สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 751 จงหยูออกจากด่าน
“ศิษย์พี่ นี่ก็คืออาณาจักรทะเลเมฆ!” อีเจิ้งกล่าวด้วยสุ้มเสียงที่คล้าย
จะภาคภูมิใจเล็กน้อย
ผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ฟังออกถึงแววภาคภูมิใจในน้าเสียงของอีเจิ้ง อด
ประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ ใบหน้าขาวซีดของมันพลันปรากฏรอยยิ้มละไม
นี่แสดงว่าหลายปีมานี้ศิษย์น้องมีชีวิตที่สุขสบายไม่น้อย ในฐานะที่มันเฝ้า
ห่วงกังวลมานานปี ยามนี้นับว่าปลาบปลื้มประโลมใจแล้ว
ระหว่างทางพวกมันพบพานผู้คนไม่น้อย ซึ่งพากันชะงักเท้าพลาง
ค้อมกายคารวะต่ออีเจิ้ง แต่ละครั้งอีเจิ้งก็จะหยุดลงและคารวะตอบอย่าง
เคร่งขรึมจริงจัง
ผู้เป็นศิษย์พี่สามารถเห็นได้ว่าความเคารพนอบน้อมที่คนเหล่านี้มีต่อ
อีเจิ้งล้วนมาจากน้าใสใจจริง ไม่ได้เสแสร้งแกล้งดัดแม้สักส่วนเสี้ยว นี่ทำให้
มันยิ่งคลายใจและปลาบปลื้มยินดีกว่าเดิม หวนนึกถึงเมื่อครั้งกระโน้น
ภาพของเด็กน้อยซุกซนและดื้อรั้นผู้นั้นคล้ายจะยังคงแจ่มชัดอยู่เบื้องหน้า
มันนี่เอง
นับตั้งแต่ท่านอาจารย์ลาโลกไป มันก็ต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูศิษย์น้อง
หลังจากที่พลังฝีมือของมันถูกทำลาย ศิษย์น้องที่ร่าเริงซุกซนก็คล้ายแปร
เปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง เอาแต่มุ่งมั่นฝึกปรืออย่างคร่าเคร่ง การ
เปลี่ยนแปลงของศิษย์น้องมันย่อมปลาบปลื้มประโลมใจ แต่ใน
ขณะเดียวกันยังสำนึกเสียใจ และได้แต่โทษว่าความไม่เอาไหนของตัวเอง
รอจนศิษย์น้องหายสาบสูญไปโดยไม่ทราบชะตากรรม ความรู้สึกตำหนิ
ตัวเองยิ่งกัดกินหัวใจของมันตลอดมา
ทุกคืนวันที่ผ่านมา มันได้แต่อาศัยการเข้าฌานสมาธิเพื่อปลอบ
ประโลมจิตใจของตน แม้ว่ามันจะสูญเสียพลังฝีมือ แต่พลังญาณของมัน
กลับเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์
แต่แล้วเมื่อศิษย์น้องจู่ ๆ ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้ามันอีกครั้ง กระทั่ง
จิตแห่งเซนอันแน่วแน่มั่นคงของมันยังต้องไหววูบด้วยอารมณ์
“ข้าเคยชี้แนะหนทางฝึกปรือวิถีเซนให้แก่พวกมันอยู่บ้าง ยามนั้น
พลังฝีมือของพวกมันย่าแย่ยิ่ง ในเวลานั้นข้าเป็นผู้ช่วยของจงซือฟู่ (ท่าน
อาจารย์จง) ข้าแม้ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน แต่ก็สุขกายสบายใจไม่น้อย สิ่ง
เดียวที่ในใจข้ายังห่วงพะวงอยู่ตลอดเวลาก็คือศิษย์พี่ท่าน แต่ข้าในตอนนั้น
ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ทั้งยังไม่อาจสะสมแต้มคุณูปการได้มากพอที่จะ
แลกเป็นโอสถปราณสำหรับศิษย์พี่”
อีเจิ้งบอกเล่าด้วยสีหน้าหวนรำลึก เต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ ต่อมา
เมื่อมันมีกำลังมากพอ ในที่สุดก็สามารถจัดหาโอสถปราณนำกลับไปมอบ
ให้แก่ศิษย์พี่เป็นผลสำเร็จ แต่น่าเสียดายที่โอสถปราณไม่อาจรักษาศิษย์พี่
ได้ ดังนั้นมันได้แต่นำศิษย์พี่มายังม่ออวิ๋นไห่แทน ซึ่งความจริงเมื่อมัน
กลับไปพบเห็นศิษย์พี่ในสภาพที่นั่งอยู่ในวัดวาเก่าชำรุดทรุดโทรม จะพัง
แหล่มิพังแหล่ โทสะและความอึดอัดขัดข้องในใจมันแทบจะทำให้มันต้อง
คลุ้มคลั่งไป
ผู้เป็นศิษย์พี่ล่วงรู้นิสัยใจคอของอีเจิ้งดี เห็นเค้าความเศร้าเสียใจ
ระคนรู้สึกผิดบนใบหน้าของศิษย์น้อง มันก็ทราบกระจ่างว่าอีกฝ่ายคิด
อะไรอยู่ในใจ จึงหันเหหัวเรื่องอย่างชาญฉลาด “จงซือฟู่? ท่านก็เป็น
นักบวชนิกายพุทธด้วยหรือไม่?”
พอเอ่ยถึงจงซือฟู่ อีเจิ้งก็คึกคักขึ้นมาทันที “ใช่แล้ว! อย่าได้เห็นว่า
จงซือฟู่ถือกำเนิดจากนอกวิถี แต่ในวัดมหาพุทธะเกรงว่าไม่มีผู้ใดสามารถ
ยกขึ้นเปรียบกับท่านได้”
“อ้อ แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น?” ผู้เป็นศิษย์พี่กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
มันสามารถเห็นได้ว่าศิษย์น้องเทิดทูนบูชาจงซือฟู่อย่างสุดจิตสุดใจ
“ใช่แล้ว จงซือฟู่บรรลุพลังอธิษฐาน ศิษย์พี่ท่านควรทราบ ในวัดมหา
พุทธะเราผู้ที่บรรลุพลังอธิษฐานเกรงว่ามีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น” อีเจิ้ง
เหลือบมองรอบข้างแวบหนึ่ง จากนั้นลดเสียงกล่าวเบา ๆ “กระทั่งคำ
อธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผลท่านยังบรรลุถึง”
ศิษย์พี่สะท้านขึ้นทั้งร่าง สีหน้าบอกอาการตื่นตะลึง คำอธิษฐาน
มรณะสละละทิ้งมรรคผล ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้มันแทบลืมหายใจโดยไม่
รู้ตัว
แม้ในยามที่พลังปราณถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังเทพ ท่ามกลางความ
ผันผวนของยุคสมัย คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผลยังคงขู่ขวัญผู้คน
จนหน้าเปลี่ยนสี
“เวลานี้ท่านอยู่ที่ใด?” ทันใดนั้นผู้เป็นศิษย์พี่ในดวงตาทอประกาย
แห่งความหวังสายหนึ่ง หากสามารถขอคำชี้แนะจากยอดคนท่านนี้ บางที
อาการบาดเจ็บของมันอาจยังพอมีหวังอยู่บ้าง
อีเจิ้งสลดหดหู่เล็กน้อย “เมื่อแปดปีก่อน จงซือฟู่กักตัวเองเข้าสู่ด่าน
เป็นตาย จนบัดนี้ยังไม่เคยกลับออกมาอีกเลย”
“ปิดด่านเป็นตาย!” ผู้เป็นศิษย์พี่ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าแปรเปลี่ยน
เพียงสองประโยคนี้ คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผลและปิดด่านเป็น
ตาย ทำให้มันสามารถวาดภาพของเซียนวรยุทธ์ผู้ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินผู้
หนึ่ง ยอดคนผู้ดื้อรั้นและแน่วแน่ เพื่อวิถีทางแห่งความก้าวหน้าของตน
แล้ว ไม่ยินยอมหลงเหลือทางเลือกสายอื่นให้แก่ตัวเองแม้แต่น้อย
“มิผิด หากจงซือฟู่ออกมาจากด่านเป็นตายคงประเสริฐยิ่ง จงซือฟู่
จะต้องหาหนทางรักษาอาการบาดเจ็บของศิษย์พี่ได้อย่างแน่นอน โชคยังดี
ที่ตะเกียงวิญญาณเซนของจงซือฟู่ยังไม่ดับไป” อีเจิ้งกล่าวอย่างเศร้า
เสียดาย แต่อีกทางหนึ่งยังคงยินดีและโล่งใจ
แต่แล้วเพียงกล่าวจบคำเท่านั้นเอง ทันใดนั้นลำแสงเจิดจ้าสายหนึ่ง
พลันส่องวาบขึ้นที่ขอบฟ้า
ทุกผู้คนที่สัญจรอยู่บบนฟากฟ้าพากันชะงักกึก จ้องมองไปยังที่
ห่างไกลอย่างตื่นตะลึง ลำแสงสายนั้นเจิดจ้าบาดตายิ่ง แต่ที่พิสดารคือ
ปราศจากสุ้มเสียงสำเนียงใด
จากนั้นพลังสภาวะอันไพศาลระเบิดวาบอย่างฉับพลัน!
ทะเลเมฆที่อยู่รอบ ๆ เกาะเมฆม้วนตลบอย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็นคลื่น
เมฆสูงหลายสิบจั้งกวาดซัดไปทั่ว ทะเลเมฆพลุ่งพล่านปั่นป่วน กลิ่นอาย
สภาวะขุมนั้นประหนึ่งสัตว์ประหลาดสีขาวหิมะร่างมหายักษ์แหงนหน้ากู่
คำรามอย่างกราดเกรี้ยว ระเบิดพลังอันแกร่งกร้าวบดขยี้ไปทุกทิศทาง
“ผิดท่าแล้ว!” อีเจิ้งสีหน้าแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง ชั่วพริบตาดุจประกาย
ไฟ คลื่นเมฆมหึมาม้วนกวาดเข้าหาพวกมันดุจกำแพงถล่มภูเขาทลาย
บันดาลให้ผู้คนรู้สึกว่าไม่อาจต้านทานได้
ทันใดนั้นอีเจิ้งบนร่างพลันปรากฏแสงประกายชั้นหนึ่ง
เห็นชุดเกราะเกล็ดสีทองอ่อนกะพริบวาบ แล้วปกคลุมทั่วร่างในชั่ว
พริบตาเดียว ในมือเป็นไม้เท้าวัชระซึ่งไม่ทราบปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด บน
ใบหน้าสวมใส่หน้ากากทองคำที่เปี่ยมด้วยเค้าหน้าเมตตาปราณีดุจพระ
โพธิสัตว์
ยุทโธปกรณ์เทพ!
ผู้เป็นศิษย์พี่ม่านตาเบิกกว้าง ที่พำนักของมันต่อให้โดดเดี่ยวอ้างว้าง
กว่านี้ ตัดขาดจากโลกหล้ากว่านี้ มันยังคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ
ยุทธภัณฑ์เทพมาไม่น้อย
อีเจิ้งมือซ้ายประนมที่กลางอก ไม้เท้าวัชระในมือขวาเคาะใส่พื้นข้าง
เท้าเบา ๆ ปากเอื้อนเอ่ยคำสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ!
ชั้นแสงสีทองอ่อนแล่นวาบจากใต้ฝ่าเท้า ค่อย ๆ ปกคลุมรอบกายของ
คนทั้งสอง ในชั่วพริบตาเดียวม่านโล่แสงสีทองปรากฏขึ้น บนพื้นผิวของ
ม่านโล่แสงทองคำเห็นอักขระพระสูตรมากมายนับไม่ถ้วนแหวกว่ายไปมา
ดุจลูกปลาตัวเล็ก ๆ
นี่มัน… …
ผู้เป็นศิษย์พี่ตกตะลึงพรึงเพริด พลังของศิษย์น้องแปลกประหลาดยิ่ง
แปลกประหลาดเสียจนมันไม่อาจระบุชื่อของพลังนี้ได้ เพียงมั่นใจว่าไม่ใช่
สิ่งที่มาจากวัดมหาพุทธะของพวกมันอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นเอง ถ้อยคำสองคำแล่นวาบขึ้นในใจมันดุจสายฟ้าฟาด
…พลังเทพ!
มันมัวแต่ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งตระหนัก จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเนื่อง
เพราะคลื่นเมฆมหึมาอันน่าสะพรึงกลัวที่กวาดซัดเข้ามาถึงเบื้องหน้าพวก
มันในยามนี้ ทำให้ผู้คนรอบข้างบนร่างก็ปรากฏยุทโธปกรณ์เทพขึ้นเช่นกัน
ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว!
บึม!
คลื่นเมฆสูงเสียดฟ้ากลืนกินคนทั้งสองลงไปในบัดดล
ม่านโล่แสงสีทองสั่นกระเพื่อม อักขระพระสูตรยิ่งแหวกว่ายรวดเร็ว
กว่าเดิม อีเจิ้งถลึงตากลมกว้าง เห็นได้ชัดว่าทุ่มเทเรี่ยวแรงต่อต้านจน
สุดกำลัง
ผู้เป็นศิษย์พี่พลันใจลอย จู่ ๆ หวนนึกไปถึงในอดีตที่มันปกป้อง
คุ้มครองศิษย์น้อง แต่บัดนี้ศิษย์น้องสามารถปกป้องคุ้มครองมันบ้างแล้ว
ช่างชวนให้สะท้อนใจนัก
นี่เป็นเพียงการหวนรำลึกช่วงสั้น ๆ แต่เมื่อมันเฝ้ามองศิษย์น้อง
กาลเวลาคล้ายยืดยาวออกไปจนไร้ที่สิ้นสุด
สีหน้าของอีเจิ้งบอกชัดถึงการพยายามต้านทานอย่างสุดชีวิต ผู้เป็น
ศิษย์ตั้งสติอย่างรวดเร็ว มันเคยมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมมาก่อน ครั้งหนึ่งยังเคย
เป็นหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นหลังแห่งวัดมหาพุทธะเสียด้วยซ้า ยามนี้แม้สูญเสีย
พลังฝีมือ มันยังทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการขัดเกลาฌานสมาธิของตน
สัมผัสรับรู้ของมันยิ่งมายิ่งเฉียบไวกว่าผู้ใด
มันพอเพ่งสมาธิ ต้องตื่นตะลึงอยู่บ้าง พลังฝีมือของศิษย์น้องในยามนี้
คล้ายยังกล้าแข็งกว่ามันเมื่อครั้งกระโน้นเสียอีก
ความจริงข้อนี้ทำให้มันอัศจรรย์ใจสุดระงับ
มันย่อมล่วงรู้ความสามารถและพรสวรรค์ของศิษย์น้องเป็นอย่างดี
ศิษย์น้องอีเจิ้งไม่ได้มีพรสวรรค์อันน่าตระหนก หากเอ่ยถึงพรสวรรค์ ตัวมัน
เองต่างหากที่เคยเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะแห่งวัดมหาพุทธะ กระทั่งวัด
มหาพุทธะในปัจจุบัน น้อยคนนักที่จะบรรลุถึงระดับฝีมือเทียบเท่ากับมัน
เมื่อครั้งกระโน้น
อา ศิษย์น้องเติบใหญ่จนเข้มแข็งถึงเพียงนี้แล้ว!
ช่างเป็นพลังอันน่าประหลาดแต่ทรงอานุภาพนัก มันจู่ ๆ บังเกิดความ
สนใจใคร่รู้ต่อม่ออวิ๋นไห่อย่างเปี่ยมล้น
คลื่นเมฆมหึมาถาโถมมาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด คนทั้งสองประดุจเรือไม้
ลำน้อยลอยเคว้งคว้างอยู่กลางพายุคลื่นยักษ์ ไม่อาจตั้งหลักมั่น หลังจาก
กระแสคลื่นมหึมาสาดซัดใส่ไม่รู้ว่ากี่ระลอก อีเจิ้งร่างกายเริ่มสั่นระริก
ใบหน้าอาบท่วมไปด้วยหยดเหงื่อแน่นขนัด
ผู้เป็นศิษย์พี่สีหน้ากลายเป็นขรึมเคร่ง ทันใดนั้นเริ่มสวดพระสูตร
ออกมา
สุ้มเสียงสังวัธยายมนตร์ของมันไม่ได้ดังกังวาน ทว่าแต่ละคำฟังถนัด
ชัดเจนอยู่ท่ามกลางเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดของกระแสคลื่นเมฆ
มหึมา เสียงสวดมนต์ของศิษย์พี่ผู้นี้คล้ายแฝงเร้นไปด้วยพลังลี้ลับ ช่วยให้
ผู้คนสงบใจลงอย่างน่าประหลาด อีเจิ้งรู้สึกว่าจิตใจของมันสงบเยือกเย็น
ลง ร่างกายหยุดสั่น กระแสพลังหลายสายพลันปรากฏขึ้นจากส่วนลึกของ
ร่างกาย กลับกลายเป็นมีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมอีกครา
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงตวาดหนึ่งคำพลันดังกึกก้องอยู่กลางนภา
“อยู่!”
เสียงคำรามเกรี้ยวกราดของคลื่นยักษ์ขาดหายไปทันควัน ทะเลเมฆที่
กำลังอาละวาดหยุดนิ่งอย่างน่าอัศจรรย์
“สลาย!”
ทะเลเมฆขาวรอบด้านคล้ายพังทลายลง แล้วสลายหายไปดุจหิมะ
ต้องแสงตะวัน ชั่วพริบตานั้น เงาร่างสายหนึ่งประนมมืออยู่เบื้องหน้า
ปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า
เบื้องหลังคนผู้นั้น เห็นเงาร่างของพระโพธิสัตว์ศีรษะล้านเลี่ยนสูง
หลายร้อยจั้ง สองมือของภาพเงาทำท่ามุทราอธิษฐาน สีหน้าเคร่งขรึม
จริงจัง
อีเจิ้งพอเห็นเงาร่างคุ้นตา พลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง ใบหน้าทอแววปิติ
ยินดีสุดระงับ “จงซือฟู่!”
ผู้เป็นศิษย์พี่แหงนหน้ามองเงาร่างพระโพธิสัตว์ขนาดมหึมาอันจริง
แท้อย่างโง่งม สมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
เมื่อสายตามันประสานสบตากับร่างโพธิสัตว์ที่ก่อรูปขึ้นดุจร่างจริงแท้
ศิษย์พี่อดสั่นสะท้านไม่ได้
เนื่องเพราะนัยน์ตาของพระโพธิสัตว์เป็นสีเทา!
แปดปีล่วงผ่าน ในที่สุดจงหยูก็ออกมาจากด่านเป็นตาย สะท้านทั่ว
ทะเลเมฆ!
“ไม่ได้กลับมายังแดนอสูรนานมากแล้ว ช่างชวนให้ผู้คนครุ่นคะนึงถึง
โดยแท้” คังเจ๋อกล่าวปนทอดถอนด้วยอารมณ์ บัดนี้ความอ่อนเยาว์บน
ใบหน้าของมันเลือนหายไปแทบหมดสิ้นแล้ว มันกลับกลายเป็นบุคคลอัน
สงบเยือกเย็นเหนือธรรมดาผู้หนึ่ง
หมิงเจวี๋ยจื่อสั่นศีรษะคล้ายไม่เห็นด้วย “ข้ายังคงรู้สึกว่าอาณาจักร
ทะเลเมฆดีกว่ามาก”
“ข้าเพียงแค่หวนรำลึกเท่านั้น” คังเจ๋อหัวร่อเย้ยหยันตัวเอง “แน่นอน
ว่าอาณาจักรทะเลเมฆเราย่อมประเสริฐสุด ฟังว่ายามนี้แดนอสูรอลหม่าน
วุ่นวาย การประลองกำลังในสภาผู้อาวุโสดุเดือดรุนแรง ฉากหน้าแต่ละคน
ทำเป็นเกรงอกเกรงใจ แต่ในระดับล่างลงมากลับรบราฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่
ละวัน”
หนานเยว่ไม่เอ่ยปาก เพียงรับฟังการสนทนาของสหายทั้งสองอย่าง
เงียบงัน ความคิดจิตใจล่องลอยไปไกล …เหล่าสหายเก่าของนางที่ตำหนัก
ศาสตร์อสูรคงไม่ได้รับผลกระทบด้วยกระมัง?
อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าความคิดหวนคะนึงของนางพลันสลายวับ ด้วย
การขัดจังหวะของสุ้มเสียงโหวกเหวกโวยวายจากทางด้านหลัง
“ให้ข้าบอกต่อพวกเจ้า คราครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดจะมาขวางกั้นเส้นทางของ
อัจฉริยะผู้นี้ได้อีกแล้ว! ในที่สุดก็ได้รับมอบหมายภารกิจ! วะฮาฮ่า! ถึงเวลา
แล้วที่รัศมีเจิดจรัสของอัจฉริยะจะสาดส่องให้ตัวประกอบเล็กๆ อย่างเจ้า
ได้ประจักษ์ชัด!”
อสูรผมสีส้มกล่าวพลางแหงนหน้าหัวร่ออย่างไร้หัวจิตหัวใจ
อาเหวินสวนกลับด้วยสีหน้าเย็นยะเยียบ “คนปัญญาอ่อน!”
อสูรควันดำขยับถอยหลังสองก้าวอย่างนกรู้ พาตัวออกห่างจากสอง
ตัวปัญหาอย่างใจเย็น
“เศษสวะ เจ้าว่าผู้ใดปัญญาอ่อน?” อสูรผมส้มถลึงตามองอาเหวินอ
ย่างขุ่นเคือง แต่จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นแย้มยิ้มลำพองใจ “เอาเถอะ ข้าเข้าใจ
ดีว่าเจ้าก็แค่ริษยา คราวที่แล้วเจ้าพ่ายแพ้ต่อข้า วะฮาฮ่า หัวใจน้อยๆ อัน
เปราะบางของเจ้าทานทนรับการจู่โจมทำลายของข้าไม่ได้ ข้าร้ายกาจ
เกินไปแล้ว!”
“เฮอะ เจ้าแค่ไล่ตามทัน ยามนี้เพิ่งจะเสมอกันเท่านั้น” อาเหวินยิ้ม
เย็นชา “หากเจ้าไม่เชื่อ ลองถามเหล่าเยียน (เจ้าควัน) ดู”
อสูรผมสีส้มงงงันวูบ จากนั้นหันไปถามอสูรควันดำอย่างงุนงง “เหล่า
เยา (อสูรเฒ่า) ข้าเพิ่งจะไล่ตามมันทันจริง ๆ?”
อสูรควันดำตระเตรียมคำตอบไว้แต่แรก “อา ก่อนหน้านี้มันชนะหก
ร้อยยี่สิบสองครั้ง ส่วนเจ้าชนะหกร้อยยี่สิบเอ็ดครั้ง”
อสูรผมสีส้มกรีดร้องปานจะขาดใจ “อาอาอ๊าก! จะเป็นไปได้อย่างไร!
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน! มาเถอะ เจ้าเศษสวะ มาลองต่อสู้กันเลยดีกว่า ดูว่า
ที่แท้ผู้ใดเข้มแข็งกว่ากัน!”
“มาเลย มาเลย! ผู้ใดเกรงกลัวเจ้าด้วย!” อาเหวินไม่ระย่อ ถลึงตากลับ
อย่างขุ่นแค้น
หนานเยว่แทบจะคลั่งใจตาย ลำพังการเดินทางครั้งนี้ครั้งเดียว นี่มันกี่
ครั้งกี่คราวเข้าไปแล้ว?
นางสะบัดหน้ากลับไปทันควัน กล่าวเสียงเย็นชา “ต้าเหรินบอกว่า
ระหว่างปฏิบัติภารกิจหากพวกเจ้าต่อสู้กัน เมื่อกลับไปพวกเจ้าจะถูกกัก
บริเวณสามเดือน”
สองตัวปัญหาตัวแข็งทื่อ
เนิ่นนานให้หลัง อสูรผมสีส้มค่อยพึมพำเบา ๆ “ครั้งนี้จะปล่อยเจ้าไป
ก่อน หากมิใช่ว่าต้าเหรินปกป้องเจ้า ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสการพ่ายแพ้ครั้งที่
หกร้อยยี่สิบสาม!”
อาเหวินโต้กลับอย่างไม่ลดราวาศอก “หากมิใช่ว่าต้าเหรินปกป้องเจ้า
ข้าจะหยิบฉวยชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าอย่างง่ายดายดุจหยิบสิ่งของจากถุง
ย่าม!”
อสูรผมสีส้มงงงันวูบ “เจ้าร่าเรียนประโยคเหล่านี้มาจากที่ใด? ฟังดู
เข้มแข็งยิ่ง!”
อาเหวินสะกดกลั้นอย่างเต็มที่ไม่ให้เผยสีหน้าภาคภูมิใจ แต่สุ้มเสียง
ตอบคำยังคงปิดบังไม่อยู่ “เหล่าเยียน!”
อสูรควันดำรู้ตัวทันทีว่าเห็นท่าจะไม่ดีแล้ว จริงดังคาด มันยังไม่ทันจะ
ได้ตั้งตัว อสูรผมสีส้มโถมมาถึงตรงหน้าราวกับลมหอบหนึ่ง “เหล่าเยา
เหล่าเยา รีบด่วน คิดประโยคที่ฟังดูดีกว่ามันให้ข้าด้วย… …”
ทันใดนั้นเอง ทั้งขบวนพลันหยุดกึก เพ่งมองไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้า
อย่างระมัดระวัง
หัวหน้าของผู้คนกลุ่มนั้นเป็นบุรุษหนุ่มที่แผ่ซ่านกลิ่นอายยะเยียบและ
มืดมนผู้หนึ่ง มันผุดลุกขึ้นยืนต้อนรับอย่างเงียบเชียบ
“ข้าเฝ้ารอพวกเจ้าเป็นเวลานานแล้ว ข้า โหยวฉินเลี่ย”