สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 719 ค่ายกลชุดนั้น
ชุดค่ายกลอาคมหวงห้ามที่ปรมาจารย์ซุนเป่าเอ่ยถึง ในค่ายจินวูไม่มี
ผู้ใดไม่รู้จัก
ภายใต้อิทธิพลของพิชัยยุทธ์หลักประจำกองกำลังของพวกมัน
การศึกษาค่ายกลและอาคมหวงห้ามเป็นที่นิยมชมชอบของคนบนเกาะมา
โดยตลอด และในช่วงที่ค่ายเว่ยได้รับการสลักแผนผังปิศาจ ปลุกเร้าพลัง
แห่งสายเลือดของพวกมัน ย่อมหมายความว่าเป็นช่วงเวลาที่การศึกษา
ค้นคว้าเกี่ยวกับแผนผังปิศาจได้รับความสนใจมากที่สุดเช่นกัน
ในช่วงเวลานั้นเอง บุคคลในค่ายที่ไม่เคยมีอันใดสะดุดตาผู้หนึ่งจู่ ๆ
พลันเสนอแนวคิดอันบ้าคลั่งประการหนึ่ง…
…นั่นคือใช้ค่ายกลยันต์เป็นโครงสร้าง และแต่งเติมเสริมแต่งด้วย
แผนผังปิศาจ
หลายคนได้ทำการศึกษาค้นคว้าอาคมหวงห้ามของเผ่าปิศาจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดอาคมหวงห้ามล้าค่าที่ผูเยากับเว่ยตกทอดเข้าสู่หอ
คัมภีร์ผูเว่ย นับว่าช่วยเปิดหูเปิดตาให้แก่ชาวค่ายจินวูอย่างใหญ่หลวง ทว่า
ไม่มีผู้ใดคลุ้มคลั่งพอที่จะคิดผสานรวมค่ายกลยันต์และอาคมหวงห้าม
แผนผังปิศาจเข้าด้วยกัน
แต่คนผู้นี้ถึงกับค้นพบเค้าโครงของค่ายกลยันต์อาคมหวงห้ามอัน
ยอดเยี่ยมชุดหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อมันเปิดเผยแนวคิดนี้ออกมา ก็ดึงดูดความสนใจของคนใน
ค่ายแทบทั้งหมด แต่ละคนเริ่มลงมือช่วยเหลือคนผู้นี้ปรับปรุงแก้ไขค่ายกล
อาคมหวงห้ามที่ใหญ่โตเป็นพิเศษชุดนั้น
การคิดค้นค่ายกลอาคมหวงห้ามขนาดใหญ่เป็นงานที่ทั้งกว้างและ
ซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง มันประกอบขึ้นจากค่ายกลยันต์ชุดเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน
จำนวนนี้อาจเป็นหมื่นเป็นแสนชุด หรืออาจบางทีนับล้านชุด หากมีเพียง
ลำพังผู้เดียว ต่อให้เป็นยอดอัจฉริยะค่ายกลเช่นจั่วม่อ คิดสร้างผลงานชิ้น
ใหญ่อันล้าเลิศถึงเพียงนี้เกรงว่าอาจต้องใช้เวลาหลายปี
ทว่าเมื่อค่ายจินวูเริ่มระดมสรรพกำลังทั้งมวล ภายใต้การกำกับดูแล
ของสองปรมาจารย์ พวกมันก็มีความคืบหน้ารวดเร็วยิ่ง หลังจากใช้เวลาไป
กว่าสองเดือน ในที่สุดมหาค่ายกลอาคมหวงห้ามที่ใหญ่โตและซับซ้อน
อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนก็เป็นรูปเป็นร่าง
เนื่องเพราะค่ายกลชุดนี้สร้างขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกผู้คน
พวกมันแต่ละคนทั้งนิสัย ความชื่นชอบและฝีมือล้วนผิดแผกแตกต่าง ค่าย
กลชุดนี้จึงอาจมองเห็นอิทธิพลของแบบฉบับที่แตกต่างกันมากมาย
อย่างไรก็ตาม กรอบเค้าโครงหลักนั้นเลิศล้ายิ่ง สามารถรักษาความสมดุล
ภายในไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
รอจนค่ายกลชุดนี้เสร็จสมบูรณ์ ทั่วทั้งค่ายล้วนแตกตื่นตะลึงลานกับ
ค่ายกลที่คิดค้นขึ้นเองกับมือ
ว่ากันตามหลักการแล้ว ค่ายกลอาคมหวงห้ามชุดนี้ทรงพลานุภาพ
เหนือล้ากว่าทุกค่ายกลที่พวกมันรู้จัก
ข้อสรุปอันน่าอัศจรรย์ใจนี้บันดาลให้ทุกคนในค่ายตื่นเต้นยินดี ใน
เวลานั้นพวกมันเห็นพ้องต้องกันว่าสมควรทดลองก่อตั้งมหาค่ายกลชุดนี้
ขึ้นมาจริง ๆ สักครา
ในดินแดนที่กำลังขยับขยายของพวกมัน มีสถานที่หลายแห่งต้องการ
ค่ายกลป้องกันอันทรงพลัง พวกมันสามาถเลือกเอาสักที่หนึ่งเป็นต้นแบบ
แต่นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะเผชิญกับทางตันอย่างรวดเร็ว พวกมันพบว่า
ขั้นตอนการหลอมสร้างแก่นแกนของค่ายกลยันต์นั้นยากเย็นกว่าที่คิด
เอาไว้มาก เหนือกว่าขอบเขตความสามารถของพวกมันไปไกลโข ไม่ว่า
พวกมันจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถเข้าถึงความฝันอันเกินจริงนี้ได้
อย่าว่าแต่จะก่อตั้งมหาค่ายกลให้แล้วเสร็จ เพียงแค่ด่านแรกพวกมันก็จน
ปัญญาเสียแล้ว
หลังจากพากเพียรทดลองอยู่หลายเดือน กลับไม่มีผลสำเร็จใด มหา
ค่ายกลที่สมควรร้ายกาจสุดยอดชุดนี้ย่อมต้องถูกวางซุกไว้ในมุมหนึ่ง ไร้
ผู้คนเหลียวแลอีก
แต่เมื่อต้าเหรินร้องบอกมาว่าต้องการค่ายกลที่ทรงพลังอำนาจมาก
ที่สุด ความคิดของซุนเป่ากลับกระหวัดนึกถึงค่ายกลชุดนี้เป็นลำดับแรก
“เจ้าสิ่งนั้นว่ากันตามตรงแล้วมันเป็นไปไม่ได้” บางคนคัดค้าน
แต่พอกล่าวจบคำ อีกคนหนึ่งก็โต้แย้งทันควัน “จริงอยู่ว่าพวกเราไม่มี
ปัญญากระทำ แต่ไม่ได้หมายความต้าเหรินจะทำไม่ได้ไปด้วย!”
ผู้คนพอฟังต้องครุ่นคิด นั่นก็ไม่ผิดแล้ว ต้าเหรินเป็นตัวประหลาดที่
อาศัยกำลังของตนเองผู้เดียวสร้างเมืองขึ้นทั้งเมือง บางทีผลงานที่เป็นไป
ไม่ได้ชุดนี้ สุดท้ายแล้วอาจสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยน้ามือของต้าเหรินผู้ยิ่งใหญ่
ของพวกมัน
“พวกเจ้ายุ่งยากใจอันใด ส่งค่ายกลชุดนี้ไปให้แก่ต้าเหริน จะใช้
หรือไม่ใช้ ต้าเหรินย่อมเป็นผู้ตัดสินใจเอง” ท้ายที่สุดปรมาจารย์จี๋เหว่ยเป็น
ผู้ยุติการโต้เถียง
ปรมาจารย์ซุนเป่าพยักหน้าเห็นพ้อง “ค่ายกลชุดนี้ยังไม่มีชื่อ พวกเจ้า
ทั้งหลาย ลองเสนอมาหน่อยเป็นไร”
“เจ้าลิงหมิง เจ้าเป็นผู้คิดค้นขอบเขตเค้าโครงของค่ายกลชุดนี้ นาม
ของมันสมควรให้เจ้าเป็นผู้ตั้ง” มีคนตะโกนออกมาจากกลุ่มคน เรียกเสียง
หัวร่อดังกระหึ่ม เจ้าลิงหมิงมีชื่อจริงว่าหมิงกวนซาน แต่ด้วยเหตุที่มันทั้ง
เตี้ยเล็กและผอมแห้ง เหล่าสหายพากันเรียกหามันเป็นเจ้าลิงหมิง ทั้งมัน
เองก็มิได้เห็นค้าน คล้ายจะพึงพอใจอยู่หน่อย ๆ เสียด้วยซ้า
เจ้าลิงหมิงใบหน้าแดงก่า กระมิดกระเมี้ยนลุกขึ้นยืนกล่าว “นี่เป็นทุก
คนช่วยกันต่างหาก… …”
“โฮ่ หมิงเกอเอ๋อร์ (พี่น้องหมิง,เจ้าหนูหมิง) ของพวกเราคิดปฏิเสธ
ความรับผิดชอบแล้ว ขอเพียงเจ้าไม่เรียกมันว่าค่ายกลหมิงเกอ (ลูกพี่หมิง)
ก็ประเสริฐมากแล้ว… …” สหายอีกคนกระเซ้าเย้าแหย่ เรียกเสียงหัวร่อ
ครืนใหญ่
กระทั่งปรมาจารย์จี๋เหว่ยยังกลั้นหัวร่อกึก ๆ “ค่ายกลชุดนี้เป็นเจ้าคิด
ริเริ่ม สมควรให้เจ้าเป็นคนตั้งชื่อ อย่าได้พิรี้พิไรแล้ว”
จากนั้นมีคนร้องเตือนว่า “แต่ต้องให้ฟังดูห้าวหาญเกรียงไกรข่มขวัญ
ผู้คน!”
เจ้าลิงหมิงไม่ปฏิเสธอีก มันเอียงคอครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะ
กล่าวอย่างขวยเขิน “เช่นนั้นให้มันเรียกว่า ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิ
ต้องห้าม’ เป็นอย่างไร?”
‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม!’
นี่คือต้นกำเนิดของมหาค่ายกลที่จะสั่นสะเทือนโลกหล้าอีกครั้ง!
“เป็นอย่างไร? หลายวันมานี้สำราญใจดีหรือไม่?” ฟงซิ่นจื่อเอ่ยถาม
ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมไมตรีจิต
ชิงฮวาเสวี่ยย่อกายคารวะเล็กน้อย “ขอบคุณต้าเหรินส่งเสริม!”
ฟงซิ่นจื่อมองดูชิงฮวาเสวี่ยผู้สงบเยือกเย็น ในดวงตาอดไม่ได้ต้องทอ
ประกายนิยมชมชื่นวูบหนึ่ง ช่างเป็นสตรีที่ซุกงำความรู้สึก รักษาความ
เยือกเย็นได้อย่างยอดเยี่ยมนัก
แต่สตรีประเภทนี้เองที่มักจะรับมือได้ยากที่สุด ฟงซิ่นจื่อลอบฝืนยิ้ม
เจื่อนขม
“หลังจากนี้ชั่วระยะหนึ่ง สภาผู้อาวุโสจะส่งคนมา เจ้าทราบหรือไม่ว่า
เพราะเหตุใด?” ฟงซิ่นจื่อหยั่งเชิง
“อาภรณ์ทูตสวรรค์” ชิงฮวาเสวี่ยย่อมไม่โง่งม นางยังรั้งอยู่ข้างกาย
จั่วม่อ ล่วงรู้สถานการณ์โดยคร่าว ๆ
“ถูกแล้ว” ฟงซิ่นจื่อสูดหายใจลึก มันตกลงใจบอกกล่าวตามตรง
“อาภรณ์ทูตสวรรค์นับเป็นยุทธภัณฑ์เทพเทียม ในยุคสมัยปัจจุบันจวบ
กระทั่งถึงบัดนี้ ของสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งแรกที่ใกล้เคียงกับยุทธภัณฑ์เทพมาก
ที่สุด มีความสำคัญต่อเราเป็นอย่างยิ่ง”
มองดูชิงฮวาเสวี่ยผู้ที่เพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ไม่มีปฏิกิริยาใด ฟงซิ่นจื่อชัก
รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา
“ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถช่วยเหลือพวกเรา หากเจ้าช่วยให้เรา
ประสบผลสำเร็จที่ต้องการ ตระกูลชิงฮวาจะได้รับการยกย่อง มีศักดิ์ฐานะ
สูงขึ้นกว่าเดิมในเผ่าอสูรเรา อีกทั้งพี่ชายของเจ้ายังจะได้รับเคล็ดวิชา
ศาสตร์อสูรที่มันฝึกปรือฉบับสมบูรณ์” ฟงซิ่นจื่อกล่าว
ชิงฮวาเสวี่ยแย้มยิ้มน้อย ๆ “เกอเกอของข้าความสามารถจำกัด ต่อ
ให้ได้รับเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ก็ไม่แน่ว่าจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ ด้วยนิสัย
ใจคอของมัน อยู่อย่างสงบใช้ชีวิตธรรมดาสามัญเช่นนี้อาจดีพร้อมสำหรับ
มันมากที่สุด ส่วนทางด้านตระกูลชิงฮวา ตระกูลของข้าเป็นตระกูลสาขา
ไม่เคยละเลยภาระหน้าที่ที่มีต่อตระกูลหลัก แต่ข้าเคยได้ยินประโยคหนึ่ง
อำนาจที่ครอบครองย่อมมาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่เสมอกัน”
ฟงซิ่นจื่อยิ่งมายิ่งนิยมชมชื่นแม่นางน้อยผู้นี้
“มิผิด อำนาจและภาระรับผิดชอบสมควรเท่าเทียมกัน เช่นนั้นก็
ปล่อยให้คนของตระกูลชิงฮวาเป็นกังวลของพวกมันต่อไปเถอะ แต่
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยข้าหวังว่าหากไม่เป็นอันตรายต่อปรมาจารย์
เซียวอวิ๋นไห่ เจ้าจะสามารถช่วยอำนายความสะดวกให้แก่พวกเราได้บ้าง”
ชิงฮวาเสวี่ยย่อกายคารวะอีกรอบ กล่าวว่า “ขอบคุณต้าเหรินที่
เข้าใจ”
“ระวังความปลอดภัยของเจ้าเป็นอันดับแรก อีกไม่นานเกรงว่าจะ
วุ่นวายมากแล้ว” ฟงซิ่นจื่อเตือนอย่างจริงจัง
ชิงฮวาเสวี่ยพยักหน้าน้อย ๆ “ทราบแล้ว ข้าต้องกลับไปแล้ว” กล่าว
จบคำ นางคารวะอำลาฟงซิ่นจื่อ หมุนตัวเดินเข้าไปด้านใน
เมื่อกลับเข้าไปในตัวตึกชั้นใน ในดวงตาคู่งามค่อยทอแวววิตกกังวล
นางล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเซียวอวิ๋นไห่ ทราบว่าหากมันถูกเปิดเผย
ตัวตน เรื่องราวจะยุ่งยากมากแล้ว
นางมัวแต่ครุ่นคิดอย่างจดจ่อ ไม่ทันได้สังเกตสภาพรอบข้าง รอจน
นางค้นพบว่ามีคนอยู่เบื้องหน้านาง ชิงฮวาเสวี่ยคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝัน
เงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจเล็กน้อย เห็นเซี่ยวม่อเกอกำลังจ้องมองมาที่นาง
ชิงฮวาเสวี่ยใจเต้นระทึกอย่างน่าประหลาด แต่นางสงบใจลงอย่าง
รวดเร็ว พลันย่อกายคารวะ เรียกขาน “ต้าเหริน!”
จั่วม่อโบกมือตัดบท ผนึกท่ามุทราก่อตั้งอาคมหวงห้ามไว้รอบ ๆ ปิด
กั้นไม่ให้มีผู้ใดลอบฟัง หลังจากเสร็จสิ้น ในที่สุดค่อยเอ่ยปาก
“ไฮ้ ครั้งนั้นข้าเพียงประมือกับเจ้ารอบเดียว ไม่ต้องไล่ล่าข้ามาเสีย
ไกลถึงเพียงนี้กระมัง”
ชิงฮวาเสวี่ยนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ตระหนักว่าเซียวม่อเกอจดจำนางได้ จึง
แย้มยิ้มอย่างเบิกบาน “ข้าเพียงแค่สงสัยใคร่รู้ในตัวท่าน”
“สงสัยใคร่รู้?” จั่วม่อรู้สึกว่ากล่าวเช่นนี้เท่ากับไม่ได้กล่าว… …ถึงกับ
พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่ถามอย่างจนปัญญา “เพียงเพราะสงสัยใคร่รู้
เจ้าถึงกับแล่นมาถึงแดนปิศาจ?”
“ข้าจะอย่างไรอยู่ว่าง ไม่มีสิ่งใดให้กระทำ” ชิงฮวาเสวี่ยจงใจทำสุ้ม
เสียงให้ปลอดโปร่ง
จั่วม่อกุมขมับ ทอดถอนสำนึกเสียใจ ด้วยเหตุผลที่ไม่รู้จะสรรหาคำใด
มาบรรยายนี้ มันพ่ายแพ้อย่างราบคาบ “หรือเจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าทิ้ง?
เจ้าไม่รู้หรือว่านี่อันตรายเพียงใด… …”
“ท่านจะทำเช่นนั้นหรือ?”
จั่วม่อสีหน้าแข็งทื่อ ชั่วครู่ให้หลัง มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าว
อย่างดุร้ายว่า “บางทีข้าก็ทำ! เจ้าทราบฉายานามของเกอในอดีตหรือไม่?
ผู้คนเรียกข้าว่ามือพิฆาตหัตถ์โลหิต คนที่ถูกข้าฆ่าทิ้งแม้ไม่ถึงหมื่น เกรงว่า
ไม่น้อยกว่าแปดพัน… …”
ชิงฮวาเสวี่ยรับฟังอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อย ๆ อัน
เฉิดฉัน ไม่ขัดจังหวะแม้แต่น้อย
เด็กหญิงนี้ใช่สมองผิดปกติหรือไม่? เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อไม่ทราบจะ
กล่าวอย่างไรต่อ มันสั่นศีรษะอย่างระอา ตกลงใจละวางเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
จากที่มันเฝ้าสังเกตในช่วงหลายวันมานี้ แม่นางน้อยผู้นี้แม้สมองไม่ปกติ
แต่นางยังคงควรค่าแก่การไว้ใจ
“เอาเถอะ เจ้าในเมื่อมาแล้ว เกอจะไม่ให้เจ้าอยู่ว่างรับประทาน
เปล่า” จั่วม่อพึมพำ “ไปที่คุกสิบนิ้ว มีคนรอพบเจ้าอยู่”
คุกสิบนิ้ว? มีคนรอพบนาง?
ชิงฮวาเสวี่ยงุนงงอยู่บ้าง แต่ไม่ถามไถ่มากความ เพียงพยักหน้าแรง ๆ
“ทราบแล้ว!”
จั่วม่อพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เด็กหญิงนี้ไม่ปกติจริง ๆ กระทั่งถามนาง
ยังไม่ถามแม้สักครึ่งคำ
หากบอกว่าอาภรณ์ทูตสวรรค์ก่อให้เกิดคลื่นลับหนุนเนื่องไปทั่วทั้ง
สามภพ เช่นนั้นกระแสน้าร้อนลวกที่เกิดขึ้นจากศาสตรามารปฐพีสี่เล่มชุด
ก็เป็นสิ่งที่ทุกผู้คนสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน
หากถามว่าในเวลานี้ผู้ใดอารมณ์ขุ่นมัวมากที่สุด เกรงว่าไม่มีใครเกิน
เหล่าพ่อค้าแห่งอาณาจักรน้าพุปรโลก สำหรับพวกมัน หญ้าไหมย้อนเงา
คืนวิญญาณแม้หาได้ยาก แต่พวกมันผู้ใดไม่มีเก็บไว้คนละต้นสองต้นบ้าง
เล่า จนใจที่เมืองปู้โจวอยู่ห่างไกลสุดกู่ ข้ามผ่านอาณาจักรใหญ่น้อยไม่รู้ว่า
เท่าใด พวกมันได้แต่เบิกตามองดูอย่างสุดแสนเสียดาย
นั่นคือศาสตรามารปฐพีเชียวนะ!
เมื่อชุยอานแลกเปลี่ยนกงจักรหยินฟ้าโปร่งไม่พลัดพรากไป ผู้คนยิ่ง
สำนึกเสียใจเจียนจะขาดใจตาย
พวกมันไฉนไม่เชื่อเรื่องนี้ตั้งแต่แรกกันหนอ?
ในช่วงเวลานี้เอง ภายในฉลามเวหาตัวหนึ่ง ชายหน้าเหลืองผู้หนึ่งยืน
เงียบ ๆ อยู่ในมุมเล็ก ๆ มันผู้นี้รูปโฉมธรรมดาสามัญ กลิ่นอายสภาวะไม่ได้
กล้าแข็งอันใด แต่มันหลังตั้งตรงดุจคันทวน จิตวิญญาณการต่อสู้ไม่อาจ
ปกปิดซ่อนเร้นได้
หากจั่วม่ออยู่ที่นี่ พบเห็นเงาร่างอันคุ้นตานี้ มันจะต้องกู่ร้องเรียก
อย่างแตกตื่นยินดี “ศิษย์พี่ใหญ่!
เหวยเสิ้ง!
เมื่อคราวข่าวที่ว่าผู้คนสามารถใช้ต้นหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ
แลกกับศาสตรามารปญพีเล่มหนึ่งแพร่สะพัดออกไป เหวยเสิ้งก็สรุปได้
ทันทีว่าเซียวอวิ๋นไห่คือจั่วม่อ มันไม่รีรอลังเล หลังจากปลอมตัวปกปิดรูป
โฉม มันก็เร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนมายังเมืองปู้โจว
การแสวงหาวิถีกระบี่จากการต่อสู้ หนุนส่งให้มันกลายเป็นบ่อน้าที่มี
ปริมาณน้าอยู่เต็มเปี่ยม จากนั้นเคล็ดความอรรถาธิบายพลังเทพที่จั่วม่อ
ส่งมากับนกกระเรียนกระดาษ ประดุจมือยักษ์ที่ช่วยปัดเป่าเมฆหมอก
ออกไปให้พ้นทาง เผยให้มันเห็นวิถีกระบี่ใหม่ของมันอย่างสมบูรณ์
ในระหว่างการเดินทาง มันในที่สุดก็ย่อยสลายภูมิความรู้ของจั่วม่อ
เสร็จสิ้น ผสานรวมเข้ากับวิถีกระบี่ของตน บรรลุถึงเคล็ดวิชาใหม่เฉพาะตัว
ใช้จิตใจของมันขัดเกลากระบี่โลหิตประหารเทพ
พลังสภาวะของมันยิ่งมายิ่งซ่อนเร้น เจตจำนงกระบี่ของมันยิ่งนานยิ่ง
ไร้รูปลักษณ์ ไร้ตัวตน กลิ่นอายแหลมคมดุจกระบี่เมื่อครั้งอดีตสลายหายไป
แล้ว
มันเลือกเดินทางด้วยฉลามเวหา ด้วยวิธีนี้มันจะได้มีเวลาเข้าฌาน
สมาธิและทำความเข้าใจมากขึ้น! แม้ว่ามันได้แต่ยืน ไม่มีพื้นที่พอให้ทรุด
กายลงนั่ง มันก็ยังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว หากผู้คนรอบข้างเฝ้าสังเกตมัน
ตั้งแต่ พวกมันอาจค้นพบอย่างประหลาดใจ กลิ่นอายสภาวะของเหวยเสิ้ง
ยิ่งมายิ่งธรรมดาสามัญกว่าเดิม กระทั่งจิตวิญญาณการต่อสู้ของมันก็เลือน
รางลงไปมาก
ฉลามเวหาตัวนี้เดินทางผ่านจุดพักหลายครั้ง ผู้คนบ้างขึ้นบ้างลง ทว่า
มีคนขึ้นมาใหม่มากกว่าคนที่ลงไป พื้นที่ที่เบียดเสียดอยู่แล้วกลายเป็นยิ่ง
แออัดยัดเยียดกว่าเดิม แม้ว่าภายในจะมีแผนผังปิศาจที่ช่วยกรองอากาศ
แต่ยังคงอุดอู้และอับชื้นอยู่บ้าง
เสียงบ่นว่าด่าทอดังขึ้นเป็นระยะ เหวยเสิ้งเอนร่างพิงกำแพง ดวงตา
ครึ่งหลับครึ่งลืม ราวกับตกอยู่ในภวังค์หรือมิเช่นนั้นก็หลับไหลไปแล้ว
ทันใดนั้นเอง ในดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืมของมันพลันทอประกายที่แทบไม่
อาจมองเห็นวูบหนึ่ง ปรากฏขึ้นแล้วหายวับไปในชั่วพริบตา
สายตาคมกล้าหลายคู่กวาดผ่านร่างมันในบัดดล แต่เหวยเสิ้งทำท่า
คล้ายไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
สายตาเหล่านั้นเลื่อนห่างออกไปจากมันอย่างรวดเร็ว