สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 593 อาคมหวงห้ามของกองพันบาปเคราะห์
เปี๋ยหานใบหน้าขาวเผือด
สมาชิกกองพันบาปเคราะห์ผู้หนึ่งหายตัวไป พวกมันกระทั่งพยายาม
ตามหาตลอดทั้งคืนยังหาไม่พบ แสงตะวันสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้า
มาภายในห้อง ตกกระทบร่างมันอย่างเงียบงัน แต่มันหาได้รู้สึกถึงกระแส
อบอุ่นอันใดไม่ ภายใต้แสงตะวันเรืองรอง เงาร่างเดียวดายนั้นดูโดดเดี่ยว
อ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก
สิ่งที่มันหวาดวิตกมากที่สุด ในที่สุดก็บังเกิดขึ้นจนได้!
เวลาที่ผลสะท้อนกลับของอาคมหวงห้ามจะทำงานได้มาถึงแล้ว และ
ทันทีที่มันมาเยือน กองพันบาปเคราะห์จะสูญเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิง
มีแต่หนทางตายสถานเดียว… ร่างแตกระเบิดตายอย่างน่าอนาถ! เนื่อง
เพราะคอยพะวงกับเรื่องนี้ เปี๋ยหานไม่กล้าใช้กองพันบาปเคราะห์ให้ลงมือ
เพราะอาจเป็นเหตุให้ผลสะท้อนกลับของอาคมหวงห้ามเกิดขึ้นเร็ว
กว่าเดิม
แสงตะวันแม้อ่อนโยนปานใด ก็ไม่อาจปลอบประโลมหัวใจอันโศก
สลดของมันได้
บิดากับพี่ใหญ่ของมันจะมีท่าทีต่อมันอย่างไร มันไม่เคยแยแสสนใจ
มันยังไม่ใส่ใจการปฏิบัติอย่างเย็นชาที่มันได้รับ มันไม่เคยใส่ใจเรื่องอื่นใด
ทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่มันกังวลสนใจคือกองพันบาปเคราะห์ กลุ่มหุ่นเชิดอสูร
ปิศาจที่เป็นดั่งสหายสนิทของมันมานานกว่าสิบเจ็ดปี
ชั่วชีวิตนี้มันมีความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือนำกองพันบาป
เคราะห์ที่ไร้วิญญาณ เข่นฆ่าเปิดทางกลับไปทำลายล้างวัดเสวียนคง!
น่าเสียดายที่มันคงไม่มีปัญญากระทำได้!
มันกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดโดยไม่รู้ตัว ก้มศีรษะซุกหน้าลงกับท่อน
แขนที่วางพาดอยู่บนเข่า
มันแม้เป็นเผ่าปิศาจ แต่ไม่เคยล่วงรู้พิชัยยุทธ์และวิธีการต่อสู้ในแบบ
ปิศาจเลย สิ่งที่มันเรียนรู้ สิ่งที่ถูกสอนสั่งมาตลอดสิบเจ็ดปีคือพิชัยยุทธ์ใน
แบบฉบับของซิวเจ่อ มันทราบว่าตัวมันเองก็ไม่ได้แตกต่างอันใดจากกอง
พันบาปเคราะห์ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรมีตัวตนอยู่ในโลก แม้ว่าอาคมหวงห้าม
ในกายมันจะถูกลบล้างไปแล้วก็ตาม
พวกมันล้วนเป็นตัวประหลาด ตัวประหลาดที่ไม่สมควรคงอยู่ อาจ
บางทีจุดจบที่ดีที่สุดสำหรับพวกมัน ก็คือร่างสลายเป็นฝุ่นธุลีภายใต้แสง
ตะวันอันอบอุ่น อย่าได้หลงเหลือแม้แต่เศษฝุ่นสักส่วนเสี้ยว
ทว่ามันจึงไม่แยแสสนใจ
มันผู้ล่วงรู้แต่วิธีต่อสู้แบบซิวเจ่อ บัดนี้ต้องตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชใน
ภพปิศาจอันเป็นบ้านเกิดของตน หากมิใช่ว่ามันยังมีฟู่ฟง อาจบางที
สถานการณ์ของมันคงเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก
มันไม่เคยเกลียดชังตัวเองมากเท่านี้มาก่อน เกลียดชังในความใช้การ
ไม่ได้ของมัน!
ไม่ ข้าไม่ยินยอมพร้อมใจ จะต้องมีหนทาง!
มันเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาสาดประกายเหี้ยมเกรียมสุด
เปรียบปาน ประดุจสัตว์ร้ายที่ถูกไล่ต้อนจนตรอกตัวหนึ่ง
ในเวลานี้เอง ฟู่ฟงผลุนผลันเข้ามาอย่างลนลาน
“เตี้ยนเซี่ย! เตี้ยนเซี่ย! บ่าวหาพบแล้ว! เป็นเซี่ยวม่อเกอ! วันนี้ลูกสมุน
ของเซี่ยวม่อเกอพาตัวคนของเราไปจากหลักศิลาทักษะปิศาจ! มีคน
มากมายที่เห็นกับตา!”
เซี่ยวม่อเกอ?
ประกายตาเกรี้ยวกราดของเปี๋ยหานค่อยอ่อนลง มันผุดลุกขึ้นทันควัน
“ไป! พวกเราไปหาเซี่ยวม่อเกอเดี๋ยวนี้!”
น่าแปลกที่ฟู่ฟงกลับอึกอักลังเล
“มีปัญหาใด?” เปี๋ยหานถามอย่างสงสัยใจ
“เตี้ยนเซี่ย เรื่องนี้จะกล่าวไปก็น่าประหลาด แต่เซี่ยวม่อเกอผู้นี้
คลับคล้ายกับคนผู้หนึ่งที่บ่าวเคยพบเจอในโลกซิวเจ่อเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่า
รูปร่างหน้าตาของมันจะผิดแผกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่พฤติการณ์และ
นิสัยใจคอกลับคล้ายคลึงกันยิ่ง” ฟู่ฟงอธิบาย
“อา?”
“คนผู้นี้เรียกว่าจั่วม่อ เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่สุญตา สำนักเล็ก ๆ ใน
อาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งภายใต้อิทธิพลของคุนหลุน มันมีฝีมือทางค่าย
กลอันเลิศล้า บ่าวพบเห็นมันครั้งแรกในงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่
จากนั้นเคยคบค้าสมาคมกับมันอีกหนที่หมู่เกาะแมกไม้รกร้าง มันผู้นี้ทิ้ง
ความประทับใจให้แก่ข้าน้อยอย่างลึกล้า เตี้ยนเซี่ยคงจดจำได้กระมัง วันที่
เซี่ยวม่อเกอขวางทางหลันเทียนหลงที่หน้าประตูเมืองเพื่อชิงตัวทาสซิว
เจ่อผู้หนึ่ง เตี้ยนเซี่ยยังบอกว่ามันอาจจะเป็นซิวเจ่อ เรื่องนี้… …” ฟู่ฟง
กล่าวอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
เปี๋ยหานดวงตาสาดประกายเจิดจ้า พึมพำซ้าไปซ้ามา “จั่วม่อ จั่วม่อ
เซี่ยวม่อเกอ เซี่ยวม่อเกอ… …เสี่ยวม่อเกอ!8”
ฟู่ฟงงงงันวูบ จากนั้นดวงตากระจ่างจ้าเช่นกัน ร้องอุทานอย่างตื่น
ตะลึง “เป็นมัน! เป็นมันจริง ๆ?”
“เราจะได้รู้เมื่อไปพบมัน”
เปี๋ยหานกล่าวพลางเดินออกจากห้องอย่างไม่รีรอ
จั่วม่อแม้คาดเดาว่าเหมียวจุนสมควรเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่มี
ฝีมือผู้หนึ่ง แต่รอจนเหมียวจุนสำแดงฝีมือในฐานะแม่ทัพของมันออกมา
8 เซี่ยวม่อเกอ – หัวร่อหาหอกอันใด เสี่ยวม่อเกอ – ลูกพี่เสี่ยวม่อ เป็นคนละคำกัน
ยังขู่ขวัญทุกผู้คนจนตะลึงลาน มันถึงกับเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับ
ทอง!
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง ซึ่งไม่มีผู้ใดในนครมหาสันติเคย
ระแคะระคายมาก่อน
ในการประลองพิชัยยุทธ์กับเยี่ยหลิง เพียงปะทะกันไม่กี่รอบเยี่ยหลิง
ก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ซู่หลงยิ่งไม่ใช่คู่มือของมัน แต่เหมียวจุนยังชื่นชม
ไม่ขาดปาก ในความเห็นของมัน ซู่หลงแม้ในด้านความยืดหยุ่นและความ
เปลี่ยนแปลงของกลยุทธ์ขาดพร่องไปบ้าง แต่หนักแน่นมั่นคง มีระเบียบ
วินัยเข้มงวด คาดว่าหลังจากมีประสบการณ์มากกว่านี้ อาจสามารถ
กลายเป็นยอดแม่ทัพผู้หนึ่ง
แต่จะอย่างไร ในยามนี้พวกมันมีกำลังพลเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น ไม่
มีที่ให้แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองได้แสดงฝีมือมากนัก
เหมียวจุนหลอมกลืนเข้ากับตำแหน่งแห่งที่ในกลุ่มของจั่วม่ออย่าง
รวดเร็ว ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสั่งสอนซู่หลง มันเป็นแม่ทัพปิศาจของ
แท้แน่นอน แม้ไม่ได้มีฝีมือเลิศล้าเท่าแม่นางน้อยกงซุน แต่พื้นฐานของมัน
มั่นคงหนักแน่น เหมาะสมที่จะสั่งสอนซู่หลงซึ่งถือกำเนิดจากวิถีนอกรีต
พอดี
หลังจากร่าเรียนอยู่ไม่กี่ประเด็น ซู่หลงได้รับประโยชน์นับเอนกอนันต์
ในเวลานี้ อสูรผมส้มกับอสูรควันดำพอดีกลับมาจากหลักศิลาทักษะ
ปิศาจมหาสันติ อสูรผมส้มจับตาดูค่ายเว่ยฝึกฝนกระบวนทัพ พลันบังเกิด
ความสนใจขึ้นมาทันที เร่เข้ามาร่วมวงโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ
หลังจากเฝ้ามองอยู่พักใหญ่ อสูรผมส้มสับสนงุนงงยิ่ง อดถามไม่ได้ว่า
“เหล่าเหมียว ที่แท้ผู้ใดร้ายกาจกว่ากัน เจ้าหรือเซี่ยวม่อเกอ?”
เหมียวจุนเพิ่งเคยได้ยินคนเรียกหามัน ‘เหล่าเหมียว’ อย่างสนิทสนม
เช่นนี้เป็นครั้งแรก อดเหลือบมองไม่ได้ ในใจลอบครุ่นคิด เจ้าผู้นี้ช่างตีสนิท
กับคนง่ายเสียจริง แต่ปากกล่าวว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นต้าเหรินร้ายกาจ
กว่า”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น” อสูรผมส้มพยักหน้า “เซี่ยวม่อเกอกระทั่งแม่ทัพ
ใหญ่อวี้เหิงยังเคยถล่มจนราบคาบมาแล้ว แม้แต่ข้ายังต้องยอมรับว่ามัน
เป็นยอดอัจฉริยะในระดับเดียวกันกับข้า”
อสูรควันดำที่ด้านข้างเหลือกตามองบน อดสอดปากไม่ได้ “มันเป็น
ยอดอัจฉริยะยิ่งกว่าเจ้า!”
อสูรผมส้มหมุนตัวกลับไป กล่าวกับอสูรควันดำด้วยสุ้มเสียงจริงจัง
“เรื่องนี้ข้าไม่ยอมรับ”
แม่ทัพใหญ่อวี้เหิง เหมียวจุนไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่ผู้ที่
สามารถรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลย่อมต้องมีฝีมืออยู่หลายท่า
เหมียวจุนแม้มีความเชื่อมั่นในฝีมือของตนเป็นอย่างยิ่ง แต่หากคู่ต่อสู้เป็น
แม่ทัพใหญ่บัญชาการกองพล มันก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะได้ชัยแล้ว
มันสนอกสนใจขึ้นมาทันที “โอ้ เรื่องนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน เล่าให้
ฟังสักหน่อยได้หรือไม่”
อสูรผมส้มสบใจยิ่ง กลายเป็นคึกคักกระตือรือร้น รีบอวดโอ่ผลงานอัน
รุ่งโรจน์ในคุกสิบนิ้วของเซี่ยวม่อเกอทุกขั้นตอน ราวกับกำลังคุยโวเรื่อง
?
? แต่มันพลันนึกขึ้นได้ว่าต้าเหริน
เมื่อตอนที่ประลองกับมันก็เคยใช้ศาสตร์อสูรน้อยออกมา
เหมียวจุนผู้น่าสงสาร ยิ่งขบคิดก็ยิ่งหัวหมุนงุนงงไปหมด
จั่วม่อตรวจดูอาคมหวงห้ามบนร่างของปิศาจกองพันบาปเคราะห์
อย่างระมัดระวัง
“กองพันบาปเคราะห์ เป็นกองทัพที่มีตัวตนมาอย่างยาวนาน
เพียบพร้อมด้วยชุดอาคมหวงห้ามที่สมบูรณ์และเคล็ดลับในการควบคุม
พวกมัน แม่ทัพบัญชาการกองพันบาปเคราะห์แต่ละรุ่นล้วนฝีมือร้ายกาจ
ยิ่ง เจ้าต้องระมัดระวังให้มาก” ผูเยาตักเตือนจั่วม่ออย่างที่ยากจะพบพาน
จั่วม่อรับคำดังอืมม์ จากนั้นฝังตัวเองลงไปในการศึกษาอาคมหวงห้าม
ที่เชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน
อาคมหวงห้ามถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีการอันแยบคาย จั่วม่อยังพบว่า
อาคมหวงห้ามบางส่วนทำการลอกเลียนแบบฉบับของแผนผังปิศาจด้วย
อย่างไรก็ตาม ฝีมือลอกเลียนนี้ในสายตาของจั่วม่อ เรียกได้ว่าฝีมือต่าต้อย
และหยาบกระด้างยิ่ง
ซึ่งความจริง มิใช่ว่าอาคมหวงห้ามทั้งหมดของปิศาจกองพันบาป
เคราะห์จะเป็นอันตราย กล่าวไปกลับตรงกันข้าม อาคมหวงห้ามส่วนใหญ่
ล้วนช่วยหนุนเสริม เพิ่มพลังต่อสู้ให้แก่พวกมัน หลากหลายวิธีการอัน
แปลกประหลาดมหัศจรรย์ ช่วยเปิดหูเปิดตาขยายโลกทัศน์ให้แก่จั่วม่ออ
ย่างมหาศาล
สามารถเห็นได้ว่า วัดเสวียนคงเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับศาสตร์วิชา
สลักค่ายกลลงบนร่างมานานปีแล้ว มีหลากหลายวิธีที่สมบูรณ์พร้อมและมี
เอกลักษณ์เฉพาะตัว
จั่วม่อยิ่งศึกษาลึกลงไปเท่าใด ก็ยิ่งตื่นเต้นยินดีมากเท่านั้น ยามนี้มัน
สามารถลอกเลียนวิธีการลับเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่แล้ว
มันถึงกับคิดค้นได้หลายวิธีการ ที่จะสามารถช่วยให้ผลลัพธ์ของ
แผนผังปิศาจซึ่งเคยมอบให้แก่ค่ายจินวู ยิ่งสมบูรณ์แบบกว่าเดิมได้ ลำพัง
ประโยชน์เหล่านี้ก็มีค่านับพันตำลึงทอง
อย่างช้า ๆ เบื้องหน้าตัวประหลาดผู้เชี่ยวชาญทั้งค่ายกลและแผนผัง
ปิศาจเช่นจั่วม่อ อาคมหวงห้ามอันเป็นความลับสุดยอดที่วัดเสวียนคงเฝ้า
สั่งสมมานานนับพันปี ค่อย ๆ ถูกลอกเปลือกออกทีละชั้น เผยตัวออกมาที
ละน้อย
แต่รอจนแกนกลางของอาคมหวงห้ามปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของ
มัน จั่วม่อต้องสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
อาคมหวงห้ามชุดที่อยู่ในสุด ถึงกับเชื่อมต่อกับดวงวิญญาณโดยตรง!
วิธีการอันอัศจรรย์พันลึก!
จั่วม่อแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ดวงวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน การ
เชื่อมโยงอาคมหวงห้ามเข้ากับดวงวิญญาณ ต้องเป็นความลำบากยากเข็ญ
ถึงเพียงไหน เพียงขบคิดดูก็ทำเอามันตะลึงพรึงเพริดอยู่เป็นนานสองนาน
แต่ในไม่ช้ามันก็ได้สติ ดวงตาสดใสกระจ่างแจ้ง มันเริ่มพินิจพิเคราะห์
อาคมหวงห้ามชุดสุดท้ายอย่างระมัดระวัง
เนิ่นนานหลังจากนั้น ค่อยสั่นศีรษะอย่างผิดหวัง ผุดลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
อาคมหวงห้ามชุดสุดท้ายไม่อาจแก้ไขได้ มันไม่มีหนทางใด กองพัน
บาปเคราะห์ที่ต้องมีดวงวิญญาณไม่สมบูรณ์ ล้วนสืบเนื่องมาจากอาคม
หวงห้ามมหาประลัยชุดนี้เอง
โชคยังดีที่แม้ว่าอาคมหวงห้ามชุดนี้ไม่สามารถแก้ไข แต่ไม่ได้เป็น
อาคมหวงห้ามที่จะก่อให้เกิดอันตรายจากผลสะท้อนกลับ
หลังจากตรวจสอบอาคมหวงห้ามเหล่านี้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว
จั่วม่อไม่เพียงแต่ขจัดอาคมหวงห้ามที่ก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับเหล่านั้น
ทั้งยังใช้วิธีการที่อุกอาจยิ่งกว่า…
…มันจะใช้อาคมหวงห้ามดั้งเดิมเป็นรากฐาน เพื่อสลักแผนผังปิศาจ
อันสมบูรณ์พร้อมขึ้นมาใหม่!
,ละมุนละไม) นั่งฟังเงียบ ๆ ใบหน้า
ละมุนละไมดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบประดับด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ในบรรดา
สามกงจู่ นางเยาว์วัยที่สุด นิสัยใจคอเงียบขรึมและเอียงอาย
เสียกงจู่ (องค์หญิงแสงอรุณ) รับคำอย่างยิ้มแย้ม “ใช่แล้ว มันเรียกว่า
เซี่ยวม่อเกอ ผู้คนพร่ารำพันชื่อของมันใส่หูข้าทุกวัน กล่าวจนข้าเพียงได้
ยินชื่อมันก็คิดทุบตีมันสักครา เพียงไม่ทราบว่ามันแข็งแกร่งสักปานใด”
เสียกงจู่ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดอ่อน ริมฝีปากนุ่มละมุนน่าลุ่ม
หลงตาย ดวงตาของนางเป็นสีชมพูระเรื่อ ทรงเสน่ห์ดั่งแสงรุ่งอรุณ ใน
บรรดาองค์หญิงทั้งสาม นับนางงดงามโดดเด่นที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา
ท่วงท่ายกมือวางเท้าล้วนแล้วแต่เย้ายวนใจ
“ตอนนี้ข้าก็สงสัยใคร่รู้เช่นกัน!” บุรุษหนุ่มหล่อเหลาผู้หนึ่งปรบมือ
พลางแย้มยิ้ม “นานมากแล้วที่ไม่มียอดฝีมืออันโดดเด่นปรากฏขึ้นที่นคร
มหาสันติ ที่ผ่านมามีเพียงชีเตียวอวี่ซึ่งพอจะเรียกได้ว่ายอดฝีมือ ส่วนคน
อื่น ๆ หากมิใช่ไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานของเราก็อายุมากเกินไป ไม่มีหวังจะ
เข้าสู่ด่านไสว้อีก”
บุรุษหนุ่มผู้นี้กล่าวอย่างเขื่องโขโอหัง แต่ไม่มีผู้ใดคิดว่ามันเย่อหยิ่ง
ลำพอง เนื่องเพราะมันมีคุณสมบัติที่จะกล่าวเช่นนี้
เสิ่นอวี้ (แสงแวววาวแซ่เสิ่น) เป็นยอดฝีมืออันเด่นล้าที่สุดในหมู่คนรุ่น
หลังของตระกูลเสิ่น ว่ากันว่ามันบรรลุถึงด่านเจียงตั้งแต่อายุสิบหกปี เป็น
สมาชิกตระกูลเสิ่นที่มีหวังจะบรรลุด่านไสว้มากที่สุดในรุ่นนี้
หลายปีมานี้มันสัญจรไปทั่ว เที่ยวท้าทายยอดยุทธ์ที่มีชื่อเสียงทุกแว่น
แคว้น ไม่เคยปราชัยมาก่อน
เพียงแต่ครั้งหนึ่งมันบังเอิญพบพานเสียกงจู่ ลุ่มหลงเสน่ห์นางจนถอน
ตัวไม่ขึ้น ถึงกับปวารณาตนเป็นผู้พิทักษ์นางโดยไม่ต้องร้องขอ มักยืนอยู่
ข้างกายนางโดยไม่บ่นว่าตำหนิ
แต่มันเมื่อได้ยินเสียกงจู่กล่าวถึงเซี่ยวม่อเกอ ต้องขุ่นเคืองใจขึ้นมา
ทันที ลอบตกลงใจว่าเมื่อถึงเวลาจะต้องลงมือสั่งสอนเซี่ยวม่อเกอสักครา
ให้เสียกงจู่ได้ประจักษ์ชัดว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นอัจฉริยะที่แท้จริง
จั่วม่อผู้น่าสงสาร ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่ามีคนขี้อิจฉาผู้หนึ่งกำหนดเป้ามาที่
มันเสียแล้ว