สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 595 ยอดนักเจรจา
ปู้เกิ้นกล่าวกับคนในมุมมืด “เจ้าทำไม่สำเร็จ”
“สตรีข้างกายมันร้ายกาจยิ่ง” สุ้มเสียงเก่าแก่โบราณแว่วออกมาจาก
ความมืดในมุมห้อง ผู้พูดหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวอีกว่า “ข้าจะไม่
ลงมือเป็นครั้งที่สอง สตรีสองนางข้างกายมันล้วนมีพลังฝีมือร้ายกาจสุด
หยั่งถึงทั้งคู่!”
ปู้เกิ้นคล้ายไม่ประหลาดใจ เพียงกล่าวว่า “เจ้ากลัวแล้ว”
ไม่มีคำตอบจากในมุมมืด ผ่านไปหลายอึดใจ สุ้มเสียงแก่ชรานั้นค่อย
ยอมรับ “มิผิด ข้ากลัวจริง ๆ”
“เจ้าทราบหรือไม่ว่าเจ้าไฉนไม่มีปัญญาแก้แค้นสำเร็จ?”
? หยุดเพ้อฝันเสียที! มีจอมปิศาจด่านไสว้ตน
ใดที่จิตใจอ่อนแอเยี่ยงเจ้า
วาจาเย็นชาของปู้เกิ้นประดุจค้อนเหล็กหวด
ฟาดลงบนแผ่นน้าแข็ง ทำลายปราการป้องกันทางจิตใจอันเปราะบางของ
ฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปราณี
ชั่วอึดใจต่อมา เจตนาฆ่าฟันก็สลายหายไปโดยปราศจากร่องรอย เงา
ร่างที่ดูเหน็ดเหนื่อยก้าวเดินออกมาจากเงามืด สุ้มเสียงแก่ชราแฝงเค้า
เหนื่อยล้าอย่างลึกล้า “เจ้ากล่าวไม่ผิด ข้าไม่มีวันบรรลุถึงด่านไสว้ได้”
“ข้าสามารถช่วยเจ้าล้างแค้น” ปู้เกิ้นกล่าวอย่างกะทันหัน
อีกฝ่ายนิ่งเงียบงันไปนาน
“แต่ในทางกลับกัน ข้าต้องการชีวิตของเจ้า” ปู้เกิ้นพลันผุดลุกขึ้น
ก้าวเดินออกไปโดยไม่เหลียวมองแม้สักแวบ “เมื่อเจ้าคิดตกแล้ว ค่อยมา
หาข้าเถอะ”
ก่อนที่ปู้เกิ้นจะออกไปพ้นประตู สุ้มเสียงแหบแห้งดังขึ้นเบื้องหลัง
“เจ้าจะช่วยแก้แค้นแทนข้าได้อย่างไร?”
ปู้เกิ้นชะงักเท้า ไม่หันหน้ากลับมา เพียงกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าลืม
เลือนกองพันเกิ้นของข้าแล้ว? กองพันที่จัดอยู่ในร้อยสุดยอดแห่งดินแดน
ร้อยเถื่อน ไหนเลยจะไม่มีปัญญาช่วยเจ้าล้างแค้น?”
“เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร?” สุ้มเสียงยังคงดังมาจากด้านหลัง
“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ฆ่าเซี่ยวม่อเกอ”
“เมื่อใดจึงเป็นเวลาที่เหมาะสม?”
“เจ้าจะรู้เมื่อถึงเวลา”
กล่าวจบคำ ปู้เกิ้นก็เปิดประตูเดินลับหายไปโดยไม่หันกลับมามอง
แม้แต่แวบเดียว
“ปู้เกิ้นเคลื่อนพลออกจากเมืองไปแล้ว
หลันเทียนหลงประหลาดใจ
อยู่บ้าง
หลันหยงยักไหล่ “อาจบางทีมันรู้สึกว่าไม่มีความหวังแล้ว ไม่ว่ากอง
พันของมันจะร้ายกาจสักปานใด อยู่ในนครมหาสันติก็ไม่มีที่ให้แสดงฝีมือ
ได้ ครั้นจะพึ่งพาพลังฝีมือส่วนตัว มันก็ไม่อาจหาผู้ใดมาเป็นคู่มือของเซี่ยว
ม่อเกอ”
“นี่ดูไม่เหมือนนิสัยใจคอของปู้เกิ้น” หลันเทียนหลงแย้งพลางสั่น
ศีรษะ
“แต่มันไปแล้วจริง ๆ ถึงขั้นนำกองพันทั้งหมดไปด้วย” หลันหยง
กล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “ไม่เช่นนั้นมันยังจะทำอะไรได้?
“เอาเถอะ ไม่ต้องสนใจมันแล้ว” หลันเทียนหลงเมื่อขบคิดไม่เข้าใจ ก็
เลิกวุ่นวายเปลืองสมองทันที เปลี่ยนเป็นหันไปมองหน้าหลันหยงอย่างยิ้ม
แย้ม “เจ้ามิใช่ชมชอบซิ่นกงจู่รึ? ว่าอย่างไร? คงเฝ้ากระวนกระวายจนนอน
ไม่หลับแล้วกระมัง?”
หลันหยงสีหน้าแดงซ่านวูบหนึ่ง แต่แล้วมันสงบใจลงอย่างรวดเร็ว สั่น
ศีรษะด้วยสีหน้าละห้อย “ข้าไม่อาจดึงดูดใจนาง”
หลันเทียนหลงนิ่งเงียบงันไป มันทราบว่าพี่น้องของมันกล่าวไม่ผิด
ตระกูลหลันแม้มีอำนาจอิทธิพลอยู่บ้าง อีกทั้งสองพี่น้องก็เป็นบุรุษหนุ่มอัน
เด่นล้า แต่ต่อหน้าทะเลผู้สมัครเป็นคู่ครองของสามกงจู่ พวกมันไม่นับเป็น
อะไรได้
มันตบไหล่พี่น้องของมันหนัก ปลอบโยนว่า “โอกาสอันดีอาจเกิดขึ้น
ได้ทุกเมื่อ รูปโฉมของเจ้าน่าดูกว่าข้า เจ้าอาจสามารถชนะใจนางจริง ๆ!”
สองพี่น้องสบตากันวูบ จากนั้นหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว
สักครู่ให้หลัง สองพี่น้องค่อยหยุดหัวร่ออย่างยากเย็น หลันหยงเอ่ย
ปากอย่างยิ้มแย้ม “ฮ่า จะว่าไปคราวนี้รับรองว่าพวกมันไม่ได้อยู่สุขสบาย
กันแน่ ๆ เพราะข้ารู้สึกว่าเซี่ยวม่อเกอมุ่งเป้าไปยังสามกงจู่”
หลันเทียนหลงงงงันวูบ นิ่งขบคิดชั่วครู่ จากนั้นกล่าว “เจ้าพอเอ่ย
เช่นนี้ ข้าค่อยบังเกิดความรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก มันพอปรากฏตัว
ออกมาก็ล้วนแล้วแต่กระทำเรื่องโอ่อ่ามากสีสัน ทั้งยังทะยานขึ้นรวดเร็วยิ่ง
ที่แท้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ข้ายิ่งคิดทบทวนยิ่งรู้สึกว่าเข้าเค้า”
“ไม่รู้ว่ามันพึงใจกงจู่ท่านใด ฮ่า ข้าละอยากรู้นักว่าผู้ใดจะเป็นคน
เคราะห์ร้ายรายนั้น!” หลันหยงมีสีหน้ายินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่นอยู่
บ้าง “เซี่ยวม่อเกอไม่ใช่คนที่กระทำการตามสามัญสำนึก กงจู่ที่เป็น
เป้าหมายของมันอาจต้องปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว! ฮ่าฮ่า!”
หลันเทียนหลงพอฟัง อดหัวร่อไม่ได้
การเคลื่อนพลจากไปของปู้เกิ้นไม่ได้ก่อให้เกิดระลอกอันใดมากนัก
ทุกผู้คนเข้าใจว่าปู้เกินไม่มีวิธีจัดการกับเซี่ยวม่อเกอ แทนที่จะยังดิ้นรนไม่
เลิกรา มิสู้รักษาหน้าและจากไปเงียบๆ จะดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น วันที่สามกงจู่จะมาถึงก็กระชั้นเข้ามาทุกขณะ ทั่วทั้ง
นครมหาสันติเหมือนเตาไฟที่เติมเชื้อเพลิงเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ผู้คนยิ่งมา
ยิ่งคึกคักกระตือรือร้น หัวข้อสนทนาล้วนแล้วแต่ไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวกับ
สามกงจู่โฉมงาม
เปี๋ยหานกับฟู่ฟงนั่งรออย่างเงียบงัน เถาซิงกับซู่หลงอยู่เป็นเพื่อน
พวกมัน
สองนายบ่าวคู่นี้มาเสาะหาจั่วม่อ ซู่หลงเป็นผู้ให้การต้อนรับพวกมัน
แทน โดยไม่รบกวนจั่วม่อ เปี๋ยหานพอฟังจากซู่หลงว่าจั่วม่อกำลังหาทาง
ช่วยชีวิตปิศาจกองพันบาปเคราะห์ จึงนั่งลงรอคอยเงียบ ๆ
มันมีความอดทนมากพอ
ทันใดนั้นประตูห้องเปิดกว้าง จั่วม่อเดินออกมา
“จั่วม่อ!” ฟู่ฟงร้องทักทายอย่างฉับพลัน
จั่วม่อสังเกตเห็นอาคันตุกะแปลกหน้ามารออยู่ที่หน้าประตูแต่แรก
มันพอเดินออกมาพลันได้ยินเสียงเรียกชื่อนี้ เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงพรึง
เพริด แต่เมื่อเห็นหน้าฟู่ฟง ต้องประหลาดใจยิ่ง “ฟู่ฟง!”
คนทั้งสองเคยพบพานกันหลายครั้ง ทั้งยังเคยทำการค้าที่ดีรายหนึ่ง
ต่างบังเกิดความประทับใจในตัวอีกฝ่ายอย่างลึกล้า
“มันเป็นอย่างไรบ้าง?”
“มันเป็นอย่างไรบ้าง?”
กล่างพลางเดินนำเข้าไปในห้องก่อน เปี๋ยหานกับฟู่ฟงรีบตามเข้าไป
อย่างกระชั้นชิด
พวกมันพอเห็นปิศาจกองพันบาปเคราะห์ยืนนิ่งเงียบประหนึ่งหุ่นเชิด
เปี๋ยหานดวงตาทอประกายวูบ ตัวมันเองคล้ายไม่ขยับเคลื่อนไหว แต่ปิศาจ
กองพันบาปเคราะห์ร่างหายวับไป จากนั้นปรากฏขึ้นด้านหลังเปี๋ยหานดุจ
เงาภูตพรายสายหนึ่ง
?”
เปี๋ยหานสีหน้าทอแววเหลือเชื่อ พลันเพ่งจิตวูบ เห็นปิศาจกองพัน
บาปเคราะห์เริ่มเคลื่อนร่างเป็นวงกลมรอบกายพวกมัน ยิ่งมายิ่งเร็วขึ้น
เรื่อย ๆ รอจนเงาร่างของมันเร็วมากเสียจนเลือนรางเหมือนเงาผี ระดับ
ความเร็วก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง!
ทั่วทั้งห้องถูกสายลมกระโชกกวาดซัด หลายคนซวนเซไปมาใน
กระแสลมอันเกรี้ยวกราด ในขณะที่จั่วม่อกับอีกสองสามคนร่างตรึงแน่น
มั่นคงราวกับตะปูตอกติดพื้น
ทันใดนั้น สมาชิกกองพันบาปเคราะห์หยุดยั้งลงอย่างกะทันหัน!
ระหว่างเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงสุดขีดกับสงบนิ่งสุดขั้วแทบไม่มี
ช่องว่างรอยต่อ ชวนอึดอัดขัดข้องเสียจนผู้คนแทบกระอักโลหิตออกมา
เปี๋ยหานดวงตายิ่งสว่างสดใสกว่าเดิม วาจาของจั่วม่อไม่ได้กล่าวเกิน
เลยแม้แต่น้อย พลังของสมาชิกกองพันบาปเคราะห์เพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า
สองเท่า! หากไพร่พลกองพันบาปเคราะห์ทั้งกองทัพสามารถยกระดับ
เช่นเดียวกันนี้ กองพันบาปเคราะห์จะกลายเป็นฝันร้ายของศัตรูทุกรูปทุก
นามแล้ว!
“ข้าขอร้องท่านที่นับถือ กรุณาช่วยลบล้างอาคมหวงห้ามและสลัก
แผนผังปิศาจใหม่ให้แก่พี่น้องกองพันบาปเคราะห์ของข้าด้วย”
“พี่น้องของเจ้ามีจำนวนเท่าใด
จั่วม่อถามอย่างสงสัยใจ
“สองพันหกร้อยยี่สิบสามคน!”เปี๋ยหานตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ
จั่วม่อศีรษะพองโต หน้ามืดวิงเวียนขึ้นมาทันที รีบโบกมือเป็นพัลวัน
“ไม่มีทาง ไม่มีทาง! เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือไร นี่มีแต่จะเหน็ดเหนื่อยตาย
เท่านั้น!”
“ท่านที่นับถือกรุณาเถอะ ไม่ว่ามีเงื่อนไขใด ข้ายินดีรับเงื่อนไขทุก
ประการ!” เปี๋ยหานกล่าวอย่างไม่ลังเล
ฟู่ฟงพอได้ยินประโยคนี้ต้องใจหายวาบ คราวนี้ย่าแย่แล้ว! มันคบหา
สมาคมกับจั่วม่อมานาน ทราบว่าเมื่อครั้งกระโน้น เจ้าผู้นี้เคยถูกขนานนาม
ว่าผีดิบจอมลอกคราบที่ผู้คนล้วนหวาดสะพรึง มันไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ไม่
ขุดดินลึกสามฉื่อไม่ยอมเลิกรา! เตี้ยนเซี่ยท่านเปิดโอกาสใส่พานถวาย
ให้แก่มันอย่างดิบดีถึงเพียงนี้ เจ้าตัวร้ายนี้มีหรือจะละเว้นท่าน?
จริงดังคาด จั่วม่อผู้ที่เมื่อครู่เพิ่งจะปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย เริ่ม
ลูบคางอย่างครุ่นคิด “อะแฮ่มแฮ่ม ต้องเข้าใจว่ามิตรภาพกับธุรกิจการค้า
สมควรแยกออกจากกัน ดูจากพลังงานมากมายที่ใช้ไปในคราวนี้ งาน
แก้ไขอาคมหวงห้ามที่สลับซับซ้อนเช่นนี้กินแรงกายแรงใจมหาศาล
มิหนำซ้าการใช้แผนผังปิศาจแนวทางใหม่ของข้า ไม่เพียงแต่ลบล้าง
จุดอ่อนทั้งหมดให้แก่กองพันบาปเคราะห์ ยังยกระดับพลังขึ้นไม่อีกขั้น!
เรื่องนี้ลำบากยากเข็ญถึงเพียงไหน พี่เปี๋ยท่านสมควรทราบกระจ่างกว่า
?
เซี่ยวม่อเกอผู้ยิ่งใหญ่อย่างไรเล่า! จอมปิศาจด่านเจียง แม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทอง ยอดอัจฉริยะผู้ก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพร สุดยอดฝีมือผู้
รั้งอันดับที่ยี่สิบในทำเนียบปิศาจมหาสันติ! พี่เปี๋ย เจ้าลองบอกมา
ค่าธรรมเนียมของข้ายังจะราคาถูกได้หรือ
เถาซิงฟังถึงตรงนี้ถึงกับอ้าปากค้างไปแล้ว
เปี๋ยหานยิ่งฟังยิ่งสูญเสียความมั่นใจ มันคิดว่าวาจาของจั่วม่อ
สมเหตุสมผลยิ่ง ได้แต่กลืนน้าลายอย่างฝืดคอ “ไม่ได้ ไม่ได้! เจ้าสมควร
เรียกร้องราคาที่เหมาะสม!”
“ประเสริฐ! ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าเป็นคนรู้หลักเหตุผล มีภูมิปัญญา
พอที่จะเข้าใจเรื่องนี้!” การให้ความร่วมมือของเปี๋ยหาน ทำให้จั่วม่อพออก
พอใจยิ่ง มันหยุดชะงักไปชั่ววูบ จากนั้นถามว่า “เจ้ามีม๋อเป้ยหรือไม่?”
เปี๋ยหานสั่นศีรษะ ตอบตามความสัตย์จริง “มีไม่มากนัก”
จั่วม่อสีหน้าผิดหวังอยู่บ้าง ถามต่อไปว่า “เช่นนั้นเจ้ามีสมบัติวิเศษที่
หายากหรือไม่?”
เปี๋ยหานยังคงสั่นศีรษะ “ไม่มี!”
จั่วม่อตีหน้าผิดหวังสุดระงับ ทอดถอนใจพลางกล่าว “ดูเอาเถอะ ม๋อ
เป้ยเจ้าก็ไม่มี สมบัติล้าค่าเจ้าก็มี เช่นนั้นเจ้าได้แต่ขายตัวเองแล้ว ซึ่งความ
จริงต่อให้เจ้าขายตัวตลอดชีวิตก็ยังได้ราคาไม่เท่าไร แต่เอาเถอะ ข้ากับพี่ฟู่
เป็นสหายเก่ากัน ดังนั้นข้าจะลดราคาให้แก่เจ้า มิหนำซ้าข้ายังชื่นชม
พฤติการณ์มากคุณธรรมน้าใจของพี่เปี๋ย จะให้ส่วนลดเพิ่มอีกหน่อยก็แล้ว
กัน ดังนั้นสหายเอ๋ย ข้าจะให้ราคามิตรภาพที่ดีที่สุดแก่เจ้า!”
ทุกผู้คนกลืนน้าลายอย่าฝืดคอ มองดูจั่วม่อเป็นตาเดียว แทบอดใจรอ
ฟังราคาที่มันจะเรียกไม่ไหวแล้ว