สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 596 หอสมบัติมหาสันติ
จั่วม่อกระแอมไอเบา ๆ “ฟังว่าเผ่าปิศาจมีอายุขัยยืนยาว… …”
ได้ยินคำเปรยนี้ ฟู่ฟงตื่นตระหนกทันที “เสี่ยวม่อเกอ เจ้าทำเช่นนี้
ไม่ได้! เตี้ยนเซี่ย… …”
“หนึ่งร้อยปี!” จั่วม่อขัดจังหวะฟู่ฟง
“ตกลงหรือไม่ก็ไปซะ ไม่มีข้อเสนอที่สองอีก! สำหรับวัดเสวียนคง
เฮอะ ๆ เจ้าไม่ต้องห่วง ไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องถล่มโจรหัวโล้นเหล่านี้ให้ราบ
คาบอยู่แล้ว! รับรองว่าจะไม่ขัดขวางการแก้แค้นของเจ้าอย่างแน่นอน”
ราคาที่จั่วม่อเรียกร้องขู่ขวัญทุกผู้คนจนขวัญหนีดีฝ่อ เถาซิงยังหน้า
ซีดเผือด อย่าว่าแต่ฟู่ฟง มันหวาดผวาจนใบหน้าขาวซีดเหมือนซากศพไป
แล้ว
เปี๋ยหานนิ่งเงียบงันไปนาน
จั่วม่อยกมือขึ้นทำท่านับนิ้ว “เพียงแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น เจ้าหาได้
ขาดทุนอันใดไม่ ลองนึกดู เจ้าเป็นเผ่าปิศาจ มีอายุขัยยาวนานยิ่ง หนึ่งร้อย
ปีก็แค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ในชีวิตเจ้าเท่านั้น! นี่ไม่
คุ้มค่าหรือ? ลองคิดดู กองพันบาปเคราะห์ของเจ้า นอกเหนือจากสิ่งที่ข้า
กล่าวไปแล้ว ข้ายังต้องรับผิดชอบบริการหลังการขายให้แก่พวกเจ้าอีก
ไหนจะอาวุธยุทโธปกรณ์ ไหนจะอาหารและที่พักพิงของพวกมัน นี่ใช่
ค่าใช้จ่ายน้อย ๆ เสียเมื่อไร เจ้าลองคิดทบทวนดูอีกที ลำพังเจ้าเองตอนนี้
สามารถบุกเข่นฆ่าไปจนถึงวัดเสวียนคงได้จริง ๆ รึ? อย่าว่าแต่กองพันบาป
เคราะห์กองทัพเดียว ต่อให้เจ้ามีกองพันบาปเคราะห์สิบกองทัพ ยังไม่อาจ
ไปไกลเท่าใดเลย พวกมันคือหนึ่งในสี่มหาอำนาจ! กระทั่งเส้นผมของพวก
มันเส้นหนึ่งยังหนากว่าตัวเจ้าอีก! ความคิดของเจ้าเพ้อฝันยิ่ง!”
เปี๋ยหานไม่ปริปากโต้แย้ง มันทราบกระจ่างว่าวาจาของจั่วม่อไม่มีที่
ใดผิดพลาด ไม่ว่ามันจะเก่งกาจสักเท่าใด อาศัยกองพันบาปเคราะห์เพียง
ทัพเดียวย่อมไม่มีวันทำลายล้างวัดเสวียนคงได้ พวกมันกระทั่งแตะต้องวัด
เสวียนคงยังทำไม่ได้ ฝ่ายตรงข้ามมีกองทัพมากพอที่จะค่อย ๆ บั่นทอน
กำลังของมัน มิหนำซ้ายังมีค่ายกลป้องกันอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
“หากเจ้าไม่สนใจเรื่องการแก้แค้น เพียงแค่มองหาที่ตายที่เหมาะ ๆ
ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก แต่หากเป็นข้ามีความแค้นลึกล้าดุจห้วงสมุทรต่อ
วัดเสวียนคงเช่นนี้ หากไม่ก่อกวนพวกมันจนกินไม่ได้นอนไม่หลับก็แปลก
ไปแล้ว ข้าต้องการให้พวกมันพอได้ยินชื่อเสี่ยวม่อเกอ ก็ต้องร่าไห้น้าตา
ไหลอาบหน้า จากนั้นถล่มวัดเสวียนคงให้ราบเป็นหน้ากลอง เผามันให้วาย
วอด โอ้ ฟังดูเข้าทีไม่น้อย!”
เปี๋ยหานสีหน้าแปรเปลี่ยน กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
“พี่น้อง นั่นจึงเป็นการแก้แค้นอันชวนสำราญใจ! สิ่งที่เจ้าปรารถนา
นั่นเรียกว่ามองหาที่ตายของเจ้าเอง เจ้ากำลังมอบความได้เปรียบให้แก่วัด
เสวียนคง ช่วยให้พวกมันหมดห่วงไปเรื่องหนึ่งโดยง่ายดาย! นั่นไม่ใช่วิธีแก้
แค้นที่ถูกต้อง เราต้องพิจารณาวางแผน จังหวะเวลาที่เหมาะสม ขั้นแรก
เราต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งของพวกเราก่อน พร้อมกันนั้นก็บั่นทอน
กำลังของอีกฝ่ายไปด้วย ต่อให้ยังไม่สามารถทำลายล้างพวกมัน อย่างน้อย
พวกเราควรทำตัวเหมือนก้างปลาที่ติดอยู่ในลำคอของพวกมัน ให้พวกมัน
อึดอัดขัดข้อง อย่าปล่อยให้พวกมันได้อยู่สุขสบาย!”
จั่วม่อสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นขึงขัง
“เจ้าอาจเป็นแม่ทัพฝีมือดี แต่เรื่องเช่นนี้เจ้าทำไม่ได้แน่ ทว่าข้าทำ
ได้!”
จั่วม่อตบอกเสียงดังสนั่น กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ข้าก็คือ
เจี้ยจู่แห่งอาณาจักรทะเลเมฆ ทีนี้เจ้าคงรู้แล้วกระมังว่าระหว่างข้ากับพวก
มันเป็นเรื่องราวใด ข้ามีกองทัพมากมาย มีค่ายหลอมสร้างฝีมือเยี่ยม ข้ายัง
มีทั้งซิวเจ่อ อสูรและปิศาจอยู่ใต้ร่มธง หากเจ้ารับปากติดตามข้าหนึ่งร้อยปี
เราจะเสริมสร้างกำลังและความแข็งแกร่งของเรา ยังจะกลัวไม่ได้เหยียบ
ย่าวัดเสวียนคงดุจเหยียบย่าหนอนแมลงอีกหรือ?”
“พี่น้อง!” จั่วม่อเร้าอารมณ์อย่างต่อเนื่อง “แค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น
เพียงส่วนเล็ก ๆ ในชีวิตเจ้า เทียบกับความแค้นลึกล้าดุจห้วงสมุทรของเจ้า
ยังไม่คุ้มค่าอีกหรือไร? การค้าที่ได้เปรียบถึงเพียงนี้เจ้าจะยังหาได้จากที่ใด
อีกเล่า!”
“ประเสริฐ! ข้าตกลง!” เปี๋ยหานเงยหน้าโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน
ใบหน้าเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน “เจ้ากล่าวไม่ผิด ข้าต้องการให้พวกมันกิน
ไม่ได้นอนไม่หลับ! เรามีชีวิตอยู่อีกหนึ่งวัน พวกมันก็ต้องยากจะข่มตานอน
อีกหนึ่งวัน!”
ฟู่ฟงอ้าปากค้าง เหม่อมองเตี้ยนเซี่ยของมันอย่างโง่งม มันไม่คาดฝัน
ว่าเตี้ยนเซี่ยจะตอบตกลงในลักษณะนี้ มันถึงกับคิดร่าไห้แต่ไร้น้าตา …คน
ประเภทใดกันทำการค้าไม่ต่อรองราคา?
“ประเสริฐ!” จั่วม่อปรบมือ กล่าวยกย่องชมเชยเปี๋ยหานไม่ขาดปาก
“บุรุษที่แท้จริงต้องเด็ดขาดเช่นนี้เอง!”
เถาซิงหน้าซีดเผือด ข้อตกลงทางการค้าที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตามันนี้
ขู่ขวัญมันจดหวาดกลัวแทบตาย หนึ่งร้อยปี! เพียงกล่าววาจาไม่กี่คำก็ตก
ลงเป็นทาสหนึ่งร้อยปี!
บัดนี้มานึกดู ตัวอ่อนปิศาจที่มันต้องจ่ายในวันนั้นนับเป็นราคาที่
ย่อมเยามากจริง ๆ! มันมองเปี๋ยหานด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง
เด็กอันน่าสงสาร เจ้าช่างน่าเวทนาเหลือเกินที่ต้องมาร้องขอความ
ช่วยเหลือจากจอมมารร้ายตนนี้
จั่วม่อพลันหันไปหาเถาซิง “เหล่าเถา เรื่องวัตถุดิบ… …”
เถาซิงผู้กำลังตกอยู่ในสภาวะขวัญหนีดีฝ่อแทบสะดุ้งโหยง “อา อา
อา อ๊า! วัตถุดิบ… … ใช่ วัตถุดิบ โอ้ โอ้ โอ้ วัตถุดิบ… … ไม่มีปัญหา! ข้าจะ
จัดเตรียมให้ทุกอย่าง ใช้ได้ตามสบายเลย!”
จั่วม่อยินดียิ่ง ตบไหล่เถาซิงอย่างเป็นกันเอง “เหล่าเถา ข้าล่วงรู้อยู่
แล้วว่าเจ้าเป็นคนที่เข้าใจข้าที่สุด!”
เถาซิงใบหน้าเกือบแข็งทื่อ ผงกศีรษะรัว ๆ “นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่
แล้ว!”
มันหวาดกลัวแทบตายแล้ว… …
น่ากลัวจริง ๆ
ในทะเลแห่งจิตสำนึก
“หนึ่งร้อยปีน้อยเกินไปแล้ว!” ผูเยาไม่พอใจนัก
“เจ้าสมควรทำสัญญาชั่วชีวิต รับรองว่ามันยังคงตอบตกลง” เว่ย
กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “หากเจ้าช่วยมันแก้แค้น”
จั่วม่อเหลือกตา “ข้าเซี่ยวม่อเกอ เมื่อทำการค้ายังคงมีศีลธรรม
ประจำใจ”
ทันใดนั้นสุ้มเสียงของมันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “ข้าต้องใช้พลัง
เทพ”
ผูเยากับเว่ยชะงักกึกพร้อมกัน
จั่วม่อใบหน้าเครียดขรึม “อาคมหวงห้ามชั้นสุดท้ายซึ่งเชื่อมต่อกับ
ดวงวิญญาณของปิศาจกองพันบาปเคราะห์ สร้างขึ้นด้วยพลังเทพ”
“พลังเทพ?” ผูเยากับเว่ยสีหน้ากลายเป็นหนักอึ้ง
“วัดเสวียนคงก็บรรลุพลังเทพด้วยหรือ?” เว่ยประหลาดใจอยู่บ้าง
“ข้าไม่รู้ สมควรเป็นพลังเทพที่ยังพัฒนาไม่สำเร็จ” จั่วม่อครุ่นคิด
จากนั้นกล่าวว่า “แต่มันเป็นพลังเทพชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน ข้าก็อธิบาย
ไม่ถูก พลังปราณที่ข้าใช้ถูกกลืนกินไปจนหมด เนื่องเพราะไม่มีทางเลือก
อื่น ข้าถูกบีบบังคับให้ต้องใช้พลังเทพ จึงสามารถสร้างแผนผังปิศาจจน
เสร็จสมบูรณ์ได้”
ผูเยาสีหน้ากลับเป็นปกติ มันแย้มยิ้มเย็นชา “วัดเสวียนคงไม่ใช่ตัวโง่
งม พวกมันไหนเลยจะไม่ทะยานอยาก ไขว่คว้าหาพลังเทพมาอยู่ใน
ครอบครอง? ทั้งยังอาจไม่ใช่แค่พวกมัน สำนักอื่น ๆ ก็เกรงว่าลอบศึกษา
พลังเทพในทางลับด้วยกันทั้งหมด”
จั่วม่อฉุกใจคิด “ที่แท้ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ที่สี่สำนักใหญ่
ติดตามไล่ล่าผู้สืบเชื้อสายของชนเผ่าโบราณ หรือว่าทำไปเพื่อพลังเทพ
นี่เอง?”
“ชัดเจนแจ่มแจ้ง!” ผูเยายังคงยิ้มเย็นเยือก “พวกมันล้วนไม่ใช่ตัวดี
อยู่แล้ว”
“ระมัดระวังไว้ อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าเจ้าฝึกปรือพลังเทพ” เว่ยเตือน
อย่างเคร่งเครียด
“อา ไม่ต้องห่วง คิดจะควบคุมบังคับใช้พลังเทพเหล่านี้ สำหรับข้ายัง
ไม่ใช่เรื่องง่าย” จั่วม่อกล่าวอย่างจนปัญญา จากนั้นเปลี่ยนเป็นหัวร่อฮี่ฮี่
เบิกบานใจขึ้นมาทันตาเห็น “อย่างไรก็ตาม การสร้างแผนผังปิศาจขึ้นจาก
เศษซากอาคมหวงห้ามของกองพันบาปเคราะห์เป็นประโยน์ต่อพลังเทพ
ของข้ามาก โดยเฉพาะอาคมหวงห้ามเหล่านี้มีหลายจุดที่ข้าต้องใช้พลัง
เทพเข้าจัดการ ครั้งนี้ข้าสามารถทำกำไรได้ พร้อมกับฝึกปรือพลังเทพไป
ด้วย ข้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ! ฮ่าฮ่า!”
“อ้อ ดูเหมือนว่าเจ้าจะแค่ขาดทุนน้อยลงนิดหน่อย” เว่ยคล้ายยังไม่
ค่อยพอใจนักที่จั่วม่อไม่ทำสัญญาตลอดชีวิต
“ดีกว่าไม่มีอะไรเลย” ผูเยากล่าวอย่างเกียจคร้าน
… …
เขิงเหลียนเอ๋อร์อารมณ์ไม่สู้ดีนัก หลายวันมาแล้วที่จั่วม่อไม่ได้ฝึก
ฝีมือ มันกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับกองพันบาปเคราะห์ หากจั่วม่อไม่ฝึกฝีมือ
นางก็ไม่อาจใช้วิธีบำเพ็ญคู่ นางพบว่าพลังเทพในกายนางรุดหน้าเพิ่มพูน
เชื่องช้ากว่าเดิมมาก
อาจารย์ของนางเคยบอกว่าเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพที่นางใช้นั้นยัง
ไม่สมบูรณ์ดี มีหลายส่วนขาดหายไป แม้ว่าเหล่าคนรุ่นก่อน ๆ จะทุ่มเท
แรงกายแรงใจมากมาย พยายามซ่อมสร้างให้สมบูรณ์ แต่ยังคงไม่บรรลุถึง
ผลลัพธ์ที่พวกมันคาดหวัง
เชื้อสายทางอาจารย์ของนางแทบไม่เคยมีผู้ใดฝึกปรือพลังเทพสำเร็จ
ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ปู่ของนาง ท่านไม่เคยสัมผัสถึงพลังเทพเลย
เคล็ดวิชาพลังเทพอันลึกซึ้งเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ซึ่งไม่อาจบ่ง
บอกบรรยายผ่านถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
ในที่สุดนางก็ฝึกปรือพลังเทพสำเร็จ ทั้งยังพบผู้ที่จะร่วมบำเพ็ญคู่ไป
กับนางพร้อมกัน โชควาสนาของนางดีงามกว่าอาจารย์ของนางหลายต่อ
หลายเท่า
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกจนปัญญาก็คือ ระยะนี้จั่วม่อกลับไม่ได้ฝึกฝีมือ
เลย!
หากจั่วม่อไม่ฝึกฝีมือ นางก็ไม่อาจใช้วิธีบำเพ็ญคู่ได้ พลังเทพของนาง
เติบโตอย่างเชื่องช้าผิดปกติ นางพยายามลอกเลียนจั่วม่อ ด้วยการไปอ่าน
ดูเคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจ แต่นางพบว่าในไม่ช้านางก็ไม่
สามารถอ่านต่อไปได้อีก เคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจเรียบง่าย
เกินไป เป้าหมายสูงสุดของหลักศิลาทักษะปิศาจอาจจะเป็นพลังเทพ แต่
กลับมีเคล็ดความสำคัญหลายส่วนคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งใด
บรรยายถึงพลังเทพ
หลังจากอ่านดูรอบหนึ่ง นางก็โยนทิ้งไปด้านข้าง
ในเวลานั้นเองที่นางได้ประมือกับชีเตียวอวี่ช่วงสั้น ๆ แต่พลังอันกล้า
แข็งของผู้อื่น ทำให้นางหวาดวิตกอย่างรุนแรง พลังเทพของนางยังคงอ่อน
ด้อยเกินไป และชีเตียวอวี่ได้ค้นพบมันแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อันตรายอย่าง
แท้จริง
หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป นางอาจต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปชั่วชีวิต
หลายวันมานี้นางไม่ได้ออกไปข้างนอกที่พัก ได้แต่อยู่กับหอห้องอย่าง
เรียบ ๆ ร้อย ๆ คฤหาสน์แห่งนี้มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา กระทั่งชีเตียวอวี่
ยังไม่กล้าล่วงล้าเข้ามาโดยไม่ระวัง
แต่จั่วม่อที่น่าชังถึงกับไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพ!
นึกถึงเรื่องนี้ นางขุ่นแค้นเสียจนแทบขว้างถ้วยชาใบโปรดทิ้ง
มันไฉนไม่มุ่งเน้นภาระหน้าที่ที่แท้จริงของตน!
นางตัดสินใจคิดหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน
“ระยะนี้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมนับว่าสับสนอลหม่าน
จริง ๆ” ซิ่นกงจู่หน้านิ่วคิ้วขมวด “กองโจรยังคงปรากฏขึ้นตลอดทาง ฟังว่า
มีกองโจรมารวมตัวกันเพื่อมุ่งเป้ามายังพวกเรามากขึ้นอีก”
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งแย้มยิ้มพลางกล่าว “กงจู่อย่าได้ห่วงกังวลไป มีพวก
เราอยู่ด้วย ไม่ว่าพวกมันจะขนกันมามากมายเท่าใด ก็ยังคงไม่พอมือพวก
เรา”
ซิ่นกงจู่ไม่ชมชอบสุ้มเสียงไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย “บางที
ในกลุ่มโจรอาจมียอดฝีมือ”
บรรดาบุรุษหนุ่มหากไม่สั่นศีรษะ ก็แย้มยิ้มเล็กน้อย พวกมันส่วนใหญ่
เป็นยอดฝีมือในหมู่พี่น้องร่วมตระกูลของพวกมัน ย่อมไม่เห็นพวกโจรอยู่
ในสายตา
เสียกงจู่เผยอยิ้มจาง ๆ “เจี่ยเจียไม่ต้องกังวล อีกสองสามวันพวกเราก็
จะบรรลุถึงนครมหาสันติแล้ว ถึงตอนนั้นย่อมสบายใจได้”
ซิ่นกงจู่สีหน้าเบาใจลงเล็กน้อย “ถูกของเม่ยเม่ย”
ไม่มีกองทัพใดกล้ามาลงมือในนครมหาสันติ เรื่องนี้ก็รวมถึงพวก
กองโจรด้วย ไม่เคยมีกองโจรใดกล้ามาอาละวาดในนครมหาสันติ
“พวกเจ้ามีผู้ใดเคยได้ยินเรื่องหอสมบัติมหาสันติบ้างหรือไม่?” บุรุษ
หนุ่มผู้หนึ่งจู่ ๆ ก็ถามขึ้น
“หอสมบัติมหาสันติ? นั่นเป็นเรื่องราวใดกัน?” บุรุษหนุ่มคนอื่น ๆ
เดิมทีเดินทางจนเบื่อหน่ายอยู่บ้าง พอฟังก็รีบรุมล้อมเข้ามาทันที
บุรุษหนุ่มที่เปิดหัวข้อสนทนามีสีหน้าภาคภูมิใจ “ข่าวนี้เพิ่งจะแพร่
ออกมาไม่นาน ว่ากันว่าซือจือหมิงสั่งสมสมบัติล้าค่ามากมายนับไม่ถ้วน
เอาไว้ ดังนั้นมันสร้างหอสมบัติมหาสันติเพื่อเป็นที่เก็บซ่อนสมบัติเหล่านั้น
ในช่วงสามปีแรกที่นครมหาสันติก่อสร้างแล้วเสร็จ หอสมบัติมหาสันตินี้
ยังคงอยู่ ถูกอ้างถึงในบันทึกมากมาย แต่หลังจากนั้น ไม่ทราบเพราะเหตุใด
หอสมบัติมหาสันติจู่ ๆ ก็หายสาบสูญไป ซือจื่อหมิงก็ไม่เคยกล่าวถึงมันอีก
เลย ราวกับว่าหอสมบัติมหาสันติไม่เคยมีอยู่จริงมาก่อน”
ทั้งหมดกระตือรือร้นสนใจขึ้นมาทันที อดซักถามไม่ได้ “แล้วจากนั้น
เล่า?”
“เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวแพร่ออกมา ว่าหอสมบัติมหาสันติกำลังจะ
ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พวกเราไปคราวนี้ต้องคอยจับตาดูให้ดี!”
“เลิกเชื่อข่าวลือเหลวไหลเถอะน่า! หอสมบัติมหาสันติอันใด ข้าเคย
ไปยังนครมหาสันติหลายครั้งหลายหน ไม่เคยได้ยินเรื่องหอสมบัติมหา
สันติแม้แต่น้อย!”
“ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น! ข้าเคยเห็นบันทึกที่เกี่ยวข้องกับหอสมบัติ
มหาสันติจริงๆ หากจำไม่ผิดพลาดดูเหมือนจะอยู่ในบันทึกท่องมหาสันติ”
“อา ข้าก็เคยอ่านบันทึกฉบับนี้!”
“เช่นนั้นก็มีหอสมบัติมหาสันติอยู่จริง ๆ? เราต้องลองเสาะหาดู! หาก
ค้นพบจริ งๆ สมบัติของซือจื่อหมิงผู้นั้น คราครั้งนี้พวกเราคงได้กำไร
มหาศาลแล้ว!”
“เพ้อฝัน!”
“หอสมบัติมหาสันติ?” ซิ่นกงจู่คล้ายขบคิดเรื่องบางสิ่ง ดวงตาทอ
ประกายเลือนรางที่แทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น