สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 721 คล้อยตามคำสาบานกระบี่
เหวยเสิ้งร่างสั่นไหวเป็นระลอก
พื้นที่รอบข้างกลายเป็นสีแดงเลือดในบัดดล บนคมกระบี่ของกระบี่
โลหิตประหารเทพปรากฏริ้วรอยสีเลือดหลายสาย รังสีฆ่าฟันอันหนักข้น
กวาดวาบออกไปอย่างรุนแรง!
ม่านกระบี่สีโลหิตผืนหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับกระบี่ที่ตวัดฟันออกมา
ปราณกระบี่สายฟ้าหยาบหนาซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยพลังทำลายล้างแห่ง
ฟ้าดิน จู่โจมใส่ม่านกระบี่สีโลหิตอย่างหักโหม
ม่านกระบี่สีโลหิตสว่างวาบ เสียงสัตว์ร้ายกู่คำรามดังกึกก้องจาก
ภายใน ริ้วพลังสีโลหิตพลันปรากฏขึ้นบนม่านกระบี่สีแดงเลือดอีกชั้นหนึ่ง
เหลยอี้สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
ไม่ว่าม่านกระบี่สีเลือดหรือกระบี่สีโลหิตเล่มนั้น ล้วนแผ่ซ่านพลัง
สภาวะอันแกร่งกร้าวและดุร้ายกระหายเลือดอย่างรุนแรง! เหลยอี้ในฐานะ
ผู้อาวุโสแห่งคุนหลุนย่อมทราบกระจ่างแก่ใจ ผู้ที่ฝึกปรือเคล็ดวิชากระบี่
ลักษณะนี้จิตใจจะถูกกัดกร่อนอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายกลับกลายเป็นมาร
ร้ายกระหายเลือด เซียนกระบี่จำพวกนี้นับเป็นตัวอันตรายสุดขั้ว พวกมัน
ยามฆ่าคนไม่ต้องหาเหตุผลอันใด เป็นคนเสียสติที่หลงใหลในการเข่นฆ่า
สังหารอย่างแท้จริง ทว่าผู้ที่ฝึกปรือเพลงกระบี่สังหารกระหายเลือดเช่นนี้
ยากจะรุดหน้าต่อไป พวกมันอาจหลงทางอยู่ในจิตใจกระหายเลือดของตน
มัวเมาอยู่กับการฆ่าฟันไปตลอดกาล มุ่งไปสู่การทำลายตนเองในท้ายที่สุด
โดยทั่วไปแล้วสมควรเป็นเช่นนั้น แต่ชั่วพริบตานี้ พอมันมองเห็น
ดวงตาของเหวยเสิ้งถนัดชัดตา กลับพบว่ามันผิดแล้ว… …
… …ภายใต้ม่านกระบี่โลหิตอันน่าหวาดสะพรึง ดวงตาคู่นั้นเต็มไป
ด้วยความเทิดทูนบูชาต่อกระบี่ มันเห็นความยึดมั่นศรัทธาที่ปราศจาก
ความคลางแคลงใจ กระทั่งกลิ่นอายสภาวะบนร่างมันก็สัตย์ซื่อถือมั่นและ
กระจ่างชัด ไม่มีร่องรอยของความบ้าคลั่งแม้สักส่วนเสี้ยว! เพียงมองแวบ
เดียวเหลยอี้ก็ตระหนักแน่แก่ใจ บุรุษนามเหวยเสิ้งผู้นี้กอรปด้วยใจกระบี่
เด็ดเดี่ยวมั่นคงดุจหินผา ชั่วพริบตานั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด มันพลันนึกถึง
หลินเชียน ทั้งยังนำคนทั้งสองมาเปรียบเทียบกันโดยไม่รู้ตัว
หลินเชียนเลิศล้ากว่าเด็กผู้นี้มาก… …
จิตใต้สำนึกของเหลยอี้บอกตนเองเช่นนี้ แต่ชั่วพริบตานี้เอง มันพอดี
ประสานสบตากับเหวยเสิ้ง เบื้องหลังม่านกระบี่สีโลหิต ในดวงตาคู่นั้น
คล้ายมีบางสิ่งลุกโชน เป็นศรัทธาความเชื่อมั่นของเจ้าหรือ? หรือว่าเป็น
เพียงความดื้อรั้นดึงดัน? สิ่งนั้นลุกโชนเจิดจรัส เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ถึงเพียง
นั้น ปราศจากความห่วงพะวง ไม่อนาทรร้อนใจ กระทั่งม่านโลหิตหนาหนัก
ยังไม่อาจกลบรัศมีของมันได้!
หลินเชียนเลิศล้ากว่าเด็กผู้นี้แทบทุกทาง แต่ในด้านของความยึดมั่นที่
มีต่อกระบี่ ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งคุนหลุนยังคล้ายอ่อนด้อยกว่าบ้าง… …
ข้อสรุปที่เพิ่งผุดขึ้นในใจขู่ขวัญเหลยอี้จนแทบขวัญหนีดีฝ่อ จะ
เป็นไปได้อย่างไรกัน? คนทั้งสองไหนเลยจะนำมาเปรียบเทียบกันได้! หลิน
เชียนเป็นผู้ใดกัน? ไม่ว่าจะมองจากพรสวรรค์หรือจริยะความประพฤติ มัน
ก็คือศิษย์ที่เด่นล้าที่สุดในบรรดาศิษย์นับแสนของคุนหลุน ถูกฟูมฟักเลี้ยงดู
มาอย่างดีที่สุด มุมานะบากบั่นที่สุด ไม่เคยขาดตกบกพร่องสิ่งใด มันเกิดมา
ด้วยศักดิ์ฐานะสูงส่งเหนือผู้คนทั่วไป… …
แต่เหวยเสิ้งก็แค่เด็กน้อยจากสำนักเล็ก ๆ ในถิ่นรกร้างกันดาร เริ่มต้น
จากฐานะทาสกระบี่ผู้ต่าต้อยเสียด้วยซ้า เพียงแต่… …
ชั่ววูบนั้น ความคิดทั้งมวลนี้วาบผ่านในใจเหลยอี้ดุจสายฟ้าแลบ
แม้แต่ตัวมันเองยังตื่นตระหนกจนตัวแข็งทื่อด้วยความคิดอันอุกอาจของ
ตน
เด็กผู้นี้ไม่อาจปล่อยให้มีชีวิตรอดไปได้!
มันหลงเหลือเพียงความคิดนี้ ระเบิดกึกก้องอยู่ในใจดุจสายฟ้าฟาด
ทั่วร่างพลันอัดแน่นไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน รอบดวงตาปรากฏประกาย
สายฟ้านับไม่ถ้วนโลดแล่นไปมา ผมยาวโบกสะบัดตามสายลมรุนแรง
สายฟ้าโอบล้อมรอบกาย พลังสภาวะพลุ่งทะยานขึ้นไปถึงจุดสูงสุด!
ชั่วพริบตานี้มันไม่กังวลสนใจต่อการเปิดเผยตัวตนอีกต่อไป ใน
สายตาของเหลยอี้หลงเหลือเพียงคนผู้เดียว ในใจมันก็มีเพียงความคิด
เดียว!
ไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้เด็กผู้นี้ต้องตายที่นี่ ไม่ว่ามันจะต้องจ่าย
ค่าตอบแทนเท่าใดก็ตาม!
กระบี่โลหิตประหารเทพในมือเหวยเสิ้งพอปิดสกัดกระบี่สายฟ้าของ
ฝ่ายตรงข้าม พลันคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที เปล่งเสียงคำรามกระหึ่มอยู่ใน
อุ้งมือของเหวยเสิ้ง คล้ายพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของมัน เพื่อ
ไปดื่มเลือดศัตรู!
แต่มือที่ถือกระบี่ของเหวยเสิ้งคล้ายหลอมสร้างจากเหล็กกล้า ไม่สั่น
ไหวแม้แต่น้อย จิตวิญญาณการต่อสู้ในดวงตาของมันยิ่งมายิ่งลุกโชน
ร้อนแรง
เหวยเสิ้งกระชับด้ามกระบี่โลหิตประหารเทพ ร่างงองุ้มลงเล็กน้อย
ขดตัวเป็นก้อนกลมอันแปลกประหลาด หากแต่ใบหน้าที่แหงนเงยเล็กน้อย
นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวสุดเปรียบปาน
“คล้อยตาม… …สัตย์สาบาน… …แห่งกระบี่!”
แต่ละคำเปล่งออกจากจากส่วนลึกในทรวงอก เต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นอย่างล้นเหลือ เพียบพร้อมด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อันแข็งกร้าว
ดุจเหล็กกล้า ประดุจค้อนเหล็กหวดฟาดใส่กลางใจศิษย์คุนหลุนทั้งสาม
ทันใดนั้นเสียงคำรามกระหึ่มของกระบี่โลหิตประหารเทพในมือเหวย
เสิ้ง พลันชะงักขาดหายอย่างพิสดาร
พร้อมกับวาจาคำสุดท้าย กระบี่ในมือของเหวยเสิ้งตวัดฟันอย่าง
เชื่องช้า เชื่องช้าจนราวกับว่ากระบี่นั้นหนักหน่วงหลายพันจิน!
ริ้วโลหิตบนคมกระบี่คล้ายถูกพลังอันกล้าแข็งขุมหนึ่งดึงดูดอย่าง
รุนแรง ลอยขึ้นจากตัวกระบี่ แล้วพลันหมุนคว้างอย่างแช่มช้ารอบ ๆ ใบ
กระบี่
เหลยอี้พลันรู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า ประกายสายฟ้าในดวงตา
ของมันทวีพลังขึ้นในบัดดล กระบี่บินสีเงินรูปลักษณ์ประหลาดเฉพาะตัว
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า กระบี่บินเล่มนี้คล้ายเป็นส่วนหนึ่งของอัสนีบาต ยาว
หนึ่งจั้ง รูปลักษณ์พิสดารผิดธรรมดา แตกแขนงคล้ายกิ่งไม้พุ่มใหญ่ บิด
เบี้ยวกระจัดกระจายออกไปทุกทิศทาง กระบี่ทั้งเล่มสีเงินล้วน ไม่ทราบ
หลอมสร้างจากวัตถุดิบใด
นี่คือกระบี่บินที่สร้างชื่อให้แก่เหลยอี้ ‘กิ่งก้านอัสนีสวรรค์!’
กระบี่ ‘กิ่งก้านอัสนีสวรรค์’ เมื่อชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า ชั้นเมฆหนาทั่วรัศมี
หลายร้อยลี้พลันถาโถมดุจหิมะถล่มทลาย ไหลบ่ามารวมตัวกันกลางเวหา
เหนือศีรษะของเหลยอี้ เพียงชั่วพริบตาเดียว เบื้องบนก็เต็มไปด้วยเมฆดำ
หนาแน่น ยืดขยายออกไปไกลราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ท้องฟ้ากลับกลายเป็น
มืดทะมึนดุจยามวิกาล
เปรี๊ยะเปรี้ยง!
ทันใดนั้นท้องฟ้าสว่างวาบ สายฟ้าลำหนึ่งลุกโชนบิดเป็นเกลียว ฟาด
ใส่กระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์อย่างแม่นยำ กระบี่วิเศษพลันสาดประกายเจิด
จ้า
ทว่านี่ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เห็นอัสนีบาตเส้นแล้วเส้นเล่าฟาด
กระหน่าใส่กระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์อย่างไม่หยุดยั้ง กระบี่บินยิ่งมายิ่งสว่าง
เจิดจ้า แทบแข่งรัศมีกับดวงอาทิตย์เบื้องบน สายฟ้าปริมาณมหาศาลจน
น่าตระหนกพลุ่งพล่านอยู่รอบตัวกระบี่ ราวกับว่าสายฟ้าทั้งหมดที่อยู่ใน
ชั้นเมฆภายในรัศมีหลายร้อยลี้ล้วนมารวมกันอยู่รอบกระบี่บิน
กระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์แหวกว่ายอยู่ภายในกลุ่มสายฟ้าหนาแน่นดุจ
ดั่งมีชีวิต!
ทั่วทั้งเมืองถูกความเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงนี้ก่อกวนจนเดือดพล่าน
ในบัดดล
“หยุดมือ!” ปิศาจชาวเมืองผู้หนึ่งตวาดอย่างเดือดดาล “เจ้าเสียสติไป
แล้วรึ!”
“ระวังด้วย พวกมันเป็นซิวเจ่อ!”
เหลยอี้ไม่แยแสสนใจพวกมัน มุมปากจุดรอยยิ้มเยาะหยันอย่างเย็น
ชา ดวงตาที่ทอประกายด้วยสายฟ้าทอแววเย็นยะเยือก
ปิศาจบางตนพยายามเข้าใกล้ แต่แล้วสายฟ้าหลายสิบสายกระหน่า
ฟาดออกมาจากกลุ่มพลังสายฟ้าอันหนาแน่น กระทบถูกร่างปิศาจ
เหล่านั้นอย่างฉับพลัน สายฟ้าระเบิดวาบ เหล่าปิศาจที่เคยลอยอยู่ที่นั่นไม่
หลงเหลือแม้แต่เส้นผมสักเส้น ชนชาวปิศาจอื่น ๆ หน้าเปลี่ยนสี ไม่มีผู้ใด
กล้าเข้าใกล้คู่ต่อสู้ทั้งสองอีก!
จิ้นหยานกับหัวซานเฝ้ามองอาจารย์อาเหลยอี้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ
พวกมันแม้ทราบแน่แก่ใจว่าอาจารย์อาเหลยอี้พลังฝีมือลึกล้าสุดหยั่ง
คำนวณ แต่เมื่อได้ประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง ยังคงตื่นตาตื่นใจอย่างที่ยาก
จะบ่งบอกบรรยาย
เหลยอี้ประดุจเทพอัสนีเสด็จลงสู่โลกหล้า สายตาเย็นชาจ้องมอง
อย่างไร้อารมณ์ มันประกบนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าหากัน จี้ตรงไปข้างหน้า
ถลึงตากลมกว้าง ตวาดกึกก้องดุดัน “ตาย!”
ทันใดนั้น กระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์ที่อยู่ภายในกลุ่มก้อนพลังสายฟ้า
พลันแปรเปลี่ยนเป็นสายฟ้าที่หยาบหนาเป็นพิเศษสายหนึ่ง พกพาพลัง
สภาวะที่ไม่อาจต่อต้านแข็งขืนพุ่งทะยานเข้าหาเหวยเสิ้งอย่างหักโหม!
สายฟ้าลำนี้ราวกับกระบี่สีเงินขนาดมหึมาเล่มหนึ่ง ผ่าแยกท้องนภา
ด้วยพลานุภาพสะท้านฟ้าสะเทือนดิน!
ลำแสงสีเงินเจิดจ้าบาดตาส่องสว่างทั่วฟากฟ้าพื้นปฐพี สะท้อนอยู่
ภายในดวงตาหวาดสะพรึงนับไม่ถ้วน พลังแห่งฟ้าดินอันยิ่งใหญ่ไพศาลขู่
ขวัญทุกผู้คนจนตะลึงลาน
ท่ากระบี่นี้เปี่ยมล้นไปด้วยอำนาจแห่งอัสนีบาตฟาดทลาย!
ผู้คนไม่อาจแยกแยะว่านี่เป็นเจตจำนงกระบี่หรือสายฟ้าจากสวรรค์
กันแน่
แต่ภายใต้สายฟ้าสีเงินขาวพราวพร่างเป็นแผ่นผืนนี้เอง ม่านโลหิต
ผืนหนึ่งแผ่ขยายอย่างแช่มช้า ทว่าหนักแน่นมั่นคง
ภายในม่านโลหิต สุ้มเสียงแหบลึกเสียงหนึ่งดังกังวานสดใส ทั้งเด็ด
เดี่ยวและเฉียบขาด แม้ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจอันไพศาลแห่งฟ้าดิน มัน
ก็ไม่ระย่อแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่มีร่องรอยของความหวั่นไหวสะท้านสะเทือน
“ขอเสนอ… …โลหิตแห่ง… …คุนหลุน… ….เป็นเครื่องเซ่น… …
สังเวย!”
เสนอโลหิตแห่งคุนหลุนเป็นเครื่องเซ่นสังเวย?
เหลยอี้ดวงตายิ่งเย็นยะเยียบ พลันเร่งเร้าพลังปราณทั้งมวลภายใน
ร่างเลือดเนื้ออย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลสุดท้ายที่จะตามมา
ตรงปลายลำแสงสายฟ้าที่หมุนคว้างเป็นเกลียว กระบี่กิ่งก้านอัสนี
สวรรค์ซึ่งพุ่งนำอยู่เบื้องหน้าพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประกายสายฟ้า
ที่อยู่โดยรอบยิ่งหนาแน่นเข้มข้นขึ้นอีกขั้น ทะลวงผ่าอากาศอย่างเกรี้ยว
กราด จู่โจมใส่เหวยเสิ้งด้วยระดับความเร็วที่ไม่อาจเห็นชัดตา
เหลยอี้ในดวงตาทอแววปลาบปลื้มปิติ ความเข้าใจที่ไม่อาจบ่งบอก
บรรยายประการหนึ่งวาบขึ้นในใจมัน ด้วยกระบี่สังหารกระบวนท่านี้ มัน
ในที่สุดสัมผัสถูกธรณีประตูของด่านฝ่านซู บรรลุถึงกฎเกณฑ์อันเป็น
รากฐานแห่งฟ้าดิน
นั่นคือขอบเขตของยอดคนด่านฝ่านซู!
พลังฝีมือที่ไม่เคยก้าวหน้ามาเป็นเวลานาน บัดนี้กำลังจะฝ่าด่าน
รุดหน้า!
มันเบิกบานใจจนแทบกู่คำรามไปถึงชั้นฟ้า!
ในเวลานี้เอง มุมหางตาของมันมันจู่ ๆ เหลือบเห็นเส้นสายสีโลหิตที่
บางเฉียบเป็นอย่างยิ่ง และเจิดจ้าบาดตาเป็นอย่างยิ่ง กรีดวาบมาตามรอย
ฟาดฟันกระบี่ของเหวยเสิ้ง ผ่าทะลวงม่านสีโลหิตจากภายใน วาดตรงเข้า
ปะทะกับปราณกระบี่สายฟ้าที่ถล่มลงมาจากฟากฟ้าอย่างหักโหม!
เส้นสายสีโลหิตสายนี้ ถึงกับไม่ได้เชื่องช้ากว่ากระบวนท่ากระบี่ของ
เหลยอี้แม้แต่ชั่ววูบ!
เหลยอี้ดวงตาเบิกกว้าง นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?
หากเทียบกับสายฟ้าหยาบหนาลำมหึมาจากกระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์
เส้นสายสีโลหิตนี้ก็บางเฉียบเสียจนผู้คนแทบมองข้าม หากเปรียบกับพลัง
สภาวะทำลายล้างอันชวนขวัญผวาของกระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์ เส้นสายสี
โลหิตบางเฉียบนี้กลับปราศจากพลังสภาวะอันใด
มันจู่ ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้ากระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์โดยไม่มีวี่แวว
ล่วงหน้า
การจู่โจมของทั้งคู่รวดเร็วสุดเปรียบปาน รวดเร็วเสียจนทั้งสองฝ่าย
ไม่ทันได้ตอบสนองแม้แต่น้อย
เปรี้ยง!
สุ้มเสียงแปลกประหลาดที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายดังกึกก้องกัมปนาท
ไปทั่วสี่ทิศแปดทาง
เส้นสายสีโลหิตนั้นประดุจมีดคมกริบตัดผ่านก้อนเต้าหู้ กระบี่วิเศษ
รูปลักษณ์พิสดารที่ดูคล้ายมีชีวิตนามว่ากระบี่กิ่งก้านอัสนีสวรรค์ ซึ่ง
ก่อให้เกิดสายฟ้าลำมหึมาสะท้านฟ้าดิน เปล่งอานุภาพชนิดที่ฟ้าดินยังต้อง
เปลี่ยนสี กลับถูกเส้นสายสีโลหิตบางเฉียบที่ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตาผ่า
แยกออกเป็นสองส่วน!
ผ่ากลางอย่างซึ่ง ๆ หน้า ขาดออกเป็นสองส่วนอย่างหมดจด!
เส้นสายสีเลือดพอตัดผ่านลำแสงสายฟ้า พลันหายวับไปจากคลอง
จักษุของเหลยอี้อย่างกะทันหัน
ผู้อาวุโสแห่งคุนหลุนยังไม่ทันจะได้ตั้งสติรู้ตัว พลันรู้สึกราวกับว่ามี
บางอย่างตัดผ่านจิตใจของมันโดยตรง เป็นความรู้สึกแปลกพิสดารที่มันไม่
เคยพบพานมาก่อน
หยวนอิง9เล็ก ๆ ซึ่งเพิ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในร่างกาย พลันปรากฏ
รอยผ่าตรงแน่ว บัดนี้หยวนอิงนั้นสลายหายไปในความว่างเปล่า
เหลยอี้ดวงตาเบิกค้าง สีหน้าสับสนงุนงงอยู่บ้าง ตั้งแต่เชิงผมที่
หน้าผาก ไล่ลงมาถึงใบหน้าและร่างกายพลันปรากฏรอยโลหิตตรงดิ่งที่
บางเฉียบเป็นอย่างยิ่งเส้นหนึ่งอย่างช้า ๆ
นี่… …นี่มัน… …
ร่องรอยสับสนงุนงงในสายตาของเหลยอี้ค่อย ๆ กลายเป็นหวาดกลัว
จับใจ
นี่…คือพลังเทพ!
โลหิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังปราณในร่างกาย พลันฉีดพ่นออกมาตาม
รอยสีเลือดที่ตัดผ่านร่างกายของมัน เหลยอี้ในครรลองสายตาท่วมท้นด้วย
สีแดงเลือด
พลังปราณที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิด ช่วยให้มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย
ของศิษย์คุนหลุนอีกสองคนที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก ทั้งยังช่วยให้มันรู้ชัดว่า
สองคนนั้นมีชะตากรรมไม่ต่างไปจากมันเลย
9 หมายถึงวิญญาณแรกกำเนิด หลังจากเข้าสู่ด่านหยวนอิง เมล็ดพลังทองคำของจินตันจะกลายเป็นวิญญาณ
เล็ก ๆ แยกต่างหากอีกดวงหนึ่ง เหมือนเด็กน้อยที่เหมือนเหวยเสิ้งในวิญญาณกระบี่ที่เกิดขึ้นตอนเหวยเสิ้งบรรลุ
ด่านหยวนอิง
ท่ามกลางความเคว้งคว้างเลื่อนลอย ความมืดมิดอันไร้ทีสิ้นสุดกลืน
กินมันลงไป มันคล้ายได้ยินเสียงแปลก ๆ เป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นสติก็ดับ
วูบไปชั่วนิรันดร์ สิ่งที่มันไม่อาจรับรู้ได้อีกแล้วก็คือ ชั่วพริบตานั้นโลหิตสด
ๆ จากร่างของพวกมันทั้งสาม พลันกลับกลายเป็นลูกธนูโลหิตสามดอก พุ่ง
เข้าหากระบี่โลหิตประหารเทพ แล้วถูกกลืนกินเข้าไปจนหมดจด ไม่
หลงเหลือแม้แต่หยดเดียว
โลกหล้าถูกปกคลุมอยู่ภายใต้ประกายแสงสีเงินเจิดจ้า!
เนื่องเพราะสายฟ้าลำมหึมาเมื่อสูญเสียการควบคุม ก็ไม่อาจเก็บกัก
พลังสุดหฤโหดของมันเอาไว้ได้ พลันแตกระเบิดดังสนั่นลั่นโลก!
ลำแสงเจิดจ้าร้อนแรงบีบบังคับให้ผู้คนไม่อาจฝืนลืมตามอง ต่อหน้า
แรงระเบิดสะท้านฟ้าสะเทือนดินนี้ จิตสัมผัสทั้งมวลล้วนใช้การไม่ได้ ทุก
ผู้คนสมองขาวว่างเปล่า ราวกับพงหญ้าไหวลู่ไปตามกระแสน้าหลาก
ดังนั้นชั่วพริบตานี้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นต่อไป
เหวยเสิ้งใบหน้าขาวเผือด ไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง มันบีบกระชับด้าม
กระบี่โลหิตประหารเทพแนบแน่น ปล่อยให้กระบี่นำพาคน ไหลล่องไป
ตามกระแสพลังปั่นป่วนและเชี่ยวกราก
ทันทีที่สองเท้าแตะพื้น มันแข้งขาอ่อนยวบแทบทรุดลงกับพื้น
หลังจากสังหารศัตรูกล้าแข็งกับมือ ใบหน้ามันกลับไม่มีร่องรอยปิติ
ยินดี มีแต่ความโศกเศร้าเลือนรางอยู่ภายในใจ
อย่างไรก็ตาม จิตใจของมันเข้มแข็งมั่นคงเหนือคนทั่วไป ไม่นานก็
สลัดหลุดจากความโศกเศร้าที่เกาะกินใจ บนใบหน้าฝืนยิ้มขมขื่น กระบี่
โลหิตประหารเทพนี้แม้ทรงพลังสุดฟ้าสุดดิน แต่ด้วยพลังของมัน เพียง
สามารถโจมตีหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น หลังจากการโจมตีสุดกำลังหนึ่ง
กระบวนท่า มันจะสูญสิ้นเรี่ยวแรงกำลัง ไม่หลงเหลือพลังที่จะลงมือสืบต่อ
หนึ่งกระบี่เมื่อครู่ไม่เพียงแต่สูบกลืนพลังปราณและพลังเทพทั้งหมด
ในร่างของมันไป ทั้งยังผลาญโลหิตในกายไปอีกกว่าหนึ่งในห้าส่วน
เหวยเสิ้งไม่เคยฝึกปรือสังขารปิศาจ หากเทียบกับจั่วม่อแล้ว ร่างกาย
ของมันเรียกได้ว่าต่าชั้นกว่าหลายขั้น
การสูญเสียโลหิตหนึ่งในห้าภายในร่างมากพอที่จะสังหารคนผู้หนึ่ง
ในยามนี้มันไม่หลงเหลือพลังอำนาจ ทั้งยังไม่ทราบว่าจะฟื้นฟูเมื่อใด
สำหรับซิวเจ่อ โลหิตในกายเป็นแหล่งกำเนิดพลังปราณทีสำคัญที่สุดของ
พวกมัน หากผลาญแก่นโลหิตไป ก็ยากที่จะฟื้นฟูดังเดิมอีก
เหวยเสิ้งสั่นศีรษะอย่างจนปัญญา มันไม่รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อยนิด คำ
สาบานแห่งกระบี่สลักแน่นอยู่ในใจมัน!
อย่าว่าแต่โลหิตเพียงหนึ่งในห้า ต่อให้ต้องสังเวยด้วยชีวิตของมัน มัน
ก็ไม่มีวันสำนึกเสียใจ
หากทว่า มันไม่อาจมุ่งหน้าไปยังเมืองปู้โจวในสภาพนี้ มิเช่นนั้นไย
มิใช่เป็นเพียงภาระให้แก่ศิษย์น้องเท่านั้นเอง?
ในเวลานี้เอง กระบี่โลหิตประหารเทพที่อยู่ในมือพลันขยับเคลื่อนไหว
ด้วยตัวเอง เริ่มดึงมันลงไปยังใต้ผืนปฐพี เหวยเสิ้งตะลึงงัน มันรู้สึกประหนึ่ง
ว่ากำลังจมลงไปในน้าโดยปราศจากแรงต้านทาน จมดิ่งลงไปใต้พื้นพิภพ
อย่างรวดเร็ว
กระบี่โลหิตประหารเทพยังคงดึงมันดิ่งลึกลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยที่
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้!