สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 594 เล่ห์อุบายเผชิญกับไร้ปราณี
“ศิษย์น้องเฉิง!” กงซุนชาเดินเข้าไปสวมกอดฉุนอวี๋เฉิงแรง ๆ ฉุนอวี๋
เฉิงผู้มักจะหมกตัวอยู่กับกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณของมัน ไม่เคยโผล่
หัวออกมาเลย กระทั่งกงซุนชาเองยังไม่ได้เห็นหน้ามันมานานแล้ว
พวกมันทั้งสองติดตามจั่วม่อออกมาจากหมู่เกาะแมกไม้รกร้าง
นับตั้งแต่อาณาจักขุนเขาน้อยจนถึงอาณาจักรทะเลเมฆ ร่วมทุกข์ร่วมสุข
เอาชีวิตรอดมาด้วยกันตลอดเส้นทางอันยาวไกล ความสัมพันธ์ของพวก
มันสนิทสนมกลมเกลียวยิ่งกว่าพี่น้องร่วมอุทรเสียอีก
เมื่อฉุนอวี๋เฉิงส่งนกกระเรียนกระดาษบอกว่าต้องการมายังภพปิศาจ
กงซุนชาอดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ ศิษย์น้องผู้นี้ให้เหตุผลว่าการ
เพาะเลี้ยงสัตว์ปราณของมันกระทำในภพปิศาจจึงดีที่สุด กงซุนชาล่วงรู้ถึง
ความบ้าคลั่งในการเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณของศิษย์น้องเฉิงดี หาได้
ประหลาดใจไม่ ซึ่งความจริงอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยก็เป็นสถานที่ที่
ค่อนข้างเหมาะสม เนื่องเพราะปากทางฟากหนึ่งอยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆ
และทั้งอาณาจักรแทบจะอยู่ในมือของสือตงอย่างสมบูรณ์แล้ว อย่างไรก็
ความ เมื่อพิจารณาถึงด้านความปลอดภัย กงซุนชารู้สึกว่านำศิษย์น้องเฉิง
มาอยู่ข้างกายมันจึงจะวางใจได้มากที่สุด ดังนั้นมันเรียกให้ศิษย์น้องเฉิง
มายังอาณาจักรเรือนกล้วยไม้แทน
ค่ายทัพในยามนี้สร้างป้อมปราการค่ายกลยันต์เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
มีค่ายจูเชวี่ยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีตัวมันเองอยู่ด้วย ต่อให้
เทียนหวนบุกมาโจมตี กงซุนชาก็หาได้หวาดเกรงไม่
ฉุนอวี๋เฉิงกวาดตามองรอบ ๆ อย่างสนอกสนใจ “ที่นี่คืออาณาจักร
ปิศาจ?”
“ถูกต้อง ที่นี่เรียกว่าอาณาจักรเรือนกล้วยไม้ อาณาจักรที่อยู่ใกล้เคียง
เรียกว่าอาณาจักรศิลาดำ ถูกเทียนหวนยึดครองเอาไว้ แต่เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
เรื่องของพวกมัน ส่วนพวกมันก็ไม่มารังควานหาเรื่องเรา” กงซุนชาแนะนำ
สถานการณ์โดยคร่าว ๆ
ซิวเจ่อที่พบเจอระหว่างทางพากันน้อมกายคารวะพวกมันแต่ไกล
“เช่นนั้นเจ้ามีพาหนะปิศาจหรือไม่?”
ตระกูลซิงหลัวมีพาหนะปิศาจที่พวกมันเลี้ยงไว้ พอได้ยินแม่นาง
น้อยต้าเหรินเรียกหาฉุนอวี๋เฉิงเป็นศิษย์น้อง อาซาเก๋อก็ตระหนักถึงศักดิ์
มันสามารถนึกภาพออกเลยทีเดียว กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเมื่อทราบเรื่องที่
เกิดขึ้น สีหน้าจะต้องน่าดูชมไม่น้อย!
แม่นางน้อยชักเริ่มรู้สึกสนใจกองทัพอสูรที่ผุดขึ้นอย่างกะทันหัน
ขบวนนี้อยู่บ้าง ที่นี่คือดินแดนปิศาจ การที่กองทัพอสูรปรากฏขึ้นย่อม
ไม่ใช่เรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้น กองพันอสูรทัพนี้ปรากฏขึ้นอย่างเหมาะเจาะ
พอดีเกินไป ไม่ว่ามองจากมุมใด นี่เป็นการบุกโจมตีที่คาดคำนวณแผนการ
เป็นมั่นเหมาะ ลอบจู่โจมสำเร็จอย่างงดงาม
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงประมาทเกินไปจริง ๆ!
ฉุนอวี๋เฉิงกระทั่งใบหน้ายังไม่เงยขึ้นมอง ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อ
ข่าวคราวอันใด
อาซาเก๋อตื่นตระหนกสุดระงับ มันจู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องราวบางประการ
รีบกล่าวว่า “ต้าเหริน! ผู้น้อยอาจจะล่วงรู้ว่ากองทัพอสูรขบวนนี้เป็นผู้ใด”
“เจ้ารู้รึ?”
?” อาซาเก๋อสีหน้า
ทอแววเหลือเชื่อ
?” กงซุนชาพึมพำ จากนั้นโยนเรื่องนี้ไปทาง
หนึ่ง
ทันใดนั้นเอง สายสืบอีกคนหนึ่งเร่งเหินทะยานเข้ามา มันยังไม่ทันจะ
ลงสู่พื้น สุ้มเสียงเร่งร้อนก็นำมาก่อน “ต้าเหริน เทียนหวนเผชิญการโจมตี
อย่างรุนแรง แทบต้านไม่ไหวแล้ว พวกมันส่งคนมาขอความช่วยเหลือ แต่
? พวกมันแตกตื่นลนลานจริง ๆ!”
เห็นสายสืบยังรอคอยคำสั่งของมัน กงซุนชาโบกมือ “ไปบอกพวกมัน
ว่าข้าไม่อยู่”
อาซาเก๋อที่ด้านข้างลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ตระกูลซิงหลัว
พวกมันผูกพันความแค้นกับเทียนหวนอย่างลึกล้า ในใจมันย่อมไม่ยินดีที่
จะให้การช่วยเหลืออีกฝ่าย
กงซุนชารำพึงเบา ๆ กับตัวเอง “เทียนหวนรึ เฮอะ ข้ายินดีให้
อาณาจักรศิลาดำอยู่ในมือทัพอสูรมากกว่า!”
ผ่านไปอีกพักใหญ่ สายสืบอีกคนหนึ่งมารายงานเป็นคำรบสาม
“ต้าเหริน! เทียนหวนแตกพ่ายแล้ว สูญเสียอาณาจักรศิลาดำให้แก่
ทัพอสูร! กองทัพที่หลงเหลือของพวกมันมุ่งหน้ามาหาเรา!”
อาซาเก๋อแทบเผ่นผึงขึ้น “พวกมันตั้งใจล่อกองทัพอสูรมาที่นี่!”
กงซุนชาแย้มยิ้มเย็นชา “ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน แต่การได้ชมดู
กองทัพอสูรขบวนนี้กับตา นับเป็นเรื่องดีสำหรับเรา เทียนหวนพ่ายศึก
รวดเร็วยิ่ง กองทัพอสูรทัพนี้ไม่รวบรัดธรรมดา!”
หลายชั่วยามให้หลัง เห็นกองทัพที่แตกตื่นลนลานปรากฏขึ้นบน
ท้องฟ้า เบื้องหลังพวกมันเป็นกระบวนทัพที่เป็นระเบียบเรียบร้อยของ
กองทัพอสูร พวกมันดูปลอดโปร่งเฉื่อยชา สลับเปลี่ยนตำแหน่งออกมา
กองทัพอสูรพอเห็นแนวป้องกันอันกล้าแข็งถึงเพียงนี้ พลันหยุดทัพ
ลงทันควัน การบุกจู่โจมแนวป้องกันเช่นนี้อย่างซึ่งหน้า ไม่ต่างอันใดจาก
คิดฆ่าตัวตาย
เหล่าเซียนนักรบแห่งเทียนหวนสีหน้าทั้งตื่นตะลึง ทั้งพรั่นพรึง ผสม
ปนเปจนแยกไม่ออก นับตั้งแต่พวกมันมาที่นี่ครั้งสุดท้าย ยังไม่ได้ผ่านไป
นานเท่าใดเลย แต่อีกฝ่ายกลับสร้างปราการค่ายกลอันน่าสะพรึงกลัวเสร็จ
สิ้นสมบูรณ์อย่างเงียบเชียบ!
ขบวนค่ายกลป้องกันใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ ทั้งกำลังคน วัตถุดิบ
และทรัพยากรที่ต้องหมดเปลืองจะต้องเป็นจำนวนที่น่าขนพองสยองเกล้า
ยิ่ง!
กงซุนชาผู้นี้ที่แท้สังกัดขุมกำลังใด?
ทัพแตกพ่ายของกองพันเทียนหวนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกมัน
ล้วนพบเห็นเค้าความตื่นตระหนกสุดระงับในดวงตาอีกฝ่าย
“ทำอย่างไรดี?”
“บุกเข้าไปก่อนค่อยเจรจา! หรือพวกมันยังจะกล้าเข่นฆ่าพวกเราจริง
ๆ?” อีกคนเค้นเสียงตอบลอดไรฟันออกมา
“หากพวกมันล่วงเกินเทียนหวน รับรองว่าต่อไปในภายหน้าพวกมัน
จะไม่มีวันคืนที่ดี! พวกมันต้องไม่กล้าโจมตีเราแน่! บุกเข้าไปเลย!” อีกคน
เห็นพ้องด้วย
พวกมันได้ความเห็นเป็นเอกฉันท์อย่างรวดเร็ว หันไปสั่งการให้ทุกคน
บุกผ่านเข้าไปในขบวนค่ายกล เหล่าเซียนนักรบทั่วไปย่อมไม่ขบคิด
?
เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง!
เหล่าเซียนนักรบที่โถมเข้าไปในขบวนค่ายกลป้องกัน รู้สึกเบื้องหน้า
สายตาเปลี่ยนเป็นสีขาวพร่างอย่าสมบูรณ์ ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงพลุ่ง
ขึ้นในร่าง จากนั้นสูญสิ้นความรู้สึกรับรู้ทั้งมวลในชั่วพริบตาเดียว
กระทั่งร่างแหลกสลายเป็นผุยผง สีหน้าพวกมันยังเต็มไปด้วยความ
ไม่อยากจะเชื่อ
อีกฝ่ายกล้าลงมือจริง ๆ… …
พวกข้าคือเทียนหวน… …
แม่ทัพที่ออกคำสั่งเบิ่งตาจนแทบฉีกขาด มองดูท้องฟ้าที่กลายเป็น
ว่างเปล่าไปทั้งแถบอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด
แม่ทัพเทียนหวนร้องคำรามอย่างเคียดแค้น “คนแซ่กงซุน! เจ้า
โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! เทียนหวนจะไม่ละเว้นเจ้า… …”
กงซุนชาในป้อมปราการแย้มยิ้มเล็กน้อย แค่นเสียงว่า “คนโง่!”
ค่ายกลที่ด้านหน้าสุดสว่างไสวขึ้นอีกคำรบ กระแสพลังปราณ
มหาศาลสั่นกระเพื่อมอย่างรุนแรง บันดาลให้ผู้คนใจเต้นรัวจนแทบ
กระดอนออกมาจากอก
แม่ทัพเทียนหวนเห็นเช่นนี้ ต้องขบกรามแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความ
เคียดแค้นชิงชัง ตัดสินใจนำกองทัพที่ยังหลงเหลือหลบหนีไปทางหนึ่ง
“ประเสริฐยิ่ง คราวนี้เราก็ล่วงเกินเทียนหวนด้วย” ฉุนอวี๋เฉิงผู้ถูก
ขัดจังหวะ เงยหน้ามองมาพลางกล่าว
“เจ้าควรจะเคยชินได้แล้ว” กงซุนชากล่าวอย่างเฉื่อยชา
ก่อนหน้านี้พวกมันก็ขัดแย้งกับกงเหยี่ยเสี่ยวหรงมาแล้วรอบหนึ่ง หาก
ผู้ใดสร้างหนี้แค้นให้กับสำนักใหญ่เช่นเทียนหวน เช่นนั้นก็รอคอยที่จะถูก
ทำลายล้างได้เลย เว้นเสียแต่ว่าในสายตาของเทียนหวน ท่านเข้มแข็งพอ
ๆ กันกับพวกมัน ยกตัวอย่างเช่นหากอีกฝ่ายเป็นสามสำนักใหญ่ที่เหลือ
เทียนหวนก็จะยินยอมสะกดกลั้น
แต่กงซุนชาเข้าใจกระจ่างว่าเทียนหวนไม่เคยเห็นพวกมันเป็นคู่ต่อสู้
ที่เท่าเทียม หากพวกมันรอจนกงเหยี่ยเสี่ยวหรงกวาดพื้นที่แถบนี้จน
สะอาดสะอ้าน จากนั้นอีกฝ่ายก็จะหาโอกาสเหมาะ ๆ ออกแรงกวาดพวก
มันทิ้งไปด้วยเช่นกัน
ผู้ใดสามารถทนให้ผู้อื่นนอนกรนอยู่บนเตียงของตัวเองได้?
เมื่อจะอย่างไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น มิสู้ชิงฉีกหน้าเล่นงานพวกมันก่อน
สักเล็กน้อยย่อมประเสริฐกว่า แม่นางน้อยยังบังเกิดความคาดหวังต่อกง
เหยี่ยเสี่ยวหรงเป็นอย่างยิ่ง คิดชมดูว่าปฏิกิริยาต่อไปของอีกฝ่ายจะเป็น
อย่างไร
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ มันก็เบิกบานใจมากแล้ว!
เห็นได้ว่าประเมินผู้นำของอีกฝ่ายผิดพลาดไปไกลโข คงคาดคิดไม่ถึงว่า
ฝ่ายตรงข้ามจะเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้ กระทั่งมู่ซีเองพอเห็นขบวนค่ายกล
เบื้องล่างปลดปล่อยการโจมตีอันทรงพลังออกมา ยังอดตะลึงลานไม่ได้
ในใจนาง ระดับความเป็นอันตรายของกองกำลังนี้พุ่งทะยานขึ้นทันที
ผู้คนหากมีสุนัขป่าดุร้ายเป็นเพื่อนบ้าน ย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
นางเพ่งพินิจพิจารณาขบวนค่ายกลของอีกฝ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขบวน
ค่ายกลแทบจะสมบูรณ์พร้อม ไม่มีจุดบอดแม้แต่น้อย หากคิดโจมตีขบวน
ค่ายกลเช่นนี้ นางต้องมีกำลังคนอย่างน้อยแปดพัน ทั้งยังจะต้องจ่าย
ค่าตอบแทนอย่างหนักหนาสาหัส
นางจัดหน่วยทัพเล็ก ๆ ติดตามไล่ล่ากองทัพแตกพ่ายของเทียนหวน
ที่หลบหนีไป กองทัพแตกพ่ายขวัญกำลังใจตกต่าถึงขีดสุด ขอเพียงยังคง
ไล่ล่าสังหารพวกมันอย่างไม่เลิกรา พวกมันจะแตกพ่ายล่มสลายไปเอง
เรื่องสำคัญที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การทำลายเศษซากที่ยังหลงเหลือของ
กองทัพข้าศึก แต่เป็นการยึดครองอาณาจักรศิลาดำ เดิมทีมู่ซีตั้งใจว่า
หลังจากยึดอาณาจักรศิลาดำได้จะอาศัยรอยแยกแห่งความโกลาหลหวน
กลับไปยังภพอสูร แต่นางเมื่อพบเห็นความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายเมื่อครู่
นางก็เปลี่ยนใจทันที ตกลงใจเฝ้ารักษาอาณาจักรศิลาดำแทน
คราวนี้กองทัพที่อยู่เบื้องหน้าจะกลายเป็นศัตรูกับเทียนหวนอย่าง
เปิดเผย กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ พวกมันจะอยู่ในฐานะศัตรูของเทียนหวน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแน่นอนว่าต้องคอยหวาดระแวงพวกมัน จะไม่กล้าเปิด
ฉากช่วงชิงอาณาจักรศิลาดำอย่างเต็มกำลังอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่นางจะเฝ้ารักษาอาณาจักรศิลาดำเอาไว้ได้ก็มี
สูงมาก
หลังจากขบคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน นางก็ตัดสินใจเด็ดขาด นางต้อง
รีบกลับไปยังอาณาจักรศิลาดำในบัดดล อีกทั้งนางยังต้องการทัพหนุนจาก
ตระกูลของนาง กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแน่นอนว่าจะต้องล่วงรู้เรื่องนี้ในไม่ช้า ทั้ง
ยังจะรีบกลับมาโดยเร็ว
เวลากระชั้นยิ่ง