สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 678 บัวกลับชาติทลายปรภพ
ทั้งจี้เจิ้งและไต้เทาล้วนไม่ได้คาดฝันว่าจั่วม่อจะลอบมอบถ้วยวิเศษ
ของเสี่ยวม่อให้แก่เขิงเหลียนเอ๋อร์ตั้งแต่แรก แม้ว่ายามอยู่ในมือของเขิง
เหลียนเอ๋อร์ ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อไม่ได้ทรงพลานุภาพน่าอัศจรรย์ใจ
เหมือนยามที่จั่วม่อเป็นผู้ใช้งาน แต่ยังคงเพียงพอที่จะคร่าชีวิตของจี้เจิ้งผู้
ไม่ทันระวังในหนึ่งกระบวนท่า
หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป หลังจากศึกครั้งนี้ ถ้วยวิเศษของเสี่ยว
ม่อสมควรทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในสุดยอดอาวุธวิเศษที่ร้ายกาจที่สุดในใต้
หล้า
ความตื่นตระหนกต่อการตายของมหาสมณะจี้เจิ้งที่มีต่อวัดเสวียนคง
ยากจะหาสิ่งใดเทียบเทียมได้
เมื่อได้รับแจ้งข่าว เหล่าผู้อาวุโสจากวัดเสวียนคงยังอยู่ในระหว่างการ
เดินทางมาสมทบ พวกมันแทบสิ้นเรี่ยวแรงที่จะกล่าววาจา แทบไม่มีผู้ใด
ยินยอมเชื่อว่านี่เป็นความจริง
ยอดคนด่านฝ่านซู…ก็สามารถตายได้?
ผู้อาวุโสหลายคนเมื่อได้ยินเรื่องราวถึงกับมีสีหน้าว่างเปล่าอยู่ครึ่ง
ค่อนวัน ในใจของพวกมัน ผู้อาวุโสจี้เจิ้งมีฐานะประดุจเทพเจ้าองค์หนึ่ง! ผู้
อาวุโสมากมายยิ่งกว่าเริ่มหวาดวิตกและลังเลใจ ฝ่ายศัตรูแม้มีเพียงสาม
คน แต่ภารกิจครั้งนี้กลับกลายเป็นสุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าภารกิจใด ๆ ที่
เคยผ่านมา!
แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีสังหารนี้มากที่สุด ก็คือไต้
เทา มันสูญเสียกำลังขวัญทั้งหมดไปในทันที รีบหมุนตัวหลบหนีไปอย่างลน
ลาน ซึ่งความจริงนี่เป็นเพียงการตอบสนองตามสัญชาตญาณ แต่ก็เป็น
เครื่องยืนยันว่ายอดคนแห่งวัดเสวียนคงผู้นี้บังเกิดความหวาดหวั่นขวัญ
ผวาถึงเพียงไหน
การตายของมหาสมณะจี้เจิ้งเกินความคาดหมายของวัดเสวียนคง
เป็นเหตุให้บรรดาผู้อาวุโสวัดเสวียนคงซึ่งอยู่ระหว่างทางไม่ทราบจะทำ
อย่างไรดี
นี่เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่ชนชั้นฝ่านซูถึงแก่ชีวิต
บังเอิญว่าในแดนปิศาจ การเสียชีวิตของจอมปิศาจด่านไสว้ครั้งแรก
ในรอบยี่สิบปีพอดีจบสิ้นลงในเงื้อมมือของเซี่ยวม่อเกอเช่นกัน ต่อมายัง
เป็นชนชั้นฝ่านซูที่ในช่วงยี่สิบปีมานี้เพิ่งออกสู่โลกเป็นครั้งแรก กลับตก
ตายภายใต้เงื้อมมือของเซี่ยวม่อเกอ และยอดคนด่านฝ่านซูผู้นี้ ยังเป็นถึงผู้
อาวุโสใหญ่แห่งวัดเสวียนคง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่มหาสำนักแห่งภพซิวเจ่ออีก
ด้วย
ข่าวการตายของมหาสมณะจี้เจิ้งแพร่สะพัดผ่านช่องทางการ
ติดต่อสื่อสารทุกประเภท ส่งไปยังสำนักต่าง ๆ อย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่ง
ก่อเกิดระลอกขนาดมหึมายิ่งกว่าครั้งใด ๆ
หลายสำนักที่เดิมทีปรารถนากระโจนเข้าร่วมวงด้วย รีบเปลี่ยนแปลง
กลยุทธ์ทันควัน พากันเรียกเหล่ายอดยุทธ์ที่พวกมันส่งไปยังแดนปิศาจ
กลับมา การสูญเสียยอดคนด่านฝ่านซู สำหรับตัวตนอันยิ่งใหญ่เช่นวัด
เสวียนคงแม้เจ็บปวด แต่ไม่ถึงกับนำไปสู่ความล่มสลายในทันที แต่สำหรับ
สำนักอื่นนอกเหนือจากสี่มหาสำนัก นี่เป็นระดับความสูญเสียที่หนักหน่วง
พอจะฉีกเนื้อหักกระดูกพวกมัน
และความเป็นจริงได้พิสูจน์ยืนยันแล้ว ว่าชนชั้นฝ่านซูหาได้แข็งแกร่ง
ไร้เทียมทานดังที่ผู้คนเข้าใจไม่ พวกมันยังสามารถถูกคนฆ่าตายได้!
ยอดยุทธ์ด่านฝ่านซูที่ครองตนอยู่เหนือโลกมานานเกินไป ถึงเวลา
ต้องปรับตัวให้เข้ายุคสมัยแห่งความปั่นป่วนวุ่นวายแล้ว
นามของเซี่ยวม่อเกอกึกก้องอยู่ในสองหูของผู้คนอีกครั้ง อย่างไรก็
ตาม คราวนี้นามอันระบือลือลั่นนี้ ยังแฝงไว้ด้วยพลังข่มขู่คุกคามอย่างที่ไม่
เคยมีมาก่อน
สังหารจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นความโชคดี แต่
หากมันสังหารยอดคนด่านฝ่านซูอีกผู้หนึ่งด้วย เช่นนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้ากังขา
ในความแกร่งกล้าเกรียงไกรของมันอีก
สำหรับจั่วม่อ การเสี่ยงอันตรายครั้งนี้มันชนะพนันอย่างหมดจด
งดงาม!
มันเป็นฝ่ายได้ชัย!
ผลกำไรครั้งนี้มากมายมหาศาลดังที่คาดไว้ จี้เจิ้งมั่งคั่งบริบูรณ์ยิ่ง มัน
แม้มีอาวุธเวทเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ครอบครองวัตถุดิบหายากมากมายจน
แม้แต่จั่วม่อยังตาลุกวาบ!
ลูกประคำปราณอธิษฐานกำยานเพลิง สิบเจ็ดเม็ด!
ลูกประคำปราณอธิษฐานกำยานเพลิง ถูกหลอมสร้างขึ้นด้วยเคล็ด
ลับพิเศษเฉพาะของสำนักนิกายพุทธ ลูกประคำแต่ละเม็ดหลอมสร้างด้วย
พลังของกำยานเพลิง ลูกประคำปราณอธิษฐานทั้งสิบเจ็ดเม็ดนี้พิสุทธิ์
โปร่งใส ไม่ทราบว่าผ่านการขัดเกลาด้วยควันกำยานมานานกี่สิบกี่ร้อยปี มี
เพียงมหาสำนักอันยิ่งใหญ่เช่นวัดเสวียนคงเท่านั้น จึงสามารถหลอมสร้าง
ลูกประคำปราณอธิษฐานกำยานเพลิงระดับสูงส่งสุดยอดเช่นนี้ได้
พลังแห่งกำยานเพลิงคล้ายคลึงกับพลังอธิษฐาน ทว่าลูกประคำ
เหล่านี้ไม่ได้ใช้เพื่อฝึกปรือพลัง แต่เป็นวัตถุดิบที่ได้หายากยิ่งสำหรับเหล่า
นักบวชนิกายพุทธ
ดูจากจำนวนเม็ดประคำ จั่วม่อสันนิษฐานว่าจี้เจิ้งต้องการเก็บ
รวบรวมให้ครบสิบแปดเม็ดเพื่อทำเป็นสร้อยประคำพวงหนึ่ง สร้อยประคำ
หากหลอมสร้างแล้วเสร็จ แน่นอนว่าจะทะยานขึ้นเป็นอาวุธเวทระดับสุด
ยอด จั่วม่อไม่ค่อยเข้าใจลูกประคำปราณอธิษฐานกำยานเพลิงดีนัก แต่
ลูกประคำปราณอธิษฐานกำยานเพลิงเหล่านี้ถูกบูชาอยู่ภายในวัดเสวียน
คง แต่ละเม็ดอบอวลไปด้วยควันกำยานนานร่วมห้าร้อยปี ระดับ
คุณภาพสูงล้าสุดยอดอย่างที่ยากจะพบพาน แต่เพียงเพราะว่าจี้เจิ้งกำลัง
รอคอยเม็ดสุดท้าย จึงยังไม่ได้หลอมสร้างเป็นสร้อยประคำให้แล้วเสร็จ
สุดท้ายความมุ่งมาดปรารถนาของมันมาจบลงด้วยการตกเป็น
ผลประโยชน์แก่จั่วม่อแทน
อย่างไรก็ตาม การหลอมสร้างลูกประคำปราณอธิษฐานกำยานเพลิง
เหล่านี้ต้องใช้กรรมวิธีพิเศษเฉพาะ จั่วม่อไม่เหมาะที่จะใช้งานพวกมัน
ดังนั้นตกลงใจจะทิ้งของวิเศษเหล่านี้ให้แก่จงหยูแทน จงหยูถือครองพลัง
อธิษฐาน ย่อมเหมาะสมที่จะหลอมสร้างของวิเศษนี้มากกว่ามัน ผลลัพธ์ที่
ได้จะดีกว่าทำเป็นอาวุธเวทที่ใช้พลังปราณ
สมบัติชิ้นถัดมายังอัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่า เห็นบนเศษกิ่งไม้สีดำที่ผุ
เปื่อย มีดอกบัวสีแดงเข้มอันสวยสดงดงามเบ่งบานอย่างเฉิดฉาย
“บัวกลับชาติทลายปรภพ!” เสียงผูเยาร้องอุทานอยู่ในจิตใจของ
จั่วม่อ
ได้ยินเสียงร้องของผูเยา จั่วม่อตื่นเต้นลิงโลดขึ้นมาทันที สิ่งที่กระทั่งผู
เยายังต้องร้องอุทานออกมา ย่อมมิใช่ของวิเศษธรรมดาสามัญ มันรีบถาม
ทันที “เป็นดอกบัวอันใด?”
“นี่เรียกว่าบัวกลับชาติทลายปรภพ!” ผูเยาทวนซ้าคำเดิม ดวงตาของ
มันจับแน่นอยู่ที่บัวเพลิงอันอ่อนละมุนดอกนั้น สุ้มเสียงทั้งตื่นตะลึงทั้ง
อัศจรรย์ใจ “ว่ากันว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในแดนร้างหมื่นปี บริเวณ
ส่วนลึกสุดของดินแดนแห่งความมืด บัวกลับชาติทลายปรภพเป็นวัตถุดิบที่
ล้าค่าที่สุดซึ่งเติบโตในละแวกนั้น ใช้พิษร้ายที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงที่สุด
เป็นสารอาหารหล่อเลี้ยง ให้กำเนิดสิ่งที่บริสุทธิ์ผุดผ่องและอัศจรรย์ที่สุด
ขึ้นจากความเน่าเปื่อยผุสลาย”
จั่วม่อยิ่งฟังยังคันที่หัวใจ “เช่นนั้นมันใช้ทำอะไร?”
ผูเยายิ้มเย้ยหยันอย่างเย็นชา กล่าวว่า “ประโยชน์ใช้สอยที่ล้าเลิศ
ที่สุดสำหรับนักบวชนิกายพุทธคือใช้รักษาจิตใจของพวกมันในระหว่าง
กลับชาติมาเกิดใหม่ โจรเฒ่าหัวโล้นเหล่านี้ย่อมคิดใช้งานเช่นนี้อย่าง
แน่นอน”
“กลับชาติมาเกิด!” จั่วม่อถอนหายใจแรง ๆ มันผิดหวังอยู่บ้าง นี่
หมายความว่าสมบัตินี้ไม่มีประโยชน์ใช้สอยสำหรับมันในตอนนี้
“อย่าได้ดูถูกความอัศจรรย์พันลึกของการกลับชาติมาเกิดใหม่ด้วยจิต
วิญญาณเดิม หากผู้คนทราบว่าเจ้าถือครองวัตถุนี้ ชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าก็จบ
สิ้นเพียงเท่านี้เอง เหล่าโบราณวัตถุที่ใกล้จะลงโลงเหล่านั้นจะแห่กันมารัง
ควานเจ้าไม่หยุดหย่อน เจ้าสามารถใช้ของวิเศษนี้แลกกับอาวุธเวทใดก็ได้
ที่เจ้าปรารถนา เจ้าสามารถใช้ให้พวกมันกระทำเรื่องราวได้ทุกเรื่อง
ตามแต่เจ้าจะพอใจ แน่นอนว่าพวกมันอาจเพียงแค่สังหารเจ้าทิ้งเยี่ยงสุนัข
ข้างถนน แล้วฉกฉวยของวิเศษนี้ไป”
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ “ร้ายกาจถึงเพียงนั้นจริง ๆ?”
ที่แท้เป็นสมบัติล้าค่า! ในใจเริ่มหวั่นไหว มันกำลังคาดคำนวณว่าจะใช้
ของวิเศษนี้แลกกับสิ่งใดได้บ้าง
ผูเยากล่าวสืบต่อไปว่า “ไม่เพียงแค่การกลับชาติมาเกิดใหม่เท่านั้น นี่
ยังเป็นของวิเศษหายากที่ทั้งซิวเจ่อ อสูรและปิศาจล้วนสามารถใช้งานได้
อีกทั้ง… …”
จั่วม่อมองดูผูเยาซึ่งทำท่าอิดออด คล้ายไม่อยากกล่าวต่อ “อีกทั้งอัน
ใดเล่า?”
“อีกทั้งมันยังมีพลังมหัศจรรย์ประการหนึ่ง” ผูเยาเหลือบมองจั่วม่อ
“ของวิเศษนี้สามารถหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ นี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิตที่
ถือกำเนิดขึ้นในสถานที่แห่งความตายและการผุเปื่อยกร่อนสลายแบบสุด
ขั้ว ในด้านการหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ ไม่มีสิ่งใดสามารถยกขึ้นเปรียบได้อีก
แล้ว!”
“หล่อเลี้ยงดวงวิญญาญ?” จั่วม่อชะงักกึก
“มิผิด” ผูเยากล่าวแล้วหุบปากนิ่งสนิท
รอยยิ้มค่อย ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของจั่วม่อ แล้วกลายเป็นยิ้มกว้าง
อย่างเบิกบานใจ ไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ได้รับสิ่งที่มันปรารถนาอย่างสุดจิต
สุดใจ “กล่าวคือ สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่ออากุ่ยใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง” ผูเยาสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ “แม้ว่าข้าเพิ่งจะเคย
เห็นของวิเศษนี้เป็นครั้งแรก ไม่อาจแน่ใจได้เต็มที่ว่าพลังของมันจะเป็นไป
ตามที่ตำนานเล่าขานไว้หรือไม่ แต่ข้าแน่ใจว่าสำหรับอากุ่ยแล้ว สิ่งนี้จะมี
ส่วนช่วยต่อนางอย่างใหญ่หลวง”
“ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่ง!” จั่วม่อกลายเป็นลิงโลดยินดีในทันที
จากนั้นฉุกคิดถึงปัญหาประการหนึ่ง รีบถามอย่างร้อนใจ “มีวิธีการใช้งาน
เป็นพิเศษหรือไม่?”
“เพียงแค่รับประทานลงไปก็พอ” ผูเยากล่าวเรียบ ๆ
จั่วม่อเลียริมฝีปากแห้งผาก ทันใดนั้นรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา มันหันหน้า
ไปมองอากุ่ย ในเวลานี้มันไม่มีอารมณ์จะตรวจดูผลกำไรอื่นอีก สมบัติ
เหล่านั้นที่มีค่านับหมื่นจิงสือ ในชั่วขณะนี้ไม่อาจดึงดูดสายตาของมัน
แม้แต่ชั่วแวบ
อากุ่ยมองดูมันอย่างเงียบงันดังเช่นปกติ นัยน์ตาสีเทาอันแข็งทื่อไม่
หลบเลี่ยงสายตาของจั่วม่อ
จั่วม่อจู่ ๆ รู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมา
ภาพเหตุการณ์อันแหว่งวิ่นกระจัดกระจาย กับใบหน้าอันสงบ
ราบเรียบเหมือนหุ่นไม้นี้ผุดขึ้นในใจมันไม่ขาดสาย
มันเข้าใจในบัดดล
ทั้งหมดที่มันกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อหาคำตอบเท่านั้น
มันใช้มือซ้ายเกาะกุมมือของอากุ่ยเอาไว้อย่างแนบแน่น จากนั้นยื่น
ดอกบัวกลับชาติทลายปรภพส่งไปถึงริมฝีปากของอากุ่ย
ดอกบัวกลับชาติทลายปรภพพลันแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานสีเขียว
สายหนึ่ง พุ่งผ่านเข้าไปในปากของอากุ่ย
ภายใต้มือของมัน มือของอากุ่ยกระตุกวูบ
หลัวต๋าหวาดวิตกอยู่บ้าง กองทัพของเซี่ยวม่อเกอจู่ ๆ ก็หายสาบสูญ
ไปอย่างกะทันหัน นึกถึงว่าช่วงที่ผ่านมากองทัพของเซี่ยวม่อเกอเฟ้นหา
ผู้นำทางในท้องถิ่นอย่างเปิดเผย ความคิดหนึ่งเต้นเร่าขึ้นในใจของหลัวต๋า
อย่างไม่อาจบังคับควบคุมเอาไว้ได้
หรือว่าพวกมันค้นพบเส้นทางลับเข้าจริง ๆ?
เดิมทีมันไม่มีหน้าที่ต้องกังวลต่อเรื่องเช่นนี้ มีเจียงเจ๋อต้าเหริน
ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด มันเพียงแค่รอฟังคำสั่งก็พอ เพียงแต่อาณา
บริเวณที่กองทัพของเซี่ยวม่อเกอหายตัวไป อยู่ใกล้เคียงกับแนวป้องกันที่
มันดูแลรับผิดชอบมาก
จะไม่ให้มันหวาดวิตกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับได้อย่างไร?
มันส่งรายงานด่วนไปถึงเจียงเจ๋อต้าเหรินเป็นลำดับแรก แต่จนกระทั่ง
ถึงยามนี้ เจียงเจ๋อต้าเหรินเพียงแค่สั่งให้มันเฝ้ารักษาตำแหน่งของตัวเอง
ต่อไป
ด้วยความหวาดระแวงเป็นที่สุด มันส่งหน่วยสายสืบหลายขบวน
ออกไปรอบด้าน แต่สายสืบเหล่านี้คล้ายสลายหายไปในอากาศธาตุ ไม่เคย
มีผู้ใดหวนกลับมา
เมื่อไม่มีสายสืบกลับมา มันย่อมไม่ล่วงรู้สถานการณ์เบื้องนอก ความ
กังวลของหลัวต๋ายิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ
นอกเหนือจากการเผชิญหน้าซึ่งเกิดจากปัจจัยที่ไม่คาดคิด การปะทะ
หักหาญครั้งสุดท้ายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทัพหลักของทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะ
กัน ก่อนหน้านั้นทั้งสองฝ่ายจะหยั่งเชิงซึ่งกันและกันอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่ง
โดยทั่วไปแล้วการหยั่งเชิงที่ว่านี้จะเริ่มขึ้นด้วยเหล่าสายสืบ
การต่อสู้ระหว่างกองทัพชั้นยอดนั้น โดยมากจะโหดร้ายรุนแรงเป็น
พิเศษ
เจียงเจ๋อส่งหน่วยสายสืบจำนวนมากออกไปอย่างไม่ลังเล มันต้องการ
ข่าวสารเป็นที่สุด มันต้องการทราบความเคลื่อนไหวทั้งหมดของเปี๋ยหาน
นานมากแล้วที่มันไม่ได้ประมือกับเปี๋ยหาน มันไม่ล่วงรู้ว่าเปี๋ยหานใน
เวลานี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด
มันจัดความสำคัญไว้ที่เปี๋ยหานมากกว่าผู้อื่นทั้งหมด
เหล่าผู้อาวุโสในสำนักแม้ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเปี๋ยหานเป็น
ตัวอันตราย แต่ไม่มีผู้ใดทราบกระจ่างว่าแท้ที่จริงแล้วเปี๋ยหานน่า
สะพรึงกลัวปานใด มีเพียงเจียงเจ๋อเท่านั้นที่รู้ดีกว่าใครทั้งหมด!
มันยังล่วงรู้ถึงความเคียดแค้นชิงชังที่เปี๋ยหานมีต่อวัดเสวียนคง
พวกมันทั้งสองประชันขันแข่งกันมาแต่เล็กแต่น้อย มีฝีมือทัดเทียม
กันจนยากที่จะบอกได้ว่าผู้ใดเหนือกว่า แต่ทว่าเจียงเจ๋อได้รับอนุญาตให้
บัญชาการกองทัพหนึ่งตั้งแต่มันอายุได้เพียงสิบปี มิหนำซ้าในกาลต่อมา
มันยังได้รับอนุญาตให้เพาะสร้างขุมกำลังของตน นั่นก็คือกองพันเจียงจื้อ
ในอีกทางหนึ่ง เปี๋ยหานกลับถูกบังคับให้คัดลอกพระสูตรทั้งวัน อยู่ใน
หุบเขาเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง นัยว่าเพื่อสลายจิตฆ่าฟันอันดุร้ายอำมหิตของ
มัน มีเพียงเรื่องเดียวที่ฝืนธรรมเนียมปฏิบัติ คือท่านเจ้าอาวาสยินยอมให้
เปี๋ยหานบัญชาการกองพันบาปเคราะห์ แต่นั่นก็เกิดขึ้นหลังจากที่เปี๋ยหาน
ประชันฝีมือกับมันอย่างทัดเทียม ซึ่งในสายตาของศิษย์อื่น ๆ การ
บัญชาการกองทัพอันน่าขนพองสยองเกล้าเช่นกองพันบาปเคราะห์ ไม่
ต่างอันใดจากการลงทัณฑ์อย่างร้ายแรง
กองพันบาปเคราะห์แม้เป็นที่เลื่องลือ แต่ย่อมไม่มีศิษย์ที่จิตใจปกติ
คนใดต้องการอยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย สนทนาโต้ตอบกับกลุ่มหุ่นเชิดที่นิ่ง
เงียบและไม่ตอบโต้ไม่เว้นแต่ละวัน
ต่อมาเมื่อตัวตนในฐานะปิศาจของเปี๋ยหานถูกเปิดเผยให้ล่วงรู้โดยทั่ว
กัน เจียงเจ๋อในที่สุดค่อยเข้าใจกระจ่าว่าท่านเจ้าอาวาสกับเหล่าผู้อาวุโส
ไฉนปฏิบัติต่อเปี๋ยหานอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ถึงปานนั้น แต่มันก็ยังล่วงรู้
อีกด้วย ว่าความเคียดแค้นชิงชังที่เปี๋ยหานมีต่อวัดเสวียนคงนั้น เกรงว่าฝัง
ลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
เจียงเจ๋อตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ในศึกครั้งนี้มัน
จะต้องสังหารเปี๋ยหานให้จงได้
มันย่อมไม่อาจเอาแต่นั่งนิ่งเฉย ปล่อยให้ตัวอันตรายเช่นเปี๋ยหานคง
อยู่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อวัดเสวียนคง!
เหล่าสายสืบชั้นยอดห้าร้อยนายปรากฏตัวเรียงรายอยู่เบื้องหน้าเจียง
เจ๋อ พวกมันแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยสิบหน่วย
เจียงเจ๋อมีคำสั่งการต่อพวกมันเพียงข้อเดียว ตามล่าหน่วยสายสืบ
ของฝ่ายตรงข้ามและฆ่าพวกมันให้สิ้น ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใดก็
ตาม
มันทราบว่ายอดสายสืบห้าร้อยคนนี้ ที่จะรอดชีวิตกลับมาคงมีเพียง
ไม่กี่คนเท่านั้น แต่พวกมันสีหน้าสงบเยือกเย็นและปลอดโปร่ง ต่อหน้าการ
ต่อสู้สุดหฤโหดที่กำลังจะเผชิญ พวกมันไม่หวาดเกรงแม้แต่น้อย
พวกมันเป็นยอดทหารหาญอย่างแท้จริง
เมื่อการปะทะระหว่างหน่วยสายสืบเริ่มอุบัติขึ้น นั่นหมายความว่า
การศึกที่จะกำหนดชะตากรรมของผู้คนจำนวนมาก ได้เริ่มเปิดฉากขึ้น
อย่างเป็นทางการแล้ว!