สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 681 ความเปลี่ยนแปลงของจั่วม่อ
จั่วม่อนั่งนิ่งอยู่บนก้อนหิน สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก ดวงตาว่างเปล่า
เหม่อมองไปไกล มีอากุ่ยนั่งเงียบ ๆ อยู่ไม่ห่างกาย
เขิงเหลียนเอ๋อร์แม้ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่นางเคยรับรู้เศษ
เสี้ยวความทรงจำเหล่านั้นพร้อมกับจั่วม่อ หลังจากเฝ้ามองจั่วม่อป้อน
ดอกบัวกลับชาติทลายปรภพให้แก่อากุ่ย นางก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้
บ้าง
นางไม่เอ่ยปากรบกวนแม้สักครึ่งคำ
แม้ว่าจั่วม่อจะอยู่ในสภาพนี้มาสามวันแล้วก็ตาม
ตลอดสามวันมานี้มันไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ราวกับว่าเป็นหุ่นไม้สลัก
ก็มิปาน
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ
“ข้าจะช่วยเหลืออากุ่ยได้อย่างไร?” จั่วม่อถามพลางมองผูเยากับเว่ย
ด้วยสีหน้าเฉยเมย
“ข้าไม่ทราบ ทัณฑ์เทวะมิดับสูญเป็นการลงทัณฑ์ที่อำมหิตที่สุดในยุค
บรรพกาล ข้ายังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถทำลายทัณฑ์เทวะได้มา
ก่อน” เว่ยถอนใจยาว ผูเยาที่ด้านข้างก็นิ่งเงียบเช่นกัน
จั่วม่อกลายเป็นเงียบงันไปอีกครา แต่ครั้งนี้มันไม่นิ่งเงียบไปเป็นวัน ๆ
เหมือนเดิมอีก ชั่วอึดใจเดียวพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาทอประกายวูบ ราว
กับเปลวเทียนริบหรี่กลางสายลมโหมกระหน่า แม้อ่อนแรงแต่ไม่ยอมแพ้
พ่าย
มันเอ่ยเสียงแหบพร่าราวรำพึงกับตัวเอง แต่วาจาเหล่านั้นสะท้อน
ก้องไปทั่วทะเลแห่งจิตสำนึก
“โดยแก่นแท้แล้ว ทัณฑ์เทวะมิดับสูญแม้ร้ายกาจ แต่จะอย่างไรยังไม่
พ้นเป็นพลังเทพชนิดหนึ่ง”
“และในเมื่อมันเป็นพลังเทพ ดังนั้นจะต้องมีหนทางแก้ไขอย่าง
แน่นอน! หากยามนี้ข้าไม่มีปัญญาแก้ไข นั่นก็เพียงเพราะข้ายังไม่เข้าใจมัน
มากพอ ความเข้าใจที่ข้ามีต่อพลังเทพยังน้อยนิดจนน่าเวทนา ขอเพียงข้า
แข็งแกร่งกว่านี้ รอจนพลังเทพของข้าเข้มแข็งพอ ขอเพียงความรู้ความ
เข้าใจที่มีต่อพลังเทพของข้าลึกล้ากว่านี้ ข้าย่อมต้องค้นพบหนทางอย่าง
แน่นอน ข้าจะไม่ยอมแพ้ ข้าจะไม่ยินยอมเลิกรา สักวันข้าจะต้องพบ
หนทางแก้ไขอย่างแน่นอน”
“แม้ว่าจะไม่เคยมีผู้ใดทำลายทัณฑ์เทวะได้มาก่อน แต่ข้าจะทำจน
ได้”
สุ้มเสียงแหบห้าวไม่ดุเดือด ไม่พลุ่งพล่าน ไม่มีโทสะ จั่วม่อเพียงกล่าว
เรียบเรื่อยด้วยสุ้มเสียงเฉื่อยชา ราวกับว่ากำลังเอ่ยถึงบางสิ่งที่ไม่
สลักสำคัญอันใด แต่ในความสงบราบคาบ แต่ละคำแฝงไว้ด้วยความเคร่ง
ขรึมเด็ดเดี่ยว ประหนึ่งจารึกด้วยเหล็กกล้า
ทันใดนั้นเปลวไฟบนร่างผูเยาปะทุขึ้นอย่างรุนแรง คล้ายพลุ่งพล่าน
คล้ายลิงโลด เพลิงไฟอันน่าขนพองสยองเกล้าสาดสะท้อนอยู่บนใบหน้าลี้
ลับจนเกือบจะชั่วร้ายของมัน ริมฝีปากบางเฉียบดุจคมมีดเผยอยิ้มน่าขน
ลุก “เรื่องที่ยากเย็นเช่นนี้ช่างชวนให้ผู้คนเลือดลมเดือดพล่านเสียจริง อ้อ
เหมาะจะใช้ชำระแทนค่าเช่าค้างปีพอดีทีเดียว”
เว่ยสีหน้าขรึมเคร่ง แต่ดวงตาทอประกายเจิดจ้าดุจดวงดาว “สัจ
ธรรมแห่งชุดเกราะป้ายศิลาสุสานคือการปกปักคุ้มครอง! เว่ยมิอาจนั่งนิ่ง
เฉย และมองดูการเสียสละของอากุ่ยโดยไม่ทำอะไรได้!”
จั่วม่อมองดูสองสหายที่ผูกชะตาชีวิตร่วมกับมัน ในใจอุ่นวาบ ตื้อตัน
จนยากจะบ่งบอกบรรยายออกมา
ร้อยพันถ้อยวาจาที่มันรู้สึก พอขึ้นมาถึงริมฝีปากกลับกลายเป็นเหลือ
เพียงหนึ่งคำ
“อา!”
ในดวงตาเลื่อนลอยของจั่วม่อเริ่มปรากฏแววสำนึกรู้ตัว ร่างแข็งทื่อ
เหมือนรูปปั้นสะท้านขึ้นโดยพลัน เขิงเหลียนเอ๋อร์ที่ด้านข้างสังเกตเห็นใน
บัดดล เค้าความกังวลในดวงตาลดน้อยลงมาก นางเผยสีหน้ายินดีเล็กน้อย
โดยไม่ตั้งใจ
เมื่อรู้สึกตัว จั่วม่อก็สังเกตเห็นความวิตกกังวลในดวงตาของเขิง
เหลียนเอ๋อร์เช่นกัน จึงกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” เขิงเหลียนเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขิงเหลียนเอ๋อร์ผู้เฉลียวฉลาด เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่
เกิดขึ้นในตัวจั่วม่ออย่างเลือนราง
จั่วม่อเบือนหน้าไปมองอากุ่ยที่อยู่ข้างกาย ดวงตายิ่งกลายเป็นเด็ด
เดี่ยวแน่นแน่กว่าเดิม
อากุ่ย ข้าจะต้องช่วยเจ้าให้ได้!
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม!
ในอีกไม่กี่วันต่อมา เขิงเหลียนเอ๋อร์ค่อยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่
เกิดขึ้นในนิสัยใจคอของจั่วม่ออย่างชัดเจน
ฝึกฝีมือ! ฝึกฝีมืออย่างบ้าคลั่ง!
จั่วม่อคล้ายถูกครอบงำ เอาแต่คร่าเคร่งฝึกปรืออย่างเอาเป็นเอาตาย
มันไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว เขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่เคยพบเคยเห็น
ผู้ใดฝึกฝีมือเช่นนี้มาก่อน หลายครั้งที่นางคิดบอกเตือนให้มันหยุดพักเสีย
บ้าง แต่พอประสานสบสายตาแข็งกร้าวมั่นคงของจั่วม่อ นางก็ต้องกลืน
ถ้อยคำกลับลงไปทุกคราว
ในสายตาของจั่วม่อ ทุกวินาทีล้วนมีค่าควรเมือง
เวลาแต่ละวินาทีที่ผ่าน ย่อมหมายถึงว่าอากุ่ยต้องทนทรมานอย่าง
แสนสาหัสนานขึ้นอีก จั่วม่อคิดแล้วให้เจ็บปวดใจยิ่ง
ผูเยาคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง มันขนย้ายศาสตร์อสูร
เวทวิชาและทักษะปิศาจที่เก็บสะสมไว้ออกมาทั้งหมด เว่ยเองก็นำศาสตร์
ลับบูชายัญโบราณทั้งหมดที่ล่วงรู้ออกมาด้วย
มรดกเคล็ดวิชาพลังเทพส่วนใหญ่หายสาบสูญไปตามกาลเวลา ยากที่
จะมองเห็นจุดเชื่อมโยงได้ อย่างไรก็ตาม สามระบบพลังอันเป็นแกนหลัก
ของยุคปัจจุบันมีต้นกำเนิดจากพลังเทพ แม้ว่าแต่ละวิถีมุ่งเน้นแตกต่างกัน
ไปคนละทิศทาง แต่ทั้งหมดล้วนพัฒนามาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน
ผูเยากับเว่ยคิดได้วิธีการหนึ่ง… ในเมื่อพลังเทพเดิมแทบจะสูญสิ้นไป
แล้ว ไฉนไม่สร้างขึ้นมาใหม่เล่า!
อาศัยพลังทั้งสามเป็นรากฐาน สร้างพลังเทพที่สมบูรณ์ขึ้นมาใหม่!
นี่เป็นวิธีการที่ทั้งทื่อด้านและโง่เขลา แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่มีความ
เป็นไปได้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อจั่วม่อในยามนี้ถือครองเคล็ดความส่วน
ใหญ่ของหลักศิลาทักษะปิศาจมหาสันติไว้กับตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจ
สำคัญที่สุดดอกหนึ่ง
พลังเทพสุริยันของจั่วม่อแม้ฝึกปรือได้ถึงขั้นไม่ต่าทราม แต่มี
รายละเอียดหลายส่วนที่ยังคงคลุมเครืออยู่มาก กระบวนการสร้างเคล็ด
ฝึกปรือพลังเทพขึ้นใหม่นี้ได้แยกแยะรายละเอียดเหล่านี้จนชัดเจนกว่าเดิม
มาก
แต่จั่วม่อยังคงรู้สึกว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ
พลังยุทธ์ยุคโบราณนี้มีหลายส่วนที่ขาดหายไป ส่งผลให้ยากจะทำ
ความเข้าใจให้ทะลุปรุโปร่ง สิ่งที่มันร่าเรียนมิได้จำกัดอยู่แค่เพียงพลังเทพ
สุริยันเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงพลังเทพเถาวัลย์เขียวของพี่ใหญ่ชิงหลิน
อีกด้วย แต่เคล็ดวิชาเหล่านี้ยาวนานเกินไป ระหว่างผู้คนยุคนี้กับบันทึก
เคล็ดวิชาจากบรรพกาล คล้ายมีกำแพงอันใหญ่โตมโหฬารขวางกั้นเอาไว้
จั่วม่อไม่มีความรู้ในเรื่องบันทึกโบราณ
เคราะห์ดีที่เว่ยมาจากชนเผ่าโบราณ เว่ยถือกำเนิดจากช่วงปีสุดท้าย
ของยุคบรรพกาลนั้น แม้ว่าชนเผ่าโบราณเหล่านั้นดับสลายไปสิ้น แต่เว่ย
ยังคงมีส่วนช่วยต่อจั่วม่ออย่างใหญ่หลวง
ทั้งสามพอผนึกกำลังกัน พลังเทพรูปแบบพื้นฐานก็ค่อย ๆ เป็นรูป
เป็นร่างขึ้น
การแบ่งระดับชั้นของพลังเทพนั้นเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เทียบกับพลัง
ทั้งสามแล้วยังเรียบง่ายกว่ามาก
ฟ้า ดิน มนุษย์ เป็นตัวแทนของสามด่านพลังเทพ ในยุคบรรพกาล
นักรบสัญลักษณ์ศึกล้วนแล้วแต่เป็นยอดยุทธ์เทวะชั้นนภา พวกมัน
สามารถย้ายขุนเขาเปลี่ยนทะเล เพียงยกมือก็สามารถทำลายดวงดาวทั้ง
ดวง ยกตัวอย่างเช่นเมล็ดผลึกสุริยันในกายจั่วม่อ เป็นของวิเศษที่มีเพียง
นักรบสัญลักษณ์ศึกชั้นนภาเท่านั้นที่สามารถปิดผนึกได้
แต่เมื่อพวกมันแยกแยะเรื่องราวเหล่านี้ จั่วม่อกับพวกทั้งสามก็ค้นพบ
สิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง
หากดูตามการจัดแบ่งระดับพลังเทพที่ว่านี้ ในยุคสมัยของเว่ย นักรบ
สัญลักษณ์ศึกที่ทรงพลังอำนาจที่สุด กลับเป็นเพียงยอดยุทธ์เทวะชั้นปฐพี
เท่านั้น เห็นได้ชัดถึงการเสื่อมทรุดของพลังเทพในยุคสมัยของเว่ย
ยุคบรรพกาลย่อมเป็นยุคสมัยที่พลังเทพกล้าแข็งที่สุดอย่างไม่ต้อง
สงสัย ส่วนยุคสมัยของเว่ยอยู่ในช่วงสุดท้ายของยุคแห่งพลังเทพ เป็น
ช่วงเวลาที่พลังเทพค่อย ๆ เสื่อมทรุดสูญหาย และเป็นช่วงเวลาที่พลังทั้ง
สามเริ่มเข้าแทนที่พลังเทพ กลายเป็นวิถีหลักสืบต่อมาจนถึงยุคปัจจุบัน
เช่นนั้นเพราะเหตุใดพลังเทพจึงเสื่อมทรุดลงเล่า?
จั่วม่อพลันฉุกคิดถึงสมรภูมิปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ที่ชวนให้ผู้คนหายใจ
ไม่ออกนั้น หรือว่าในมหาสงครามครั้งนั้น เหล่านักรบสัญลักษณ์ศึกพากัน
ล้มตายมากมายมหาศาลเกินไป นำมาสู่การล่มสลายของพลังเทพในกาล
ต่อมา?
และซือผู้ลึกลับคนนั้น รอถึงยามนี้จั่วม่อค่อยเริ่มเข้าใจ ว่าพลังฝีมือ
ของอสุภประหลาดตนนั้นยิ่งใหญ่ไพศาลถึงเพียงไหน อาจบางทีตัว
ประหลาดเฒ่าผู้นั้นสมควรเป็นนักรบสัญลักษณ์ศึกกระมัง
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อไม่คิดเสียเวลาไปกับการค้นคว้าข้อเท็จจริงตาม
ประวัติศาสตร์
เวลาของมันมีค่ายิ่ง เวลาทุกหยาดหยดที่มี มันต้องใช้เพื่อเพิ่มพูน
ความแข็งแกร่งของตนให้มากที่สุด!
จั่วม่อไม่เคยรู้สึกว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตของมัน จะเคยชัดเจนแจ่มแจ้ง
เท่านี้มาก่อนเลย!
หยาดเหงื่อทุกหยดของมันจะไม่หลั่งลงอย่างสูญเปล่าอีก
จั่วม่อสามารถรู้สึกได้อย่างชัดแจ้ง พลังเทพในร่างของมันยิ่งมายิ่ง
กล้าแข็งขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มันแยกแยะสะสางเคล็ด
วิชาพลังเทพทั้งสองวิชาเสร็จสิ้น พลังเทพของมันยิ่งรุดหน้าอย่างเห็นได้
ชัด แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่า คือมันเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นต้นของด่านมนุษย์
เท่านั้น
เส้นทางอันยาวไกลที่รอคอยอยู่เบื้องหน้ามิได้ทำให้จั่วม่อหวาดกลัว
แต่ยิ่งทำให้มันมองเห็นเป้าหมายชัดตากว่าเดิม
พลังเทพที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วของจั่วม่อค่อย ๆ ชะลอช้าลง แต่นี่ก็
เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้แล้ว ซึ่งความจริงมันเพิ่งจะเริ่มฝึกปรือพลัง
เทพได้ไม่นานนัก การสั่งสมพลังไม่ได้มากมายอันใด หลังจากแยกแยะสิ่งที่
เรียนรู้มาทั้งหมด มันก็เข้าใจรายละเอียดมากหลาย หลายจุดที่ยังติดขัดจึง
เปิดออกทันควัน พลังเทพของมันรุดหน้าอย่างรวดเร็วก็เนื่องเพราะเหตุนี้
เอง แต่หลังจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดผ่านพ้นไป พลังเทพของมันก็
ได้แต่ต้องพึ่งพากระบวนการสั่งสมแล้ว
แต่จั่วม่อไม่พึงพอใจเพียงเท่านี้
“ต่อสู้?” ผูเยาดวงตาทอแววประหลาดใจ จั่วม่อแม้ไม่เคยกลัวการ
ต่อสู้มาก่อน แต่มันไม่ใช่คนที่ชมชอบการต่อสู้ หาได้ยากที่มันจะกระหาย
การต่อสู้มากเสียจนเสนอขึ้นด้วยตนเอง
“อา” จั่วม่อผงกศีรษะรับ สีหน้าสงบราบเรียบ “มีแต่การต่อสู้ จึง
สามารถขัดเกลาฝีมือของข้าให้รุดหน้าเร็วขึ้น!”
เว่ยหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อย “มิใช่เสี่ยงอันตรายมากเกินไปหรือ”
เมื่อพวกมันแยกแยะสะสางความรู้เกี่ยวกับพลังเทพเสียใหม่ มีความ
เข้าใจมากกว่าเดิม พวกมันจึงทราบว่าพลังเทพในด่านมนุษย์เช่นจั่วม่อ หา
ได้มีเปรียบกว่าพลังทั้งสามในด่านท้าย ๆ มากมายอันใดนัก มีเพียงเมื่อเข้า
สู่ด่านปฐพีไปแล้ว จึงสามารถสะกดข่มพลังทั้งสามในด่านพลังท้าย ๆ ได้
อย่างสมบูรณ์
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ด้วยฝีมือพลังเทพของจั่วม่อในยามนี้ หากประ
มือกับชนชั้นหยวนอิงย่อมมีโอกาสได้ชัยสูง แต่หากเผชิญกับฝ่านซูยังคง
เป็นอันตรายถึงชีวิต
พลังเทพของอากุ่ยกล้าแข็งกว่าจั่วม่อเล็กน้อย ส่วนเขิงเหลียนเอ๋อร์
อ่อนด้อยที่สุดในบรรดาคนทั้งสาม
“ย่อมต้องเสี่ยงอันตรายอยู่แล้ว” จั่วม่อสีหน้ายังคงสงบราบเรียบ แต่
ยังคงแน่วแน่เด็ดเดี่ยวอย่างคนที่ขบคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี “แต่การ
ต่อสู้จะช่วยให้ข้ารุดหน้าก้าวไกลได้เร็วกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราใน
เมื่อตีความพลังเทพอย่างยากลำบาก ไยมิลองตีความผ่านการต่อสู้ดูบ้าง
เล่า?”
“ตีความผ่านการต่อสู้?”
ผูเยากับเว่ยพอฟังต้องงงงันวูบ
“พลังทั้งสามแม้ผิดแผกแตกต่างจากพลังเทพ แต่จะอย่างไรแก่นแท้
ของพวกมันล้วนแบ่งแยกออกมาจากพลังเทพ นั่นหมายความว่าวิธีการใช้
พลังเหล่านั้นจะต้องยังมีรูปแบบเฉพาะตัวซุกซ่อนอยู่ด้วย แทนที่จะคลำหา
ในความมืดมนดังเช่นที่เราทำอยู่ในตอนนี้ มิสู้ทดลองตีความผ่านการต่อสู้
ดูบ้าง ในเมื่อมันเป็นพลังยุทธ์ชนิดหนึ่ง มองดูจากการต่อสู้กับผู้คน ย่อม
ต้องเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่า”
จั่วม่ออธิบายอย่างจริงจัง
ผูเยากับเว่ยมีสีหน้าครุ่นคิด
ชั่วครู่ให้หลัง เว่ยพยักหน้า “ตามหลักการแล้วนี่เป็นความจริง แต่จะ
อย่างไรยังคงเสี่ยงอันตรายเกินไป”
ผูเยากลับแย้มยิ้มประหลาดพิกล “วิธีนี้สนุกสนานน่าสนใจยิ่ง! เจ้า
วางแผนจะใช้งานวัดเสวียนคงกระมัง?”
การที่ผูเยาสามารถคาดเดาความคิดของมันได้ จั่วม่อไม่เห็นว่ามีอันใด
น่าประหลาด ในดวงตามันเพียงสาดประกายร้อนแรง “ในบรรดาโจรเฒ่า
หัวโล้นทั้งสอง หนึ่งตกตาย อีกหนึ่งบาดเจ็บ แต่วัดเสวียนคงจะไม่ยอม
เลิกราเพียงเท่านนี้ ข้าเดาว่าพวกมันต้องส่งคนมาเสริมกำลังอย่างแน่นอน
และพวกมันสมควรอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว เปี๋ยหานเคยบอกว่ายามนี้วัด
เสวียนคงสามารถเรียกระดมฝ่านซูได้เพียงสองคนนี้เท่านั้น ดังนั้นคนที่
พวกมันส่งมาในคั้งนี้ สมควรเป็นชนชั้นหยวนอิง พวกเราอาจมีโอกาส”
ผูเยาหัวร่ออย่างชั่วร้าย “พวกมันต้องคาดไม่ถึงแน่ ว่าเจ้าจะกล้า
เสาะหาพวกมันเพื่อใช้ซ้อมมือ”
“อา ยังมีข้อดีอื่นอีกด้วย พวกเราทำเช่นนี้ ยังสามารถช่วยลดแรง
กดดันให้แก่ศิษย์น้องกงซุนกับเปี๋ยหานด้วย”
“เป็นความคิดที่ดี” กระทั่งเว่ยคราครั้งนี้ยังถูกจั่วม่อเกลี้ยกล่อมคล้อย
ตาม
หลังจากนั้นจั่วม่อบอกความคิดนี้ต่อเขิงเหลียนเอ๋อร์ เดิมทีตั้งใจจะ
กระตุ้นเตือนให้โฉมสะคราญนางนี้จากไปเสีย ด้วยการแสวงหาการต่อสู้อัน
ดุเดือดรุนแรง ศึกครั้งนี้จะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ถือเป็นเส้นทางที่สุ่ม
เสี่ยงอันตรายยิ่ง ในความเห็นของมัน เขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่จำเป็นต้องร่วมหัว
จมท้ายกับพวกมันถึงเพียงนั้น
เขิงเหลียนเอ๋อร์รวบผมของนาง ดวงตาสงบนิ่งดั่งผิวน้าไม่หลบเลี่ยง
สายตาของจั่วม่อ “ข้าจะอยู่กับพวกเจ้าด้วย”
จั่วม่อชะงักกึก ที่แท้มันสิ้นเปลืองวาจาสูญเปล่าหรือนี่
“สิ่งที่เจ้าว่ามาก็ไม่ผิด นี่สุ่มเสี่ยงอันตรายมากจริง ๆ แต่อย่าได้ลืม
เลือนว่าทั่วทั้งปฐพีล้วนล่วงรู้ว่าข้าฝึกปรือพลังเทพ หากข้าจากไปเพียง
ลำพัง คงไม่แคล้วถูกคร่ากุมและบีบบังคับให้มอบมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพ
ออกมา พลังของบิดาข้าไม่เพียงพอจะปกป้องคุ้มครองข้าอีกแล้ว” เขิง
เหลียนเอ๋อร์กล่าวเสียงหวานใส พลางมองดูจั่วม่ออย่างสงบเยือกเย็น
จั่วม่อตะลึงลานไป
เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวถูกต้อง เป็นมันหลงลืมไปเอง ความจริงที่ว่านาง
ฝึกปรือพลังเทพมิใช่ความลับอีกต่อไป มีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่นาง
หากนางจากไป เกรงว่ายังไม่ทันออกไปไกลเท่าใดก็ตกอยู่ในมือผู้อื่นแล้ว
ความหวังในการอยู่รอดเพียงหนึ่งเดียวของนาง คืออยู่ร่วมกับพวกมัน
ไปจนถึงที่สุด
มีเพียงรั้งอยู่ข้างกายจั่วม่อเท่านั้น นางจึงพอจะลดจำนวนคนที่
วางแผนคิดร้ายต่อมรดกวิชาพลังเทพของนางได้บ้าง
ไม่ว่าจะสุ่มเสี่ยงอันตรายเท่าใด นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
ในดวงตาคู่งามของเขิงเหลียนเอ๋อร์ปราศจากร่องรอยหวาดกลัว
นัยน์ตาของนางเป็นสีดำสนิท ลึกล้าจนไม่เห็นก้นบึ้ง บันดาลให้ผู้คนยากจะ
คาดเดาว่านางครุ่นคิดอันใด
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มาสู้ด้วยกันเถอะ!”
จั่วม่อเพ่งมองนาง กล่าวอย่างจริงจังและจริงใจ
เขิงเหลียนเอ๋อร์มุมปากเผยอยิ้มเบิกบาน ประหนึ่งบุปผาสวรรค์อัน
งดงามบานสะพรั่งท่ามกลางความมืดมน