สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 680 คู่แข่ง
ในอาณาบริเวณโดยรอบ หน่วยสายสืบของวัดเสวียนคงลาดตระเวน
ไปมา พวกมันสืบเสาะค้นหาร่องรอยของศัตรูอย่างถี่ถ้วนระมัดระวัง
“คราวนี้พวกเราทำอย่างไรต่อไป?” อสูรผมส้มหันกลับมาถามซู่หลง
“หุบปากทีเถอะ!” อาเหวินเค้นเสียงลอดไรฟัน ถลึงตาใส่อสูรผมส้ม
อย่างขุ่นเคือง
เจ้าปัญญาอ่อนผู้นี้ กระทั่งในเวลาเช่นนี้ยังจะปากพล่อย! ช่างสั่งสอน
ไม่รู้จักจำโดยแท้!
ซู่หลงมองสบสายตาอ้อนวอนของอสูรผมสีส้มอย่างจนปัญญา มันสั่น
ศีรษะพลางกล่าวด้วยเสียงกระซิบ “รออีกสักหน่อยเถอะ”
“ยังต้องรออีก… …” อสูรผมส้มเบ้ปากพลางบ่นพำ
ซู่หลงกล่าวอย่างอดกลั้น “พวกมันไม่ได้ผ่านเข้ามาในรัศมีการโจมตี
ของเรา นี่ไม่เป็นผลดีต่อการซุ่มโจมตีของเรา”
อสูรผมส้มมองเมินสายตาเหยียดหยามของอาเหวินโดยสิ้นเชิง เพียง
เอ่ยอย่างงุนงงว่า “พวกเราไฉนต้องซุ่มโจมตีพวกมัน?”
อาเหวินอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วจริง ๆ “คนโง่ การซุ่มโจมตีทำ
ให้ง่ายต่อการได้ชัยมากกว่า!”
อสูรผมส้มร้องอ้อ ทีท่าคล้ายเพิ่งตระหนักถึงความจริง “อา ข้าเข้าใจ
แล้ว เจ้ากลัวว่าเจ้าจะมิอาจเอาชนะ”
“เจ้าสิกลัวว่าจะไม่ชนะ!” อาเหวินประหนึ่งแมวถูกเหยียบหาง โพล่ง
ออกมาอย่างเหลืออด
“หากเจ้าสามารถเอาชนะ เช่นนั้นไยต้องซุ่มโจมตีด้วย?” อสูรผมส้ม
มองดูอาเหวินด้วยสายตาแปลกพิกล ทำสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘เจ้าช่าง
เป็นตัวประหลาดโดยแท้’
“เจ้าไปรู้อะไร! นี่คือยุทธวิธีการรบ!” อาเหวินขุ่นแค้นอสูรผมส้มแทบ
สิ้นสติ
“เจ้าก็แค่กลัวว่าจะไม่ชนะ!” อสูรผมส้มตอบโต้ด้วยน้าเสียงมั่นอก
มั่นใจ เหลือบตามองอาเหวินด้วยสายตายากจะอ่านออก
อาเหวินพอเห็นสายตาแปลกประหลาดของอสูรผมส้ม พลันเลือดขึ้น
หน้า “เข้ามาเลย มาสู้กัน!”
ผู้คนรอบข้างได้แต่ทอดถอนใจพลางมองดูเจ้าโง่ทั้งสอง ในเวลาเช่นนี้
ยังจะมีอารมณ์มาโต้คารมกันอีก
อสูรผมส้มสั่นศีรษะระรัว
“เฮอะ ดูท่าว่าเจ้าจะกลัวใช่หรือไม่!” อาเหวินทำหน้าดูถูก
อสูรผมส้มสั่นศีรษะอีกรอบ “ข้าไม่คิดเสียเวลาสู้กับคนที่กลัวว่าจะไม่
มีปัญญาเอาชนะศัตรูได้”
อาเหวินขุ่นแค้นจนพูดไม่ออก “เจ้า… …”
กระทั่งซู่หลงยังเริ่มจะมีโมโห มันตกลงใจอย่างแน่วแน่ ไม่ว่าหน่วยใด
มีสองคนนี้อยู่ร่วมกัน มันจะไม่มีวันเป็นผู้นำหน่วยอีก มองดูสายสืบของ
ฝ่ายตรงข้ามปรี่ตรงเข้ามาทางด้านนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกมันสังเกตพบเสียง
เอะอะที่เกิดขึ้น ซู่หลงกุมศีรษะ กล่าวอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นก็สู้เถอะ!”
“มันต้องอย่างนี้สิ ด้วยพลังฝีมือระดับอัจฉริยะของข้า ไม่จำเป็นต้อง
ซุ่มโจมตีแม้แต่น้อย” อสูรผมส้มกล่าวอย่างถือดี จากนั้นทะยานร่างเข้าหา
หน่วยสายสืบของฝ่ายตรงข้ามเป็นคนแรก
“เจ้าโง่… …” อาเหวินผู้เดือดดาลทะยานฟ้าขบกรามแน่น ร่างสาดพุ่ง
ออกไปดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง
สองคู่อริโถมทะยานออกไปแทบจะพร้อมเพรียงกัน ตรงดิ่งเข้าหา
ฝ่ายตรงข้ามประหนึ่งลูกธนูพิโรธสองดอก
คนอื่น ๆ เมื่อเห็นเช่นนี้ ได้แต่ติดตามไล่หลังไป
สายสืบของวัดเสวียนคงทุกคนล้วนเป็นสมาชิกชั้นยอดของแต่ละทัพ
พวกมันได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย มี
ประสบการณ์สู้รบโชกโชน สายสืบหน่วยนี้ยังทำงานร่วมกันมานานกว่าห้า
ปี ร่วมมือประสานงานได้อย่างรู้ใจ
พวกมันเห็นฝ่ายตรงข้ามบุกเข่นฆ่าเข้ามา แต่ไม่ตระหนกตกใจ รีบ
ก่อตั้งกระบวนทัพค่ายกลอย่างรวดเร็ว เสียงสวดสรรเสริญพระพุทธคุณดัง
กังวานอย่างพรักพร้อม ก่อเกิดประกายแสงมลังเมลืองห่อหุ้มร่างกายพวก
มัน
อักขระพระสูตรละลานตาหมุนวนรอบกายพวกมัน แต่ละคนสีหน้า
ทั้งเยือกเย็นทั้งปลอดโปร่งสบายใจ
ผู้นำสายสืบเพ่งมองศัตรูที่ดาหน้าเข้าหาพวกมัน ดวงตาทอประกาย
เหยียดหยามดูแคลนวูบหนึ่ง พวกมันกรำศึกอย่างโชกโชน ผ่านการ
ฝึกอบรมศึกสงครามมามากมายนับไม่ถ้วน เพียงมองปราดเดียวก็ประเมิน
ข้าศึกได้ทันที อย่าได้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเต็มไปด้วยกลิ่นอายดุร้ายหมาย
ขวัญ แท้ที่จริงมิได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความร่วมมือประสานงานของ
คนเหล่านั้นย่าแย่ยิ่ง
นี่เกรงว่าจะไม่ใช่หน่วยทัพของเปี๋ยหานกระมัง?
ผู้นำหน่วยทัพค่อยรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง แม้จะบอกว่าเปี๋ยหานไม่ได้เป็น
ที่รู้จักของบุคคลภายนอก แต่สำหรับศิษย์วัดเสวียนคง ไม่ว่าเบื้องสูงเบื้อง
ต่าล้วนรู้จักมันและกองพันบาปเคราะห์อันเลื่องลือเป็นอย่างดี ประหนึ่งว่า
มีภูเขามหึมากดทับอยู่ในอกของพวกมัน หนักหน่วงเสียจนพวกมันไม่อาจ
หายใจได้ ไม่ว่าผู้ใดล้วนทราบแน่แก่ใจ เปี๋ยหานเป็นยอดแม่ทัพที่ทัดเทียม
กับเจียงเจ๋อต้าเหริน!
หน่วยทัพเล็ก ๆ ที่จู่โจมเข้ามาไม่ว่าดูอย่างไรก็มิใช่กองพันบาป
เคราะห์ คนเหล่านี้สมควรเป็นอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ของเปี๋ยหาน
ทันใดนั้นมันค่อยนึกขึ้นได้ มีแม่ทัพบัญชาการศึกอีกผู้หนึ่งอยู่กับเปี๋ย
หาน เรียกว่ากงซุนอะไรนั่น มันจดจำนามของคนผู้นี้ไม่ได้แน่ชัด มันมักจะ
ไม่ค่อยจดจำชื่อของคนที่ไม่ได้สลักสำคัญอันใด แต่เรื่องนี้ก็หาได้กระทบ
ต่อหน้าที่ในฐานะผู้นำหน่วยสายสืบของมันไม่
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายลดลงอย่างรวดเร็ว
หลวงจีนผู้นำหน่วยทัพตวาดก้อง “อมิตาภพุทธ!”
ประกายแสงบนร่างพวกมันพลันหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน พลังอัน
แปลกประหลาดก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
อสูรผมส้มและอาเหวินรู้ว่ามีลำแสงนับไม่ถ้วนถล่มลงมาตรงใจกลาง
กระบวนทัพของศัตรู หมุนคว้าง แล้วก่อตัวเป็นวังวนหลากสีขุมหนึ่ง วังวน
มหึมานั้นก่อเกิดพลังกล้าแข็งสายหนึ่ง ดึงดูดให้พวกมันปลิวลิ่วเข้าหาวังวน
อย่างไม่อาจควบคุม
“วา วา วาว นั่นมันอะไรกันเนี่ย? ข้าไม่เคยเห็นของเช่นนี้มาก่อนเลย!
ดอกไม้ไฟรึ? ช่วงสวยงามโดยแท้! เจ้าพอมีฝีมือกันอยู้บ้างนี่! แต่น่าเสียดาย
ที่พวกเจ้าต้องมาพบพานข้าผู้เป็นอัจฉริยะ ให้อัจฉริยะผู้นี้แสดงให้พวกเจ้า
ดูว่าอันใดเรียกว่าการต่อสู้ที่แท้จริง… …” มันร้องคำรามอย่างดุเดือด เรือน
ผมคล้ายเปลวไฟสีส้มโบกสะบัดไปตามสายลม
“หุบปาก! เจ้างี่เง่า!” อาเหวินที่อยู่ไม่ห่างออกไปตวาดด่าอย่าง
เหลืออด
อสูรผมส้มหันไปมองอาเหวิน พลางกล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “เจ้า
ไม่เคยเข้าใจความคิดของอัจฉริยะแม้แต่น้อย นี่คือเหตุผลที่ไฉนเจ้ามิใช่
อัจฉริยะ” กล่าวจบก็หันกลับไปอีกทาง เมินเฉยต่ออาเหวินอย่างสิ้นเชิง หัว
ร่อพลางร้องบอกผู้คนของวัดเสวียนคงอย่างโอหังลำพอง “มนุษย์เอ๋ย จง
ตัวสั่นสะท้านเสียเถอะ!”
“หุบปากเสียที!” อาเหวินเส้นเอ็นบนหน้าผากเต้นตุบ ๆ สีหน้ายิ่งดุ
ร้ายเหี้ยมเกรียมปานจะกินเลือดกินเนื้อ
สองคู่อริแม้โต้เถียงกันไม่ขาดปาก แต่ท่าร่างของพวกมันล้วนแล้วแต่
รวดเร็วสุดเปรียบปาน
อสูรผมส้มทั่วร่างแผ่ซ่านเปลวไฟสีขาวนวลออกมาชั้นหนึ่ง เปลวไฟ
นั้นสีจางยิ่งจนแทบจะโปร่งใส สีหน้าท่าทีของมันดูเกินจริง ส่งเสียงตวาด
ไม่ขาดหู สองแขนแผ่กว้าง ริมฝีปากบ่นพึมพำอยู่ตลอดเวลา
รอบกายอาเหวินปรากฎชั้นเปลวไฟสีดำสนิทราวกับน้าหมึกชั้นหนึ่ง
สะบัดพลิ้วด้วยจังหวะจะโคนพิเศษเฉพาะตัวชนิดหนึ่ง ชั้นเปลวไฟดำทมิฬ
นี้ทั้งหนาหนักและลึกล้ายิ่งกว่าเจตจำนงฆ่าฟันที่มันเคยมีก่อนหน้านี้มาก
ทว่ากลับปราศจากพลังสภาวะอันใด ราวกับว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด
“กระบวนท่าอัจฉริยะของอัจฉริยะ กระสุนเพลิงเลือดเนื้อไร้เทียม
ทาน!” อสูรผมส้มใช้ร่างของตนต่างกระสุนปืนใหญ่ เปลวไฟสีขาวหมุน
เป็นเกลียว ร่าวสาดพุ่งไปข้างหน้าด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่น
สะท้านใจ เปลวไฟสีขาวลากหางยาวเหยียดอยู่เบื้องหลังดุจดาวหางอัน
โชติช่วง พุ่งลิ่วเข้าหากระบวนทัพของศัตรูอย่างหักโหม!
“ฆ่า!” อาเหวินพลันตวาดก้อง หอกยาวในมือสะบัดแทงอย่างเกรี้ยว
กราด! กระบวนท่าของมันลื่นไหลหมดจด เต็มไปด้วยความเพียบพร้อมที่
ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง เปลวไฟสีดำบนร่างของมันไหลบ่าไปยัง
หอกดำในบัดดล พลังสีดำอันเงียบงันก่อตัวขึ้นที่ปลายหอก แทงทะลวงใส่
กึ่งกลางของวังวนโดยไม่พรั่นพรึง
โง่เขลานัก!
ผู้นำหน่วยย่อยวัดเสวียนคงแค่นหัวร่อเย้ยหยัน หากคนเหล่านี้เข้าใจ
ว่าอาศัยพวกมันเพียงสองคนก็สามารถเอาชนะกระบวนทัพ พวกมันก็โง่
เขลาสุดจะเยียวยาแล้ว!
แต่แล้วรอยยิ้มเยาะของมันพลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
บึม!
นักบวชนิกายพุทธทั้งหมดสะท้านขึ้นทั้งร่าง ประกายแสงทั้งมวล
รวมถึงอักขระพระสูตรทุกตัวบนร่างของพวกมัน ล้วนแตกกระจายเป็นจุด
แต้มสาดกระเซ็นไปทั่ว!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ผู้นำหน่วยทัพใบหน้าซีดเผือด กระบวนทัพของพวกมันกลับถูก
ทำลายอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้!
ฝ่ายศัตรูมีเพียงสองคนเท่านั้น แต่กลับทลายค่ายกลที่สร้างจาก
กระบวนทัพของพวกมันอย่างซึ่งหน้าคนทั้งสองนี้ใช่เป็นชนชั้นหยวนอิง
หรือไม่?
แต่ในเวลาเช่นนี้ไม่มีเวลาให้มันขบคิด สัญชาตญาณเอาตัวรอดซึ่งก่อ
ตัวขึ้นจากการสู้รบมานานปีช่วยให้มันตอบโต้ต่อสถานการณ์ได้อย่าง
ทันท่วงที ท่ามกลางเสียงตวาดอย่างโกรธกริ้ว อักขระพระสูตรตัวกนึ่งฉาย
แสงบนหน้าผากของมัน สีหน้าเคร่งขรึมสำรวม ประนมมือเข้าหากัน แล้ว
กระแทกมาเบื้องหน้าติดต่อตามกันดั่งเมฆล่องน้าริน
พลังฝ่ามือสีทองพุ่งวาบออกมาจากมือของมัน ทันทีที่หลุดออกมาก็
แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือสีทองมหายักษ์สองข้าง ตบฟาดใส่สองศัตรูที่กลาง
อากาศในบัดดล
ฝ่ามือทั้งสองนั้นยิ่งมายิ่งใหญ่โตมหึมาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งใหญ่โต
กว่าร่างของอสูรผมส้มกับอาเหวินเสียด้วยซ้า
ฝ่ามือแสงเกรงขาม!
อักขระพระสูตรบนหน้าผากมันยิ่งสว่างเรืองรองขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขนคิ้ว
ของมันกลับเริ่มปรากฏจุดสีเทาและสีขาวประปราย
“ตุ้ยจ่าง! (ท่านหัวหน้าหน่วย)” สายสืบวัดเสวียนคงร้องเรียกอย่าง
โศกเศร้า ฝ่ามือแสงเกรงขามเป็นวิชาที่เกินกำลังของตุ้ยจ่าง กระบวนท่านี้
ฝืนใช้ออกโดยแลกกับอายุขัยอย่างน้อยสิบปี
เหล่าสายสืบอื่น ๆ ล้วนมีสีหน้าเศร้าโศก แต่พวกมันทราบว่านี่ไม่ใช่
เวลาจะมัวมาคร่าครวญรำพัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกมันไม่อาจปล่อย
ให้การเสียสละของตุ้ยจ่างต้องสูญเปล่าได้
ปราณหมัดสารพัดชนิด เงาไม้เท้าไม้พลอง อาวุธเวท รวมถึงอักขระ
พระสูตรมากมายเหลือคนานับ แตกปะทุออกมาดุจภูเขาไฟระเบิด
สายตาของพวกมันจับจ้องไปยังพวกซู่หลงที่ติดตามมาเบื้องหลัง หา
ใช่สองศัตรูผู้อาจหาญที่อยู่ด้านหน้าสุดไม่ พวกมันต้องระวังไม่ให้ซู่หลงกับ
คนอื่น ๆ สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว
จากนั้นพวกมันเห็นสายสืบฝ่ายศัตรูทั้งหมด พลันหยุดลงอย่างพร้อม
เพรียง ไม่มีทีท่าว่าจะบุกจู่โจมเข้าช่วยเหลือดังที่พวกมันคาดการณ์เอาไว้
ไม่
คนที่มีความคิดประเปรียวอยู่บ้างอดรู้สึกแปลกพิกลไม่ได้ แต่แล้ว
พวกมันก็ได้ข้อสรุป เต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม คนเหล่านี้เป็น
กองทัพที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมดังที่คาดเอาไว้จริง ๆ!
ในยามที่สหายร่วมกองทัพต้องการกำลังหนุน พวกมันกลับไม่กล้าบุก
เข้ามาเบื้องหน้า
ช่างน่าเสียดายนักที่ตุ้ยจ่างจำต้อง… …
ฝ่ามือแสงเกรงขามเป็นหนึ่งในกระบวนท่าไม้ตายสุดยอดของนักบวช
นิกายพุทธทรงพลานุภาพมหาศาล แต่ผู้ใช้ต้องมีพลังบำเพ็ญเพียรที่สูงล้า
เพียงพอ มีเพียงชนชั้นหยวนอิงขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถใช้ออกได้อย่าง
เต็มที่ ตุ้ยจ่างแม้เป็นเพียงจินตัน แต่ยินยอมสละอายุขัยใช้กระบวนท่าสุด
ยอดนี้ออกมา ทุกคนล้วนเชื่อว่าเจ้าสองคนที่น่าชิงชังนั้นจบสิ้นแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ามือมหายักษ์อันน่าเกรงขามสองฝ่ามือนั้น
กระทั่งแสงสว่างบนท้องฟ้ายังหม่นหมองไป
ปัง!
ทันใดนั้นเอง สองฝ่ามืออันน่าเกรงขามกลางอากาศจู่ ๆ คล้ายแตก
กระจายดุจฟองสบู่ กลายเป็นจุดแสงระยิบระยับนับไม่ถ้วน
อสูรผมสีส้มสีหน้าสับสน ดูคล้ายมึนงงอยู่บ้าง เปลวไฟโปร่งใสรอบ
กายมันหม่นแสงลงเล็กน้อย ปากบ่นพึมพำอย่างไร้สติ “อา วิงเวียน
เล็กน้อย… …”
อาเหวินหน้าขาวเผือดอยู่บ้าง บนร่างมีบาดแผลประปราย แต่สายตา
เย็นเยียบดุจน้าแข็งเพ่งมองหัวหน้าหน่วยสายสืบวัดเสวียนคงเขม็งนิ่ง เต็ม
ไปด้วยประกายอำมหิต
ชั่วพริบตานี้ บรรดาสายสืบวัดเสวียนคงแทบทั้งหมดล้วนตะลึงงัน!
ตุ้ยจ่างแลกด้วยอายุขัยนับสิบปี แต่คนทั้งสองกลับไม่เป็นอันตราย
ร้ายแรงอันใด!
ซู่หลงกับพวกทั้งหลายไม่ความคิดจะบุกโจมตีไปข้างหน้าตั้งแต่แรก
“นึกอยู่แล้วทีเดียวว่าจะต้องเป็นเช่นนี้” หมิงเจวี๋ยจื่อกล่าวด้วยสีหน้า
อับจนปัญญา
“ประเสริฐยิ่ง! เราไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย” คังเจ๋อเบ้ปาก
“นี่ไม่ค่อยดีเท่าไร… …” หนานเยว่ต้องการใช้การสู้รบขัดเกลาศาสตร์
อสูรของนาง
ฟังวาจาของคนรอบกาย ความคิดที่จะขอเปลี่ยนไปเป็นหัวหน้าหน่วย
ทัพอื่นของซู่หลง ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ในเวลานี้เอง เสียงกรีดร้องคำรามของอสูรผมส้มดังก้องไปทั่วสมรภูมิ
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ อย่าแย่งชิงเหยื่อของข้าได้หรือไม่… …”
สิ่งที่ตอบวาจามันเป็นเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดของอาเหวิน “ฆ่า!”
“ฆ่า!” “ฆ่า!” “ฆ่า!” “ฆ่า!” … …
“ของข้า!” “ของข้า!” “ของข้า!”
หนานเยว่กับพวกทั้งหลายที่ด้านข้าง พอเห็นเช่นนี้ก็เริ่ม
วิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส
“คราวนี้ผู้ใดจะเป็นผู้ชนะ?” หมิงเจวี๋ยจื่อเหลือบมองสหาย พลางเอ่ย
ปากเป็นคนแรก
“เสมอกัน” คังเจ๋อตอบโดยไม่ต้องคิด
“เสมอกัน” หนานเยว่จ้องมองไปยังวงต่อสู้ ชมดูการต่อสู้ของสหาย
ทั้งสองอย่างนับถือเลื่อมใส
“เสมอกัน” เสียงของอสูรควันดำดังเอื่อย ๆ ออกมาจากกลุ่มควัน
หมิงเจวี๋ยจื่อทอดถอนใจ “ข้าเองก็รู้สึกว่าจะเสมอกันอีกครั้ง แต่นี่
พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อหรอกหรือ?”
ทุกผู้คนสบตากันวูบ
“ขอย้ายหน่วย” คังเจ๋อเสนอ
“ขอย้ายหน่วย” หนานเยวี่ยรีบตอบรับเป็นคนแรก
“ขอย้ายหน่วย” สุ้มเสียงหดหู่ของอสูรควันดำดังมาจากในกลุ่มควัน
ซู่หลงผู้ปิดปากเงียบที่ด้านข้าง ในที่สุดก็อดรนทนไม่ได้ “ขอย้าย
หน่วย!”
น้าเสียงของทุกคนแม้รวบรัดชัดเจน แต่ในดวงตาอดทอแววนับถือ
เลื่อมใสออกมาไม่ได้ อสูรผมส้มและอาเหวินเลิศล้ายิ่ง คนทั้งสองหลังจาก
เริ่มฝึกปรือพลังเทพ พวกมันก็รุดหน้ารวดเร็วอย่างน่าตระหนก
พวกมันทั้งสองไม่ว่าจะทำอะไร ก็ล้วนแล้วแต่ประชันขันแข่งกัน
การต่อสู้ไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา ผู้อื่นไม่เคยมีโอกาสได้ลงไม้ลงมือ ทันทีที่
พวกมันพบพานหน่วยสายสืบเล็ก ๆ เช่นนี้ ทั้งสองคนจะยึดครองการต่อสู้
ทั้งหมดไป จนไม่มีผู้ใดได้ลงมือต่อสู้สักครั้งเดียว
พลังอำนาจของคนทั้งสอง เริ่มกลายเป็นยากที่ผู้อื่นจะหยั่งคำนวณได้
ทั้งเปลวไฟโปร่งใสของอสูรผมส้ม และเปลวไฟดำมืดดุจห้วงวิกาล
ของอาเหวิน ในสายตาของผู้อื่นล้วนเป็นพลังพิสดารที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก พลังนี้
แตกต่างจากพลังทั้งสามอย่างสิ้นเชิง มีส่วนคล้ายกับต้าเหรินอยู่บ้าง
พวกหนานเยว่ในขณะที่นับถือเลื่อมใสคนทั้งสอง จิตวิญญาณการ
ต่อสู้ของพวกมันก็พลุ่งพล่านตามไปด้วยเช่นกัน
ทุกผู้คนต้องการลับคมเขี้ยวของตนผ่านการต่อสู้ ไม่มีผู้ใดเต็มใจยืน
ชมดูอยู่ด้านข้าง
การต่อสู้ดังเช่นที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพียงมุมเล็ก ๆ มุมหนึ่งในสมรภูมิอัน
กว้างใหญ่ไพศาล
การต่อสู้ในพื้นที่อื่น ๆ ยังดุเดือดรุนแรงกว่านี้เสียอีก
ความรุนแรงของการต่อสู้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของเจียงเจ๋อ แต่
สิ่งที่ทำให้มันต้องประหลาดใจสุดระงับ คือในการต่อสู้อันดุเดือดเลือด
พล่านระหว่างหน่วยสายสืบทั่วสมรภูมินี้ พวกมันกลับเป็นฝ่ายปราชัย
อย่างราบคาบ!