สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 756 บุคคลลำดับสองแห่งศาลากระบี่
จั่วม่อจ้องมองภาพประหลาดตรงหน้าด้วยความกระตือรือร้นสนใจ
เป็นอย่างยิ่ง
ส่วนของยุทธภัณฑ์เทพที่คล้ายกิ่งก้านแตกแขนง ยามนี้พากันชี้ลู่ลง
ด้านล่าง ส่วนลำต้นหลักเชื่อมต่อเข้ากับส่วนหลังของหมวกเกราะ
มันดูคล้ายกับ… …
จั่วม่อเพ่งพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ยิ่งดูยิ่งพบว่ารู้สึกคุ้นตามาก มันขบคิด
ตรึกตรองอยู่เป็นนาน ก่อนจะนึกออกในที่สุดว่าเจ้าสิ่งนี้ดูเหมือนกับอะไร
หากหมวกเกราะเป็นศีรษะของคนผู้หนึ่ง เช่นนั้นลำต้นหลักที่เชื่อมต่อกับ
ศีรษะแล้วทอดยาวลงมา ก็สมควรเป็นกระดูกสันหลังหรือไม่? แล้วกิ่งก้าน
เล็ก ๆ ที่แตกแขนงออกไป ไยมิใช่ดูเหมือนกับเส้นเลือดเล็กๆ หรือมิเช่นนั้น
ก็เส้นชีพจร?
จั่วม่อยิ่งเพ่งพิศอย่างถี่ถ้วนยิ่งรู้สึกว่าเข้าเค้า
จั่วม่อจู่ ๆ ก็สนใจใคร่รู้ในตัวบิดาของมันเป็นอย่างยิ่ง ศาสตราวุธชิ้นนี้
ออกแบบได้พิเศษเฉพาะอย่างที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน แม้ว่าจะเป็นในยุค
สมัยที่เหล่ายุทธภัณฑ์เทพถือกำเนิดขึ้นใหม่ไม่ขาดสาย ของสิ่งนี้ยังคง
พิเศษเฉพาะยิ่ง มันถึงกับสงสัยใคร่รู้มากกว่าเดิม อีกสองชิ้นที่อยู่ในมือคุน
หลุนและเทียนหวน จะมีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร
ศาสตราเทพชิ้นนี้หากครบถ้วนสมบูรณ์ จะมีหน้าตาเป็นเช่นไร?
ศาสตราเทพที่สมบูรณ์ จะมีพลังอำนาจรูปแบบใด? จะร้ายกาจสัก
เพียงใด?
ทันใดนั้นจั่วม่อพลันบังเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้า บิดาของมันเกรง
ว่าจะเป็นบุคคลอันยิ่งใหญ่อย่างที่มันคิดไม่ถึง ยุทธภัณฑ์เทพชิ้นนี้เลิศ
พิสดารไร้คู่เปรียบ กระทั่งจั่วม่อที่เคยหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพเทียม
‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ ยังถูกชิ้นส่วนไม่สมบูรณ์สองชิ้นที่เบื้องหน้าขู่ขวัญจน
ตะลึงลาน
ที่เหนือสิ่งอื่นใด คือไม่อาจมองเห็นร่องรอยว่ายุทธภัณฑ์เทพชิ้นนี้ถูก
หลอมสร้างอย่างไร ไม่มีอักขระเทพ ไม่มีลวดลายยันต์ ลำต้นไม้คล้ายเป็น
โครงสร้างที่เติบโตขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนหมวกเกราะหลอมขึ้นอย่าง
ประณีตเคร่งครัด ไม่เห็นร่องรอยของการหลอมสร้างแม้แต่น้อย สิ่งที่คล้าย
เส้นหนวดยาว ๆ อันแปลกประหลาดนั้น จนถึงบัดนนี้จั่วม่อยังไม่อาจบอก
ได้ว่ามีไว้ใช้งานเช่นไร
มันลองหยิบศาสตราเทพที่เพิ่งจะผสานรวมกันใหม่ขึ้นมาดู พบว่า
ของสิ่งนี้น้าหนักเบาเกินคาด ราวกับว่าไม่ได้ถือสิ่งใดอยู่เลย
ทันใดนั้นแสงประกายกลุ่มหนึ่งสว่างวาบบนปลายเส้นหนวด บัดเดี๋ยว
สว่าง บัดเดี๋ยวมืดมัวตามจังหวะจะโคนที่ยากจะเข้าใจชนิดหนึ่ง เพียงดูจาก
กลิ่นอายสภาวะก็พลันตระหนักแน่แก่ใจ ระดับชั้นของศาสตราเทพชิ้นนี้
เกรงว่าจะเหนือล้ากว่าระดับชั้นของศาสตราเทพในปัจจุบันไม่รู้ว่าเท่าใด
คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก!
ตระกูลจั่วเมื่อครองครองเทพศาสตราเช่นนี้ ไหนเลยจะไม่ถูกเหล่า
สุนัขป่าละโมบรุมฉีกทึ้ง?
จั่วม่อทอดถอนใจคราหนึ่ง หันไปทุ่มเทสมาธิจิตใจที่ศาสตราเทพครึ่ง
ส่วนซึ่งอยู่ตรงหน้า หลังจากชิ้นส่วนทั้งสองผสานรวมเข้าด้วยกัน พวกมัน
คล้ายกลับกลายเป็นมีชีวิต ปลดปล่อยแสงประกายเป็นจังหวะราวกับกำลัง
หายใจ
จั่วม่อทดลองโคจรพลังเทพผ่านเข้าไป
ตูม!
มันรู้สึกภาพรอบข้างพร่าเลือนวูบ ข้อมูลมากมายไหลบ่าเข้ามาในใจ
ดุจน้าป่าทะลักทลาย
จั่วม่อที่ไม่ทันระวังถึงกับร่างแข็งทื่อ ม่านสายตากลายเป็นมืดทะมึน
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใดค่อยได้สติรู้สึกตัว
พรูด!
รู้สึกลำคอหวานวูบ กระอักโลหิตคำโตพ่นออกจากปากเป็นฟูฝอย
ก่อนที่ความอึดอัดขัดข้องในอกจะบรรเทาเบาบางลงไปบ้าง
จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริดสุดระงับ
ในทะเลแห่งจิตสำนึก เว่ยซึ่งหลับตาเข้าสมาธิมาโดยตลอด จู่ ๆ ลืมตา
ขึ้นอย่างฉับพลัน สองตาทอประกายเจิดจ้าดุจสายฟ้า ผูเยาเองก็คล้ายรู้สึก
ได้ถึงบางสิ่ง ลุกพรวดอย่างกะทันหัน
“อย่าทดลองอีก!”
เสียงเคร่งเครียดของเว่ยหยุดจั่วม่ออย่างทันท่วงที
จ่อม่อพอได้ยินเสียงเตือน ก็รีบวางศาสตราเทพครึ่งส่วนลงในบัดดล
ในใจยังหวาดหวั่นไม่คลาย ซึ่งความจริงมันก็ไม่กล้าทดลองอีกครั้ง ผลของ
การพยายามครั้งแรก มันถึงกับรับบาดเจ็บบอบช้าเล็กน้อย พลังเทพในร่าง
ถูกผลาญไปเกือบเจ็ดในสิบส่วน ผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้มันหนัง
ศีรษะชาซ่าน พลังเทพของมันสูญสิ้นไปถึงเจ็ดในสิบส่วน โดยที่มันไม่ทัน
รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
ช่างหวาดเสียวอันตรายนัก!
ภายในยุทธภัณฑ์เทพชิ้นนี้มีข้อมูลมากมายมหาศาลเกินไป มากมาย
เสียจนจิตใจของมันไม่อาจทานทนรับไหว ผลสะท้อนทำให้มันต้องรับ
บาดเจ็บบอบช้า แต่ไม่ว่ามันจะลองนึกทบทวนสักเท่าใด กลับจดจำไม่ได้
แม้แต่คำเดียว
ของสิ่งนี้… …
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อสังเกตเห็นทันทีว่าเว่ยได้ตื่นขึ้นมาแล้ว มันเข้าสู่
ทะเลแห่งจิตสำนึกพลางฝืนยิ้ม “เว่ย เจ้าในที่สุดก็ตื่นนอนได้เสียที”
เว่ยพออ้าปากกล่าววาจา ก็เริ่มจู้จี้จุกจิกทันที “อาจั่ว ข้าบอกแล้วว่า
ต้องระมัดระวังให้มาก ไฉนเจ้าไม่เคยฟัง? ยามนี้เจ้าเป็นราชาของดินแดน
หนึ่ง ไหนเลยจะบุ่มบ่ามวู่วามเหมือนสมัยก่อนได้? เจ้าสมควรทราบ เมื่อครู่
หากพลังเทพของเจ้าอ่อนด้อยกว่านี้สักเล็กน้อย เกรงว่าคงถูกสูบจนเหือด
แห้งไปแล้ว ชีวิตน้อย ๆ ของเจ้าก็สิ้นสุดเพียงเท่านี้เอง… …”
รับฟังคำพูดพล่ามไม่รู้จบของเว่ย จั่วม่ออบอุ่นใจขึ้นมาทันที ใบหน้า
เผยรอยยิ้มกว้าง
ผูเยาขัดคออย่างอดรนทนไม่ได้ “พอที! ข้าไฉนยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าเจ้าเป็น
เหล่าไท่ผอ (ยายแก่) นางหนึ่ง? เจ้าคือชุดเกราะป้ายศิลาสุสานอันยิ่งใหญ่
เจ้ามีศักดิ์ศรี! มีอำนาจบารมี! อย่าได้ทำตัวเหมือนยายเฒ่าแล้ว!”
เว่ยงงงันวูบ จากนั้นพยักหน้ารับตามสัญชาติญาณ “ดูเหมือนพอมี
เหตุผลอยู่บ้าง” แต่แล้วมันก็โต้กลับทันควัน “แล้วคนที่มีกลิ่นอายไม่หญิง
ไม่ชายอย่างเจ้าเล่า?”
ผูเยาพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันที “เจ้าว่าผู้ใดไม่หญิงไม่ชาย?”
เว่ยกล่าวอย่างเสแสร้ง “ไม่ใช่ข้าก็แล้วกัน”
“ข้าจะฆ่าเจ้า!” ผูเยาแค่นยิ้มอย่างขุ่นแค้น เปลวไฟสีดำระเบิดวาบ
ออกจากร่าง พวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า ทะเลเพลิงดำในทะเลแห่งจิตสำนึก
ปะทุขึ้นพร้อมกัน ผูเยาโถมอาละวาดอย่างดุเดือดอยู่กลางเวหา
เว่ยหาได้กลัวเกรงไม่ สีหน้าสัตย์ซื่ออ่อนโยน แต่ฝีปากกลับร้ายกาจ
สุดเปรียนปาน “หากเจ้าไม่มีปัญญาฆ่าข้าได้ เจ้าก็เป็นเหรินเยา”
จั่วม่อแทบล้มคว่ากับพื้น ต้องลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผาก
อย่างที่คาดไว้ ยังคงเป็นเว่ยต่าช้ากว่า
เสือสองตัวกัดกัน ภัยลามถึงปลาในบ่อ!14
โดยไม่ปริปากเป็นครั้งที่สอง จั่วม่อย่องหลบฉากจากไปโดยไร้สุ้มเสียง
หลังจากออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกที่อาจเป็นชนวนเหตุเภทภัยได้ไม่
นาน จั่วม่อก็ได้รับจดหมายจากกู่เหลียงเตา เมื่อกวาดตาอ่านเสร็จสิ้น ก็
14 คล้าย ๆ สำนวนไทย ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ
พอจะคาดเดาออกว่าปัญหาอยู่ที่ใด แต่ในเรื่องนี้มันไม่มีความเห็นอื่นใด ยิ่ง
ไปกว่านั้น เรื่องที่กู่เหลียงเตาขอความช่วยเหลือ สำหรับมันแล้วง่ายดายดุจ
พลิกฝ่ามือ
กู่เหลียงเตาไม่ยินดีหวนกลับไปยังซีเซวียน อาจเป็นไปได้ว่ามันเห็นว่า
ซีเซวียนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะพลิกฟื้น สภาพเช่นนี้เป็นผลสืบ
เนื่องมาจากการฟอนเฟะมานานปี ไม่ใช่สิ่งที่คนผู้หนึ่งจะเปลี่ยนแปลง
แก้ไขได้
จั่วม่อสั่นศีรษะ เรื่องเช่นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่มันจะยุ่งเกี่ยวได้ เพียงกระทำ
ตามที่พี่ใหญ่กู่ร้องขอมาก็พอ จากนั้นมันหันเหความสนใจกลัยไปยังม่
ออวิ๋นไห่
สถานการณ์ในยามนี้ก็เป็นแรงกดดันอันใหญ่หลวงต่อม่ออวิ๋นไห่
เช่นกัน
ด้วยคำสั่งซื้อชิ้นใหญ่จากซีเซวียน ม่ออวิ๋นไห่จะเข้าสู่ช่วงเวลาของ
การพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว ขอเพียงสามารถแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบ
ขีดความสามารถในการผลิตอันทรงพลังของม่ออวิ๋นไห่จะสามารถสำแดง
ออกมาอย่างเต็มที่
สำหรับม่ออวิ๋นไห่ในปัจจุบัน ขอเพียงพวกมันก้าวเดินไปด้วยย่างก้าว
ที่มั่นคง ขอเพียงการสั่งสมกำลังในครั้งนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ พลังอำนาจของ
พวกมันจะทะยานขึ้นไปอีกระดับหนึ่งอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อแม้ดีดลูกคิดรางแก้วอย่างเลิศเลอ แต่ผู้อื่นไหน
เลยจะยอมปล่อยให้มันอยู่อย่างปลอดโปร่งสบายได้
… …
“ซีเซวียนกับม่ออวิ๋นไห่บรรลุข้อตกลงจับมือเป็นพันธมิตร”
รายงานของผู้ใต้บังคับบัญชาทำให้หลินเชียนต้องเงยหน้าขึ้นมอง
ทว่าสีหน้ายังสงบราบเรียบ “เป็นข่าวจริงหรือไม่?”
“นี่เป็นข่าวสารจากสายลับในซีเซวียน” ผู้ใต้บังคับบัญชาแจกแจง
อย่างนอบน้อม “เราไม่อาจเข้าใกล้จงเต๋อได้ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีหลักฐาน
ยืนยันโดยตรง แต่จงเต๋อนำชิ้นส่วนยุทธภัณฑ์เทพของตระกูลจั่วออกจาก
คลังสมบัติลับของซีเซวียน เราตรวจพบร่องรอยการเคลื่อนไหวของมัน”
“พวกมันยินดีจ่ายด้วยราคาที่สูงนัก” ผู้ที่กล่าววาจาเป็นบุรุษหนุ่ม
หล่อเหลาสง่างามผู้หนึ่ง คนผู้นี้ปากแดงฟันขาว สวมใส่ชุดยาวที่สุภาพ
เรียบร้อย สุ้มเสียงยามกล่าววาจาคล้ายเนิบช้าเป็นพิเศษ ก่อเกิดเป็น
จังหวะจะโคนที่ไม่เหมือนผู้ใดชนิดหนึ่ง คนผู้นี้เรียกว่าเฉาซิง เป็นหนึ่งใน
สมาชิกศาลากระบี่ของหลินเชียน
ในศาลากระบี่ที่หลินเชียนเพิ่งสร้างขึ้น ทุกตำแหน่งล้วนเป็นที่
ปรารถนาของผู้คน ผู้อาวุโสมากมายใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวทุกวิถีทาง
หวังว่าจะส่งบุตรหลานหรือลูกศิษย์ของตนเข้าร่วมศาลากระบี่ของหลิน
เชียนให้จงได้ ไม่มีผู้ใดไม่ทราบ ศาลากระบี่ของหลินเชียนจะกลับ
กลายเป็นแกนอำนาจของคุนหลุนในอนาคต หากพวกมันสามารถเข้าร่วม
ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อไปจะได้เข้าสู่แกนหลักที่แท้จริงของคุนหลุน
ทว่าหลินเชียนกลับปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด และเลือกศิษย์ซึ่งไม่เป็นที่
รู้จักผู้หนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือเฉาซิง เฉาซิงผู้นี้เกิดมาในฐานะยากจน บิดา
มารดาของมันแม้เป็นศิษย์คุนหลุน แต่เป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอก ในสายตา
ของคนทั่วไปรูปลักษณ์ของมันขัดตายิ่ง มิหนำซ้าพลังฝีมือของเฉาซิงยัง
อ่อนแอจนชวนตะลึง มันถึงกับเข้าร่วมศาลากระบี่ของหลินเชียนด้วยพลัง
บำเพ็ญเพียรด่านจู้จี! นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คุนหลุนเลยทีเดียว
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของผู้คนยิ่งไปกว่านั้น คือเฉาซิงผู้นี้ยังรั้ง
อันดับสูงยิ่ง คนแรกที่หลินเชียนเลือกมาย่อมต้องเป็นเสวียตง ยอดแม่ทัพ
อันดับหนึ่งแห่งคุนหลุนและภพซิวเจ่อ ส่วนบุคคลที่สองคือเฉาซิงเอง
จากศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก คุณค่าของมันกลับพุ่งทะยานขึ้น
หลายเท่าตัวในชั่วพริบตาเดียว กลายเป็นที่จับตามองของผู้คนนับไม่ถ้วน
แต่แทนที่จะส่องประกายเฉิดฉายอย่างที่หลายคนเข้าใจ เฉาซิงกลับ
ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตาผู้คน คล้ายไม่มีความรู้สึกของการมีตัวตน
ให้เอ่ยถึง มีเพียงชนชั้นสูงที่แท้จริงของคุนหลุนเท่านั้น ที่ล่วงรู้ว่าบุรุษหนุ่ม
ผู้นี้มีความสามารถยิ่งใหญ่ปานใด
“มิผิด” ผู้ใต้บังคับบัญชากล่าวสืบต่อ “คราครั้งนี้ตัวแทนของซีเซวียน
คือเจี่ยนจุน คนผู้นี้พลังฝีมือพื้นเพธรรมดา แต่มีฝีมือในการเจรจา เป็นจง
เต๋อดึงมันขึ้นมาด้วยตัวเอง มันเดินทางในครั้งนี้ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่น
หนาจากเหล่าคนที่มาจากคุกโลกันตร์ เราไม่อาจสืบพบเนื้อหาในการ
เจรจาของพวกมันได้”
เฉาซิงกล่าวอย่างปลอดโปร่ง “มุ่งเน้นไปที่การขนถ่ายทรัพยากรของ
พวกมัน จงเต๋อแม้รอบคอบระมัดระวัง แต่มันเพิ่งจะออกมาจากการตัด
ขาดทางโลก พลังของสำนักที่มันสามารถใช้ได้มีจำกัด เรื่องเหล่านี้ยังคง
ต้องพึ่งพาให้คนระดับล่างเป้นผู้ดำเนินการ”
“ทราบแล้ว!” ผู้ใต้บังคับบัญชารับคำ จากนั้นคารวะจากไป
หลินเชียนหาได้ขุ่นเคืองที่เฉาซิงเป็นผู้ออกคำสั่งแทน มันเพียงขมวด
คิ้ว พลางกล่าว “หากซีเซวียนกับม่ออวิ๋นไห่จับมือเป็นพันธมิตรจริง ๆ
นับว่าตึงมือไม่น้อย”
เฉาซิงยกจอกสุราขึ้นจิบ ละเลียดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “การ
กระทำที่ถูกต้องที่สุดของซีเซวียนคือให้จงเต๋อออกมาจากคุก อย่างไรก็
ตาม ไม้เดี่ยวยากยืนหยัด คนเพียงลำพังผู้เดียว ยากจะกระทำการใดได้ จง
เต๋อแม้กร้าวแกร่งเกรียงไกร แต่จะอย่างไรเป็นเพียงแม่ทัพบัญชาการศึกผู้
หนึ่ง เป้าหมายของเราในยามนี้สมควรเป็นเจ้าสำนักซีเซวียน ข้าดูรายงาน
เรื่องเกี่ยวกับมันแล้ว คนผู้นี้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักตั้งแต่ยังเยาว์วัย ด้วยเหตุนี้ซี
เซวียนตกอยู่ในมือของเหล่าผู้อาวุโส เป็นที่คาดคำนวณได้ว่าในใจมันเคียด
แค้นสักเพียงใด คนเช่นนี้ปรารถนาพลังอำนาจยิ่งกว่าผู้ใดทั้งหมด ลองดูสิ่ง
ที่มันทำในครั้งนี้เป็นไร มันแทบจะฉวยโอกาสกวาดล้างผู้อาวุโสทั้งหมดใน
คราวเดียว”
หลินเชียนรับฟังอย่างระมัดระวัง ฟังไปก็รินสุราให้เฉาซิงไปด้วย การ
กระทำของมันดูคุ้นเคยและเป็นธรรมชาติยิ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่
มันทำเช่นนี้
เฉายิงละเลียดสุราอย่างสุขสำราญ สีหน้าคลุ้ม ๆ คลั่ง ๆ อยู่บ้าง กรีด
วาดมือพลางกล่าว “ยามนี้อำนาจของซีเซวียนถูกรวบอยู่ในมือจงเต๋อ เจ้า
สำนักซีเซวียนยอมทนเรื่องนี้เพราะสถานการณ์คับขันอันตรายยิ่ง มีเพียง
จงเต๋อเท่านั้นที่สามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ มันต้องการมีดฆ่าคน
เพื่อความอยู่รอดของซีเซวียน นี่เป็นข้อสันนิษฐานโดยทั่วไป แต่ข้ารู้สึกว่า
เรื่องราวไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จงเต๋อจะไม่คิดถึงเรื่องราว
เหล่านี้ ข้าตรวจสอบคนผู้นี้เป็นพิเศษทีเดียว”
“คนผู้นี้น่าสนใจยิ่ง ทางหนึ่งมันถือคุณธรรมน้ามิตร อีกทางหนึ่งมันไร้
ปราณี ฆ่าคนราวผักปลา เมื่อห้าสิบปีก่อน สตรีของมันถูกดึงเข้าไปมีส่วน
เกี่ยวพันกับเหตุการณ์หนึ่ง สุดท้ายเสียชีวิตโดยแบกรับความผิดติดตัว มัน
สูญเสียจิตปณิธาน ไม่ถามไถ่เรื่องราวในสำนัก ร้องขอไปเฝ้าพิทักษ์คุก
โลกันตร์ คนผู้นี้เติบโตในซีเซวียนตั้งแต่เยาว์วัย เคยติดหนีบุญญคุณของ
เจ้าสำนักซีเซวียนคนก่อน อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเจ้าสำนักคน
ก่อนไม่ได้ช่วยเหลือมัน ดังนั้นความรู้สึกที่จงเต๋อมีต่อเจ้าสำนักนับว่า
ซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องของสตรีนางนั้นยังคงอยู่ในใจมัน
ตลอดเวลา เรื่องนี้เห็นได้จากทันทีที่มันออกมา ก็สั่งให้สร้างสุสานให้แก่
นางโดยไม่รั้งรอ มันไม่สามารถจงรักภักดีต่อเจ้าสำนักซีเซวียนคนปัจจุบัน
แต่ยังคงตกลงใจกลับสู่ซีเซวียน ยังคงช่วยเหลือเจ้าสำนักซีเซวียนกวาด
ล้างความฟอนเฟะในซีเซวียน นี่คล้ายไม่มีเหตุผลอยู่บ้าง ทำให้ข้าต้องขบ
คิดคาดเดาแนวคิดใหม่”
“แนวคิดใหม่อันใด?” หลินเชียนสนอกสนใจ
“มันย่อมล่วงรู้ว่าเจ้าสำนักซีเซวียนเป็นบุคคลเยี่ยงไร แต่ยังคง
ช่วยเหลืออีกฝ่ายกวาดล้างทำความสะอาดซีเซวียนจนเสร็จสิ้น ยังคงให้
คำมั่นว่าจะลงจากเขา ยังคงปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นดาบประหารในมือ
อีกฝ่าย ยังคงเกาะกุมอำนาจอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจสมดุลอื่นใด นี่มีความ
เป็นไปได้เพียงสองประการ หนึ่งคือมันคิดสังหารเจ้าสำนักซีเซวียน และ
ขึ้นเป็นผู้ครองซีเซวียนด้วยตัวเอง หรือมิฉะนั้น… …มันก็ทราบดีว่าต่อให้
ตนเองทำเช่นนี้ ยังคงไม่เป็นภัยคุกคามต่อเจ้าซีเซวียน”
เฉาซิงดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า สุ้มเสียงคล้ายตื่นเต้นเร้าใจอยู่บ้าง
“หากมันคิดสังหารเจ้าสำนัก โอกาสดีที่สุดย่อมเป็นในตอนที่กวาดล้าง
เหล่าชนชั้นสูง ด้วยการที่องครักษ์ส่วนตัวของเจ้าสำนักบาดเจ็บล้มตายไป
กว่าครึ่ง สำหรับเจ้าสำนักที่การปกป้องคุ้มกันกลายเป็นขาดแคลนไป
ชั่วขณะ อาศัยเพียงการตอบโต้ของเหล่าผู้อาวุโสก็เพียงพอที่จะปลิดชีพ
มันไปด้วย นี่เป็นสถานการณ์ที่ผู้คนยอมรับได้ ทั้งไม่ทำให้ชื่อเสียงของจง
เต๋อด่างพร้อย แต่มันกลับไม่ลงมือ นี่นับว่าสอดคล้องกับนิสัยใจคอของมัน
คนผู้นี้แม้ดุร้ายกระหายเลือด แต่มีกฏเกณฑ์ของตัวเอง ความเป็นได้ที่สอง
ยิ่งควรค่าแก่การหารือ เรามาตั้งสมมติฐานว่ามันแม้ถือครองอำนาจ
ยิ่งใหญ่ แต่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อเจ้าสำนัก มีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว
เท่านั้น คือมันรู้ตัวว่ามีชีวิตอยู่อีกไม่นาน คนตายไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อ
ผู้ใดได้!”
หลินเชียนสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล