สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 720 สั่นสะท้านด้วยความหวั่นใจ
‘สวนสวรรค์จักพรรดิต้องห้าม!’
เมื่อค่ายกลชุดนี้ส่งมาถึงมือ จั่วม่ออัศจรรย์ใจยิ่ง มันมีฝีมือทางด้านนี้
พอชมดูก็ถูกดึงดูดเข้าในเค้าโครงความคิดอันอัศจรรย์พันลึกและไม่
เหมือนใคร ฝืมือเชิงค่ายกลของมันยังเหนือล้ากว่าชาวค่ายจินวูมาก จึง
สรุปได้ในบัดดล ค่ายกลชุดนี้มิเพียงมีความเป็นไปได้สูง ทั้งยังทรงพลานุ
ภาพสุดเปรียบปาน
แม้แต่มันเองยังไม่ทราบว่าจะร้ายกาจถึงเพียงไหน!
จั่วม่อกวาดตามองเร็ว ๆ อ่านผ่านตาทีละหลายบรรทัดในรวดเดียว
เพียงแค่มองปราดเดียวมันก็ล่วงรู้ว่ารายละเอียดข้อใดมีจุดผิดพลาดบ้าง
นอกเหนือจากข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ จำนวนมากแล้ว ขบวนค่ายกลที่
ละเอียดซับซ้อนถึงเพียงนี้หลักใหญ่ใจความถึงกับแทบไม่มีข้อผิดพลาดใด
ๆ เลย นี่จะไม่ให้จั่วม่ออัศจรรย์ใจได้อย่างไร
กล่าวได้ว่ากระทั่งค่ายกลหรืออาคมหวงห้ามที่มีชื่อเสียงก็มักจะมี
จุดอ่อนไม่น้อย เพียงแต่จุดอ่อนเหล่านี้ไม่ค่อยมีผู้ล่วงรู้
ในสายตาของจั่วม่อ ‘สวนสวรรค์จักพรรดิต้องห้าม’ เป็นสุดยอดค่าย
กลอาคมหวงห้ามที่แทบบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์พร้อม อย่างไรก็ตาม
โครงสร้างมหัศจรรย์ซึ่งผสานรวมค่ายกลยันต์กับแผนผังปิศาจเข้าด้วยกัน
เมื่อก่อตั้งเป็นค่ายกลอาคมหวงห้ามขบวนหนึ่ง แม้แต่มันเองยังไม่อาจบอก
ได้ว่าจะมีอานุภาพสะท้านฟ้าสะเทือนดินปานใด
ข้อจำกัดที่อยู่เหนือขีดความสามารถของชาวค่ายจินวู สำหรับจั่วม่อผู้
ครอบครองเพลิงเทพสุริยันแล้วไม่นับเป็นปัญหาใด
‘สวนสวรรค์จักพรรดิต้องห้าม’ ดึงดูดใจมันอย่างลึกล้า ค่ายกลชุดนี้
จะร้ายกาจเพียงใด มันสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
จั่วม่อเริ่มลงมือหลอมสร้างโดยแทบไม่รีรอลังเล หลังจากประสบ
ความสำเร็จกับอาภรณ์ทูตสวรรค์และสี่ศาสตรามารปฐพี ฝีมือเชิงหลอม
สร้างของจั่วม่อแทบบรรลุถึงจุดที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ นี่ไม่เพียงแต่ในแดน
ปิศาจ ต่อให้ทอดตาทั่วภพซิวเจ่อ เทียบกับปรมาจารย์หลอมสร้างชื่อเสียง
โด่งดังในสามภพแล้ว ฝีมือหลอมสร้างของมันหาได้ด้อยกว่าแม้แต่น้อยไม่
มันยังมีวัตถุดิบมากพอ รวมทั้งสมบัติวิเศษอีกนับไม่ถ้วน
สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้าทำให้จั่วม่อจดจ่อทุ่มเทจนแทบจะลืม
กินลืมนอน
อี้อันรู้สึกใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
ปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่จู่ ๆ ก็ร้องขอวัตถุดิบเป็นรายการอันน่า
สะพรึงกลัว ทั้งชนิดและปริมาณมากกว่าคราวที่แล้วนับเป็นสิบเท่า!
ท่านปรมาจารย์ตั้งใจจะทำอะไร?
หรือว่ามันคิดหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีอีก?
นึกถึงความเป็นไปได้นี้ กระทั่งพ่อค้าที่คร่าโลกเช่นอี้อันยังอดสูดลม
หายใจอย่างหนาวเหน็บไม่ได้ ควรทราบว่าสี่ศาสตรามารปฐพีพอถือ
กำเนิดขึ้นในโลกหล้า อี้อันย่อมลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ทุกสายตาทั่ว
แดนปิศาจที่หันมาจับจ้องศาลาสมบัติหายากของมันเป็นตาเดียว ช่วยให้
มันเห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์เรืองรองของศาลาสมบัติหายาก แต่ทว่าใน
ขณะเดียวกัน อาภรณ์ทูตสวรรค์อันลึกลับกลับชักนำคลื่นใต้น้าหนุนเนื่อง
ไม่ขาดสาย มันเริ่มสูดได้กลิ่นอายอันตรายอย่างร้ายแรง
เมื่อผู้คนแห่กันมายังเมืองปู้โจวมากขึ้นเรื่อย ๆ พ่อบ้านใหญ่แห่งศาลา
สมบัติหายากก็ยิ่งวิตกกังตกมากขึ้นทุกขณะ กระทั่งตระกูลทังที่ทระนงถือ
ดียังซุกหัวหดหางอยู่ด้านข้าง กองพันทหารของพวกมันตั้งทัพอยู่นอกเมือง
แต่ไม่กล้าเคลื่อนกำลังเข้าเมืองแม้แต่ก้าวเดียว
เท่าที่มันทราบ ภายในเมืองมีจอมปิศาจด่านไสว้อย่างน้อยสามคน
มาถึง แน่นอนว่าจำนวนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นโดยไม่ลดลง
จอมปิศาจด่านไสว้ไม่ว่าผู้ใด ก็มีพลังมากพอที่จะลบเมืองปู้โจวออก
ไปจากแผนที่ การต่อสู้ห้าหั่นระหว่างจอมปิศาจด่านไสว้พอปะทุขึ้น ทุกสิ่ง
ทุกอย่างในรัศมีหนึ่งพันลี้จะราบเป็นหน้ากลอง
จอมปิศาจด่านไสว้เหล่านี้หากระเบิดศึกขึ้น… …
อี้อันสั่นเทาขึ้นมาทั้งร่าง!
มันเก็บ ‘ตัวเหลือบสีน้าเงิน’ ไว้ในที่ปลอดภัยตั้งแต่แรก ถึงตอนนี้มัน
ได้แต่หวังจะมีคนนำหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณมาแลกศาสตรามาร
ปฐพีอีกสองเล่มไปเสีย สถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมเหล่านี้จะได้
ค่อย ๆ สงบลงเสียที
และด้วยเกรงว่าหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณจะเป็นเหตุให้
ปรมาจารย์กระวนกระวายใจ มันจึงปิดเรื่องที่ว่าได้รับหญ้าไหมย้อนเงาคืน
วิญญาณมาหนึ่งต้นเอาไว้ชั่วคราว รอจนศาสตรามารปฐพีสองเล่มสุดท้าย
ถูกแลกไปเสียก่อน ค่อยนำหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณทั้งสามต้นไปส่ง
มอบให้แก่ปรมาจารย์
หากปรมาจารย์ได้รับหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณสมใจ ในยาม
ตื่นเต้นยินดี เริ่มลงมือหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีอีกครั้ง… …
ขบคิดถึงตรงนี้ อี้อันที่หวาดวิตกก้มดูใบรายการของจั่วม่อที่อยู่ในมือ
สีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยาก!
จำนวนมากกว่าคราวที่แล้วร่วมสิบเท่า!
ด้วยฝีมือปานเทพยดาของท่านปรมาจารย์ ด้วยวัตถุดิบปริมาณ
มหาศาลนี้ ไม่ทราบว่าจะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีออกมามากเท่าใด?
ปรมาจารย์ใช่เสียสติไปแล้วหรือไร? หรือมันคิดจะผันตัวไปเป็นผู้ขายส่ง
ศาสตรามารปฐพี?
อี้อันผู้รีบมุ่งหน้าไปเกลี้ยกล่อมจั่วม่อให้เพลามือลงก่อน กลับถูกเขิง
เหลียนเอ๋อร์สกัดไว้ที่หน้าประตู จั่วม่อยามนี้กำลังเริ่มหลอมสร้างแกนหลัก
ของ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ไม่อาจถูกรบกวนได้
อี้อันรู้สึกศีรษะพองโตขึ้นมาทันที ไม่ทราบจะเดินหน้าหรือถอยหนีดี
หากไม่อาจพบหน้าปรมาจารย์ มันก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายได้ ยิ่งไปกว่า
นั้นปรมาจารย์ยังกำชับให้มันจัดเตรียมวัตถุดิบที่ต้องการให้เร็วที่สุดเท่าที่
จะทำได้
หากปรมาจารย์ออกมา แล้วพบว่าวัตถุดิบยังไม่ได้จัดเตรียมไว้ นั่นก็
ย่าแย่แล้ว!
ไม่ว่าจะอย่างไร ในยามนี้อี้อันไหนเลยจะกล้าขัดใจจั่วม่อ
อี้อันตกลงใจไม่ห่วงกังวลอันใดอีก ต่อให้ฟ้าถล่มลงมายังมีปรมาจารย์
แบกรับไว้ การปวารณาตนเป็นผู้สนับสนุนลำดับแรกของปรมาจารย์
สมควรไม่มีที่ใดผิดพลาด นึกได้ดังนี้มันก็รีบกลับไปยังศาลาสมบัติหายาก
เรียกให้บริวารของมันเริ่มตระเตรียมวัตถุดิบอย่างเร่งด่วน
ในโลกนี้ไม่มีกำแพงใดไม่มีช่องโหว่ อย่าว่าแต่ศาลาสมบัติหายากยัง
เป็นจุดสนใจของผู้คนทั่วหล้า วัตถุดิบจำนวนมหาศาลพอเริ่มขยับ
เคลื่อนไหว ย่อมไม่อาจปกปิดได้
ปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่กำลังจะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเป็นคำ
รบสองแล้ว!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วหล้าดุจติดปีกบิน
หลังจากเหินบินอยู่บนฟ้ากว่าสามวันสามคืน ฉลามเวหาในที่สุดก็
หยุดพัก มันจำเป็นต้องใช้เวลาพักผ่อนตลอดทั้งวัน บรรดาผู้โดยสารที่ทน
อึดอัดอุดอู้อยู่ในฉลามเวหามานานพากันโถมออกจากฉลามเวหาราวกับ
กระแสคลื่น ฉวยโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ด้านนอก
เหล่าพ่อค้าท้องถิ่นที่รออยู่ด้านข้างรีบกระวีกระวาดเข้ารับหน้า ร้อง
เรียกลูกค้าอย่างอบอุ่นมีไมตรี
เหวยเสิ้งปลีกตัวจากเหล่าพ่อค้าโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกต แฝงตัวไปกับ
กระแสผู้คนหลั่งไหล สะกดตามเบื้องหลังคนกลุ่มหนึ่งอย่างระมัดระวัง
ใบหน้าสงบราบเรียบ มีเพียงดวงตาที่สาดประกายเย็นเยียบเป็นครั้งคราว
เซียนกระบี่คุนหลุน!
คนกลุ่มนี้เป็นเซียนกระบี่จากคุนหลุน!
ความรู้สึกเฉียบไวต่อเจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งแทบจะเรียกได้ว่า
ผิดธรรมดา แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะปลอมตัวมาเป็นอย่างดี ไม่ได้ประมาท
เลินเล่อจนเปิดเผยร่องรอยใด ทั้งซุกงำพลังสภาวะอย่างดีเยี่ยม แต่ไม่ว่า
ผู้ใดก็คาดไม่ถึง ว่าจะเผชิญกับตัวประหลาดที่มองเห็นเจตจำนงกระบี่
อย่างชัดแจ้งเช่นเหวยเสิ้ง
นับตั้งแต่ค้นพบเจตจำนงกระบี่อันเป็นเอกลักษณ์ของคุนหลุนบนร่าง
ของคนเหล่านี้ ความคิดฆ่าฟันของเหวยเสิ้งก็เพิ่มพูนขึ้นไม่หยุดยั้ง
คนกลุ่มนี้พลังฝีมือกล้าแข็งยิ่ง สมควรเป็นศิษย์ฝ่ายในของคุนหลุน
ศิษย์ฝ่ายในผู้สูงส่งแห่งคุนหลุนถึงกับแฝงตัวขึ้นมาบนฉลามเวหาอันแออัด
จุดหมายปลายทางที่พวกมันมุ่งหน้าไปมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เมืองปู้โจว
เช่นนั้นเป้าหมายของพวกมันก็เป็นที่เห็นได้ชัดเจน ศิษย์น้องจั่วม่อ
เหวยเสิ้งสะกดข่มจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน ตั้งใจว่าก่อนอื่น
ต้องสืบสวนให้แน่ชัดเสียก่อน
หากเพียงเพื่อศาสตรามารปฐพีไม่กี่เล่ม คุนหลุนย่อมไม่ต้อง
เคลื่อนไหวเอิกเกริกถึงเพียงนี้ พวกมันจะต้องมีเจตนาอื่นไม่ผิดแน่
“เจ้าพวกนี้ช่างบ้านนอกคอกนาโดยแท้ เพียงแค่ศาสตรามารปฐพี
ไม่กี่เล่ม ไยต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้!” หัวซานอดบ่นว่าไม่ได้ “ในนั้นอัดแน่น
ไปด้วยผู้คนมากเกินไป ทั้งเหม็นทั้งอุดอู้ ช่างน่าคลั่งใจนัก!”
“ศิษย์น้องหญิงอดทนอีกสักสองสามวันเถอะ” จิ้นหยานปลอบโยน
นาง “รอจนพวกเราไปสมทบกับอาจารย์อาสวีที่เมืองปู้โจวก็ไม่ต้องลำบาก
แล้ว”
“ครั้งนี้ศิษย์พี่ใหญ่ไฉนไม่มาด้วย?” หัวซานพอเอ่ยถึงหลินเชียน
ดวงตาทอแววนิยมชมชื่นอย่างเต็มเปี่ยม “หากศิษย์พี่ใหญ่มาด้วยคงวิเศษ
สุด นานมากแล้วที่พวกเราไม่ได้พบหน้าศิษย์พี่ใหญ่!”
จิ้นหยานลอบฝืนยิ้มขมขื่น มันชมชอบศิษย์น้องหญิงหัวซาน แต่ศิษย์
น้องหญิงกลับลุ่มหลงงมงายในตัวศิษย์พี่ใหญ่หลินเชียน แต่ตัวมันเองก็
ยากจะปลุกปลอบกำลังขวัญให้ริษยาศิษย์พี่ใหญ่ด้วย เนื่องเพราะศิษย์พี่
ใหญ่ก็เป็นแบบอย่างที่มันเทิดทูนด้วยเช่นกัน ซึ่งความจริงเหล่าศิษย์สตรี
ส่วนใหญ่ในสำนัก แทบไม่มีผู้ใดไม่นิยมชมชอบศิษย์พี่ใหญ่
แต่แล้วบุรุษกลางคนเคราครึ้มที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด พลันเอ่ยปาก
เป็นเชิงปราม “ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้ามีภาระหน้าที่อื่น มันยากลำบาก
กว่าพวกเจ้ามาก”
สองศิษย์พี่น้องสงบปากสงบคำลงทันควัน ชายวัยกลางคนเคราครึ้ม
คืออาจารย์อาเหลยอี้ของพวกมัน อาจารย์อาเหลยอี้อยู่ห่างจากด่านฝ่านซู
เพียงก้าวเดียว หากมิใช่ว่าภารกิจครั้งนี้มีความสำคัญมากเกินไป ทาง
สำนักต้องไม่อาจหักใจส่งอาจารย์อาเหลยอี้ออกมาเป็นแน่
จิ้นหยานและหัวซานแม้มีพลังฝึกปรือด่านหยวนอิงเช่นกัน แต่
อาจารย์เหลยอี้แข็งแกร่งกว่าพวกมันหลายเท่าตัว
“สำคัญยิ่งกว่าภารกิจของเราครั้งนี้อีกหรือ?” หัวซานอดถามไม่ได้
จิ้นหยานเองก็สงสัยใคร่รู้เช่นกัน มันทราบว่าเพื่อภารกิจครั้งนี้ ทาง
สำนักถึงกับส่งอาจารย์อาด่านฝ่านซูสองคนและอาจารย์อาที่อยู่ในด่าน
ครึ่งก้าวสู่ฝ่านซูอีกเจ็ดคนออกมา หรือว่าภารกิจของศิษย์พี่ใหญ่ยังจะ
สำคัญกว่านี้อีก?
อย่างไรก็ตาม การล่มสลายของขบวนผู้อาวุโสวัดเสวียนคงเป็น
ตัวอย่างอันดีที่ช่วยเตือนใจคุนหลุน พวกมันไม่กล้าประมาทเลินเล่อต่อ
ภารกิจครั้งนี้แม้แต่น้อย
เหลยอี้เหลือบมองนางแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเย็นชา “เจ้าหลงลืมกฎ
ของสำนักไปเสียแล้วหรือ? สิ่งใดที่เจ้าสมควรถาม สิ่งใดไม่อาจถาม เจ้าไม่รู้
รึ?”
หัวซานหน้าเผือดสีในทันที ร่างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
จิ้นหยานที่ด้านข้างพลอยอกสั่นขวัญแขวนเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง เหลยอี้ถลึงตากลมกว้าง “สหายอย่าได้หลบ ๆ ซ่อน ๆ
แล้ว เสนอหน้าออกมาเถอะ”
เหวยเสิ้งในมุมมืดลอบฝืนยิ้มขื่น มันอุทิศตนให้แก่กระบี่ คำสัตย์
สาบานแห่งกระบี่สลักลึกอยู่ในใจมัน ขอเพียงมันพบเห็นเซียนกระบี่คุน
หลุน คำสาบานแห่งกระบี่จะปรากฏขึ้นในใจมัน จิตสังหารของมันจะหลั่ง
ล้นออกมาโดยที่มันเองก็ไม่ทันรู้ตัว
เช่นนี้ก็ดี แต่ในเมื่ออีกฝ่ายพบเห็นมันแล้ว มันจะได้ไม่ต้องหลบซ่อน
อีก มันถือกระบี่สีโลหิตเดินออกจากมุมมืดอย่างทระนงองอาจ
“เหวยเสิ้ง!”
จิ้นหยานร้องอุทานดังลั่น สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง หัวซานพอ
ฟังต้องหน้าเผือดขาวลงไปอีก ในรายชื่อศัตรูตัวฉกาจของคุนหลุน เหวย
เสิ้งจัดอยู่อันดับต้น ๆ นามของมันเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ศิษย์รุ่นหลังของคุน
หลุน เนื่องเพราะศิษย์พี่ใหญ่นับถือเลื่อมใสมัน ศิษย์จำนวนมากไม่อาจ
ยอมรับเรื่องนี้ได้
สำนักกระบี่สุญตา?
นั่นเป็นตัวอะไรกัน? พวกมันไม่เคยได้ยินมาก่อน!
แต่ไม่ว่าจะเป็นหวาดระแวงหรือเห็นเป็นเป้าหมายให้ประชันขันแข่ง
นามของเหวยเสิ้งก็ประทับแน่นอยู่ในใจของเหล่าศิษย์รุ่นหลังแห่งคุนหลุน
เหลยอี้หรี่ตาคมกริบ เอ่ยเสียงเนิบช้า “ที่แท้เจ้าก็คือเหวยเสิ้ง?”
ผู้อาวุโสแห่งคุนหลุนผู้นี้สีหน้าเย็นเยียบ ประหนึ่งกำลังมองดูมดปลวก
ตัวหนึ่งก็มิปาน เพียงเอ่ยอย่างเฉื่อยชา “วันนี้เมื่อพบเจ้า ย่อมต้องเป็นวัน
ตายของเจ้าแล้ว”
เหวยเสิ้งพอฟัง กระบี่โลหิตประหารเทพในมือยกขึ้นจ่อใส่ฝ่ายตรง
ข้ามแต่ไกล แสยะยิ้มแยกเขี้ยว กล่าวตอบโต้ด้วยเสียงดังฟังชัด “ฉันใดฉัน
ใด! พวกเจ้าไสหัวเข้ามาพร้อมกันเถอะ!”
จิ้นหยานและหัวซานตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าเหวยเสิ้งจะยโสโอหังถึง
เพียงนี้!
เหลยอี้ดวงตาทอประกายฆ่าฟันอย่างรุนแรง แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา
“เดรัจฉานน้อยที่ไม่ประมาณตน!”
มันไม่ได้ชักกระบี่คู่ใจ เพียงประกบดรรชนีเป็นกระบี่ จี้ใส่เหวยเสิ้ง
อย่างโอ่อ่าผ่าเผย
ฟ่อฟ่อ!
ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ อสรพิษสายฟ้านับไม่ถ้วนแล่นพล่าน
ออกมาจากดรรชนี เต้นเร่าอย่างร้อนแรง ประกายเจิดจ้าบาดตาจนผู้คน
เห็นแต่สีขาวพร่างไปชั่วครู่ แทบจะชั่วอึดใจเดียว สายฟ้าก็บรรลุถึงระดับที่
น่าสะพรึงกลัว พื้นกระเบื้องหินใต้ฝ่าเท้าของมันถูกบดขยี้เป็นผุยผงโดย
ไร้สุ้มเสียง
“ทลาย!”
เสียงตวาดแฝงจังหวะจะโคนพิเศษเฉพาะตัว ประกายแสงระเบิดวาบ
ลำแสงสีเงินเจิดจ้ากลบกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง ในม่านสายตาของเหวยเสิ้งเห็น
แต่แสงสีขาวจัดจ้า
สายฟ้าไร้รูปลักษณ์ที่หยาบหนาเท่าท่อนแขนสายหนึ่งพลันพวยพุ่ง
ออกจากปลายดรรชนี พุ่งทะลวงอากาศบังเกิดเสียงแหลมเล็ก จู่โจมใส่
เหวยเสิ้งอย่างตรง ๆ!
บึม!
เสียงอัสนีคำรนดังกระหึ่ม
ช่องว่างระหว่างคู่ต่อสู้ทั้งสอง ชั่วพริบตานั้นท่วมท้นไปด้วยประกาย
สายฟ้าอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ไม่มีสิ่งใดรวดเร็วไปกว่าสายฟ้าอีกแล้ว!
ก่อนที่เหวยเสิ้งจะทันได้ปิดสกัด สายฟ้าก็แทบจะแทงทะลวงมาถึง
ตรงหน้ามัน สามารถสัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างที่แฝงเร้นอยู่ในปราณ
กระบี่สายฟ้านี้อย่างชัดแจ้ง
หากมันถูกสายฟ้าอันน่ากลัวนี้ทะลวงร่าง คงไม่แคล้วมอดไหม้
กลายเป็นเถ้าธุลีในบัดดล
ชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตาย เหวยเสิ้งจิตใจกระจ่างแจ้งผิด
ธรรมดา กระบี่โลหิตประหารเทพในมือคล้ายตระหนักถึงอันตราย แสงสี
เลือดระเบิดวาบ!
เหวยเสิ้งกระทั่งขบคิดยังไม่ขบคิด กระบี่ในมือฟันขวางออกไปตาม
สัญชาตญาณ!
พลังเทพปริมาณน้อยนิดที่ก่อตัวขึ้นภายในร่างของมัน ชั่วพริบตานั้น
ผนึกรวมเข้ากับพลังปราณ ถาโถมไปยังกระบี่โลหิตประหารเทพอย่างคลุ้ม
คลั่ง!