สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 717 ตาเฒ่าสุดลึกลับ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้ที่ขาดทุนย่อยยับที่สุดไม่มีผู้ใดเกินตระกูลทัง จั่วม่อ
แทบจะเผาผลาญแม่น้านรกใต้พิภพทั้งสายจนแห้งขอดไปหมด กว่าจะ
ฟื้นฟูบ่อน้าศาสตรามารทั้งหลายให้กลับสู่สภาพเดิม เกรงว่าอาจต้องใช้
เวลาหลายปี อย่างไรก็ตาม ตระกูลทังเฉกเช่นคนใบ้อมบอระเพ็ด พวกมัน
ไม่มีทางเรียกร้องขอการชดเชยจากปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ได้เลย ใน
สายตาของคนภายนอก คราครั้งนี้ตระกูลทังได้รับประโยชน์มากมาย
กระแสผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่เคยขาด ทำให้แม่น้านรกใต้พิภพ
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง
สำหรับจั่วม่อยามนี้ คิดเสาะหาบ่อน้าศาสตรามารชั้นสูงอีกแห่งหนึ่ง
ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
ยิ่งกว่านั้นก่อนที่มันจะเสาะหาบ่อน้าศาสตรามารแห่งใหม่ กลับมี
ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องจัดการให้ดี นั่นคือ ‘อาภรณ์ทูตสรรค์’! ช่วงเวลาเพียง
ไม่กี่วันนี้ถึงกับมีผู้คนมากมายพยายามใช้สารพัดวิธีในการติดต่อแจ้งความ
จำนงต่อมัน ทุกคนหวังว่าจะได้ชมดู ‘อาภรณ์ทูตสรรค์’ อย่างใกล้ชิด
แล้วลองดูฉากหลังของคนเหล่านี้หน่อยเป็นไร
ประมุขตระกูลทัง ทังเฉิน ซือกงจื้อ ฟงซิ่นจื่อแห่งคณะทูตเผ่าอสูร
พร้อมด้วยจีลี่อวี่ เทพปิศาจโหยวซือหย่าเค่อแห่งวิหารเทพปิศาจ… …
พวกมันไม่ว่าคนใดก็มีอิทธิพลต่อมันอยู่บ้าง และสิ่งที่จั่วม่อคาดไม่ถึง
มากที่สุด คือกระทั่งวิหารเทพปิศาจยังเข้ามาร่วมวงด้วย
พลังอันแกร่งกร้าวเกรียงไกรของเทพปิศาจแรดแห่งวิหารเทพปิศาจ
เคยมอบความประทับใจให้แก่จั่วม่ออย่างลึกล้า ในตอนนั้นจั่วม่อในที่สุดก็
ได้ประจักษ์พลานุภาพแห่งพลังเทพด้วยสายตาตนเอง แม้ว่ามันจะฝึกปรือ
พลังเทพมาเป็นเวลานาน ก็ยังไม่เคยพบเห็นพลังเทพอันน่าตระหนกถึง
เพียงนั้นมาก่อน
สำหรับจั่วม่อ แม้อยากจะปฏิเสธคำขอเหล่านี้ใจจะขาด แต่เกรงว่า
ไม่ได้ง่ายดายปานนั้น
แม่น้านรกใต้พิภพไม่ใช่สถานที่แห่งเดียวซึ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทุก
ซอกทุกมุมทั่วทั้งเมืองปู้โจวล้วนคราคร่าไปด้วยอาคันตุกะจากต่างเมือง
ผู้คนมากมายถึงเพียงนี้หลั่งไหลมาเยือนเมืองปู้โจว นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่
สร้างเมืองมาเลยทีเดียว แตกต่างจากตระกูลทังซึ่งหวาดวิตกต่อการ
ควบคุมสถานการณ์ ขุมกำลังอื่น ๆ ภายในเมืองกลับคึกคักแจ่มใส นี่ย่อม
เป็นโอกาสอันดีงามสำหรับทำกำไรก้อนโต
สถานที่ที่คึกคักที่สุด เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากที่สุดภายในเมืองปู้
โจว ไม่มีที่ใดเกินหน้าศาลาสมบัติหายาก
หากจั่วม่อมาเยือนศาลาสมบัติหายากอีกครั้ง คงต้องตกใจจนคาง
แทบร่วงลงพื้น เห็นผนังด้านนอกของศาลาสมบัติหายากถูกรื้อออก
นอกจากอาคมหวงห้ามซึ่งยังคงไว้ในสภาพเดิมแล้ว ทุกอย่างล้วนถูก
นำออกไปจนโปร่งโล่ง ภายในจัดวางไว้เพียงชั้นวางที่ทำจากแก้วผลึก
จำนวนสี่ชั้น
ในกล่องแก้วผลึกแต่ละกล่อง มีศาสตรามารปฐพีชุดหนึ่งล่องลอยอยู่
ภายใน
ศาสตรามารปฐพีที่กำเนิดใหม่ทั้งสี่ดูราวกับสัตว์ร้ายสุดหฤโหดสี่ตน
ขณะที่คล้ายจำศีลอย่างเงียบเชียบ กลับแผ่ซ่านพลังอำนาจ เปิดเผยความ
งดงามของพวกมันออกมาอย่างไม่ปกปิดซ่อนเร้น
ชาวปิศาจไม่ว่าผู้ใดที่มาเยือน ยามจับจ้องมองดูยอดศาสตรามารทั้งสี่
ล้วนเผยสีหน้าลุ่มหลงมึนเมา ต่อหน้าความงามและพลังอำนาจที่ผสม
รวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เผ่าปิศาจผู้เทิดทูนความเข้มแข็งไหนเลยจะ
ต้านทานพวกมันได้
สำหรับหลาย ๆ คนถึงกับเป็นความมุ่งมาดปรารถนาชั่วชีวิตของพวก
มัน ขอเพียงได้ชื่นชมอำนาจบารมีของยอดศาสตรามารปฐพีที่เป็นตำนาน
ในระยะใกล้สักครา
หากมิใช่ว่ามีอาคมหวงห้ามอันหนาแน่นห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ กล่อง
ผลึกแก้ว ทั้งยังมีมหาอาคมหวงห้ามขบวนใหญ่ครอบคลุมอยู่ทั่วสถานที่
หลายคนอาจยื่นมือเข้าไปสัมผัสยอดศาสตราทั้งสี่ตามสัญชาตญาณ แว่ว
เสียงสูดหายใจแรง ๆ เสียงอุทานอย่างตื่นตะลึงดังอึงอล บรรดาผู้ดูแลของ
ศาลาสมบัติหายากล้วนยืดอกตั้งตรง หัวใจพองโต ใบหน้าประดับด้วย
รอยยิ้มของพ่อค้าผู้เปี่ยมด้วยไมตรีจิต ทว่าในใจล้วนกระหยิ่มยินดีและ
ภาคภูมิใจหาใดเปรียบ ภาพตรงหน้าพวกมันนี้เกิดมายังไม่เคยพบเคยเห็น
มาก่อนเลย
ชุยอานเบียดตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้เอง
ดวงตาของมันจับนิ่งอยู่ที่ศาสตรามารปฐพีทั้งสี่ สายตาเร่าร้อนแทบ
ลุกเป็นไฟ เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มัน
กังวลสนใจยิ่งกว่า หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณหนึ่งต้นสามารถ
แลกเปลี่ยนกับศาสตรามารปฐพีหนึ่งเล่ม ใช่เป็นความจริงหรือไม่?
มันกัดฟันเดินเข้าหาผู้ดูแลคนหนึ่ง เอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา “เถ้า
แก่ท่านนี้ขอเรียนถามสักคำ มิทราบว่าในยามนี้สามารถใช้หญ้าไหมย้อน
เงาคืนวิญญาณหนึ่งต้นแลกกับศาสตรามารปฐพีหนึ่งเล่มได้หรือไม่?”
ผู้ดูแลซึ่งตลอดเวลาใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ พอฟังสีหน้า
พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจัง “ถูกแล้ว สามารถแลกได้จริง! ท่านที่นับ
ถือมีหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณกระมัง?”
วาจาเหล่านี้พอกระทบโสตของชุยอานดุจดั่งเสียงสวรรค์ ในใจลิงโลด
ยินดีแทบคลุ้มคลั่ง แต่ยังคงรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ “ข้ามี”
ผู้ดูแลไม่กล้าเสียเวลาอีกแม้แต่น้อยนิด รีบกล่าวเร่งรัด “โปรดตามข้า
มา”
ผู้ดูแลชักนำชุยอานเข้าสู่ห้องด้านในอย่างรวดเร็ว สถานที่แห่งนั้นถูก
คุ้มกันอย่างแน่นหนา ร้านค้าโดยรอบล้วนปิดทำการชั่วคราว หากมิใช่ถูก
เมื่อ ‘กงจักรหยินฟ้าโปร่งไม่พลัดพราก’ พลันหายไปจากตู้ผลึกแก้ว
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผู้คนที่เฝ้ามองดูอย่างงมงายพากันปากอ้าตาค้างในทันที
ร้อนถึงผู้ดูแลที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต้องรีบอธิบายเรื่องราว เท่า
นั้นเอง ข่าวที่ว่ามีคนใช้หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณแลกเปลี่ยน ‘กงจักร
หยินฟ้าโปร่งไม่พลัดพราก’ ไปแล้วพลันระเบิดไปทั่วเมืองดุจไฟลามทุ่ง
หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณสามารถแลกเป็นศาสตรามารปฐพีเล่ม
หนึ่งจริง ๆ!
สวรรค์ นี่เป็นความจริง!
ทั่วแดนปิศาจคล้ายคลุ้มคลั่งไปในบัดดล!
แต่ในเวลาไล่เลี่ยกัน จั่วม่อกลับไม่ได้สุขสบายนัก มันกำลังจ้องมองตา
เฒ่าลึกลับที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระแวงระวัง ฟากหนึ่งอากุ่ยยืนเงียบเหมือน
หุ่นไม้อยู่ข้างกาย อีกฟากหนึ่งที่เขิงเหลียนเอ๋อร์ที่หรี่ตาเยือกเย็นดุจคมมีด
ชายแขนเสื้อยาวระพื้น คล้ายบ่งบอกว่านางตระเตรียมจู่โจมสังหารได้ทุก
ขณะจิต
เห็นตาเฒ่าโสโครกนี้จู่ ๆ ปรากตัวขึ้นดุจเงาภูตผี จั่วม่อให้ประหลาด
ใจยิ่ง เหล่าองครักษ์ด้านหนึ่งเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนา แต่ตาเฒ่าผู้นี้กลับ
ลอยนวลเข้ามาโดยไม่มีผู้ใดพบเห็น
ทว่าสิ่งที่ชวนฉงนสงสัยมากที่สุด กลับเป็นประกายตาของตาเฒ่าที่
จับจ้องมองดูแต่อากุ่ย สายตาของมันซับซ้อนสับสน ผสมปนเปไปด้วย
?”
?”
?” จั่วม่อหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย รีบ
คว้าข้อมืออากุ่ยขึ้นมาทันที
สายโซ่สีหน้าเหล่านั้นกลายเป็นหนาหนักขึ้นกว่าเดิม ในดวงวิญญาณ
ของอากุ่ยคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างเพิ่งจะก่อตัวขึ้น
?” จั่วม่อน้าเสียงเปลี่ยน มันไม่ว่าพยายามเท่าใด กลับ
ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นในดวงวิญญาณของอากุ่ยได้เลย ต้องหวั่นใจ
อยู่บ้าง กับพลังเทพมิดับสูญ มันไม่มีหนทางทำสิ่งใดได้เลย สิ่งที่มัน
หวาดกลัวที่สุดคือเกรงว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้น
และก็เป็นไปตามที่มันหวั่นใจ สิ่งที่มันหวาดกลัวที่สุดกลับกลายเป็น
จริงแล้ว
“ทัณฑ์เทวะมิดับสูญปกติแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก” ตาเฒ่า
ประหลาดกล่าวราวรำพึงกับตัวเอง “นอกเสียจากว่า… …”
“นอกเสียจากว่าอันใด
จั่วม่อกระชากเสียงถามโดยไม่รู้ตัว
“นอกเสียจากว่านางจะก่อเกิดตราเทวะมิดับสูญขึ้นมา” ตาเฒ่าพลัน
เงยหน้าขึ้น ดวงตาวาวจ้า “มิผิด สมควรเป็นตราเทวะมิดับสูญ!”
เห็นจั่วม่อใบหน้ามีแต่ความว่างเปล่าดั่งคนไม่รู้ความ ชายชราอธิบาย
ด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “ทัณฑ์เทวะมิดับสูญแม้เป็นโทษทัณฑ์แห่งเทวะที่
โหดเหี้ยมชั่วร้ายที่สุด แต่อันที่จริงมิใช่ว่าสิ้นไร้ซึ่งความหวังทั้งมวล ว่ากัน
ว่าวิธีการหนึ่งเดียวที่เล่าขานกันมา คือการก่อเกิดตราเทวะมิดับสูญ
แสวงหาทางรอดในจุดดับ ไขว่คว้าหาชีวิตในความตาย! นึกไม่ถึงว่าตำนาน
จะเป็นความจริง ตราเทวะมิดับสูญ เป็นตราเทวะมิดับสูญไม่ผิดแน่!”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าอากุ่ยอาจทำลายทัณฑ์เทวะมิดับสูญเพื่อ
เป็นอิสระ
จั่วม่อกล่าวด้วยสีหน้าลิงโลดยินดี
“ไม่ง่ายดายปานนั้น” ตาเฒ่าแย้มยิ้มเย็นเยียบ มันเพ่งมองจั่วม่อ
ดวงตาหรี่แคบบัดเดี๋ยวเป็นประกายเจิดจ้า บัดเดี๋ยวหม่นมัวลง สายตาของ
มันทำให้จั่วม่อถึงกับขนหัวลุกชี้ชัน บังเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรง
กล้า ลอบตื่นตัวขึ้นมาทันที
ทันใดนั้นชายชราลึกลับสีหน้ากลับเป็นปกติ ราวกับว่าเจตนาฆ่าฟัน
รุนแรงและความเป็นปฏิปักษ์ที่แผ่พุ่งออกมาเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
?”
“เจ้าหวดฟาดถูกรังแตนเข้าเต็มแรง” ตาเฒ่าประหลาดกล่าวอย่าง
ร้อนรุ่ม “ที่สำคัญคือไม่ว่าจะอย่างไร อย่าได้เผยตัวว่าเจ้าคือเซี่ยวม่อเกอ”
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง กระทั่งเขิงเหลียนเอ๋อร์ยังหน้า
เปลี่ยนสี นางแทบจะลงมือจู่โจมโดยไม่สนใจสิ่งใด
ผู้อื่นล่วงรู้ตัวตนของเซี่ยวม่อเกอ!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายไม่หยุดยั้ง ลอบตื่นตระหนกสุด
ระงับ
จั่วม่อสับสนงุนงง แต่ยังพอมีความเข้าใจโดยคร่าว ๆ ทว่ากลับยิ่งทำ
ให้ฉงนงงงวยมากกว่าเดิม อดถามไม่ได้ “‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ คือสิ่งใดกัน
แน่?”
“ยุทธภัณฑ์เทพ”
“ยุทธภัณฑ์เทพ!” จั่วม่อดวงตาเบิกกว้าง
“อืมม์ แต่ก็เพียงแค่ใกล้เคียงเท่านั้น” ตาเฒ่าลึกลับกำชับอีกประโยค
หนึ่ง “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เจ้าจะทำได้”
กล่าวจบคำ ตาเฒ่าประหลาดก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาของจั่วม่อ
ทั้งจั่วม่อทั้งเขิงเหลียนเอ๋อร์สีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยาก จั่วม่อพลันฉุก
คิดถึงเคล็ดวิชาเทพจากยุคบรรพกาลวิชาหนึ่ง เรียกว่า ‘เทพข้ามมิติ’!
พลังเทพ!
ที่แท้ตาเฒ่าผู้นี้ฝึกปรือพลังเทพ!
มันเป็นใครกันแน่?
“เป็นยุทธภัณฑ์เทพจริงดังว่า!”
จั่วม่ออดทอดถอนชมเชยไม่ได้ ก้มลงมองชุดเกราะสีฟ้าซึ่งกระชับ
แน่นรอบกาย ชื่นชมชั้นเปลวเพลิงจาง ๆ ทว่าหนาแน่นที่อยู่บนชุดเกราะ
เปลวเพลิงสีฟ้าเยือกเย็นลุกโชนโดยไร้สุ้มเสียง ยามที่มันโคจรพลังเทพเข้า
สู่อาภรณ์ทูตสวรรค์ เพลิงสีฟ้าเยือกเย็นเช่นนี้จะก่อเกิดขึ้นมาเอง ทำให้ชุด
เกราะสงครามคล้ายสร้างขึ้นจากชั้นผลึกสีฟ้าใสทบซ้อนเป็นชั้น ๆ ยิ่ง
วิจิตรงดงามกว่าเดิมเสียอีก
และเมื่อจั่วม่อโคจรพลังเทพสุริยันเข้าสุ่ชุดเกราะสงครามมากกว่า
ครึ่ง คู่ปีกขาวราวหิมะก็พลันบังเกิดเปลวเพลิงสีทองเจิดจ้า ยามเมื่อสะบัด
ปีก ประกายไฟจะดีดซัดไปดังใจปรารถนา ประกายไฟเหล่านี้ล้วนเป็น
เพลิงเทพขนาดเล็ก หากสัมผัสถูกผู้ใดเปลวไฟจะเกาะติดแน่น เผาผลาญ
จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะกลายเป็นจุณ
เพลิงสีฟ้าเยือกเย็นและเปลวไฟสีทองต่างขับเน้นซึ่งกันและกัน เปล่ง
ประกายโชติช่วงเรืองรอง ทว่าเพลิงเทพทั้งสองขุมไม่ปลดปล่อยกลิ่นอาย
สภาวะออกมาแม้แต่น้อย ความสามารถในการปกปิดซ่อนเร้นของพวกมัน
เหนือล้ากว่าศาสตร์อสูรเวทวิชาทั้งมวลที่จั่วม่อเคยรู้จักมาก่อน
ในดวงตาของจั่วม่อคล้ายถูกย้อมด้วยสีเลือดจาง ๆ มันสามารถมอง
ผ่านชั้นหินหนาสามจั้งได้อย่างง่ายดาย แม้แต่อาคมหวงห้ามที่ซ่อนอยู่ลึกก็
ยังมองเห็นได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
จั่วม่อยิ่งทดลองใช้งานชุดเกราะมากเท่าใด ก็ยิ่งชมชอบมากขึ้น
เท่านั้น ยามเมื่อโคจรพลังเทพเข้าไปในชุดเกราะสงคราม ไม่มีความรู้สึก
สะดุดติดขัดอีก และยามเมื่อสวมใส่อาภรณ์ทูตสวรรค์ติดกาย มันสามารถ
บังคับใช้เทพวิชาได้ง่ายดายกว่าเดิม ด้วยพลังเทพที่น้อยกว่าแปดส่วนของ
ยามปกติ
จั่วม่อยังให้เขิงเหลียนเอ๋อร์ทดลองชุดเกราะสงครามด้วยเช่นกัน
เมื่อเขิงเหลียนเอ๋อร์โคจรพลังเทพจันทรา อาภรณ์ทูตสวรรค์จะส่อง
ประกายด้วยแสงจันทร์อันเลือนราง สิ่งที่น่าดูชมมากที่สุดคือเมื่อสองปีก
สะบัดพลิ้ว บางครั้งคราวอาจเห็นจันทร์เสี้ยวบัดเดี๋ยวผลุบบัดเดี๋ยวโผล่อยู่
เคียงข้าง พลังเทพที่แผ่ซ่านออกมาก็แหลมคมผิดธรรมดา
อากุ่ยกลับเป็นผู้ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด เมื่อนางสวมใส่อาภรณ์ทูต
สวรรค์ หน้ากากสีแดงเพลิงจะแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงน่าขนลุก ปีกสีขาวราว
หิมะกลับกลายเป็นดำสนิทดุจน้าหมึก ทั้งยังแผ่ซ่านหมอกดำทมิฬเลือน
รางออกมา ชุดเกราะสีฟ้าสดก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิททั้งตัว หากนาง
หยุดยืนอยู่กับที่ ไม่ขยับเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลาชั่วสามอึดใจ นางจะเป็น
เช่นหมอกควัน เลือนหายไปในความมืดโดยไร้ร่องรอย
สมแล้วที่เป็นยุทธภัณฑ์เทพ!
ก่อนหน้านี้จั่วม่อไหนเลยจะคาดคิด ศาสตรามารที่มันหลอมสร้างเอง
กับมือจะกลับกลายเป็นยุทธภัณฑ์เทพไปเสียได้ ดังนั้นไม่ทันได้ฉุกใจถึง
ทางด้านนี้แม้แต่น้อย รอจนตาเฒ่าประหลาดช่วยชี้ทางสว่างให้แก่มัน มัน
จึงรีบทดลองดูในบัดดล หลายแห่งที่เคยสับสนงุนงง บัดนี้กลายเป็น
กระจ่างชัดขึ้นมาทันที
มันถอดอาภรณ์ทูตสวรรค์ออกจากร่างอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง ยาม
นี้มันค่อยเข้าใจคุณค่าของยอดศาสตราชิ้นนี้อย่างถ่องแท้ ตาเฒ่านั้นกล่าว
ไม่ผิด อาภรณ์ทูตสวรรค์แม้เป็นสิ่งที่มันปรารถนา แต่ก็เป็นเผือกเผาร้อน
ลวกด้วยเช่นกัน ที่สำคัญไปกว่านั้น หากสามารถใช้แลกกับสมบัติวิเศษที่
เป็นประโยชน์ต่ออากุ่ยมันก็ยินดี
อาภรณ์ทูตสวรรค์แม้ยอดเยี่ยม แต่จั่วม่อเชื่อมั่นว่าต่อไปมันจะ
สามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า หากกล่าวโดย
เคร่งครัดสักหน่อย อาภรณ์ทูตสวรรค์เพียงเรียกได้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์เทพ
เทียม ยังไม่ถึงขั้นยุทธภัณฑ์เทพแท้จริงซึ่งเคยปราบพิชิตโลกยุคบรรพกาล
สิ่งที่สร้างความหวาดวิตกให้แก่จั่วม่อยิ่งกว่า ก็คือพลังเทพมิดับสูญซึ่ง
เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในร่างของอากุ่ย ไม่ว่าจะผูเยาหรือเว่ยล้วนไม่เคยได้
ยินได้ฟังเรื่องของตราเทวะมิดับสูญมาก่อน แต่ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันใน
เรื่องหนึ่ง… ตาเฒ่าผู้นั้นไม่ได้โกหกหลอกลวงพวกมัน
จั่วม่อละสายตาจากอาภรณ์ทูตสวรรค์ ถามว่า “เรื่องตาเฒ่านั่นพวก
เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
“ตาเฒ่าฝึกปรือพลังเทพไม่ผิดแน่” ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา ดวงตาหรี่
ลง ประกายเย็นเยียบวาบผ่านนัยน์ตาสีโลหิต ราวกับใบมีดสะท้อน
ประกายแสงอาทิตย์
สีหน้าท่าทีทั้งหมดบอกชัดว่าผูเยาอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
มันมักถือตัวว่าเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดเบื้องหลังของจั่วม่อ ไม่
ว่าจะเป็นศาสตร์อสูร เวทวิชาหรือทักษะปิศาจ มันล้วนเป็นผู้ชี้นำสั่งสอน
จั่วม่อ ทว่ามันกลับพบว่าเพียงชั่วพริบตา ราวกับความฝันตื่นเดียว โลก
หล้าคล้ายจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนที่ฝึกปรือพลังเทพและกล้า
แข็งกว่ามันในยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุด จู่ ๆ ปรากฏตัวออกมา กระแสการหวน
คืนสู่โลกหล้าอันรุนแรงของพลังเทพ บันดาลให้โลกที่มันรู้จักมักคุ้นกลับ
กลายเป็นแปลกหน้า มิหนำซ้ากระแสของการเปลี่ยนแปลงนี้มิใช่สิ่งที่พลัง
อำนาจของคนผู้เดียวจะต่อต้านแข็งขืนได้
นี่ทำให้มันรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้าง ผูเยาผู้กล้าแกร่งเกรียงไกรไม่
ชมชอบความรู้สึกเช่นนี้
“คนผู้นี้พลังฝีมือกล้าแข็งยิ่ง ต่อให้เป็นในยุคสมัยของข้า มันยังนับว่า
เข้มแข็งไม่เป็นรองผู้ใด!” เว่ยสีหน้าหนักอึ้งผิดธรรมดา มันดำรงคงอยู่เป็น
ระยะเวลายาวนานยิ่งกว่าผูเยาเสียอีก จากช่วงเวลาสุดท้ายของยุคบรรพ
กาล ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพลังเทพหวนคืนมาอีกครั้ง
ความทรงจำยาวนานที่แทบจะเลือนหายไปหมดแล้ว ค่อย ๆ เริ่มชัดเจนขึ้น
อีกครั้ง
แต่กระนั้น แม้มันคล้ายรู้จักมักคุ้น ทว่าความทรงจำเหล่านั้นแตกต่าง
จากยุคนี้อย่างสิ้นเชิง
นี่จะเป็นการเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่
ผูเยาปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว ซุกงำประกายเย็นเยียบในดวงตา ใน
ฐานะหนึ่งในผู้ที่กร้าวแกร่งเกรียงไกรที่สุดในยุคสมัยของมัน ผูเยามีจิตใจ
เข้มแข็งและความเยือกเย็นที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม ยามนี้มันแยกแยะ
อย่างไร้อารมณ์ “ตาเฒ่าประหลาดผู้นั้นมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อเจ้า แต่
มันดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ศัตรูของเจ้า มันคล้ายเอื้อเอ็นดูอากุ่ยเป็นอย่างยิ่ง
สมควรเป็นบุคคลที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนาง!”
“นั่นก็ใช่แล้ว แม้แต่ในยุคสมัยของเรา ไม้กำยานหอมตกสะเก็ดก็ยัง
เป็นสมบัติวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง มีคุณลักษณะพิเศษในการช่วยให้จิต
วิญญาณสงบสุข นึกไม่ถึงว่าไม้กำยานหอมตกสะเก็ดจะยังมีอยู่ที่นี่ พวกมัน
จะต้องมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดไม่ผิดแน่ มิเช่นนั้นมันจะไม่หยิบยื่นสมบัติล้า
ค่าเช่นนี้ให้แก่อากุ่ยโดยไม่มีเงื่อนไข” เว่ยผงกศีรษะเห็นพ้องกับข้อ
สันนิษฐานของผูเยา มีเพียงยามที่กล่าวถึงเรื่องเคร่งเครียดจริงจังเช่น
ในตอนนี้เท่านั้น ที่เว่ยจะไม่บ่นพร่าจุกจิกราวกับหญิงชรานางหนึ่ง
จั่วม่อผงกศีรษะรับ มันเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง
“มันล่วงรู้ตัวตนของข้า นั่นหมายความว่ามันเฝ้าดูข้ามาเป็นเวลานาน
อีกทั้งมันมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอากุ่ย ดังนั้นเป็นไปได้มากว่ามันล่วงรู้
ชาติกำเนิดของข้า ครั้งหน้าข้าจะต้องหาทางสอบถามมันให้รู้แน่!” จั่วม่อ
กล่าวอย่างครุ่นคิด “เมื่อถึงตอนที่อาภรณ์ทูตสวรรค์ขายให้แก่ผู้คน มัน
จั่วม่อหน้านิ่วคิ้วขมวด “ศาลาสมบัติหายากสามารถคุ้มครองพวกเรา
หรือไม่?”
ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “นี่เป็นเพราะพวกมันไม่รู้ว่าอาภรณ์เทพ
สวรรค์คือยุทธภัณฑ์เทพเทียม มิเช่นนั้นพวกมันอาจเป็นคนแรกที่บังเกิด
จิตคิดร้ายต่อพวกเรา ยิ่งไปกว่านั้นคราครั้งนี้ผู้มาล้วนแล้วแต่ยิ่งใหญ่คับ
ฟ้า ศาลาสมบัติหายากจะอาศัยสิ่งใดต้านทานพวกมันได้”
จั่วม่อพบว่านี่ไม่เพียงยุ่งยาก แต่เป็นยุ่งยากมากแล้ว
ผูเยากล่าวไม่ผิด คราครั้งนี้ผู้มามิใช่ชนชั้นไม่ประมาณตนทั่วไปอีก
แล้ว แต่ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในภพทั้งสาม วิหารเทพปิศาจ คุนหลุน เทียน
หวน สภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร จอมปิศาจด่านไสว้ทั่วแดนปิศาจ ไหนจะยัง
มีเหล่ายอดฝีมือเร้นกายเช่นเดียวกันกับตาเฒ่าลึกลับ ที่แม้ไม่ทราบความ
เป็นมาแต่พลังฝีมือลึกล้าสุดหยั่งถึง… …
หากคนเหล่านี้ลงมือต่อมันโดยไม่ไว้หน้า ศาลาสมบัติหายากจะอาศัย
อะไรไปหยุดยั้งพวกมันได้ แต่มันเองกลับไม่อาจเผยตัว ไม่สามารถลงมือ
ต่อสู้ด้วยตัวเองได้
“ใช้ค่ายกล” เว่ยพลันกล่าวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ก่อนที่พวกมันจะทัน
รู้ตัว เจ้าต้องตั้งค่ายกลขบวนใหญ่ชุดหนึ่ง เวลานี้ศาสตร์วิชาด้านค่ายกล
ยันต์และอาคมหวงห้ามแผนผังปิศาจซึ่งค่ายจินวูศึกษาค้นคว้า นับว่าใช้
การได้แล้ว”
ค่ายจินวู?
ความคิดในการก่อตั้งค่ายกลขบวนหนึ่งนับว่าไม่เลว หากค่ายกล
อาคมหวงห้ามที่ก่อตั้งขึ้นมีพลังมากพอ มันจะสามารถควบคุมสถานการณ์
ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเรื่อง
แต่จากนั้นมันนึกถึงผู้คนที่จะมาในครั้งนี้ คนเหล่านั้นหากไม่ใช่จอม
ปิศาจด่านไสว้ อสูรฟ้า ยอดคนด่านฝ่านซู ก็ล้วนเป็นยอดฝีมือที่น่ากลัวเช่น
เหล่าเทพปิศาจ ต่อหน้าคู่มือเช่นนี้ต้องเป็นค่ายกลระดับใดจึงจะสะกดพวก
มันเอาไว้ได้?
ค่ายกลที่สามารถสะกดข่มชนชั้นจอมปิศาจด่านไสว้และเทพปิศาจ
จั่วม่อหามีไม่ หากพอมีเวลาให้มันสักปีสองปีมันอาจสร้างขึ้นมาได้สัก
ขบวนหนึ่ง แต่ยามนี้ไหนเลยจะมีเวลาให้มันคิดค้น
ค่ายจินวูจะมีค่ายกลที่ทรงพลานุภาพถึงเพียงนั้นด้วยหรือ?
จั่วม่อลอบรำพึงรำพันในใจ
ค่ายจินวูในปัจจุบันใหญ่โตกว่าในอดีตนับร้อยเท่า เนื่องเพราะการ
ขยับขยายไม่หยุดหย่อน สถานที่เดิมของพวกมันไม่สามารถรองรับผู้คน
จำนวนมากอีก สองปรมาจารย์เสาะพบเกาะเมฆขนาดกลางแห่งหนึ่ง ใช้
เป็นค่ายทัพแห่งใหม่ของค่ายจินวู เกาะแห่งนี้เดิมทีมีนามว่าอะไรไม่
สลักสำคัญอีกต่อไป เนื่องเพราะยามนี้มันถูกขนานนามว่าเกาะเมฆอีกา
ทองคำ
ในอาณาจักรทะเลเมฆ เกาะเมฆอีกาทองคำเป็นจุดศูนย์กลางที่มีชื่อ
เลื่องลือที่สุดของทั้งวิชายันต์ หลอมสร้างอาวุธเวทและศาสตรามาร
ด้วยการกลับมาของแม่นางน้อยต้าเหรินและเปี๋ยหานต้าเหริน
ความเร็วในการขยับขยายของอาณาจักรทะเลเมฆเพิ่มขึ้นอย่างก้าว
กระโดด อาศัยสภาวะไร้ผู้ต้านติด พวกมันยึดครองอาณาจักรหลายสิบแห่ง
ในคราวเดียว ในบรรดาอาณาจักรเหล่านั้นมีทั้งอาณาจักรซิวเจ่อ
อาณาจักรอสูรและอาณาจักรปิศาจโดยไม่แบ่งแยก อาณาจักรทั้งหมด
รวมเข้ากับดินแดนดั้งเดิมของพวกมัน เรียกว่าม่ออวิ๋นไห่8
ม่อจากจั่วม่อ อวิ๋นไห่ย่อมมาจากอาณาจักรทะเลเมฆดั้งเดิม
สภาพแวดล้อมบนเกาะเมฆอีกาทองคำโดดเด่นไม่มีสอง มีภูเขาไฟที่
ยังคุกรุ่น แต่ถูกค่ายจินวูอาศัยค่ายกลเพลิงขนาดหลายร้อยลี้สยบเอาไว้ นำ
เพลิงไฟภายในนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อีกทั้งพวกมันยัง
ปรึกษาหารือกับเผ่ามนุษย์หมอกผู้เป็นสหาย เสาะพบถ้าหยินเย็น
คุณภาพสูงภายใต้แนวเทือกเขาทะเลเมฆอันหนาทึบ
บรรดาสมาชิกทั่วไปของค่ายจินวูดั้งเดิม ยามนี้ล้วนรั้งตำแหน่งสูง
กลายเป็นบุคคลทรงอำนาจอิทธิพลกันถ้วนหน้า
เว่ยเฉิงปินเริ่มกิจวัตรประจำวันของมันเหมือนเช่นปกติ ใบหน้าสงบ
เยือกเย็นของมันไร้วี่แววอ่อนเยาว์และหวาดวิตกเช่นในอดีต เว่ยเฉิงปินผู้มี
ฝีมือในการสร้างค่ายกลขนาดเล็กจิ๋ว หลายปีมานี้ได้รับความไว้วางใจจาก
สองปรมาจารย์อย่างลึกล้า มันมุมานะบากบั่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เมื่อเสริมเพิ่มเติมด้วยวิชายันต์และแผนผังปิศาจจากหอคัมภีร์ผูเว่ย ระดับ
8
ฝีมือของมันในยามนี้หากอยู่นอกค่ายจินวู อาจเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ผู้
หนึ่ง
แต่มันยินดีฝังตัวอยู่ในค่ายอีกาทองคำที่มีการคุ้มกันอย่างเข้มงวด
นอกจากศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่มันสนใจไม่เว้นแต่ละวันแล้ว ช่วงเวลาที่
มันเฝ้าคาดหวังรอคอยมากที่สุด ก็คือช่วงเวลาที่ต้าเหรินจะส่งข้อมูล
ข่าวสารผ่านคุกสิบนิ้วมาเป็นครั้งคราว
วิชาความรู้ที่ต้าเหรินส่งกลับมาเป็นความลับสุดยอดของค่ายจินวู
นอกเหนือจากบรรดาสมาชิกแกนหลักซึ่งติดตามต้าเหรินมาตั้งแต่แรกแล้ว
ไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว่ยเฉิงปินเป็นผู้รับผิดชอบในการรับข่าวสาร
และจัดระเบียบข่าวสารเหล่านั้นในทันที
เว่ยเฉิงปินส่วนใหญ่ชมชอบหมกตัวอยู่ที่นี่ เนื่องเพราะมันจะได้เห็น
ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นก่อนผู้ใดทั้งหมด เพื่อรับหน้าที่นี้ มันไม่ทราบต่อสู้
ฟาดฟันกับเหล่าคู่แข่งที่เข้มแข็งมากมายเท่าใด กว่าจะยึดครองตำแหน่งนี้
ได้สมใจอยาก
เหมือนเช่นปกติ สิ่งที่ต้าเหรินค้นพบทางฝั่งโน้นถูกส่งผ่านมาอีกครั้ง
มันบันทึกเนื้อความเหล่านั้นด้วยม้วนหยกชั้นสูง ราวกับว่ากำลังดื่มด่า
ลิ้มลองอาหารเลิศรส เว่ยเฉิงปินค่อย ๆ อ่านทีละคำ ทีละคำ เกรงว่าจะอ่าน
จบเร็วเกินไป แต่ทว่าเนื้อความแม้จะยืดยาวเพียงใด ย่อมต้องมีจุดสิ้นสุด
แต่เว่ยเฉิงปินเมื่ออ่านมาถึงตอนจบ กลับร่างแข็งทื่อดุจรูปสลัก
ต้าเหริน…ต้องการค่ายกลขนาดใหญ่อันทรงพลังอำนาจ?
หลังจากนิ่งงันไปหลายอึดใจ มันค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนอง เว่ยเฉิงปิน
รีบส่งนกกระเรียนกระดาษสองตัว แยกย้ายรายงานต่อสองปรมาจารย์ใน
บัดดล
เพียงชั่วเวลาไม่นานหลังจากนั้น สมาชิกแกนหลักทั้งหมดของค่าย
จินวูล้วนมารวมตัวกันพร้อมหน้าในห้องโถงใหญ่
ทุกผู้คนกำลังถกกันถึงความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในถ้อยคำของต้าเหริน
แน่นอน ความหมายของต้าเหรินนั้นรวบรัดยิ่ง หามีสิ่งใดให้ถกเถียงไม่
พวกมันเพียงกระหายใคร่รู้ ต้าเหรินใช่กำลังคิดจะสร้างเมืองอีกแล้ว
หรือไม่
ในพิชัยยุทธ์ขั้นพื้นฐานแห่งม่ออวิ๋นไห่ การป้องกันเป็นสิ่งที่สำคัญ
มากที่สุด ดังนั้นเพื่อเรื่องนี้ค่ายจินวูลงทุนลงแรงไม่น้อย ทั้งยังทุ่มเท
ทรัพยากรอย่างมหาศาล
แต่ในประโยคเดียวกันของจั่วม่อต้าเหริน สองปรมาจารย์กลับพบเห็น
ความนัยมากยิ่งกว่า …ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งดี!
นี่คือสิ่งที่ต้าเหรินเน้นย้า
?”
ค่ายกลชุดนั้น… …