
เพียงแค่ปะทะกันในชั่วพริบตา ปราณมารอันแข็งแกร่งของทั้งสองร่างก็ถูกทะลวงทำลายจนย่อยยับ ร่างกายของพวกมันถูกบดขยี้แหลกสลายกลายเป็นจุณอย่างไม่อาจต้านทานได้แม้แต่น้อย
และในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายที่ถูกซื้อมาได้นั้น จางอวิ๋นก็ระเบิดพลังฮึดสู้เฮือกสุดท้าย กระชากเส้นใยพลังงานจนขาดสะบั้น แล้วพุ่งทะยานหลบฉากออกจากจุดตายได้อย่างฉิวเฉียด
“หืม?”
ผู้คนทั่วทั้งบริเวณต่างพากันชะงักงัน
“ชอบหมาหมู่รุมกินโต๊ะนักใช่มั้ย?”
สุรเสียงราบเรียบเย็นเยียบของจางอวิ๋นดังขึ้น “เช่นนั้นพวกแกก็ลองลิ้มรสชาติของการถูกรุมทึ้งดูบ้างก็แล้วกัน!”
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!…
สิ้นคำประกาศกร้าวนั้น บริเวณรอบกายของจางอวิ๋นก็ปรากฏเงาร่างผุดขึ้นมากลางอากาศอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
เพียงชั่วอึดใจเดียว รอบตัวของเขาก็ถูกรายล้อมไปด้วยขุมกำลังที่พุ่งพรวดขึ้นมาถึงสามสิบชีวิต!
ประธานเหลียนห้าคน หลานเอ๋อร์สิบคน บรรพชนมารทมิฬสิบคน และบรรพชนพันเกาะอีกห้าคน!
“ระดับแปลงเทพ? ครึ่งก้าวระดับเหลียนซวีงั้นรึ?”
บรรดายอดฝีมือระดับเหลียนซวีภายในงานต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง จางอวิ๋นพกพายอดฝีมือระดับนี้ติดตัวมามากมายก่ายกองถึงเพียงนี้เชียวรึ?
“ช้าก่อน เหตุใดใบหน้าของพวกมันจึงเหมือนกันราวกับแกะเช่นนั้นเล่า?”
เมื่อทอดสายตามองขบวนประธานเหลียน หลานเอ๋อร์ บรรพชนมารทมิฬ และบรรพชนพันเกาะที่ถูกโคลนนิ่งยืนเรียงรายกันเป็นพรวน พวกเขาทุกคนก็ต่างแสดงสีหน้าตื่นตะลึงลาน
“ที่มารทมิฬกล่าวไว้มิผิดเพี้ยนจริงๆ แกมีวิชาลับสามารถอัญเชิญตัวตนระดับแปลงเทพพวกนี้ออกมาได้!”
จอมมารเฒ่าอันคังประจักษ์แก่สายตาดังนั้นก็แค่นเสียงเย็นชา
จางอวิ๋นหาได้แยแสต่อคำสบประมาทนั้นไม่ เขาทอดสายตามองดูร่างอัญเชิญทั้งสามสิบเบื้องหน้า แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
กองกำลังเหล่านี้ถือเป็นไพ่ตายก้นหีบทั้งหมดที่เขามีครอบครองแล้วในยามนี้
ซากศพผู้บำเพ็ญเพียรตั้งแต่ระดับแปลงเทพขึ้นไป ล้วนถูกเขางัดเอาออกมาใช้งานจนหมดหน้าตัก
ประธานเหลียนที่เหลือเพียงห้าคน ก็เป็นเพราะก่อนหน้านี้มันถูกเขาสังหารด้วย ‘ดัชนีเหี่ยวเฉาตัดนภา’ จนกลายสภาพเป็นซากศพแห้งกรัง จึงสามารถอัญเชิญออกมาได้เพียงแค่นั้น ส่วนบรรพชนพันเกาะที่หลงเหลือแค่ห้าคน ก็เพราะเพิ่งจะถูกสังเวยเป็นโล่เนื้อรับการโจมตีมหาประลัยไปหมาดๆ สองร่าง และอีกสามร่างก็ถูกทิ้งเอาไว้เพื่อเป็นตัวหมากผู้ช่วยให้แก่ซูเตี๋ยนั่นเอง
“ก็เป็นแค่ฝูงมดปลวกที่ตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยเท่านั้นแหละวะ!”
ขวงหลงเอ่ยปากหยามเหยียดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนที่มันจะระเบิดคลื่นจิตสังหารขนาดมหึมา กวาดล้างทะลวงเข้าใส่ร่างอัญเชิญทั้งสามสิบที่จางอวิ๋นเพิ่งเรียกออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
ตูม!
ทว่ายังมิทันที่คลื่นมหาจิตสังหารจะกวาดฟาดฟันไปถึง พลังเซียนอูสีน้ำเงินเข้มที่ซัดสาดบ้าคลั่งราวกับเกลียวคลื่นมหาสมุทรก็พุ่งทะยานเข้าสกัดกั้นเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
จางอวิ๋นคลี่ยิ้มลึกล้ำ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “บางครั้งบางคราว… ฝูงมดปลวกมันก็สามารถรุมกัดกินช้างสารจนตายตกได้เหมือนกันนะเว้ย!”
สิ้นคำกล่าว กระบี่รัตติกาลคลั่งในมือก็ตวัดกรีดลงบนท่อนแขนของตนเองอย่างเลือดเย็น โลหิตสดๆ สาดกระเซ็นออกมา ก่อนที่มันจะแตกตัวออกเป็นสามสิบหยด พุ่งทะยานแหวกอากาศไปตกกระทบลงบนร่างอัญเชิญทั้งสามสิบคนอย่างแม่นยำ
ร่างทั้งสามสิบต่างพร้อมใจกันอ้าปากกลืนกินหยดโลหิตเหล่านั้นเข้าไปในทันที
“อ๊ากกก!” “อ๊ากกก!” “อ๊ากกก!”…
ทันทีที่หยดเลือดตกถึงท้อง ร่างอัญเชิญทั้งสามสิบก็แหงนหน้าขึ้นฟ้าแผดเสียงคำรามลั่นกึกก้อง คลื่นปราณโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสามสิบสายระเบิดปะทุออกจากร่างของพวกมันพร้อมเพรียงกัน!
“นี่มัน…”
เมื่อจับสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายพลังของขุมกำลังทั้งสามสิบกำลังพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง บรรดายอดฝีมือระดับเหลียนซวีในงานต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงไปตามๆ กัน
นี่มันวิชาผีสางเทวดาอันใดกันวะเนี่ย?! เพียงแค่กลืนกินโลหิตเข้าไปหยดเดียว พลังกลับระเบิดพุ่งพรวดพราดได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ??
“ก็เป็นแค่ลูกไม้ปาหี่หลอกเด็ก! ไปลงนรกกันให้หมดซะเถอะพวกแก!!”
ขวงหลงตวาดลั่นดุดัน จิตสังหารจากอาณาเขตโดยรอบถูกกระชากดูดกลืนมารวมศูนย์เอาไว้ที่คมกระบี่ทมิฬในมือของมันจนหมดสิ้น
“เคล็ดกระบี่เทพสังหาร——สรรพชีวิตดับสูญ!”
พร้อมกับรังสีอำมหิตอันน่าสะพรึงกลัวที่ระเบิดปะทุออก คลื่นกระบี่สีเทาขนาดยักษ์ยาวนับร้อยเมตรที่ทำเอาฟ้าดินถึงกับแปรเปลี่ยนสีสัน ก็ถูกตวัดสับฟาดฟันแหวกอากาศ พุ่งทะลวงเข้าใส่พวกจางอวิ๋นอย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานี
‘เร็ว!’ ‘ไว!’
ตัวอักษรสองอักขระถูกตวัดเขียนลงมาจาก ‘พู่กันบัญชาการ’ อานุภาพของมันแผ่ขยายครอบคลุมทั้งตัวจางอวิ๋นและร่างอัญเชิญทั้งสามสิบในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ความเร็วของพวกเขาระเบิดพุ่งทะยานทะลุขีดจำกัด และแยกย้ายกันพุ่งหลบฉากออกไปรอบทิศทางได้อย่างฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด
เจ้าเมืองกู่โม่ประจักษ์ดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “คัมภีร์กระบี่คร่าวิญญาณ!”
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ตาเฒ่าเตรียมจะลงมือ จู่ๆ คัมภีร์สีดำทมิฬเล่มหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นเหนือหัวของมัน พร้อมกับลำแสงกระบี่นับไม่ถ้วนที่สาดซัดกระหน่ำลงมาจากคัมภีร์เล่มนั้นราวกับห่าฝนดาวตก
เจ้าเมืองกู่โม่หน้าถอดสีในทันที มันล้มเลิกความคิดที่จะโจมตีจางอวิ๋น แล้วรีบดีดตัวกระโดดหลบฉากหนีเอาชีวิตรอดอย่างทุลักทุเล
พร้อมกับตวัดสายตาเย็นเยียบดุดัน หันขวับไปมองชายวัยกลางคนรูปงามภูมิฐานที่โผล่มาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างของตนตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจมีผู้ใดล่วงรู้ได้
บุรุษรูปงามภูมิฐานยื่นมือออกไปคว้าเก็บคัมภีร์สีดำกลับคืนมา พลางทอดสายตามองไปยังกลุ่มคนทั้งสามสิบเอ็ดร่าง ซึ่งสามารถหลุดพ้นจากการพันธนาการของข่ายเส้นใยและหลบหลีกคลื่นกระบี่มหาประลัยได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่เขาจะคลี่ยิ้มบางเบาออกมา
จากนั้นเขาจึงปรายตาหันไปมองเจ้าเมืองกู่โม่ “ท่านเจ้าเมืองกู่โม่… สิ่งที่พวกท่านร่วมกันกระทำในวันนี้ มันดูเล่นสกปรกไร้ยางอายไปหน่อยกระมัง!”
“กัวเช่อ นี่เจ้าคิดจะตั้งตนเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเมืองกู่โม่ของข้ากระนั้นรึ?”
เจ้าเมืองกู่โม่เอ่ยถามคุกคามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ท่านเจ้าเมืองกู่โม่ก็กล่าวหนักหนาเกินไปแล้ว!”
ชายวัยกลางคนรูปงามภูมิฐานที่ถูกขนานนามว่ากัวเช่อคลี่ยิ้มบางๆ เขาปรายสายตามองจางอวิ๋นที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะเอื้อนเอ่ย “บังเอิญว่าตัวข้ามีข้อตกลงความร่วมมือบางประการกับสหายท่านนี้อยู่น่ะ คงจะให้ยืนกอดอกดูพวกท่านรุมสังหารเขาทิ้งไปเฉยๆ มิได้หรอกนะ!”
“เหอะ!”
เจ้าเมืองกู่โม่คร้านจะต่อปากต่อคำให้มากความ ห้วงอากาศเบื้องหน้าพลันปรากฏเส้นใยพลังงานสังหารนับไม่ถ้วนพุ่งทะลักทะลายออกมา พวกมันกวาดล้างแหวกอากาศออกไปราวกับคมมีดอันแหลมคมนับพันนับหมื่นเล่ม
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!!
กัวเช่อเพียงแค่พลิกหน้าหนังสือในมือไปอีกหน้าหนึ่งอย่างแผ่วเบา คลื่นแสงกระบี่มากมายมหาศาลก็กวาดล้างออกมา พุ่งทะลวงเข้าปะทะกับเส้นใยพลังงานนับไม่ถ้วนกลางอากาศ ส่งผลให้บังเกิดประกายไฟเสียดสีกระเด็นสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งห้วงมิติในชั่วพริบตา
เมื่อประจักษ์ว่ายอดฝีมือทั้งสองเปิดฉากห้ำหั่นปะทะกันเดือด…
ขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังก็พลันขมวดคิ้วแน่นเป็นปม
สาวงามชุดขาว นักพรตหงต๋า และยอดฝีมือระดับเหลียนซวีคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
กัวเช่อผู้นี้ถึงกับกล้ายื่นมือสอดเข้าช่วยเหลือจางอวิ๋นเนี่ยนะ? ในหัวของมันกำลังคิดบ้าอันใดอยู่วะ?
อย่าว่าแต่พวกรอบนอกเหล่านั้นเลย แม้กระทั่งตัวจางอวิ๋นเองก็ยังแอบฉงนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
นั่นเป็นเพราะเมื่อครู่นี้เอง จู่ๆ กัวเช่อผู้นี้ก็ลอบส่งเสียงผ่านลมปราณมากระซิบถามเขา ว่ายังยินดีที่จะตกลงรับข้อเสนอความร่วมมือที่เคยถูกปฏิเสธไปก่อนหน้านี้หรือไม่?
จางอวิ๋นลอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ ทว่าเขาก็ตอบตกลงรับคำไปโดยแทบมิต้องเสียเวลาไตร่ตรอง
ก็นะ ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานความเป็นความตายเช่นนี้ การที่อีกฝ่ายเอ่ยปากถามเช่นนั้น มันก็มีค่าเท่ากับถามว่า ‘ต้องการให้ข้าสอดมือเข้าช่วยหรือไม่?’ นั่นแหละ
และหลังจากที่เขากล่าวตอบตกลง กัวเช่อก็เร้นเสียงตอบกลับมาอย่างหนักแน่นว่าจะช่วยรับหน้าและดึงความสนใจของเจ้าเมืองกู่โม่เอาไว้ให้เอง
แล้วหลังจากนั้น อีตาคนนี้ก็เปิดฉากลงมือซัดกับเจ้าเมืองกู่โม่ในทันทีโดยไม่รีรอ
จางอวิ๋นปรายสายตามองกัวเช่อที่กำลังปะทะฝีมือกันพัลวันกับเจ้าเมืองกู่โม่ ก่อนจะสลักจดจำบุญคุณความช่วยเหลือในครั้งนี้เอาไว้ลึกสุดใจ
ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงที่ซุกซ่อนอยู่ของอีกฝ่ายจะเป็นสิ่งใดก็ตาม แต่การยื่นมือเข้ามากอบกู้ในสถานการณ์คับขันถึงขีดสุดเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการมอบถ่านอุ่นๆ ให้ในวันหิมะตกหนักเลยล่ะวะ! น้ำใจล้ำค่าในครั้งนี้ ข้าขอรับเอาไว้ด้วยความยินดียิ่ง!
‘สู้!’ ‘สู้!’
จางอวิ๋นไม่มัวเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขาสะบัด ‘พู่กันบัญชาการ’ ตวัดเขียนตัวอักษรคำว่า ‘สู้’ สองอักขระติดกัน ผลลัพธ์ของมันแผ่ขยายครอบคลุมทั้งตัวเขาและร่างอัญเชิญทั้งสามสิบคนไปพร้อมๆ กัน
“สับพวกมันซะ!”
เขาตวัดนิ้วชี้หน้าขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคัง พร้อมกับสะบัดมือออกคำสั่งด้วยสุรเสียงเฉียบขาดดุดัน
“ฆ่า——!!”
ประธานเหลียนห้าคน บรรพชนพันเกาะห้าคน หลานเอ๋อร์และบรรพชนมารทมิฬอย่างละสิบคน พลันระเบิดปลดปล่อยพลังปราณของตนเองออกมาจนถึงขีดสุด แล้วพุ่งทะยานเข้าขย้ำขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังอย่างพร้อมเพรียง
“คนที่อัญเชิญเป็น… มิได้มีเพียงแค่แกคนเดียวหรอกนะโว้ย!”
ขวงหลงแค่นเสียงเย็นชาเย้ยหยัน ตราประทับมารพลันปรากฏขึ้นในกำมือของมัน ก่อนที่คลื่นปราณมารทมิฬจะทะลักทลายปะทุออกมาในชั่วพริบตา
มารอสูรระดับแปลงเทพทั้งสิบตนแผดเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาท พวกมันพุ่งทะยานแหวกม่านปราณมารนั้นออกมาอย่างดุร้าย
จางอวิ๋นประจักษ์ดังนั้น มุมปากก็กระตุกยิ้มบางเบาอย่างรู้ทัน บรรพชนมารทมิฬทั้งสิบคนเป็นฝ่ายพุ่งทะยานเข้าไปรับหน้าปะทะกับพวกมันอย่างรู้หน้าที่
“ฝ่ามือมารทมิฬ!”
บรรพชนมารทมิฬร่างที่ทะยานอยู่แนวหน้าสุดตวัดฟาดฝ่ามือลงไปสุดแรงเกิด
มารอสูรระดับแปลงเทพตนหนึ่งยังมิทันได้ตั้งตัวตอบสนอง ก็ถูกฝ่ามือมหาประลัยนั้นตะปบอัดกระแทกฝังจมลงดินอย่างจัง ส่งผลให้พื้นที่บริเวณนั้นสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
แกรก! แกรก!!
โครงร่างของมารอสูรตนนั้น ปริแตกและแหลกสลายลงภายใต้การโจมตีเพียงฝ่ามือเดียว ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองปราณมารลอยละล่องจางหายไปในอากาศธาตุ
และนี่… เป็นเพียงแค่ปฐมบทแห่งการสังหารหมู่เท่านั้น
ตูม! ตูม! ตูม!…
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท บรรพชนมารทมิฬอีกเก้าคนที่เหลือทยอยกระหน่ำลงมือ พวกมันทุกร่างล้วนตวัดใช้เพียงแค่ฝ่ามือเดียว ก็สามารถบดขยี้มารอสูรจนตายคาที่ได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
มารอสูรทั้งสิบตนเพิ่งจะถูกอัญเชิญออกมาอวดเบ่งโชว์ตัวได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก็มีอันต้องถูกทุบจนแหลกละเอียดกลายสภาพเป็นปราณมารไปพร้อมๆ กันอย่างอนาถ
มุมปากของขวงหลงถึงกับกระตุกยิกๆ อย่างมิอาจควบคุมได้
ไอ้ตราประทับมารชิ้นนี้… แม่งเป็นของปลอมทำเหมือนรึเปล่าวะเนี่ย? อัญเชิญไอ้ขยะเปียกพวกนี้ออกมาเพื่อประโยชน์อันใดวะ??
ทางด้านจอมมารเฒ่าอันคังที่ยืนคุมเชิงอยู่ข้างๆ ถึงกับยืนอึ้งแดกตาค้างไปเลยทีเดียว
ในฐานะที่คนผู้นั้นเคยเป็นเบี้ยล่างรับใช้ของมันมาก่อน บรรพชนมารทมิฬมีระดับความแข็งแกร่งเพียงใด ทำไมตัวมันจะไม่ล่วงรู้
ไอ้พวกมารอสูรระดับแปลงเทพเหล่านี้ ถึงจะมิได้แข็งแกร่งเทียมฟ้าอันใด แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็คือยอดฝีมือระดับแปลงเทพ มันน่าจะพอสูสีต่อกรกับบรรพชนมารทมิฬได้บ้างสิวะ แล้วภาพตรงหน้านี่มันคือบ้าอะไร… เพียงแค่ปะทะกันหน้าเดียวก็ถูกตบหัวทิ่มตายห่ารวดเดียวหมดเกลี้ยงเลยเนี่ยนะ?
นี่แม่ง… ต่อให้เป็นร่างต้นฉบับของบรรพชนมารทมิฬตัวจริงเสียงจริงโผล่มา ความแข็งแกร่งก็ยังไม่หลุดโลกปานนี้เลย
ไอ้พวกร่างที่ถูกอัญเชิญออกมาแล้วได้กลืนกินโลหิตของจางอวิ๋นไปแค่คนละหยดนี่ มั่นใจนะว่ามิใช่ร่างอัปเกรดตีบวกของบรรพชนมารทมิฬน่ะ?
“ฆ่า!”
จางอวิ๋นหาได้สนว่าพวกมันจะคิดอ่านประการใด เขาตะโกนกู่ร้องเสียงดังกังวานลั่น พลางนำทัพพาร่างอัญเชิญทั้งสามสิบคนพุ่งทะยานเข้าสับสังหารขวงหลงและจอมมารเฒ่าอันคังอย่างบ้าคลั่ง
ตั้งแต่ถือกำเนิดมา เขายังไม่เคยได้ลิ้มรสการเชือดคอยอดฝีมือระดับเหลียนซวีมาก่อนเลย วันนี้แหละ… เขาจะขอเปิดประเดิมชโลมเลือดระดับเหลียนซวี