สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 157 ไม่คาดฝัน
ครั้นเมื่อจั่วม่อ เหวยเสิ้งและหลัวหลี พบเห็นท่านเจ้าสำนักกับเหล่าอาจารย์อา พวก
มันก็กลายเป็นเรียบๆ ร้อยๆ ขึ้นมาทันที
“ฮึ่ม พวกเจ้าประเสริฐมาก ไปเข้าร่วมชุมนุมวิจารณ์กระบี่ แต่ไม่มีผู้ใดกลับมาอย่าง
ครบถ้วนสมบูรณ์สักคน” สือฟั่งหรงผู้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เมื่อเห็นคนทั้ง
สาม อารมณ์ที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งย่ำแย่ลงกว่าเดิม ทั้งสามคนได้รับบาดเจ็บ ความรับผิดชอบ
ทั้งหมดต้องตกลงบนศีรษะนาง
ทั้งสามคนหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจ สือฟั่งหรงอาจรั้งลำดับสุดท้ายในสี่ผู้อาวุโส แต่ใน
ความเป็นจริง การล่วงเกินอาจารย์อาหญิงสี่ ผลลัพธ์ก็น่าสังเวชมากแล้ว
เผยเหยียนหรานกับพวกสีหน้าไม่สู้ดี ทุกผู้คนที่ถูกลากไปยังอารามตงฝู ต้องแผด
เสียงถกเถียงวุ่นวายมาหลายวัน แน่นอนว่าไม่มีทางอยู่ในอารมณ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ลูก
ศิษย์ทั้งสามคนล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่ว
“เอาละ เอาละ” หยานเล่อออกหน้าไกล่เกลี่ย “พวกเจ้าก็เกินไป แต่ละคนกลับมา
ในสภาพเช่นนี้ พวกเราที่เป็นผู้ปกครองจะไม่กังวลได้อย่างไร? พวกเจ้าต้องจำไว้ ชัยชนะ
หรือพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียว ไม่ได้มีความหมายอันใด ตราบใดที่เจ้าสามารถมีชีวิตอยู่ได้
จะมีโอกาสยืนขึ้นเสมอ หากกระทั่งชีวิตน้อยๆ ยังไม่หลงเหลือ ชัยชนะยังจะมี
ความหมายอันใดเล่า?”
ทั้งสามก้มหน้า พึมพำรับคำ
เผยเหยียนหรานสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย รับช่วงกล่าวสืบต่อ “อาจารย์อาของ
เจ้ากล่าวถูกต้อง พวกเจ้าต้องจดจำไว้ให้มั่น เจ้าเป็นความหวังของสำนัก ในภายภาค
หน้า ความรุ่งโรจน์ของสำนักวางไว้ในมือพวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่ดูแลรักษาร่างกาย
ตัวเอง เห็นทีจะผิดต่อคำสอนของสำนักที่ฝึกอบรมพวกเจ้ามาแล้ว ฮ่าฮ่า แต่ครั้งนี้พวก
เจ้าทั้งหมดทำได้ดีมาก งานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ได้รับผลสรุปแล้ว นี่เป็นกรณี
พิเศษ ดังนั้นการจัดอันดับขั้นสุดท้ายถูกคำนวณโดยอ้างอิงจากผู้อาวุโสด่านจินตันที่เป็น
ผู้ตัดสิน …พวกเจ้าทั้งสามล้วนอยู่ในสิบลำดับแรก เหวยเสิ้งได้ที่สอง จั่วม่อที่สาม หลัว
หลีที่เจ็ด”
หลัวหลีอดถามไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าพวกเราหมดสภาพต่อสู้ จนพ่ายแพ้แต่แรกหรอก
หรือ?”
เผยเหยียนหรานเล่าถึงสถานการณ์หลังจากที่การแข่งขันชุมนุมวิจารณ์กระบี่ถูก
หยุดลงกลางคัน เหวยเสิ้งกับหลัวหลีเข้าใจทันที พากันหันไปมองจั่วม่อเหมือนกับกำลัง
มองสัตว์ประหลาด เจ้าผู้นี้…เป็นคนร้ายที่แท้จริงในเรื่องการยุติการแข่งขัน!
จั่วม่อหัวหมุนงุนงง ดวงตาว่างเปล่า ม้วนหยกค่ายกลเบื้องต้นของคุนหลุน มันเลิก
หวังมาตั้งนานแล้ว ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ท่านเจ้าสำนักกลับบอกว่ามันได้ลำดับที่
สาม ซึ่งหมายความว่าม้วนหยกย่อมตกเป็นของมันแน่ๆ!
“ผู้ใดเป็นลำดับที่หนึ่ง?” เหวยเสิ้งถาม
“เป็นกู่หรงผิง” เผยเหยียนหรานเหลือบมองเหวยเสิ้ง เกรงว่าอีกฝั่ายจะรับไม่ได้ รีบ
อธิบายว่า “กู่หรงผิงแม้พลังฝีมือไม่ได้เหนือล้ำไปกว่าเจ้า แต่มันสะกดเจ้าไว้ตลอดเวลา
หากเป็นเรื่องจริงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นตาย โอกาสชนะของมันมีมากกว่า
เจ้า” อันที่จริง ยังคงมีสิ่งที่ท่านเจ้าสำนักไม่ได้กล่าวออกจากปาก สำนักกระบี่หัวใจ
ทะเลสาบเป็นสำนักใหญ่อันดับแรกของอาณาจักรนภาจันทร์ จะไม่ไว้หน้าพวกมันได้
อย่างไร?
“นั่นก็ใช่แล้ว” เหวยเสิ้งผงกศีรษะ ไม่แยแสสนใจ “กู่หรงผิงเป็นคู่มือที่แข็งแกร่ง
ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา ช่วยให้ข้าได้เรียนรู้มากมาย”
เห็นจิตใจเปิดกว้างของเหวยเสิ้ง เผยเหยียนหรานปลาบปลื้มประโลมใจยิ่ง
หลัวหลีต้องการกล่าววาจา ทันใดนั้นเห็นอาจารย์ลุงซินหยานจ้องมองจั่วม่อด้วย
ดวงตาเย็นเยียบ มันไม่กล้าเอ่ยปากทันที
อาจารย์ลุงซินหยานมีข้อขุ่นข้องกับศิษย์น้องจั่วม่อหรือ? ในใจมันงุนงงอยู่บ้าง กล่าว
ตามเหตุผล ผลงานของศิษย์น้องจั่วม่อในคราวนี้เรียกได้ว่าหมดจดงดงามยิ่ง ไฉน
อาจารย์ลุงซินหยานไม่พอใจ?
หลัวหลีลอบมองไปยังจั่วม่อ พบว่าอีกฝั่ายดวงตาเลื่อนลอย ดูเหมือนจะฟุั้งซ่านไป
ไกล หลายวันมานี้ พวกมันทั้งสามใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก หลัวหลีอดตกใจแทนจั่วม่อ
ไม่ได้ มันต้องการส่งเสียงเตือน แต่พอคำพูดขึ้นมาถึงปาก ก็หดกลับลงไปทันควัน
เนื่องเพราะสายตาของอาจารย์ลุงซินหยานแหลมคมยิ่ง ยังแหลมคมกว่ากระบี่บิน
เสียอีก!
จั่วม่อค่อยๆ ฟืนตัวจากการตกตะลึง ถามออกมาตามสัญชาตญาณ “พวกเราจะ
ได้รับรางวัลเมื่อใด?”
พอประโยคนี้หลุดออกมา สี่ผู้อาวุโสหยุดกล่าววาจาทันที ใบหน้ากลายเป็นมืดมน
จั่วม่อในที่สุดสติค่อยกลับสู่ร่าง เห็นท่านเจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโส ใบหน้าดำมืดยิ่ง
กว่าก้นหม้อ ก็ใจหายวาบ
ผิดท่าแล้ว!
สี่ผ้าวุโสถลึงตามองจั่วม่อราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำเอามันขนลุกซู่
ไม่มีผู้ใดคาดคิด คนแรกที่ทำลายบรรยากาศกดดันนี้จะเป็นอาจารย์ลุงซินหยาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อมันเอ่ยปาก ราวกับสายลมหนาวขั้วโลกกวาดผ่านเข้ามาในห้อง
อุณหภูมิเย็นเยียบจนแทบแข็งตัว “ประเสริฐ! ประเสริฐมาก! ประเสริฐที่สุด!”
กล่าวคำประเสริฐสามคำติดต่อกัน อาจารย์ลุงซินหยานไม่มีวาจาอื่น หมุนตัวจากไป
ทันที
เผยเหรียนหรานกับหยานเล่อใบหน้าไม่สู้ดี ทั้งคู่ก็หมุนตัวจากไปโดยไม่มีวาจา สื
อฟั่งหรงใบหน้าดำทะมึน ดวงตานางที่มองจั่วม่อ คล้ายปรารถนาจะถลกหนังมันทั้งเป็น
จั่วม่อหากไม่เหม่อลอย ก็มีฝีมือมากในการสังเกตสีหน้าผู้คน พอเห็นสีหน้าซือฟูั่
สังหรณ์เลวร้ายในใจพลุ่งขึ้น ต้องกล่าวอึกอัก “ซือฟูั่…”
“ประเสริฐมาก!” สือฟั่งหรงแค่นเสียงอย่างเย็นชา หมุนตัวจากไป
จั่วม่อเหม่อมองอย่างซึมเซา
การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ยังขู่ขวัญเหวยเสิ้งกับหลัวหลีจนหัวหด พวกมันไม่เคย
เห็นเหล่าผู้อาวุโสบันดาลโทสะถึงเพียงนี้มาก่อน
เหวยเสิ้งลังเลแวบหนึ่ง ก่อนถามว่า “ศิษย์น้อง ที่แท้เจ้าก่อเรื่องอันใด?”
“ใช่! อ๊า” หลัวหลีอดไม่ได้ “ทุกคนโกรธเจ้า! ข้าว่าเจ้าไม่รอดแน่!”
จั่วม่อพอฟัง ประโยคนี้เผยแววยินดีในคราเคราะห์ของมันออกมาอย่างชัดแจ้ง
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะจัดการกับศิษย์พี่ไม่ได้ความนี้ นึกถึงคำ
‘ประเสริฐ’ สามคำของอาจารย์ลุงซินหยาน หัวใจก็สั่นสะท้าน หนังศีรษะชาซ่าน
แค่ตอแยซือฟูั่เพียงผู้เดียว วันคืนของมันก็ยากลำบากมากพอแล้ว ครั้งนี้ยิ่งประเสริฐ
กว่าเดิม ตอแยรวดเดียวสี่คนครบถ้วนบริบูรณ์เลยทีเดียว มิหนำซ้ำฟังจากน้ำเสียง คล้าย
จะเป็นเรื่องร้ายแรงไม่น้อย
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อหดหู่มากที่สุด คือจนถึงตอนนี้ มันยังไม่เข้าใจว่ามันกระทำผิดที่ใด
กล่าวตามเหตุผล ผลงานของมันในการประลองคราวนี้สมควรไม่เลวร้ายจึงจะถูก
จั่วม่อในใจกลัดกลุ้มกังวลไม่คลาย
มีเพียงเหวยเสิ้งที่มีสีหน้าครุ่นคิด
ทั้งซือฟูั่ ท่านเจ้าสำนักและอาจารย์ลุงทั้งสอง ล้วนขุ่นเคืองมัน จั่วม่อไม่ทราบจะทำ
อย่างไรเพื่อบรรเทาโทสะของพวกมัน อย่างไรก็ตาม มันเป็นคนง่ายๆ ไม่ค่อยอินังขังขอบ
ต่อสิ่งใด ทราบว่ากังวลไปก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นไม่คิดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป กลับไปคิดถึงม้วน
หยกค่ายกลเบื้องต้นของคุนหลุนที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในมือมันในไม่ช้า ความกลัดกลุ้ม
กังวลก็หายวับไป
เมื่อสือฟั่งหรงกลับจากอารามตงฝู อาการบาดเจ็บของทั้งสามคนก็ฟืนตัวรวดเร็วขึ้น
มาก สองสามวันให้หลัง พวกมันก็สามารถลุกขึ้นเคลื่อนไหว หลังจากนี้ เพียงต้อง
พักผ่อนอย่างสงบและอาศัยการเข้าฌานชั่วระยะหนึ่ง ก็จะทุเลาหายดีอย่างสมบูรณ์
นอนปั่วยอยู่บนเตียงมานาน พวกมันทั้งสามเบื่อแทบตายแล้ว ดังนั้นพากันออกไปสูด
อากาศข้างนอก
บนยอดเขา ลมแรงมาก ทั้งสามคนเบิกบานสำราญใจ หลังจากนอนซมอยู่บนเตียง
เป็นเวลานาน ทำให้พวกมันตระหนักว่าการมีลมเย็นเปั่าใส่เช่นนี้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่น่า
เพลิดเพลินไม่น้อยจริงๆ
มองลงไปยังกลุ่มเงาร่างที่กำลังทำงานหนักอยู่ด้านล่าง เหวยเสิ้งทอดถอนใจ “สำนัก
ของเรากำลังจะรุ่งโรจน์!!”
บรรยากาศในสำนักกระบี่สุญตาเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ตามหุบเขาหรือในปั่า
มักเห็นเงาร่างของศิษย์สำนักกระบี่สุญตาทำงานอย่างหนัก ดวงตาของศิษย์เหล่านั้นเมื่อ
แลมายังพวกมันทั้งสาม ล้วนเต็มไปด้วยความชื่นชมบูชา
สำนักกระบี่สุญตาในวันนี้ เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา และการเติบโต ใบหน้าของ
เหล่าศิษย์เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและแรงกระตุ้น ซึ่งพวกมันไม่เคยมีมาก่อน ในสายตา
เป็นประกายของพวกมัน เหวยเสิ้งกับพวกสามารถเห็นความหวัง เป็นความคาดหวังต่อ
อนาคตอันเรืองรองของสำนักของพวกมัน!
ขณะเดินท่องไปตามภูเขา พวกมันทั้งสามค่อยๆ ตระหนักถึงสิ่งนี้อย่างลึกซึ้ง
หลัวหลีอดพยักหน้ากล่าวออกมาไม่ได้ “ไม่เลว หลังจบงานประลองชุมนุมวิจารณ์
กระบี่ สถานะของสำนักเราในอาณาจักรนภาจันทร์ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่มีใครหยุด
พวกเราได้อีก!” ดวงตามันเป็นประกายด้วยความปรารถนาและการคาดหวัง สำนัก
รุ่งเรืองขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือเหล่าศิษย์เอกอย่างพวกมัน การบำเพ็ญเพียรไม่ได้
สร้างขึ้นจากรากฐานอันว่างเปล่า ไม่มีจิงสือ ไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีเวทวิชา เป็นไปไม่ได้เลยที่
จะก้าวตามความเร็วในการรุดหน้าของผู้อื่นทัน
จั่วม่อคล้ายเลื่อนลอยอยู่บ้าง มันเปั่าลมออกจากปาก ความคิดฟุั้งซ่านมึนงง
“ศิษย์น้อง เจ้าคิดอันใด?” เหวยเสิ้งสังเกตเห็นความเหม่อลอยของจั่วม่อ
จั่วม่อสติกลับสู่ร่าง กล่าวกลบเกลื่อนว่า “ข้ากำลังคำนวณว่าเมื่อใดจะได้รับของ
รางวัล”
เหวยเสิ้งอดแย้มยิ้มออกมาไม่ได้
หลัวหลีก็มีสีหน้าอับจนปัญญา แต่ยังถามอย่างใคร่รู้ “คนโลภมากอย่างเจ้า ไฉน
เลือกสินค้าเส็งเคร็งเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่ามียุทธภัณฑ์เวทที่ดีมากมาย” จั่วม่อเลือกของ
รางวัลเป็นม้วนหยก เหวยเสิ้งกับหลัวหลีรู้สึกไม่คาดฝันเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนคาดเดาว่า
จั่วม่อจะต้องเลือกยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ หรืออย่างน้อยต้องเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับสาม
ชั้นสุดยอด ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่ามันจะเลือกม้วนหยกที่ไม่มีคำอธิบายม้วนหนึ่ง
จั่วม่อเหลือกตา “หากท่านไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องกล่าวเหลวไหลไร้สาระ”
หลัวหลีกลับไม่มีโทสะ มันยังจำได้ว่าพอจั่วม่อเลือกม้วนหยก สีหน้าท่านเจ้าสำนัก
กับเหล่าผู้อาวุโสดูน่าเกลียดมากถึงเพียงไหน มันในที่สุดก็เข้าใจว่าไฉนท่านเจ้าสำนักกับ
ผู้อาวุโสพิโรธโกรธกริ้วปานนั้น
หลัวหลีสบตาเหวยเสิ้งแวบหนึ่ง แย้มยิ้มให้แก่กัน พวกมันทั้งคู่ไม่มีผู้ใดคิดสะกิด
เตือนจั่วม่อ
เมื่อสามารถลุกขึ้นท่องเที่ยวไปรอบๆ ได้ พวกมันทั้งสามก็รีบย้ายกลับไปยังที่พำนัก
ของตนทันที ไม่มีผู้ใดปรารถนาอยู่ในเรือนขิงหอมนานกว่านี้อีก
จั่วม่อกลับมายังลานน้อยลมตะวันตกของมัน
นอนอาบแดดอย่างเกียจคร้าน บางครั้งคราวยกศีรษะขึ้นมอง มันสามารถมองเห็น
นกโง่ยืนอยู่บนหลังคา วางท่าอวดโอ่ความงามของนางหลากหลายท่วงท่า หากเป็นเวลา
อื่น จั่วม่อต้องซัดก้อนหินใส่มันด้วยความหมั่นไส้อย่างแน่นอน แต่เมื่อห่างกันไปช่วงหนึ่ง
แล้วกลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง มันพบว่าเจ้านกโง่ก็ค่อนข้างน่ารักอยู่บ้าง
เสี่ยวกั่วกำลังตั้งอกตั้งใจปอกผลไม้หลากหลายชนิดไว้สำหรับศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงหลี่
อิงฟั่งเป็นผู้นำผลไม้เหล่านี้มา หลี่อิงฟั่งกับจั่วม่อกำลังสนทนาอย่างออกรส
“ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องต้องรีบหายเร็วๆ คราวนี้ศิษย์น้องทำให้ทุกผู้คนตื่นตะลึง เมื่อผล
การประลองประกาศออกมา คงมีคนพูดไม่ออกมากมาย” หลี่อิงฟั่งคล้ายฉุกคิดอันใดขึ้น
ได้ นางยิ้มแย้ม กล่าวว่า “หนานเหมินหยางเข้าสู่อารามตงฝู กลายเป็นศิษย์ผู้น้องของ
หวีปั๋าย อ๊า น่าสงสารจริงๆ” นางไม่ได้บอกว่าสงสารหนานเหมินหยางหรือหวีปั๋าย บางที
อาจเป็นทั้งคู่ นางกล่าวสืบต่อ “ส่วนจงหมิงเอี้ยน ว่ากันว่าการบาดเจ็บสาหัสยิ่ง ศิษย์
น้องกลายเป็นคนที่สำนักกระบี่ตงฉีแค้นเคืองที่สุด ทางที่ดีอย่าไปเดินเล่นแถวสำนัก
กระบี่ตงฉีจะดีกว่า ตงฝูในเวลานี้น่าเบื่อมาก ทุกคนกำลังพักฟืน ราคาของยารักษา
อาการบาดเจ็บในตลาดทะยานสูงขึ้น…”
จั่วม่อกัดผลไม้กร้วมๆ น้ำผลไม้กระเซ็นไปไกล มันกล่าวอู้อี้ว่า “ไม่สำคัญหรอก ไม่มี
อะไรเกี่ยวข้องกับข้าเสียหน่อย…”
หลี่อิงฟั่งหัวร่อ พลางกล่าวย้ำว่า “ศิษย์น้องต้องหายเร็วๆ คราวนี้มีผู้คนมากมายวิ่ง
มายังร้านของเรา ถามว่าศิษย์น้องเจ้ายังรับทำการค้าหรือไม่ ชื่อเสียงด้านค่ายกลของ
ศิษย์น้องโด่งดังไปทั่วอาณาจักรนภาจันทร์แล้ว รวมกับชื่อเสียงจากเม็ดยาอีกาทองคำ
จริงๆ แล้วมีผู้คนจำนวนมากเข้าแถวรอให้เจ้ารับทำการค้า”
จั่วม่อจิตวิญญาณลุกโชนทันที ไม่มีข่าวใดทำให้มันตื่นเต้นได้มากกว่านี้อีกแล้ว!
เวลานี้มันยากจนข้นแค้นยิ่ง!
ขบวนค่ายกลยักษ์ที่ก่อตั้งขึ้นในการประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่ แทบจะกวาด
วัตถุดิบที่มันซื้อมาจากหอลอยร้อยวิเศษไปจนเกลี้ยงเกลา มิหนำซ้ำมันยังเลือกม้วนหยก
เป็นรางวัล เรียกว่างานนี้ไม่มีจิงสือแม้แต่ชิ้นเดียว
ดังนั้นเมื่อได้ยินข่าวคราวจากหลี่อิงฟั่ง ดวงตามันกลายเป็นสีเขียวทันที
อย่างไรก็ตาม มันขบคิดครู่หนึ่ง จากนั้นสั่นศีรษะ “เรื่องนี้ยังต้องรอให้ข้าหายดี
เสียก่อน”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” หลี่อิงฟั่งกล่าว “ศิษย์น้องต้องพักรักษาตัวให้ดี เมื่อร่างกาย
เจ้าหายดี เจ้าย่อมมีทุกอย่าง อ้อ ใช่แล้ว ผู้อาวุโสเทียนซงจื่อ เมื่อสองวันที่แล้วออก
ประกาศอย่างกะทันหัน ซิวเจ่อของตงฝูที่เข้ามาในร้อยอันดับแรก จะได้รับอนุญาตให้
เข้าไปยังเขตแดนลับ”
“เขตแดนลับ?” จั่วม่อตาเบิกกว้าง กล่าวอย่างไม่เชื่อถือ “อารามตงฝูมีเขตแดนลับ
ด้วย? พวกมันยินยอมให้ผู้อื่นเข้าไปด้วยหรือ?”
“แน่นอน! ว่ากันว่าเพื่อฟูมฟักลูกหลานท้องถิ่นของตงฝู ผู้อาวุโสเทียนซงจื่อตัดสินใจ
อย่างรอบคอบแล้ว” หลี่อิงฟั่งอธิบาย
พวกมันสนทนากันอีกเล็กน้อย แต่จั่วม่อไม่มีความสนใจในข่าวอันสะท้านสะเทือน
ของหลี่อิงฟั่ง หลี่อิงฟั่งเห็นเช่นนั้น จึงทิ้งโอสถปราณสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บไว้เป็น
จำนวนมาก ก่อนอำลาไป
ใช้สายตาส่งหลี่อิงฟั่งจากไป จั่วม่อผลักไสเสี่ยวกั่วไปฝึกกระบี่ จากนั้นมันจมลงใน
ห้วงความคิด
ในวันเดียวกันนั้นเอง จั่วม่อตัดสินใจ
ปิดด่านฝึกตน!