สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 749 เริ่มใหม่จากศูนย์
นับตั้งแต่ค้นพบผลึกเทพในระหว่างการซัดเซพเนจรอยู่ในแดนปิศาจ
จั่วม่อก็เฝ้าใฝ่ฝันถึงอาณาจักรร้อยปราณมาโดยตลอด
ในช่วงหลายปีมานี้ จั่วม่อยังคงทยอยส่งสายสืบออกไปเสาะหา
ตำแหน่งที่ตั้งโดยคร่าว ๆ ของเหมืองผลึกเทพไม่ได้ขาด อย่างไรก็ตาม สาย
แร่ผลึกเทพกลับซ่อนลึกอยู่ใต้พื้นปฐพี ยากที่จะลอบขุดเหมืองแร่อย่าง
พลังเทพชนิดนี้เรียกขานโดยทั่วไปว่าพลังเทพของเผ่าปิศาจ
ในทางตรงกันข้าม พลังเทพปิศาจเที่ยงแท้ที่รุดหน้ากว่าของวิหาร
เทพปิศาจกลับกลายเป็นวิถีทางรองลงไป แต่เรื่องนี้หาได้ส่งผลกระทบต่อ
สถานะของพวกมันไม่ หลายปีมานี้มหาเทพปิศาจทั้งสามพิชิตไปโดยไร้ผู้
ต้าน ดินแดนของพวกมันขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทะยานขึ้นเป็นขุมกำลังที่
กล้าแข็งที่สุดในแดนร้อยเถื่อนโดยไร้ข้อโต้แย้ง
นามของสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้อันเข้มแข็ง ไม่ได้ทำให้เหล่าแม่
ทัพนายกองหวาดพรั่นพรึงอันใด ทันทีที่จั่วม่อกำหนดเป้าหมายหลักให้แก่
พวกมัน บรรดาแม่ทัพนายกองซึ่งนำโดยกงซุนชาและเปี๋ยหานก็เริ่มลงมือ
ในบัดดล
แผนการห่วงโซ่นับไม่ถ้วนซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การยึดครองอาณาจักร
ร้อยปราณ ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างลับ ๆ
ในแวดวงของแม่ทัพบัญชาการศึกเผ่าอสูร ผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการ
ศึกพอมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง ศิษย์ของที่นี่มีฝีมือโดดเด่นเฉียบขาดใน
ศึกหมากรุกสงคราม กระทั่งเคยปราบพิชิตแม่ทัพบัญชาการศึกจาก
กองทัพติดต่อกันหลายคน ทำให้ชื่อเสียงเริ่มโด่งดังขึ้นมา
ทว่าผู้ที่แยแสสนใจจริง ๆ กลับมีไม่มากนัก กระทั่งบรรดาแม่ทัพที่
พ่ายแพ้ในศึกหมากรุกด้วยตัวเองยังไม่เห็นว่ามีปัญหาอันใด ควรทราบว่า
หมากรุกสงครามไม่ว่าจะสมจริงถึงเพียงไหน แต่ระหว่างหมากรุกสงคราม
กับศึกสงครามของจริงยังคงผิดแผกแตกต่างอย่างใหญ่หลวง การที่ยอดแม่
ทัพไร้ผู้ต้านในศึกหมากรุกพอทำศึกจริงกลับย่าแย่สุดทนดู หาใช่เรื่อง
แปลกประหลาดอันใด
ในหมู่อสูรมีองค์กรที่หลวมคลายเช่นนี้อยู่มากมายนับไม่ถ้วน บรรดา
สมาชิกที่เข้าร่วมผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึก โดยมากมักเป็นเหล่าแม่ทัพ
บัญชาการศึกที่ไม่ค่อยมีฝีมืออันใด คนเหล่านี้เมื่อครั้งที่อยู่ในตำหนัก
ศาสตร์อสูรมักจะเป็นพวกพื้นเพธรรมดา บางคนแทบไม่ผ่านเกณฑ์เสีย
ด้วยซ้า
ศิษย์เช่นนี้มักจะมีช่วงเวลายากลำบากในการเข้าร่วมกองทัพ คนผู้
หนึ่งคิดเข้าร่วมกองทัพ หากมิใช่มีฉากหลังเข้มแข็ง พวกมันก็ต้องมี
ความสามารถเลิศล้าเหนือคนทั่วไป
ผูผูบบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกปฏิบัติต่อสมาชิกอย่างหลวมคลาย คิด
เข้าไปง่ายดาย ยามออกก็มิได้ยากเย็นอันใด แน่นอนว่าองค์กรที่หละหลวม
เช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดให้ความสนใจอย่างจริงจังนัก
สมาชิกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกกลับเป็น
เหลียงเวย
แต่สำหรับแม่ทัพที่ถูกขับไล่ออกมาผู้นี้ ไม่มีกองทัพใดคิดทอดสะพาน
ให้แก่มันแม้แต่แห่งเดียว ผู้ที่ขับไล่ไสส่งมันออกจากกองทัพคือแม่ทัพใหญ่
อันสือ ผู้ที่มีอำนาจอิทธิพลอย่างแท้จริงในกองทัพ ประสบการณ์ความคร่า
โลกของแม่ทัพเฒ่าจัดอยู่ชั้นสูงสุดในบรรดาอสูร ทั้งยังมีฉากหลังกล้าแข็ง
ยิ่ง ไม่มีผู้ใดยอมเสี่ยงต่อการล่วงเกินบุคคลอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ด้วยการรับตัว
เหลียงเวยเข้าสู่กองทัพของพวกมัน
อย่าว่าแต่เหลียงเวยมีนิสัยใจคอดุร้ายป่าเถื่อน กระหายการต่อสู้เป็น
ชีวิตจิตใจ ดูเป็นตัวปัญหาที่ชมชอบก่อเรื่อง น้อยคนนักที่จะต้องการตัว
ปัญหาไว้ภายใต้การควบคุมดูแลของตน
ตลอดเจ็ดปีมานี้เหลียงเวยกลายเป็นคนอยู่ว่าง ไม่มีกองทัพใดคิด
ทาบทามมันเข้ารับตำแหน่ง
เสียงหัวร่อถากถางที่มีต่อเหลียงเวยยิ่งมายิ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่
เกรงใจ ในแวดวงของแม่ทัพบัญชาการศึก ชื่อเสียงของผูผูบ้านแม่ทัพ
บัญชาการศึกในฐานะ ‘ค่ายรวมเศษสวะ’ ยิ่งนานยิ่งดังหนาหู
บรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกที่เข้าใจว่าตนเองมีฝีมือมากพอ พากัน
หยามดูแคลนสถานที่แห่งนี้ และนับตั้งแต่แม่ทัพที่มีชื่อเสียงบางคนพ่าย
แพ้อย่างหมดท่า ก็ไม่มีใครชมชอบมายังสถานที่ผีสางนี้อีก หากพวกมันได้
ชัย ก็ไม่เห็นมีอันใดให้ยกย่องสรรเสริญ แต่หากพวกมันพ่ายแพ้ขึ้นมา กลับ
จะตกเป็นที่หัวร่อเยาะเย้ยของบรรดาสหายไปอีกนานแสนนาน
เมื่อต้องมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่เช่นนี้ ศิษย์ที่ไม่พอใจหลายคนพากันจาก
ไป ส่วนบรรดาศิษย์ที่เหลืออยู่ ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ไม่แยแสสนใจต่อคำ
วิจารณ์ภายนอก
เทียบกับเสียงเยาะเย้ยหนาหูที่ด้านนอก เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านในผูผู
บ้านแม่ทัพบัญชาการศึกกลับสงบนิ่งเยือกเย็นผิดธรรมดา
บรรดาศิษย์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ศึกษาร่าเรียนอยู่ในผูผูบ้านแม่ทัพ
บัญชาการศึกมานานกว่าสามปี
พวกมันส่วนใหญ่มีหน้าที่การงานประจำของตัวเอง จะมีเวลามาเพียง
แค่ในยามค่าคืนเท่านั้น พวกมันหากไม่อาจเข้าร่วมกองทัพ ศิษย์ที่มุ่งหมาย
จะเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นพวกมันก็มิอาจหางานทำได้ง่ายดายนัก
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในชั้นเรียนของพวกมัน คือการประชันศึกหมากรุก
เสมือนจริงประจำสัปดาห์
จนกระทั่งถึงบัดนี้ พวกมันยังไม่ล่วงรู้ว่าผู้ก่อตั้งผูผูบ้านแม่ทัพ
บัญชาการศึกที่แท้เป็นใครกันแน่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับไม่ส่งผล
กระทบต่อสัญชาตญาณของพวกมัน พวกมันสามารถสัมผัสได้อย่าง
ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเข้มแข็งยิ่ง
ความรู้สึกนี้ยิ่งรุนแรงเป็นพิเศษในระหว่างการประชันศึกหมากรุก
เสมือนจริง เมื่อถึงเวลานั้นผูผูจะมาด้วยตัวเอง
การประชันศึกหมากรุกเสมือนจริงยังสมจริงสมจังยิ่งกว่าศึกหมากรุก
สงครามทั่วไปเสียอีก เหล่าศิษย์ที่เข้าร่วมประชันหมากรุกเสมือนจริงเป็น
สิ่งเดียวที่พอให้มันปลาบปลื้มประโลมใจได้บ้าง นั่นคือมันเริ่มจะมีภูมิ
ต้านทานต่อความรู้สึกหายใจหายคอไม่ออกเช่นนี้บ้างแล้ว
สุดท้ายยังคงพ่ายแพ้อย่างหมดท่า!
มันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ มันรีบหันไป
มองเวลา รู้สึกยินดีอยู่เล็กน้อย เทียบกับครั้งที่แล้ว มันอยู่รอดได้นาน
กว่าเดิมอีกหนึ่งในสี่ชั่วยาม
มันตระเตรียมจะออกจากศึกประชันหมากรุกเสมือนจริงเหมือนเช่น
ปกติ แต่ทันใดนั้นผูผูที่ยืนอยู่ฟากตรงข้ามพลันเอ่ยปากขึ้น
“หมากรุกเสมือนจริงไม่อาจช่วยให้เจ้ารุดหน้าได้อีกแล้ว”
เหลียงเวยงงงันวูบ ชะงักเท้าทันควัน ความอิ่มเอมใจเล็กน้อยจาก
ผลสำเร็จเมื่อครู่หายวับไปทันที ไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอย ทันใดนั้นพลัน
รู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่า หลายปีมานี้ การมายังผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการ
ศึกทุกวันแทบจะกลายเป็นกิจวัตรของมันไปแล้ว จิตใจของมันเลิกฟุ้งซ่าน
วุ่นวาย ก็เพียงเพราะว่ามันรู้สึกได้ว่ามันยังคงพัฒนารุดหน้าไปอย่างไม่
หยุดยั้ง
หากผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกไม่อาจช่วยให้มันรุดหน้าอีกต่อไป
มันก็ไม่ต้องมาที่นี่แล้ว เช่นนั้นมันสมควรไปที่ใดเล่า
นอกเหนือจากการทำศึกสงคราม มันก็ไม่ล่วงรู้สิ่งใดเลย หากมิใช่ว่า
มันเก็บสะสมเงินจำนวนหนึ่งไว้ตั้งแต่แรกเข้ากองทัพ เกรงว่ากระทั่งการ
ดำเนินชีวิตประจำวันยังจะเป็นปัญหาสำหรับมัน
เมื่อผูผูกล่าวว่าสถานที่แห่งนี้ไม่อาจช่วยให้มันรุดหน้าได้อีก ชั่ว
พริบตานั้น มันรู้สึกหัวหมุนงุนงงไปหมด ถึงกับผสมปนเปไปด้วยความ
หวาดกลัวอยู่บ้าง
?”
“สงครามจริง”
เหลียงเวยสีหน้าหม่นหมองลง ริมฝีปากค่อยๆ แสยะเป็นรอยยิ้มขม
ขื่น มันทราบดีว่าผูผูกล่าวไม่ผิด มันแม้ไม่เคยพบเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ
ผูผู แต่ยังคงนับถือเลื่อมใสผูผูอย่างสุดจิตสุดใจ มันแตกต่างกับศิษย์อื่นๆ ที่
อยู่ที่นี่ มันเคยเห็นโลกมานักต่อนัก เคยเข่นฆ่าเอาชีวิตกับผู้เข้มแข็งนับไม่
ถ้วน ดังนั้นมันบอกได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ผูผูคือแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมือ
ร้ายกาจที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมาทั้งชีวิต!
มันไม่อาจขบคิดเข้าใจได้ ยอดแม่ทัพผู้กล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงนี้
มัวมาทำอันใดอยู่ในโรงเรียนสอนแม่ทัพบัญชาการศึกเล็กกระจ้อยร่อย
แห่งนี้กันแน่
อาจบางทีผูผูตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกันกับมัน เหลียงเวยลอบ
สรุปแก่ตัวเองเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นถูกผู้บังคับบัญชาชังน้าหน้า หรือถูกสหาย
ศึกรวมหัวกันกลั่นแกล้ง หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นใดอีกนับร้อยพันประการ
เป็นเหตุให้ผูผูผันตัวมาเปิดโรงเรียนสอนแม่ทัพบัญชาการศึกแห่งนี้เพื่อฆ่า
เวลา
“แล้วสงครามจริงสำหรับข้าอยู่แห่งหนใดกันเล่า?”
“หากเจ้ายินดี ข้าสามารถคิดหาหนทางให้แก่เจ้าได้ แต่เรื่องราวขอ
บอกกล่าวล่วงหน้า สภาพเงื่อนไขของเจ้าจะลำบากยากเย็นยิ่ง เจ้าต้อง
เตรียมใจให้พร้อม” ผูผูกล่าวอย่างเฉื่อยชา
คราวหน้าเหลียงเวยตกตะลึงพรึงเพริดอย่างแท้จริง ชั่วครู่ให้หลัง
ค่อยเอ่ยถามอย่างเคลือบแคลงสงสัย “ท่านมีหนทางจริงๆ?”
“เจ้ามีพรสวรรค์สูงล้า แต่หากเจ้ายังคงใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าเช่นนี้
เกรงว่าจะไม่มีหวังเข้าสู่ทำเนียบยอดแม่ทัพบัญชาการศึกที่แท้จริง” สุ้ม
เสียงของผูเยาคล้ายล่องลอยมาจากที่ห่างไกล แต่ทิ่มแทงเข้าใส่หัวใจอัน
เปราะบางของเหลียงเวยอย่างอย่างถนัดถนี่
เหลียงเวยเงยหน้าขึ้นทันควัน “ท่านที่แท้เป็นใครกันแน่?”
“เจ้าต้องสนใจจริง ๆ รึว่าข้าเป็นใคร?
?” ผู
เยาย้อนถามแทนคำตอบ
เหลียงเวยร่างสะท้านขึ้นเบา ๆ “ท่านตรวจสอบเรื่องของข้า
“เรื่องของเจ้า ด้วยอดีตของเจ้ายังจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยรึ?” ผู
เยายังคงใช้วิธีย้อนถามแทนคำตอบ
เหลียงเวยนิ่งงันไป แม้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะล่วงรู้ประวัติของมัน แต่ใน
แวดวงแม่ทัพบัญชาการศึก ผู้ที่ล่วงรู้กลับมีมากมายนับไม่ถ้วน
“ท่านต้องการให้ข้าทำอะไร?” เหลียงเวยถามเสียงลึก
“ทำสิ่งที่เจ้าถนัดจัดเจนที่สุด” ผูเยาตอบ
“กองทัพใด?” เหลียงเวยรู้สึกราวกับว่าบางสิ่งกำลังลุกไหม้ขึ้นภายใน
ร่าง เปลวไฟลุกโชนในหัวใจ อุณหภูมิในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะจิต
“เด็กเหลือขอกลุ่มหนึ่ง พวกมันเพิ่งผ่านการฝึกฝนขั้นพื้นฐาน
เท่านั้น” ผูเยาหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย
เหลียงเวยบังเกิดความผิดหวังวูบ
“เฮอะ เจ้าเข้าใจว่าจะมีกองทัพที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
สำหรับเจ้าเช่นนั้นรึ ดูท่าว่าเจ้าจะยังไม่ล่วงรู้สภาพการณ์ของเจ้าดีนัก
หากเจ้าต้องการหวนคืนสู่สนามรบ เจ้าต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์” ผูเยา
กล่าวอย่างไม่ถนอมน้าใจ
เหลียงเวยตะลึงลานไปชั่ววูบ จากนั้นผงกศีรษะ “ถูกของท่าน”
“ที่สำคัญไปกว่านั้น มีแต่กองทัพที่เจ้าสร้างขึ้นด้วยสองมือของเจ้าเอง
จึงจะเป็นกองทัพของเจ้าอย่างแท้จริง แนวคิดทั้งหมดที่เจ้ามี สามารถ
นำมาใช้กับพวกมันได้ตามที่เจ้าต้องการ เจ้าจะเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพ
นี้”
ในถ้อยคำของผูเยา เหลียงเวยรู้สึกถึงแรงดึงดูดใจที่ยากจะบ่งบอก
บรรยาย เพียงอาศัยวาจาไม่กี่ประโยค มันรู้สึกว่าจิตใจมันไหวสะท้าน ใน
อกร้อนวูบขึ้นอีกครา
คนผู้นี้เป็นจอมมารร้ายของแท้!
“ตกลง!” เหลียงเวยผงกศีรษะอย่างไม่รีรอลังเล จากนั้นถามอย่าง
เคลือบแคลงอยู่บ้าง “ท่านแน่ใจรึว่าเราจะต่อสู้กับคุนหลุน?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ข้ารับรองให้แก่เจ้าได้ เราเป็นศัตรูที่ไม่ยอมอยู่
ร่วมฟ้ากับคุนหลุน” สุ้มเสียงของผูเยาเต็มไปด้วยความหรรษา อาจบางที
เป็นความหรรษาของการสูดได้กลิ่นอายสังหารในสมรภูมิ
“หากเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ข้าต้องการผู้ช่วยจำนวนหนึ่ง” เหลียงเวย
เริ่มขบคิดถึงปัญหาในการปฏิบัติจริงแล้ว
“เจ้าสามารถเลือกเฟ้นบางคนจากผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึก เจ้า
สมควรหยั่งทราบฝีมือของพวกมันเป็นอย่างดี มอบรายชื่อให้แก่ข้า ข้าจะ
เกลี้ยกล่อมพวกมันเอง” ผูเยากล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ
เหลียงเวยความเชื่อมั่นเพิ่มพูน ในบรรดาสหายศิษย์ของมันมีศิษย์ที่
โดดเด่นอยู่จำนวนหนึ่ง ที่สำคัญไปกว่านั้น ทุกผู้คนสนิทสนมคุ้นเคยกันดี
เพาะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันตั้งแต่แรก นี่จะช่วยลดปัญหาใน
ภายหน้าได้มากหลาย
กองทัพที่สร้างขึ้นโดยมีคนเหล่านี้เป็นเค้าโครง ช่างชวนให้ผู้คน
บังเกิดความคาดหวังโดยแท้!
“ประเสริฐ ข้าจะกลับไปลองนึกทบทวนดู พรุ่งนี้ข้าจะมอบรายชื่อ
ให้แก่ท่าน” เหลียงเวยรู้สึกราวกับว่าแทบทนรอไม่ไหวแล้วจริงๆ
“ไม่มีปัญหา” ผูเยาตอบทันควัน
เมื่อเหล่าสหายศิษย์เห็นเหลียงเวยกลับออกมาจากหมากรุกเสมือน
จริง ต้องพากันตะลึงลาน เหลียงเวยที่เบื้องหน้าพวกมันคล้ายแปรเปลี่ยน
เป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง ทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายอันแหลมคมและจิต
วิญญาณการต่อสู้ไร้ที่สิ้นสุดออกมา
“เหล่าต้า แขกเหรื่อมาถึงแล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานอย่างนอบ
น้อม อดเลียริมฝีปากด้วยอาการประหม่าเล็กน้อยไม่ได้ สายตาที่เพ่งมอง
เข้าไปยังเงาร่างในเงามืดเปี่ยมล้นไปด้วยความครั่นคร้ามยำเกรงระคน
เทิดทูนบูชา
“ทุกสิ่งจัดเตรียมแล้วหรือไม่?”
“ล้วนจัดเตรียมไว้แล้ว” สมุนผู้นั้นรีบตอบ
“นำพวกมันไปพบข้าที่ห้องจัดเลี้ยงยามค่าคืน”
ผู้ใต้บังคับบัญชาตื่นตะลึงอยู่บ้าง เหล่าต้าแทบจะไม่เคยพบหน้าผู้ใด
มาก่อน ผู้ที่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหัวหน้ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย มัน
พลันพบว่าอาคันตุกะเหล่านี้มีความสำคัญต่อหัวหน้าของมันมากกว่าที่เคย
คาดคิดเอาไว้อีก
สมุนผู้นั้นรีบก้มศีรษะรับคำ “ข้าจะเตรียมการในบัดดล”
“อา ไปเถอะ” สุ้มเสียงไร้อารมณ์ดังออกมาจากเงามืดเป็นประโยค
สุดท้าย
ผู้ใต้บังคับบัญชาค้อมกายคารวะ แล้วหมุนตัวจากไป
จากนั้นบุรุษหนุ่มผมแดงผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด ดวงตาเรียวยาว
ทั้งลึกล้าและมืดมน ผลึกสีฟ้าที่กลางหว่างคิ้วสาดประกายเป็นครั้งคราว
เมื่ออำนาจอิทธิพลเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง โหยวฉินเลี่ยก็เริ่มซ่อนกาย
อยู่ในเงามืด แทบไม่เคยเผยโฉมอีก
ดังนั้นเมื่อโหยวฉินเลี่ยตกลงใจจัดเลี้ยงต้อนรับอาคันตุกะกลุ่มนี้ เหล่า
ผู้ใต้บังคับบัญชาของมันไฉนเลยจะไม่ประหลาดใจได้ อย่างไรก็ตาม คน
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เชี่ยวชาญในการปกปิดซ่อนเร้นและควบคุมตัวเอง พวก
มันแม้ในใจจะกระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง แต่ฉากหน้ายังคงรักษาความสงบ
เยือกเย็นตามธรรมชาติ
ในความเห็นของพวกมัน เหล่าต้านั้นสุดจะหยั่งคำนวณ ความไม่อาจ
หยั่งคำนวณนี้ไม่ได้หมายถึงพลังฝีมือของมันเท่านั้น ในกลุ่ม ‘เพลิงทมิฬ’
ทั้งหมด โหยวฉินเลี่ยแทบไม่เคยลงมือต่อสู้กับผู้คน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพลัง
ฝีมือที่แท้จริงของคนผู้นี้แข็งแกร่งเท่าใด แต่ทุกผู้คนล้วนแล้วแต่เคารพยำ
เกรงต่อเหล่าต้าอย่างสุดจิตสุดใจ
ในโลกมืดซึ่งเป็นโลกเบื้องหลังสังคมแห่งภพอสูร เรื่องการทรยศหัก
หลัง ลอบสังหารหรือการสมคบคิดวางแผนร้ายล้วนไม่เคยหมดสิ้นมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้อื่นจะวางเล่ห์อุบายอย่างรอบคอบระมัดระวังเพียงใด
ปกปิดซ่อนเร้นไว้มิดชิดอย่างไร ในการรับมือสิ่งเหล่านี้เหล่าต้าไม่เคย
พลาดพลั้งมาก่อน กระทั่งเผชิญหน้ากับตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเฉกเช่น
สภาผู้อาวุโสภพอสูร เหล่าต้ายังคงสามารถนำพาพวกมันทั้งหมดถอนตัว
ล่าถอยราวเทพยดาหนุนเสริม ทั้งไม่เกิดความสูญเสียและไม่ทิ้งร่องรอยอัน
ใดเอาไว้
ใน ‘เพลิงทมิฬ’ ไม่มีผู้ใดไม่เทิดทูนบูชา ไม่มีผู้ใดไม่ครั่นคร้ามยำเกรง
เหล่าต้าของพวกมันอย่างสุดจิตสุดใจ ทั้งความเจนจัดคร่าโลกและฝีมืออัน
ยากจะหยั่งคำนวณ ทั้งแบบฉบับอันเผ็ดร้อนเหี้ยมเกรียม ความยุติธรรมที่
มีต่อผู้คนใต้ร่มธง รวมไปถึงระเบียบวินัยในองค์กรอันเคร่งครัดเข้มงวด
พวกมันลงมือคราใดล้วนประสบผล ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน คำสั่งการของ
เหล่าต้ามักบ่งบอกถึงความเจนจัดและดุดันอำมหิตเกินวัย ในสายตาของ
เหล่าลูกสมุน เหล่าต้าของพวกมันเกิดมาเพื่อเป็นราชาแห่งโลกมืดโดยแท้
“ดูเหมือนว่าครั้งนี้เหล่าต้าจะเผยโฉมต่อคนนอกด้วย” ไฉซานชิงหัว
ร่อเบาๆ
บุรุษที่ด้านข้างปกปิดตัวเองอยู่ในเสื้อคลุมดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรด
เท้า เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีเทาคู่หนึ่ง หากมิใช่ว่ามองเห็นมันอยู่ด้วยสอง
ตาของตน ผู้คนทั่วไปจะไม่สังเกตว่ามีคนอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน
บุคคลลำดับสี่แห่ง ‘เพลิงทมิฬ’ อูอิ่ง คนผู้นี้เชี่ยวชาญการซ่อนเร้น
ปกปิดและลอบสังหาร พลังฝีมือสูงเยี่ยมชวนสะท้านใจ จำนวนคนที่ตก
ตายภายใต้เงื้อมมือของมันมีมากมายจนนับไม่ไหว
ต่อถ้อยคำเหล่านี้ของไฉซานชิง อูอิ่งนิ่งเงียบงันราวกับไม่ได้สดับแม้
สักครึ่งคำ
ไฉซานชิงเคยชินกับความแปลกประหลาดของสหายผู้นี้ดีจึงไม่ถือสา
เพียงหัวร่อพลางพึมพำเบา ๆ “เหล่าต้าที่แท้มีความเป็นมาเช่นไร ข้า
กระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง”
มันยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ ความรู้สึกเย็นเฉียบคล้ายความเย็นเยียบ
ของเหล็กกล้าแล่นวาบมาถึงคอหอย เจตนาฆ่าฟันอันแหลมคมดุจมีดสั้น
จ่อประชิดลำคอ ต้องร้องออกมาอย่างจนปัญญา “เว่ยเว่ยเว่ย ข้าเพียงลอง
กล่าวดูเท่านั้น หรือว่าเจ้าไม่อยากรู้
รังสีฆ่าฟันพลันหายวับไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ไฉซานชิงมีสีหน้าอับจนปัญญา มันทราบดีว่าอูอิ่งจงรักภักดีต่อ
เหล่าต้าจนแทบจะเข้าขั้นหน้ามืดตามัว สามารถปลิดชีวิตผู้ที่มีทีท่าว่าจะ
เป็นภัยคุกคามต่อเหล่าต้าโดยไม่รีรอลังเล
บัณฑิตวัยกลางคนยังอดตัดพ้อต่อว่าไม่ได้ “ถึงกับลงมือต่อข้าเช่นนี้
เจ้าใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว”
อูอิ่งคล้ายไม่ได้ยิน
ทันใดนั้นสุ้มเสียงนิ่มนวลอ่อนช้อยชนิดหนึ่งพลันดังแว่วมาจากทาง
ด้านหลังของพวกมัน “อย่าได้ก่อเรื่องแล้ว อาคันตุกะกำลังจะมาถึงในไม่
ช้า”
ไฉซานชิงพอได้ยินสุ้มเสียงนี้ ถึงกับหนาวสะท้านจนตัวสั่นเบาๆ
กระทั่งอูอิ่งยังคล้ายร่างเกร็งขึ้นเล็กน้อยจนแทบไม่อาจสังเกตเห็น โฉม
สะคราญที่นุ่มนวลหยาดเยิ้มนางหนึ่งเดินชดช้อยเข้ามาพร้อมรอยยิ้มละไม
ชุดราตรียาวรัดรูปสีดำสนิทขับเน้นเรือนร่างอันร้อนแรงของนาง อวด
ลาดไหล่ละมุนขาวผ่องและร่องอกลึกล้าที่ขาวสล้างปานเย้ยหิมะ บันดาล
ให้ผู้คนคล้ายเลือดลมร้อนรุ่มเดือดพล่าน เรือนผมสีทองหยักเป็นลอนคลื่น
งดงามหยาดเยิ้มจนชวนให้ผู้คนลุ่มหลงตาย
น่าประหลาดที่ไฉซานชิงและอูอิ่งกลับมีทีท่าหวาดกลัวนางดุจ
หวาดกลัวอสรพิษ โฉมสะคราญนางนี้คือบุคคลอันดับสองแห่ง ‘เพลิง
ทมิฬ’ นามเถาเวย
เถาเวยตวัดค้อนสองบุรุษอย่างหยาดเยิ้มรอบหนึ่ง ก่อนจะเดินชดช้อย
เข้าไปอยู่ข้างกายโหยวฉินเลี่ย ยืนอยู่ทางด้านหนึ่งอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
ดวงตาเรียวยาวของโหยวฉินเลี่ยลึกล้าดุจห้วงสมุทร ปิดซ่อนอารมณ์
ความรู้สึกทั้งมวล คล้ายไม่ต่างจากยามปกติทั่วไป แต่ทุกผู้คนในที่นี้ล้วน
บังเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้า ว่าวันนี้จะต้องมีเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน
ในไม่ช้า ภายใต้การนำของผู้ใต้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ คนกลุ่มหนึ่ง
ถูกนำมาทางด้านนี้
ทว่าสิ่งที่ทำให้เถาเวย ไฉซานชิงกับพวกต้องตื่นตะลึง คือเหล่าต้าของ
พวกมันก้าวลงจากบันได ตรงเข้ารับหน้าอาคันตุกะเหล่านั้นด้วยตัวเอง
แม้จะคาดเดาและเตรียมใจไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว แต่พอได้เห็นกับตา
พวกมันยังคงตกตะลึงกันถ้วนหน้า
“ข้าโหยวฉินเลี่ย” สุ้มเสียงเย็นเยือกที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ดังขึ้นเป็น
อันดับแรก
“ข้าเรียกว่าเหลียงเวย” เหลียงเวยเพ่งมองอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
คนผู้นี้ไม่ได้อายุมาก ดูเหมือนจะอายุอานามไล่เลี่ยกับมันเท่านั้น แต่
ความรู้สึกมืดดำอันลึกล้าทำให้มันอดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้
ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึก เหลียงเวยไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อผู้คนที่
โลดแล่นอยู่ในโลกมืด
“งานเลี้ยงต้อนรับจัดเตรียมไว้แล้ว โปรดตามข้ามา” โหยวฉินเลี่ย
กล่าวเสียงเย็น พอกล่าวจบคำก็หมุนตัวเดินนำไปอย่างไม่รีรอ
เหลียงเวยลังเลเล็กน้อย แต่จากนั้นก็ไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิด กล่าว
ว่า “ไม่ต้องเกรงใจ!” บางทีอาจต้องขอบคุณชีวิตเกียจคร้านเนิ่นนานหลาย
อย่างยิ่งไฉซานชิง คนผู้นี้โอ่อ่าสง่างาม เจรจาพาทีรื่นหูน่าฟัง ชวนให้ผู้คน
รู้สึกสบายใจ แม้เหลียงเวยจะยังคงระมัดระวัง แต่คนอื่นๆ ที่มาด้วยพากัน
คลายการระวังป้องกันอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็เริ่มเผยท่วงท่าสภาวะ
เฉพาะตัวออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
แม่ทัพบัญชาการศึก!
คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก!
ไฉซานชิงกับพวกลอบตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก ในโลกมืดไม่มีสถานที่
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึก โลกมืดเป็นโลกเบื้องหลังที่เต็มไปด้วยการ
หลอกลวง การวมคบคิด การทรยศหักหลังและการลอบสังหาร การสู้รบใน
โลกมืดนั้นปราศจากสุ้มเสียง กระทั่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันยังไม่
เคยระแคะระคายอันใดแม้แต่น้อย
ขุมกำลังโลกมืดที่ครอบครองกองทัพนั้นมักจะตายเร็วกว่าผู้ใด
ทั้งหมด เนื่องเพราะพวกมันสว่างไสวเกินไป มีแต่ความมืดจึงเป็นเครื่อง
ป้องกันที่ดีที่สุด กอทัพยิ่งใหญ่โตเท่าใดยิ่งจะสะดุดตามากเท่านั้น ทำให้
พวกมันสูญเสียเครื่องป้องกันจากความมืด นำพาทั้งขุมกำลังไปสู่จุดจบ
อย่างน่าอนาถ
มีเพียงขุมกำลังเปิดเผยที่ยืนหยัดต่อใต้หล้าเท่านั้นจึงสามารถ
ครอบครองกองทัพ และจำต้องมีกองทัพ!
เหล่าต้ามีฉากหลังไม่รวบรัดธรรมดา!
ถึงเวลานี้จิตสำนึกของไฉซานชิงพลันจดจำได้ว่าเคยได้ยินนามเหลี
ยงเวยมาจากที่ใด แววเฉยชาในดวงตาเลือนหายไปทันควัน
คิดไม่ถึงว่าขุนพลหนุ่มซึ่งเคยกระเดื่องดังในยุคสมัยหนึ่ง บัดนี้ถูกขุม
กำลังเบื้องหลังเหล่าต้าของพวกมันดึงตัวเข้าสังกัดแล้ว
“เบื้องบนมีสองสามคำที่ต้องการให้ข้าบอกต่อเจ้า” โหยวฉินเลี่ย
กล่าวอย่างเย็นชา
เหลียงเวยยืดหลังนั่งตัวตรงโดยไม่รู้สึกตัว กล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
“เชิญกล่าว”
ผู้คนรอบข้างหยุดสนทนาทันที พากันเงี่ยหูฟัง เหล่าแม่ทัพนายกอง
ของเหลียงเวยเผยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ นี่เกี่ยวพันถึงอนาคตของพวกมัน
“ค่ายทัพจัดเตรียมไว้แล้ว เจ้าจะต้องไปที่นั่น รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่
ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ เสบียงทัพและทรัพยากรที่จำเป็นทั้งหมด
จัดส่งไปยังค่ายเรียบร้อยแล้ว เจ้าจะต้องเลือกเฟ้นและจัดระเบียบให้เสร็จ
สิ้นภายในเดือนสิบสองของปีนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เจ้ามีเวลาหกเดือนใน
การสร้างกองทัพให้เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นหกเดือนถัดไปในปีหน้า เจ้า
จะต้องฝึกพื้นฐานพวกมันให้สำเร็จลุล่วง แสวงหาแบบฉบับการสู้รบที่
เหมาะสำหรับกองทัพของเจ้า เบื้องบนจะหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพตาม
แบบฉบับการสู้รบที่เจ้าเลือก”
เหลียงเวยสะท้านใจวูบ …ขุมกำลังที่สามารถหลอมสร้างยุทโธปกรณ์
เทพตามต้องการ!
จริงดังคาด เป็นขุมกำลังใหญ่โตแห่งหนึ่ง!
ในยุคสมัยนี้ ผู้ที่สามารถหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพสำหรับกองทัพ
ได้ตามต้องการ จะต้องเป็นขุมกำลังใหญ่อันทรงอำนาจไม่ผิดแน่!
ผู้คนรอบข้างสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บันดาลลูกสมุนใต้ร่มธงของโหยวฉินเลี่ย พวกมันพากันคาดเดามานาน
แล้วว่าเหล่าต้ามีคนอยู่เบื้องหลัง แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือฉากหลังของหัวหน้า
พวกมันจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
“การส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์กำหนดไว้ชั่วคราวที่สามเดือน พวกมัน
หวังว่าเจ้าจะกลายเป็นกองทัพที่พร้อมจะสู้รบโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเจ้าติดอาวุธพร้อมสรรพ บางทีอาจถูกส่งไปตามแผนการสู้รบ
บางอย่าง”
เหลียงเวยขมวดคิ้ว “เวลากระชั้นเกินไป การสร้างกองทัพหาใช่เรื่อง
ง่ายดายดังใจนึกไม่ กองทัพใหม่หากเร่งรัดให้ออกรบ การบาดเจ็บล้มตาย
จะรุนแรงยิ่ง”
โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างเย็นชา “นั่นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องขบคิด
ใคร่ครวญและเตรียมรับมือ”
เหลียงเวยไม่ได้โต้แย้ง ในใจคิดคำนวณอย่างเร็วรี่ ซึ่งความจริงมัน
เตรียมใจมาก่อนแล้ว หากอีกฝ่ายเป็นขุมกำลังที่มีอำนาจอิทธิพล แต่ยัง
เจาะจงใช้สอยมัน เช่นนั้นภารกิจที่มันจะได้รับไหนเลยจะรวบรัดธรรมดา
หรือสะดวกดายได้
สำหรับความยากลำบากที่จะต้องเผชิญ มันเตรียมตัวเตรียมใจมา
อย่างเต็มที่ และเมื่อครุ่นคิดว่านี่เป็นหนทางเดียวที่มันจะได้นำกองทัพเข้า
สู่สมรภูมิอีกครั้ง ในใจมันเต็มไปด้วยพลังเปี่ยมล้นแทบไร้ที่สิ้นสุด
“การเดินทางไปยังค่ายต้องใช้เวลามากน้อยเท่าใด?”
โหยวฉินเลี่ยทรุดกายลงนั่งอีกครั้ง เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นเช่นนั้น
พลันตระหนักว่าเหล่าต้าต้องมีเรื่องอื่นที่จะกล่าวต่อพวกมันอย่างแน่นอน
แต่ละคนรีบนั่งลงตามเดิม
“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะทำสงครามกับ ‘ไหมแดง
กระชากเลือด’”
วาจาของโหยวฉินเลี่ยไม่ต่างจากระเบิดขนาดใหญ่ปะทุขึ้นกลางวง
เถาเวยกับพวกทั้งหลายถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ หาใช่
ขุมกำลังเล็กๆ ไม่ ควรทราบว่า ‘เพลิงทมิฬ’ เพียงควบคุมสิบสาม
อาณาจักรอสูรเท่านั้น และหากนับรวมอาณาจักรที่พวกมันแทรกซึมเข้าไป
ก็ยังมีเพียงแค่ยี่สิบหกอาณาจักร แต่อาณาจักรอสูร ‘ไหมแดงกระชาก
เลือด’ ควบคุมอาณาจักรอสูรโดยตรงไม่น้อยกว่าสิบแปดอาณาจักร
ไม่ว่าจะมองจากด้านใด ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ ก็เข้มแข็งกว่าพวก
มันอย่างแน่นอน
“เหล่าต้า … …” เถาเวยอดกล่าวไม่ได้ นางย่อมทราบดีว่านี่เป็น
ภารกิจที่ ‘เบื้องบน’ ของหัวหน้าสั่งการให้พวกมันกระทำ แต่ในความเห็น
ของนาง มันเป็นภารกิจที่ไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้
“วางใจเถอะ เราจะไม่ต่อสู้เพียงลำพัง” โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างเย็น
ชา ดวงตาแวววาวเป็นประกายประหลาด