สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 679 อากุ่ย!
กาลเวลาดูเหมือนเนิ่นช้าลงอย่างฉับพลัน ในสายตาของจั่วม่อ ริ้วแสง
ที่แปรสภาพมาจากดอกบัวกลับชาติทลายปรภพนั้นเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง
ตุบ ตุบ ตุบ เสียงหัวใจของมันเต้นดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของตน ได
ยินถนัดชัดเจน
จั่วม่อไม่เคยตึงเครียดกังวลมากเท่านี้มาก่อน มันเฝ้ามองอากุ่ยอย่าง
ใกล้ชิด
ทันใดนั้น อากุ่ยเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้า พลังเทพอันแปลกประหลาด
และมืดมนระเบิดวาบอย่างกะทันหัน
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง กระชับมืออากุ่ยตามสัญชาตญาณ พลังเทพ
ของมันปะทุออกมาปัดป้องพลังเทพของอากุ่ย การกระทำนี้เป็นไปตามจิต
ใต้สำนึก ไม่ได้มาจากใจจริงของจั่วม่อ
ประกายแสงสีม่วงสว่างไสวครอบคลุมในม่านสายตาของจั่วม่อ ภาพ
เบื้องหน้ามันแปรเปลี่ยนไปทันควัน
ในความว่างเปล่าเวิ้งว้างอันไร้ที่สิ้นสุด
เห็นดรุณีน้อยนางหนึ่งนั่งนิ่งงันอยู่ในความเวิ้งว้างว่างเปล่า ร่างกาย
ถูกรัดพันด้วยโซ่สีม่วงเจ็ดเส้น แต่ละเส้นหยาบหนาเท่าลำแขนบุรุษ ยืดยาว
หายไปในความเวิ้งว้างคนละทิศละทาง
ดรุณีน้อยสวมชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน ไร้ฝุ่นธุลีแปดเปื้อน นางเพียง
นั่งนิ่งงัน ใบหน้าไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดใด
จั่วม่อใจสั่นระทึก จดจำดรุณีน้อยนางนี้ได้ในบัดดล… อากุ่ย!
แม้ว่ามันเพิ่งจะเคยเห็นใบหน้างามพิลาสอย่างไร้ที่ตินี้เป็นครั้งแรก
จั่วม่อยังคงจดจำอากุ่ยได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น
เรือนผมดำขลับยาวสยายดุจม่านน้าตก คลี่คลุมลาดไหล่อันบอบบาง
ผมด้านหน้าที่ตัดเรียบเผยให้เห็นร่องรอยหมดจดสดใส ใบหน้าสวย
สะคราญแฝงแววหวานละมุน ขนตายาวหนาเป็นแพ วงหน้าน้อย ๆ นั้น
ขาวซีดอยู่บ้าง ทว่าไม่โศกศัลย์ไม่เจ็บปวด นางเพียงนั่งเงียบ ๆ ตามลำพัง
มีเพียงริมฝีปากซึ่งเม้มเล็กน้อยเท่านั้น ที่บันดาลให้ผู้คนรู้สึกถึงความแน่ว
แน่เด็ดเดี่ยวซึ่งไม่มีผู้ใดเทียบเทียมของนาง
จั่วม่อคล้ายถูกอัสนีบาตฟาดทลาย สะอึกอึ้งตะลึงงันอยู่กับที่!
เศษเสี้ยวความทรงจำผุดขึ้นในใจมันอีกครั้ง เงาร่างแบบบางที่แบก
มันไว้บนแผ่นหลังของนาง พลางวิ่งหลบหนีอย่างไม่หยุดยั้ง คล้ายจะ
กลายเป็นแจ่มชัดขึ้นมาทันควัน
เสียงลมหายใจที่ตื่นตระหนกของดรุณีน้อยวัยกำดัด ฝีเท้าที่ร้อนรน
ของนาง ถาโถมเข้ามาในใจของจั่วม่อไม่ขาดสาย
อากุ่ย!
นางก็คืออากุ่ย!
“อากุ่ย! อากุ่ย!” จั่วม่อแผดร้องเรียกด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดที่มี
ทว่าดรุณีน้อยภายใต้โซ่สีม่วงมิได้ตอบสนองแม้แต่น้อย
“ไม่มีประโยชน์” เว่ยกล่าวอย่างฉับพลัน สุ้มเสียงแฝงแววประหลาด
พิกลอยู่บ้าง
“เว่ย! สิ่งนี้คืออะไร? นางเป็นอะไรไป?” จั่วม่อผู้คล้ายเด็กน้อยหลง
ทาง ราวกับพบพานคนรู้จักมักคุ้น รีบร้องขอความช่วยเหลือจากเว่ยอย่าง
น่าสังเวช
บนใบหน้าของเว่ยกลับเผยแววโศกสลดที่ยากจะพบพาน “นี่คือทัณฑ์
เทวะมิดับสูญ”
“ทัณฑ์เทวะมิดับสูญ?” จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง มิทราบเพราะเหตุใด
หัวใจมันจู่ ๆ ก็ปวดร้าวสุดทานทน
“เป็นทัณฑ์เทพที่โหดร้ายทารุณที่สุด” เว่ยสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความ
โศกสลด “จิตใจและดวงวิญญาณของผู้ต้องทัณฑ์จะกลับกลายเป็น
แหล่งกำเนิดพลังเทพ ให้กำเนิดพลังเทพมิดับสูญ พลังเทพมิดับสูญจะคอย
กัดกร่อนร่างกายของผู้ต้องทัณฑ์ เป็นเหตุให้ชีวิตของคนเหล่านั้นสูญสลาย
ไปเรื่อย ๆ ในทางกลับกัน ยิ่งร่างกายถูกทำลายพลังเทพก็จะยิ่งเข้มแข็งขึ้น
ยิ่งได้รับบาดเจ็บหนักหนาสาหัสเท่าใด ก็จะยิ่งแกร่งกร้าวเกรียงไกรขึ้น
เท่านั้น และสิ่งที่ทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายทารุณที่สุด ก็
เนื่องเพราะพลังเทพมิดับสูญจะฉีกกระชากดวงวิญญาณแยกออกจาก
ร่างกายทั้งเป็น กักขังผู้ต้องทัณฑ์ไว้ในความเวิ้งว้างว่างเปล่าอันไร้ซึ่ง
สติสัมปชัญญะ อายตนะทั้งหกถูกปิดผนึกสิ้น มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้
กลิ่น มิอาจลิ้มรส ไม่มีความรู้สึกสัมผัสและปราศจากอารมณ์ทั้งมวล ดวง
วิญญาณจะถูกทิ้งให้ทนอยู่ในความว่างเปล่าอันไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ โดด
เดี่ยวเดียวดายชั่วนิรันดร์กาล นับเป็นการลงทัณฑ์ที่ร้ายกาจที่สุด”
จั่วม่อศีรษะลั่นอึงอล มันพลันนึกถึงพลังเทพอันเวิ้งว้างว่างเปล่าและ
เย็นยะเยียบในกายของอากุ่ย ต้องร่างสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างสุดจะฝืนทน
มือเท้าเย็นเฉียบ ความเจ็บปวดรุนแรงจนแทบขาดใจตายฉีกทึ้งหัวใจมัน
อย่างทารุณ
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญ… …
สุ้มเสียงของมันสั่นระริก ความเคียดแค้นชิงชังในน้าเสียงมิอาจปกปิด
ซ่อนเร้นได้ “ฝีมือใคร… ….เป็นผู้ใดกระทำเรื่องบัดซบมารดามันนี่! ผู้ใด
กล้าลงทัณฑ์อากุ่ย!”
เมื่อสิ้นเสียงตะโกน มันก็แผดเสียงคำรามเหมือนสัตว์ร้ายบาดเจ็บ
ความโกรธเกรี้ยวระเบิดออกมาอย่างรุนแรง โลหิตในกายเดือดปะทุ ความ
เจ็บปวดแผดเผาแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
เว่ยทอดถอนใจเบา ๆ “เป็นตัวนางเอง”
ราวกับว่าถูกน้าเย็นเฉียบทั้งถังราดรดศีรษะ จั่วม่อตัวแข็งทื่อเหมือน
ถูกสาป
“บนร่างของนางไม่มีเปลวไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชัง หากนางมิได้
เต็มใจ การติดอยู่ในความเวิ้งว้างว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดจะก่อเกิดเพลิงแห่ง
ความแค้นในใจนาง เปลวเพลิงแห่งความแค้นแม้มิได้ทำลายดวงวิญญาณ
ของนาง แต่จะบันดาลให้นางเจ็บปวดแสนสาหัสมิรู้จักจบสิ้น” เว่ยทอดตา
มองดรุณีน้อยที่นั่งโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ท่ามกลางสายโซ่หยาบหนา กล่าว
พลางทอดถอนใจ “โซ่สีม่วงทั้งเจ็ดนั้นก็คือพลังเทพมิดับสูญ”
เป็นตัวนางเอง … …เป็นนางเอง… …
จั่วม่อมิอาจได้ยินสิ่งใดอีกต่อไป ในใจมันอัดแน่นไปด้วยประโยคนี้
เงาของป่าทึบ สองเท้าเปล่าที่เหยียบย่าไปตามพื้นโคลน ไหล่บอบ
บางที่สั่นสะท้านของดรุณีน้อย เสียงหายใจหนัก ๆ แต่แน่วแน่มั่นคง เสียง
ร้องอย่างตื่นตระหนก… …
ในม่านสายตาของจั่วม่อเอ่อท้นไปด้วยน้าตา
เปี๋ยหานล่าถอยกลับมายังถ้าที่ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ
อาณาจักรขุนเขายะเยือกมีการป้องกันอย่างแน่นหนา แต่เนื่องเพราะ
เป็นแนวหลัง เปี๋ยหานยังคงพบช่องโหว่หลายแห่ง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเปี๋ยหานจะลอบเข้าไปในอาณาจักรขุนเขายะเยือก
ซึ่งมีการป้องกันอย่างแน่นแน่น เนื่องเพราะเหตุนี้เอง จดหมายยันต์ผนึกที่
ใช้ติดต่อสื่อสารภายในอาณาจักรขุนเขายะเยือกจึงไม่ได้ใช้รหัสแบบพิเศษ
ที่ใช้กันในแนวหน้า แต่เป็นจดหมายยันต์ผนึกซึ่งใช้กันทั่วไปภายในวัด
เสวียนคง
เปี๋ยหานปลอมตัวเป็นศิษย์วัดเสวียนคงอย่างสะดวกดาย ลอบเข้ามา
โดยแทบไม่ต้องเปลืองเรี่ยวแรงอันใด เมื่อเคยคุ้นกับค่ายกลและแบบฉบับ
ของวัดเสวียนคง เปี๋ยหานสืบทราบข่าวสารที่มันต้องการอย่างรวดเร็ว
แต่การมาถึงของขบวนผู้อาวุโส ทำให้แผนการของมันต้องหยุดชะงัก
เหล่าผู้อาวุโสขบวนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นหยวนอิงขึ้นไป แทบ
ทั้งหมดยังอยู่ที่จุดสูงสุดของด่านหยวนอิง คนเหล่านี้แม้ว่าไม่มี
ความสามารถในการร่วมมือประสานงานดังเช่นกองทัพ แต่หากผนึกกำลัง
กัน ก็เพียงพอจะทำลายกองพันบาปเคราะห์ได้ไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
โชคยังดี มันสืบทราบว่าขบวนผู้อาวุโสมีเรื่องราวเร่งด่วนให้ต้อง
จัดการ ดังนั้นเพียงผ่านทางไป
แต่เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัย เปี๋ยหานรีบล่าถอยกลับลงไปยังถ้าลึก
ใต้พื้นดินอย่างระมัดระวัง มันไม่กล้าออกสืบข่าวสารอีก เพราะเกรงว่าจะ
ถูกยอดยุทธ์เหล่านั้นค้นพบ
การปลอมตัวของมัน ต่อหน้าผู้อาวุโสเหล่านี้ไม่อาจนับเป็นอะไรได้
จิตวิญญาณการต่อสู้อันดุเดือดของมันกลายเป็นเยือกเย็นลง เปี๋ย
หานและกองพันบาปเคราะห์ประหนึ่งฝูงอสรพิษจำศีล เฝ้ารอคอยการ
มาถึงของฤดูใบไม้ผลิอย่างเงียบเชียบ
อาณาจักขุนเขายะเยือก!
เหล่าผู้อาวุโสซึ่งทราบข่าวการตายของผู้อาวุโสจี้เจิ้ง พากันหยุดชะงัก
การเดินทางอยู่ที่อาณาจักรขุนเขายะเยือก การตายของจี้เจิ้งส่งผลกระทบ
ต่อขวัญกำลังใจของพวกมันอย่างรุนแรง
ยามนี้สมควรทำอย่างไรต่อไป กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับวัดเสวียน
คง
ผู้อาวุโสแต่ละท่านเค้าหน้าเต็มไปด้วยความหวาดวิตก สถานการณ์
ปัจจุบันของวัดเสวียนคงมิสู้ดีนัก
ในบรรดาสี่มหาสำนัก ผู้ที่มีสภาพย่าแย่ที่สุดย่อมต้องเป็นซีเซวียน
อย่างไม่มีข้อกังขา การทรยศของกู่เหลียงเตาส่งผลกระทบต่อซีเซวียน
อย่างใหญ่หลวง มากยิ่งกว่าที่เหล่าคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ของซีเซวียนเคย
คาดการณ์เอาไว้มาก สถานการณ์ลุกลามจนอยู่เหนือการควบคุมอย่าง
รวดเร็ว เรื่องของกู่เหลียงเตา คนนอกอาจได้แต่คาดเดาเปะปะ แต่สำหรับ
บรรดาศิษย์ของซีเซวียนล้วนทราบแน่แก่ใจว่าเป็นเรื่องราวใด นี่ทำให้ศิษย์
จำนวนมากรู้สึกท้อแท้ ลองคิดดู กระทั่งศิษย์ที่มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อสำนัก
เช่นกู่เหลียงเตา ยังได้รับการปฏิบัติอย่างอยุติธรรมเช่นนี้ หัวใจของพวก
มันไหนเลยจะไม่รู้สึกหนาวเยือกได้?
ซีเซวียนในยามนี้สามารถอธิบายได้ว่าผู้คนล้วนเอาใจออกห่าง จะ
ถูกต้องเหมาะสมที่สุด
แต่ที่สถานการณ์เลวร้ายเป็นลำดับสอง แน่นอนว่าคงไม่พ้นวัดเสวียน
คงของพวกมัน เปี๋ยหานแม้ไม่เป็นที่รู้จักเท่าขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียน แต่
การหลบหนีของมันยังบันดาลให้ผู้คนหวั่นไหวใจ แต่เนื่องจากยังคงมีเจียง
เจ๋อผู้เฉิดฉายดุจดวงตะวันจรัสแสง หัวใจผู้คนแม้สั่นคลอน แต่ยังไม่มีอันใด
มากไปกว่านั้น ทว่ายามนี้การตายของมหาสมณะด่านฝ่านซูจี้เจิ้ง ดุจค้อน
เหล็กหวดฟาดใส่วัดเสวียนคงอย่างถนัดถนี่ ยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูผู้หนึ่งมิ
อาจคาดคำนวณมูลค่าเป็นจิงสือได้
วัดเสวียนคงถูกต้อนมาจนชิดริมหน้าผาอันสุดแสนอันตราย ศึกนี้หาก
เจียงเจ๋อเป็นผู้กำชัยชนะ พวกมันอาจสามารถข้ามผ่านวิบากกรรมในครั้ง
นี้ไปได้ แต่หากเจียงเจ๋อปราชัย… …
เหล่าผู้อาวุโสไม่กล้าคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
วิกฤตการณ์เฉพาะหน้าเป็นเหตุให้เหล่าผู้อาวุโสแห่งวัดเสวียนคงแบ่ง
ออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคิดว่าเหล่าผู้อาวุโสสมควรอยู่ช่วยเหลือ
เจียงเจ๋อเพื่อทำศึกประสบชัยก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องเพราะหากเจียงเจ๋อ
รบแพ้ จะสั่นคลอนถึงรากฐานอันยิ่งใหญ่ของวัดเสวียนคงอย่างรุนแรง
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องสังหารเซี่ยวม่อเกอให้จงได้
บรรดาผู้ที่สนับสนุนให้ไล่ล่าสังหารเซี่ยวม่อเกออ้างเหตุผลที่ดีงาม
ให้แก่การกระทำนี้ พวกมันคิดว่าหากสามารถสังหารเซี่ยวม่อเกอ จะเป็น
การล้างแค้นให้แก่ผู้อาวุโสจี้เจิ้ง เท่ากับกู้หน้าของวัดเสวียนคง ประกาศถึง
พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของวัดเสวียนคงอีกครั้ง มิหนำซ้ามรดกเคล็ดวิชา
พลังเทพของเซี่ยวม่อเกอ ยังจะช่วยให้วัดเสวียนคงมีโอกาสพัฒนารุดหน้า
อย่างที่คาดไม่ถึง
และที่สำคัญที่สุด ในภารกิจนี้พวกมันยังคงล้าหน้าอีกสามสำนักที่
เหลืออีกก้าวใหญ่ โอกาสสำเร็จมีสูงมาก หากพวกมันยอมจ่ายค่าตอบแทน
จำนวนหนึ่ง
แต่หากพวกมันปล่อยให้โอกาสอันดีงามนี้หลุดลอยไปต่อหน้า อาจจะ
ไม่มีอีกเป็นหนที่สอง
อีกทั้งพวกมันมีความเชื่อมั่นต่อเจียงเจ๋ออย่างเปี่ยมล้น เจียงเจ๋อกำลัง
จะทำศึกตั้งรับด้วยแนวป้องกันอันแน่นหนา มันยังมีเปรียบในเรื่อง
กำลังคน เจียงเจ๋อจะพ่ายแพ้รึ? นั่นไยมิใช่วิตกกังวลมากเกินไปแล้ว!
การถกเถียงโต้แย้งดุเดือดยิ่ง ขบวนผู้อาวุโสในครั้งนี้รวบรวมผู้อาวุโส
แห่งวัดเสวียนคงมาเกือบครึ่ง เป็นกำลังรบที่ทรงพลังที่สุดของวัดเสวียนคง
ทางเลือกของพวกมันจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของวัดเสวียนคง
โดยตรง
ทุกผู้คนล้วนทราบแน่แก่ใจ พวกมันไม่ว่าจะเลือกทางใด จะต้อง
ตัดสินใจโดยเร็วที่สุด
ผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายคือการประนีประนอม ขบวนผู้อาวุโสจะทิ้งผู้
อาวุโสสิบท่านไว้ช่วยเหลือเจียงเจ๋อ เพื่อรับประกันชัยชนะในสงครามครั้ง
นี้ ส่วนผู้อาวุโสที่เหลือทั้งหมดจะติดตามไล่ล่าเซี่ยวม่อเกอตามเดิม
จุดแสงประกายพลันปรากฏขึ้นในความว่างเปล่าอย่างกะทันหัน แต่
ละจุดแสงคล้ายหิมะเกล็ดหนึ่ง ถูกดึงดูดเข้าไปหาอากุ่ยผู้ถูกกักขังด้วยโซ่สี
ม่วง แต่ละเกล็ดลอยละล่องเข้าไปหานาง แทรกซึมเข้าไปในร่างของนาง
“ดอกบัวกลับชาติทลายปรภพ!”
ในความโศกศัลย์ จั่วม่อคล้ายมองเห็นแสงแห่งความหวังสายหนึ่ง
ผูเยายกย่องดอกบัวกลับชาติทลายปรภพเสียเลิศลอยไปถึงชั้นฟ้า
จั่วม่อคาดหวังต่อของวิเศษที่ได้มาโดยบังเอิญชิ้นนี้อย่างสูง
นึกถึงอากุ่ยที่ต้องทนทุกข์ทรมาน จั่วม่อรู้สึกอึดอัดขัดข่องอย่างยาก
จะบ่งบอกบรรยาย ปรารถนาจะฉีกกระชากสายโซ่เหล่านั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้น
น้อย
อากุ่ยผู้เงียบงันคล้ายสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง นางพลันเงยหน้า
ขึ้น ลืมตามองมาเบื้องหน้า
จั่วม่อไม่อาจบรรยายความรู้สึกในชั่วพริบตาที่มองเห็นดวงตาสุกใสคู่
นั้น ประหนึ่งว่าอัญมณีล้าค่าที่สุดในโลกหล้า ค่อย ๆ อวดประกายออกมา
ต่อหน้าต่อตามันก็มิปาน
ภายใต้การจองจำของโซ่สีม่วง อากุ่ยผุดลุกขึ้นอย่างฉับพลัน
นางจ้องมองความมืดอันว่างเปล่าเบื้องหน้า มองจุดแสงเล็ก ๆ ดุจ
หิ่งห้อยล่องลอยเข้าหานาง นางยื่นมือออกมา ใช้สองมือช้อนจุดประกาย
เหล่านั้นอย่างนุ่มนวล จุดแสงผสานรวมเข้าไปในฝ่ามือของนาง ในร่องรอย
ของความเย็นสบาย แฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันบริสุทธิ์สายหนึ่ง
สีเลือดกลับคืนสู่ใบหน้าซีดขาวของนางในบัดดล พลังชีวิตอันบริสุทธิ์
นี้ช่วยหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณของนาง
นางทราบว่าร่างกายของนางเสาะพบนายน้อยแล้ว ก่อนที่จะเปล่งคำ
สัตย์สาบานแห่งทัณฑ์เทวะมิดับสูญ นางทิ้งจิตสำนึกส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ เอาไว้
ในร่างกาย จิตสำนึกส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ นี้เองที่ก่อเกิดสัญชาตญาณอันแรง
กล้าและลึกล้าที่สุดชนิดหนึ่งไว้กับร่างกายของนาง
ตามหานายน้อยให้พบ!
ความว่างเปล่านิรันดร์แม้ปิดกั้นทุกสรรพสิ่ง แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ นาง
พลันบังเกิดความรู้สึกประการหนึ่ง ชั่วพริบตานั้นนางล่วงรู้ทันที ในที่สุด
ร่างกายของนางก็ตามหานายน้อยพบ!
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หัวใจนางกลายเป็นสงบราบคาบ ความว่าง
เปล่านิรันดร์ที่ปิดผนึกทุกสรรพสิ่งดูจะไม่ยากลำบากเท่าที่เคยอีก ในหลาย
ปีมานี้ สิ่งเดียวที่นางเพียรกระทำโดยไม่ว่างเว้น คือการใช้ดวงวิญญาณ
ของนางเฝ้าหล่อเลี้ยงพลังเทพมิดับสูญ
นี่เป็นหนทางเดียวที่นางจะสามารถช่วยเหลือนายน้อยได้
แต่แล้วด้วยจุดแสงเหล่านั้น ดวงวิญญาณที่สูญเสียไปของนางฟื้นฟู
อย่างรวดเร็ว
“นายน้อย… …”
นางยืนหยัดมั่นในบัดดล ดวงตาคู่งามดุจอัญมณีชะแง้แลหาไปใน
ความมืดมน
แม้ว่านางจะไม่อาจมองเห็นสิ่งใดเลยก็ตาม