สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 494 ตื่น
แสงสีเขียวเจิดจรัสเปล่งประกายสีมรกต ขมวดพันเป็นเกลียวแหลม
เจาะเข้าไปในเมล็ดผลึกสุริยันอย่างนุ่มนวล
เมล็ดผลึกสุริยันที่ไร้ประกายเริ่มสั่นอย่างรุนแรง ประหนึ่งว่ามีสัตว์
ร้ายบรรพกาลแผดคำรามอยู่ภายใน
ชิงหลินสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาสีดำกระจ่างสุกใสราวกับหมู่ดาวใน
ท้องฟ้ายามวิกาล เรือนผมสีเขียวโบกสะบัดโดยไม่มีลม ปลิวไสวอย่างเสรี
เมล็ดผลึกสุริยันทันใดนั้นปลดปล่อยลำแสงเจิดจ้าบาดตา พลังงานสี
ทองแหลมคมนับไม่ถ้วนประดุจปราณกระบี่ สาดกระจายออกมาอย่าง
ฉับพลัน!
จากนั้นแสงสีแดงฉานสุกสว่างล่องลอยออกมาจากเมล็ดผลึกสุริยัน
ลุกลามติดตามแสงสีเขียว พุ่งเข้าสู่ร่างกายของจั่วม่อที่อยู่อีกปลายหนึ่ง
ของลำแสงเขียวมรกต
จั่วม่อพลันรู้สึกว่าในสมองระเบิดวาบ กระแสแผดเผานับไม่ถ้วนดุจ
ดั่งธารหินหลอมเหลวนับร้อยพันสาย บุกทะลวงเข้ามาในจิตใจมัน ความ
เจ็บปวดจนแทบขาดใจตายพลุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของดวงวิญญาณ มัน
กระทั่งเวลาจะแผดเสียงร้องยังไม่มี สิ้นสติไปในบัดดล
เห็นที่ปลายด้านหนึ่งของแสงสีเขียวมรกต จั่วม่อร่างลอยค้างอยู่กลาง
อากาศโดยไร้การควบคุม ดวงตาปิดสนิทแน่น เห็นได้ชัดว่าไม่มีสติรู้สึกตัว
แสงสีแดงสดใสห่มคลุมมันไว้ทั้งร่าง จากนั้นค้นพบช่องทางอย่างรวดเร็ว
มุดเข้าไปในจมูกปากของจั่วม่อในทันที
แสงสีแดงอันกล้าแข็งนี้มาเร็วยิ่ง ภายในชั่วพริบตา ทั้งหมดก็มุดหาย
เข้าไปในร่างจั่วม่อจนหมดสิ้น
ทันใดนั้นผมเผ้าของจั่วม่อเริ่มลุกไหม้
เปลวไฟนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกออกมาจากผิวหนังของจั่วม่อ เพียง
พริบตาเดียว คนกลายเป็นลูกไฟโชติช่วงดวงหนึ่ง
ในเวลานี้เอง กระแสน้าพลันพวยพุ่งออกมาจากตันเถียนของจั่วม่อ
เข้าปะทะหักหาญกับเปลวไฟ นี่ก็คือหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวที่ชิงหลิน
กำนัลให้แก่จั่วม่อ
แสงสีแดงที่เหนือธรรมดากำลังอาละวาดภายในร่างกายของจั่วม่ออ
ย่างย่ามใจ ทันใดนั้นกลับพบพานศัตรู ดังนั้นโหมซัดจากทั่วสี่ทิศแปดทาง
ตรงเข้าขับเคี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามในทันที
แต่หยดน้าลี้ลับก็ไม่ใช่ธรรมดาสามัญเช่นกัน ชิงหลินเก็บเกี่ยวมันมา
จากเถาวัลย์หมื่นปี จากนั้นหล่อเลี้ยงกลั่นเกลาอย่างต่อเนื่องอีกหลายหมื่น
ปี หยดน้านี้บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง เมล็ดผลึกสุริยันแม้มีพลังเลิศภพจบแดน
แต่เจ้าของของมันสิ้นชีพไปนานนับหมื่นปี ไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงอีก
เทียบกับในอดีตแล้วนับว่าอ่อนด้อยกว่าเดิมมาก
ด้วยช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน ฝ่ายหนึ่งรุดหน้าอย่างต่อเนื่อง อีก
ฝ่ายเสื่อมทรุดไม่หยุดยั้ง ยามกะทันหันกลายเป็นคู่คี่ก้ากึ่ง
เมล็ดผลึกสุริยันหลอมสร้างขึ้นจากตัวอ่อนของดวงอาทิตย์ ถือครอง
พลังเลิศภพจบแดนตามธรรมชาติ แม้ว่าผ่านกาลเวลานับหมื่น ๆ ปี ทั้งยัง
ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่สภาวะอหังการที่สามารถหยามหยัน
โลกหล้าไม่ได้สูญสลายไปด้วย
เผชิญหน้าศัตรูเข้มแข็ง กลับสะกิดความอหังการของมันจนเดือด
พล่าน พลังสภาวะทวีความแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ
เปลวเพลิงบนร่างจั่วม่อพลันระเบิดวาบ ลุกโชนขึ้นไปถึงชั้นฟ้า คลื่น
ความร้อนสุดหฤโหดยึดถือจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง กวาดซัดออกไปรอบวง
อย่างหักโหม
ต้นไม้มหึมาที่พวกมันยืนเหยียบอยู่ด้านบนกลายเป็นเถ้าธุลีในชั่ว
พริบตา คลื่นความร้อนไม่ว่ากวาดซัดไปถึงที่ใด มวลแมกไม้ล้วนถูกแผด
เผาเป็นเถ้าถ่าน พื้นเบื้องล่างเริ่มหลอมละลาย กลายเป็นทะเลหิน
หลอมเหลวผืนหนึ่ง
“สมกับที่เป็นเมล็ดผลึกสุริยัน!” ชิงหลินหัวร่อเบา ๆ ดวงตาจับจ้อง
ใบหน้าของจั่วม่อ หัวใจพลันล่องลอยไปไกลแสนไกล ความทรงจำอัน
ห่างไกลและพร่ามัวคล้ายค่อย ๆ กลับกลายเป็นชัดเจนขึ้นเบื้องหน้ามัน
ราวกับว่าถูกกระแสลมร้อนเหล่านี้ปัดฝุ่นที่ทับถมจนหนาทึบออกไปด้วย
น้องเล็ก… …
ใบหน้าอ่อนเยาว์และแปลกหน้าอยู่บ้างดวงหนึ่ง จากพร่ามัวกลับ
กลายเป็นชัดเจนอยู่ในใจมัน
อารมณ์หวนหาอาวรณ์เอ่อท้นท่วมหัวใจอย่างฉับพลัน มันรั้งสายตา
กลับจากอดีตกาลอันลับเลือน หันมาจ้องมองใบหน้าที่ไม่มีสติของจั่วมอง
ใบหน้าอ่อนเยาว์และแปลกหน้าในใจคล้ายค่อย ๆ ทาบทับลงบนใบหน้า
ของจั่วม่อ
หัวใจที่ไม่เคยไหวสะเทือนมานานนับหมื่นปี คล้ายผุดความรู้สึกที่
ลึกซึ้งเป็นระลอก
มันแย้มยิ้มอย่างสุขสราญ
จากนั้นเหยียดมือขวา ชี้ขึ้นฟ้า
ทันใดนั้นกลางเวหาปรากฏจุดแสงประกาย ราวกับดวงดาวโชนแสง
อย่างฉับพลัน!
เห็นเสาลำแสงสีทองเรียวยาวและตรงแน่วจากแผ่นฟ้าอันไกลโพ้น
ข้ามผ่านห้วงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดของห้วงนภาเหนือศีรษะของพวก
มัน พกพารัศมีอันเรืองรองของหมื่นปีที่แล้ว พุ่งดิ่งลงมาด้วยระดับ
ความเร็วอันสะท้านขวัญวิญญาณ!
พื้นดินใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วยิ่ง ลำแสงสีทองฟาดใส่ดรรชนีที่ชี้ขึ้นสู่
ท้องนภาของชิงหลินอย่างแม่นยำ
บึม!
สุ้มเสียงสดใสดังรัวเร็ว สะท้านทั่วบริเวณ!
ชิงหลินประดุจถูกสายฟ้าฟาดใส สะท้านขึ้นทั้งร่าง ทันใดนั้นพลังอัน
เกรี้ยวกราดไพศาล ยึดถือร่างมันเป็นจุดศูนย์กลาง กวาดวาบออกมาอย่าง
รุนแรง!
เพียะเพียะเพียะ!
บรรดาต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่หยาบหนาหลายสิบจั้ง ไม่ต่างจากกิ่งก้าน
เรียวบาง หักสะบั้นลงอย่างง่ายดาย คลื่นอากาศอันเกรี้ยวกราดไม่ว่ากวาด
ผ่านไปยังที่ใด พื้นดินกระเพื่อมเป็นคลื่น ต้นไม้ล้วนหักพินาศสิ้น
ทั่วทั้งอาณาจักรลับแมกไม้ขจีสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
ภายใต้ลำแสงสีทองอันบริสุทธ์ ชิงหลินดวงตาทอประกายที่ยากจะบ่ง
บอกบรรยายชนิดหนึ่ง คลับคล้ายดวงดาวกำลังลุกไหม้ ในรอยยิ้มสุขสราญ
เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
มันไม่ได้บอกจั่วม่อ ว่าในบรรดาผู้พิทักษ์อาณาจักรลับทั้งสี่ มันเป็น
เพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ อีกสามคนสูญเสีย
ความคิดจิตใจไปหลายพันปีแล้ว กลายเป็นตัวประหลาดที่รู้จักแต่เข่นฆ่า
สังหารตามสัญชาตญาณเท่านั้น
ทั่วทั้งวิหารเทพ มันเป็นคนเดียวที่มีสติแจ่มใส
หลายหมื่นปีของความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ช่างยาวนานถึงเพียง
ไหน!
มันไม่ได้บอกจั่วม่อ เมื่อวิหารเทพสุริยันเปิดออกอย่างเต็มที่ ผู้พิทักษ์
อาณาจักรลับเช่นมันจะเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่เผาผลาญชีวิตเป็นครั้ง
สุดท้าย ลุกโชนแรงกล้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เผาผลาญชีวิตของพวกมัน
จนกว่าจะมอดดับไป!
นอกจากนี้มันยังไม่ได้บอกจั่วม่อ ในหลายหมื่นปีแห่งความเดียวดายนี้
มันเคยท่องไปในทุกซอกทุกมุมของวิหารเทพ วิหารเทพเมื่อหลงเหลือ
เพียงมันผู้เดียว นั่นหมายความว่าชิงหลินสามารถใช้พลังส่วนหนึ่งของ
วิหารเทพได้
บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตา มันไม่มีปัญญาหยุดยั้งการปรากฏขึ้น
ของวิหารเทพ แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต โชคชะตายังประทานพรให้มันได้
พบพานพี่น้องคนหนึ่ง
นับหมื่นปี… … มันนานมากพอแล้ว… …
ภายใต้แสงสีทอง ชิงหลินแย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน!
วิหารเทพสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก้อนศิลาแตกหักกลิ้งลงมาจาก
แท่นบูชาที่ถูกทิ้งร้าง ลวดลายอักขระเทพที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นและใยแมง
มุมเริ่มส่องประกายสุกสว่าง แสงอันเยือกเย็นสาดส่องอย่างพร้อมเพรียง
แผ่กระจายไปยังทุกซอกทุกมุมของวิหารเทพ วิหารเทพทั้งหมดเริ่ม
สั่นสะเทือนไม่หยุดยั้ง
หลังจากหลับใหลยาวนานนับหมื่นปี พลังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวแทน
ของรัศมีอันเรืองรองที่สุดแห่งยุคสมัย พลันตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันลึกล้า
หลีซู่ผู้กำลังตระเตรียมจะพักผ่อนสงบจิตใจ พลันรู้สึกพื้นดินใต้ฝ่า
เท้าสั่นไหว อดชะงักงันไม่ได้
แผ่นดินไหว?
แต่แล้วทันใดนั้นเอง มันสัมผัสถึงพลังสภาวะอันแกร่งกร้าวสุดเปรียบ
ปาน จู่ ๆ ก็ระเบิดออกมาจากระยะไม่ห่างไกลนัก พลังสภาวะสายนี้แกร่ง
กร้าวอหังการถึงขีดสุด สาดแสงเจิดจรัสประหนึ่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
บันดาลให้ผู้คนไม่อาจจ้องมองตรง ๆ
หลีซู่แตกตื่นลนลาน ทะยานร่างออกจากห้องในบัดดล
ทันทีที่มันออกมาจากห้อง ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ปรากฏขึ้น
ตรงหน้า ทำให้มันตะลึงลานโดยสิ้นเชิง!
“เจ้าไม่ทราบ? เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ทราบ!” บุรุษกลางคนกระชากเสียง
อย่างร้อนใจ “คราครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับข่าวสาร ข้าต้องจ่าย
ค่าตอบแทนออกไปเป็นจำนวนมหาศาล หากไม่สามารถฉกฉวยสมบัติ จะ
ขาดทุนย่อยยับแล้ว!”
นักฆ่าหน้ากากยังคงนั่งเงียบเหมือนตอไม้ ไม่กล่าววาจาแม้แต่ครึ่งคำ
บุรุษกลางคนชักสูญเสียความอดทน แต่มันไม่กล้าระบายโทสะใส่นัก
ฆ่าหน้ากาก เพียงแต่สีหน้าทอแววเจ็บปวดใจ เดิมทีมันคิดว่าเมื่อชักชวน
นักฆ่าหน้ากากร่วมทางมาด้วย นี่สมควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอันใด แต่
กลับปรากฏกลุ่มคนที่ไม่ทราบที่มาผุดขึ้นกลางคัน มันไม่อาจปล่อยให้คน
เหล่านี้กลายเป็นอุปสรรค …แต่แล้วมันยังจะทำอย่างไรได้?
ในเวลานี้เอง พื้นดินจู่ ๆ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
“นี่มันสถานที่บัดซบอันใด? ยังจะมีแผ่นดินไหวอีก!” บุรุษกลางคน
กำลังอารมณ์ขุ่นมัว สบถด่าอย่างหัวเสีย
ทันใดนั้นเอง พลังสภาวะอหังการสุดเปรียบปานระเบิดวาบโดยไม่มี
เค้าลางล่วงหน้า แรงกดดันมหึมาถาโถมลงมาพร้อมกับพลังอันน่า
สะพรึงกลัว ประหนึ่งก้อนหินยักษ์กดทับทรวงอกผู้คน บันดาลให้พวกมัน
อึดอัดขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก
บุรุษกลางคนตื่นตะลึงสุดระงับ มันกำลังจะหันไปถามนักฆ่าหน้ากาก
กลับพบว่าอีกฝ่ายหายไปแล้ว
มันรีบโถมออกจากห้อง รอจนพบเห็นเงาร่างของนักฆ่าหน้ากาก ค่อย
คลายใจลงเล็กน้อย
แต่เมื่อหันไปมองยังทิศทางที่พลังอันน่ากลัวขุมนั้นระเบิดออกมา มัน
คล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่ร่างอย่างกะทันหัน ยืนนิ่งขึงตะลึงงันอยู่กับที่!
เสาแห่งแสงขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ กำลัง
หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
ผู้ชมทุกคนมีสายตาคมกล้า ค้นพบในทันทีว่าเสาแห่งแสงหดเล็กลง
ไม่หยุดยั้ง ไม่ถูกต้อง มันกำลังบีบอัดควบแน่นจนเล็กลงต่างหาก! แสงสี
ทองยิ่งมายิ่งรวมรั้ง หนาแน่นเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า!
เพียงชั่วไม่กี่อึดใจ แสงสีทองที่เดิมทีเป็นสีทองอร่ามเรือง หลังจากถูก
บีบอัดอย่างไม่หยุดยั้ง กลับกลายเป็นสีทองเข้มบาดตา
พื้นดินสั่นสะเทือน ไหวสะท้านอย่างรุนแรง ก้อนหินดินกรวดถูกเขย่า
ไม่หยุดหย่อน กระเด้งขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา
สุ้มเสียงลุ่มลึกหนักหน่วงกังวานขึ้นจากส่วนลึกใต้พื้นโลก ราวกับว่ามี
สัตว์ร้ายมหายักษ์แผดคำรามอยู่ข้างใต้! แกร๊ก เทือกเขาพังทลายลง
ครึ่งหนึ่งอย่างเฉียบพลัน ซิวเจ่อที่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อยไม่ทัน
หลบหนี ถูกฝังลงไปทั้งเป็น
บรรดาซิวเจ่อล้วนเหินบินขึ้นไปบนท้องฟ้า สีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง
อยู่กลางเวหาพวกมันสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม เวลานี้แผ่นดินอัน
แข็งกระด้างไม่ต่างจากพื้นโคลนอ่อนยวบ ประหนึ่งว่ามีมือที่มองไม่เห็น
กำลังนวดแผ่นดินเหมือนนวดแป้งหมี่!
สีหน้าที่ดูน่าเกลียดอยู่แล้วของทุกผู้คน ยิ่งดูอัปลักษณ์ขัดตายิ่ง
กว่าเดิม!
ต่อหน้าพลังแห่งฟ้าดินอันไพศาล พลังของพวกมันเล็กจ้อยถึงเพียง
ไหน แทบไม่ต่างจากฝุ่นธุลี!
หลีซู่สีหน้าอับจนหนทาง ทะยานร่างตรงไปยังผู้อาวุโสเซิน “ผู้อาวุโส
นี่มัน… …”
“จะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นในวิหารเทพ!” ผู้อาวุโสเซินกล่าวเสียงทุ้มลึก
ในใจแม้ตื่นตระหนกไม่น้อย แต่ภายนอกยังสงบราบเรียบดังเดิม “ไม่ต้อง
กังวล ชนเผ่าเทพสุริยันเป็นราชันแห่งยุคสมัยหนึ่ง เมื่อวิหารเทพของพวก
มันเปิดออก หากไม่มีสิ่งใดเอะอะอึกทึกเสียบ้างก็แปลกไปแล้ว”
ได้ฟังเช่นนี้ หลีซู่ค่อยคลายใจลงส่วนหนึ่ง อดยกย่องชื่นชมไม่ได้ “ผู้
อาวุโสกล่าวถูกต้อง! พลังสภาวะนี้ขู่ขวัญผู้คนไปแล้ว!”
ผู้อาวุโสเซินแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ขู่ขวัญ? ชนเผ่าเทพสุริยันล่ม
สลายไปนานปี ผุสลายเป็นฝุ่นไปแล้ว กับแค่พลังสภาวะเพียงเท่านี้ มหา
ค่ายกลของสำนักเราก็สำแดงออกมาได้อย่างง่ายดาย! อย่าได้ถูกพลังผุ
กร่อนล้าสมัยเหล่านี้ข่มขวัญเอาแล้ว!”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” หลีซู่รีบรับคำ ดูเหมือนถ้อยคำของมันทำให้ผู้
อาวุโสไม่ชอบใจ ดังนั้นรีบหันเหหัวเรื่องว่า “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่ามีคนลอบ
ล่วงหน้าไปก่อนหรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้!” ผู้อาวุโสเซินสั่นศีรษะ “ชนเผ่าเทพสุริยันกีดกัน
บุคคลภายนอกเป็นพิเศษ มองทั้งโลกเป็นเพียงเป้าหมายให้พวกมันปราบ
พิชิต วิหารเทพของพวกมันไหนเลยจะปล่อยให้ผู้อื่นเข้าไปได้? นอกเสีย
จากว่าคนผู้นั้นก็เป็นชนเผ่าเทพสุริยันเช่นกัน แต่นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ หลังจาก
มหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ยอดยุทธ์แห่งเผ่าสุริยันล้วนสิ้นชีพ พวก
มันถูกชนเผ่าอื่น ๆ ล้อมสังหาร ทั้งเผ่าล้มตายหมดสิ้น วิหารเทพทั้งหมดถูก
ทำลายล้าง วิหารเทพแห่งนี้ที่รอดพ้นจากชะตากรรม เนื่องเพราะมันอยู่ใน
สถานที่ห่างไกลมาก และมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ ครั้งนั้นหัวหน้านักบวชเทพ
ประจำวิหารพอเห็นสถานการณ์ผิดท่าก็ชิงปิดผนึกวิหารเทพจากโลกด้าน
ใน วิหารเทพแห่งนี้จมลงใต้พื้นดินตลอดมา ยังจะมีผู้ใดจะรอดชีวิตมาได้
หลายพันหลายหมื่นปี?”
หลีซู่รับฟังจนเคลิบเคลิ้มมึนเมา ผู้อาวุโสเพียงบอกเล่าไม่กี่คำ แต่
กลับทำให้มันนึกวาดภาพมหาสงครามโบราณอันยิ่งใหญ่ตระการตา!
ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสเซินหยุดชะงัก สายตาเพ่งมองไปยังเสาแห่งแสง
เขม็งนิ่ง
เสาแห่งแสงบีบอัดรวมรั้งจนเหลือเพียงสิบลี้ ขนาดเล็กกว่าเดิมร่วม
สิบห้าเท่า!
บัดนี้มันไม่ใช่เสาแห่งแสงอีกต่อไป แต่เป็นต้นเสาสีทองปนแดงเข้มที่
ดูคล้ายมีตัวตนแท้จริง
ทันใดนั้น ปลายด้านล่างของต้นเสาเริ่มหายไป ไม่ถูกต้อง มันไม่ได้
หายไป แต่กำลังหดตัวขึ้นด้านบน
ผู้ที่สายตาแหลมคมพากันร้องอุทาน “มันกำลังหดตัวเข้าหาตรง
กลาง!”
ผู้ที่ได้รับการสะกิดเตือนรีบมองตามอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามวาจา
ปลายด้านบนของต้นเสาก็กำลังหดตัวลงเข้าหาใจกลาง ด้วยระดับ
ความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ภาพตรงหน้าแปลกประหลาดยิ่ง ราวกับเสาสีทองต้นหนึ่ง ปลายทั้ง
สองข้างหดตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางอย่างรวดเร็ว ยิ่งมายิ่งหดสั้นลงเรื่อย ๆ
อัศจรรย์พันลึก!
ทุกผู้คนล้วนทราบว่าเสาสีทองต้นนี้ไม่ใช่สสารที่มีตัวตน แต่เป็นเสาที่
เกิดจากแสง! เสาแห่งแสงจะหดตัวลงทั้งสองข้างพร้อมกันได้อย่างไร?
กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ภาพที่ตามมาหลังจากนั้น ทำให้พวกมันถึงกับสูญเสียความสามารถ
ในการกล่าววาจา