สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 762 พลังสภาวะแห่งจอมราชันผู้พิชิต
“รีบบอก!” จั่วม่อถลึงตาใส่ฉุนอวี๋เฉิง
ใบหน้าภาคภูมิใจของฉุนอวี๋เฉิงไม่ได้สลดลงแม้แต่น้อย มันลดเสียง
เบาลง ทำเป็นกระซิบกระซาบราวกับกำลังเปิดเผยความลับสะท้านโลก
ประการหนึ่ง “เจ้าดำน้อยมีความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังปราณ นี่เป็นเหตุผล
ว่าไฉนมันสามารถเสาะหาสมบัติอย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม หลังจากลอง
ศึกษาดู ข้าพบว่าความสามารถของมันขึ้นอยู่กับเส้นหนวดคู่นั้น นอกจากนี้
มันไม่เพียงสามารถตรวจจับพลังปราณ ที่จริงแล้วมันสามารถตรวจจับได้
หลายสิ่งหลายอย่าง อย่างเช่นพลังงานฆ่าฟัน ความร้อนและพลังสภาวะ
สุดท้ายข้าได้ข้อสรุปประการหนึ่ง แท้ที่จริงแล้วความสามารถของมันไม่ใช่
ความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังปราณ แต่เป็นความรู้สึกเฉียบไวต่อคลื่น
แรงสั่นสะเทือน”
“คลื่นแรงสั่นสะเทือน?” จั่วม่อสีหน้าตกตะลึง คำตอบนี้ดูจะเหนือ
ความคาดหมายอยู่บ้าง
“ถูกต้อง เป็นแรงสั่นสะเทือน” ฉุนอวี้เฉิงสีหน้ากลับเป็นเครียดขรึม
“นี่จึงเป็นเหตุผลแท้จริงที่มันสามารถเสาะหาสมบัติของวิเศษ ไม่ว่าเส้น
ชีพจรปราณปฐพี วัตถุดิบหรืออาวุธเวทล้วนมีคลื่นการสั่นสะเทือนของ
พลังปราณที่พิเศษเฉพาะ เจ้าดำน้อยสามารถเสาะหาสมบัติของวิเศษโดย
อาศัยคลื่นแรงสั่นสะเทือนนี้เอง วิธีการเลี้ยงดูโดยทั่วไปจะมุ่งเน้น
เสริมสร้างหนวดทั้งคู่ให้มีความรู้สึกเฉียบไวมากขึ้น ใช้โอสถปราณที่เต็มไป
ด้วยพลังปราณเพื่อกระตุ้นการรับรู้ของหนวดของมันอยู่บ่อยๆ ซึ่งจะทำให้
มันสนิทสนมคุ้นเคยกับคลื่นแรงสั่นสะเทือนของพลังปราณ กลายเป็นมี
ความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังปราณมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พลังปราณกำลัง
จะถูกยุคสมัยทอดทิ้ง พลังเทพกลายเป็นทรงอำนาจมากกว่า แต่พลังเทพก็
กอรปด้วยคุณสมบัติเป็นคลื่นแรงสั่นสะเทือนชนิดหนึ่ง ว่ากันตามหลักการ
แล้วพวกมันแม้เป็นพลังที่แตกต่างกันคนละประเภท แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่
มีอะไรแตกต่าง ข้าจึงคิดว่าหากให้เจ้าดำน้อยจดจำคลื่นแรงสั่นสะเทือน
ของพลังเทพได้ ไยมิใช่ว่ามันสามารถเสาะหาสมบัติที่ปลดปล่อยคลื่น
แรงสั่นสะเทือนของพลังเทพออกมาได้?”
ฉุนอวี๋เฉิงยิ่งกล่าวยิ่งคึกคัก “ดังนั้นข้าจึงเพียรหาวัตถุดิบที่มีพลังเทพ
ทุกชนิดมาให้แก่มัน อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบเหล่านี้ราคาแพงมากและมีน้อย
เกินไป! เอ่ยถึงเรื่องนี้ ตัวบัดซบเปาอี้ช่างตระหนี่ถี่เหนียวไม่มีที่เปรียบ! ทุก
ครั้งที่ข้าไปขอวัตถุดิบจากมัน เจ้าผู้นั้นมักตีสีหน้าประดุจตาเฒ่างกสมบัติ
ข้าแทบคลั่งใจตายแล้ว!”
ฉุนอวี๋เฉิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน บริภาษผู้ดูแลคลังสินค้าโดยไม่ไว้หน้า
ทว่าจั่วม่อหาแยแสสนใจไม่ นิสัยใจคอของเปาอี้เป็นเช่นนั้น และด้วยเหตุนี้
เอง มันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของผู้ที่รับหน้าที่ดูแลคลังสินค้า มิเช่นนั้น
อาศัยควาทมั่งคั่งเล็กๆ น้อยๆ ของจั่วม่อ คงไม่เพียงพอให้คนเสียสติเหล่านี้
ถลุงอย่างบ้าคลั่งอยู่ตลอดเวลา
“สำเร็จหรือไม่?” จั่วม่อสนอกสนใจเรื่องนี้มากกว่า
ฉุนอวี๋เฉิงแม้โกรธแค้นเปาอี้ แต่ก็เนื่องเพราะความขัดแย้งด้าน
วัตถุดิบ ทั้งสองไม่มีความบาดหมางส่วนตัว ดังนั้นคำถามของจั่วม่อหันเห
หัวเรื่องการสนทนาไปทันที
มันทำท่าลังเลอยู่ชั่วขณะ จากนั้นตอบแบ่งรับแบ่งสู้ “ตามหลักการ
แล้วสมควรเป็นผลสำเร็จ”
“ตามหลักการ?” จั่วม่อมองทะลุกลอุบายเล็กๆ ของศิษย์น้องทันที
“ข้าก็ไม่ทราบ” ฉุนอวี้เฉิงอาจใช้ลูกไม้เล็ก ๆ ที่เรียบง่ายและเงอะงะ
อยู่บ้างเพื่อจัดการกับเปาอี้ หรือมิฉะนั้นก็เพื่อให้ได้รับวัตถุดิบมากขึ้น แต่
มันไม่เคยโกหก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่มันเชี่ยวชาญ “กระบวนการ
ทั้งหมดราบรื่นยิ่ง แต่ข้าไม่มีความเชื่อมั่นในผลลัพธ์ที่จะออกมา เรื่อง
เช่นนี้ไม่เคยมีผู้ใดเคยทำมาก่อน ข้าไม่อาจหาตัวอย่างอ้างอิงได้ ดังนั้นจะรู้
ได้ว่าประสบผลสำเร็จถึงระดับใด ก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ออกมาแล้วเท่านั้น”
ฉุนอวี๋เฉิงกริ่งเกรงจั่วม่อจะตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เป็นเหตุให้เกิด
ความผิดหวังอย่างรุนแรงในภายหลัง จึงจงใจเทน้าเย็นราดรดเสียก่อน
“ทว่ากระบวนการนี้ไม่อาจเร่งรัด แม้ว่าเจ้าดำน้อยจะจดจำคลื่น
แรงสั่นสะเทือนของพลังเทพได้ แต่ปัญหาคือความรู้สึกเฉียบไวต่อพลัง
เทพ หากไม่มีความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังเทพก็ไร้คุณค่าความหมาย อย่างไร
ก็ตาม ข้าเชื่อมั่นว่านี่เป็นทิศทางที่ถูกต้องในการวิวัฒนาการสำหรับสัตว์
ปราณ สัตว์อสูรและพาหนะปิศาจ พลังเทพเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด!”
“เจ้าทำได้ดีมาก!” จั่วม่อเชื่อมั่นในความสำเร็จของผู้เป็นศิษย์น้อง
มันไม่ใช่คนสายตาแคบสั้น ย่อมทราบกระจ่างใจดี สิ่งที่ดูเหมือนว่าวันนี้ยัง
ไม่มีมูลค่าทางการค้า แต่เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่ต้องก้าวผ่านเพื่อ
ความสำเร็จในอนาคต
“เจ้าดำน้อยคงไม่มีเรื่องราวใดกระมัง?” จั่วม่อมองดูเจ้าดำน้อยที่
ม้วนตัวช้า ๆ อยู่ในฟองวารี อดถามอย่างห่วงใยไม่ได้
“ท่านหมายถึงเรื่องอันใด?” ฉุนอวี๋เฉิงชะงักกึก
“ข้าหมายถึงว่าจะมีอันตรายต่อชีวิตหรือไม่” จั่วม่ออธิบาย เจ้าตัว
เล็กเหล่านี้ติดตามมันมานานปี ซึ่งความจริงจั่วม่อไม่สนใจว่าพวกมันจะ
แข็งแกร่งหรือไม่ เพียงไม่ต้องการให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันหรืออันตราย
ร้ายแรงกับพวกมันเท่านั้น
“อันตรายต่อชีวิต?” ฉุนวี๋เฉิงสุ้มเสียงแหบพร่า ใบหน้าแดงก่าลามไป
ถึงลำคอ มันทำท่าราวกับว่าถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง ตัดพ้อเสียงสั่น
พลิ้ว “ที่แท้ในสายตาของศิษย์พี่ ความสามารถของข้าต่าต้อยถึงเพียง
นั้น?”
จั่วม่อไหนเลยคาดคิด วาจาที่กล่าวโดยไม่ทันคิดของมันกลับเป็นเหตุ
ให้ศิษย์น้องเฉิงบังเกิดปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ ต้องรีบค้อมกายขอโทษ
ขอโพยเป็นการใหญ่ เฝ้าปลอบโยนด้วยถ้อยคำรื่นหู เพื่อดับเพลิงโทสะ
ของศิษย์น้องเฉิง
เคราะห์ดีที่อารมณ์พิโรธของศิษย์น้องเฉิงมาไวไปไว รอจนพวกมัน
เดินทางมาถึงบ่อสัตว์ร้ายของเจดีย์น้อย มันก็หลงลืมเรื่องเมื่อครู่ไปหมดสิ้น
กลายเป็นตื่นเต้นคึกคักอีกรอบ
“ซึ่งความจริงเจดีย์น้อยแตกต่างจากเจ้าตัวเล็กอื่นๆ เนื่องเพราะมัน
เป็นอาวุธเวท ทั้งยังเป็นอาวุธเวทเชื่อมวิญญาณของศิษย์พี่ ว่ากันตาม
หลักการ สำหรับมันศาสตร์วิชาเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณไม่น่าจะใช้การได้ แต่
แท้ที่จริงแล้วหากไม่นับนกโง่ เจดีย์น้อยอาจเรียกได้ว่าเฉลียวฉลาดที่สุดใน
บรรดาเจ้าตัวเล็กทั้งหมด ในร่างกายของมันสร้างเป็นระบบเฉพาะตัวอัน
สมบูรณ์พร้อม นับตั้งแต่คุณสมบัติห้าธาตุสู่ทวิลักษณ์แห่งหยินหยาง ข้าไม่
มีความรู้ในศาสตร์วิชาหลอมสร้าง แต่ข้าเข้าใจสัตว์ปราณ สติปัญญาอัน
เหนือล้าของเจดีย์น้อยแทบไม่ต่างจากสัตว์ปราณชั้นสูง มันตระหนักดีว่า
ตัวมันเองต้องการสิ่งใด”
จั่วม่อรับฟังอย่างระมัดระวัง ในบรรดาเจ้าตัวเล็ก มันชมชอบเจดีย์
น้อยที่น่ารักเชื่อฟังมากที่สุด
“มันสามารถกลินกินวัตถุดิบทุกชนิด แล้วแยกสลายให้เป็นแก่นฐาน
หยินและแก่นฐานหยางบริสุทธิ์ ภายในร่างมันเปี่ยมล้นไปด้วยแก่นฐานห
ยินและหยาง เพียงแต่แก่นฐานพลังทั้งสองแบ่งแยกออกจากกันและ
ต่อต้านซึ่งกันและกันอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์เช่นนี้มักจะพบพานใน
สัตว์ร้ายหลายชนิดที่มีคุณสมบัติของทวิลักษณ์ อย่างเช่นน้ากับไฟ หาก
คุณสมบัติทั้งสองต่อต้านซึ่งกันและกัน สัตว์ร้ายจะเผชิญความเจ็บปวด
อย่างรุนแรง อีกทั้งพลังของมันจะลดน้อยถอยลงเป็นอันมาก เงื่อนปม
สำคัญในการแก้ปัญหานี้ คือต้องผสานรวมสองพลังที่ตรงกันข้ามเข้า
ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เมื่อถึงจุดนั้นพวกมันจะเข้าสู่วัฏจักรที่สะกดข่มและ
เสริมสร้างซึ่งกันและกันอย่าไม่มีที่สิ้นสุด ดังเช่น ‘บัวเพลิงในสายน้า’ ซึ่ง
พบเห็นได้บ่อยครั้ง หยินหยางยังบรรลุถึงจุดสมดุลได้ง่ายดายกว่า พวกมัน
มีวิธีการผสานรวมที่สมบูรณ์แบบอยู่แต่แรก นั่นคือปลาหยินหยาง”
เมื่ออยู่ในความถนัดจัดเจนของมัน ฉุนอวี๋เฉิงคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นคน
ละคนอย่างสิ้นเชิง ทั่วร่างแผ่ซ่านพลังสภาวะที่เชื่อมั่นในตัวเองอย่างเปี่ยม
ล้น มันกรีดมือวาดเท้า สุ้มเสียงเปี่ยมพลัง “สิ่งสำคัญที่สุดในการให้กำเนิด
ปลาหยินหยาง คือสภาพที่หยินหยางบรรลุถึงจุดสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อพลังทั้งสองเกิดสมดุลอันเที่ยงแท้ ปลาหยินหยางจะก่อเกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ ดังนั้นข้ายังคงป้อนวัตถุดิบหยินหยางให้แก่มันอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลังหยินหยางภายในร่างของมัน ฮี่ฮี่ แล้ว
ก็เป็นไปตามที่คาด ศิษย์พี่ท่านลองดู… …”
ฉุนอวี๋เฉิงยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ เจดีย์น้อยในบ่อโอสถก็สังเกตเห็น
การมาของจั่วม่อ มันส่งเสียงร้องแหลมอย่างร่าเริง พลางโถมเข้ามาในอ้อม
แขนของจั่วม่ออย่างเบิกบานใจ
จั่วม่อหิ้วปลายยอดแหลมของเจดีย์ ยกขึ้นส่องดูอย่างสนอกสนใจ
เจดีย์น้อยโบกสะบัดชายคาสีดำของมันอย่างลิงโลดยินดี
เจ้าผู้นี้…ถึงกับอ้วนขึ้นกว่าเดิม!
จั่วม่อขบคิดอย่างขุ่นเคือง ไม่ว่าจะเป็นยอดแหลมของเจดีย์ ตัวเจดีย์
หรือชายคา ล้วนแล้วแต่มนกลมกว่าแต่ก่อน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด
คือชั้นเจดีย์ที่อยู่ใต้ยอดแหลมบนสุด ปรากฏปลาหยินหยางเล็กๆ สองตัว
ซึ่งดูคล้ายดวงตาคู่หนึ่ง สิ่งที่ทำให้จั่วม่อถึงกับพูดไม่ออก คือเจดีย์น้อย
สามารถใช้ร่างอ้วนกลมของมันบีบปลาหยินหยางให้เปลี่ยนรูปทรง ดูราว
กับว่ามันกำลังยักคิ้วหลิ่วตาให้
“เจ้าตัวน้อยนี้ช่างเฉลียวฉลาดนัก!”
จั่วม่อพึมพำอย่างปลาบปลื้ม เจดีย์น้อยรู้สึกถึงความเบิกบานใจของ
จั่วม่อ จึงใช้ร่างอ้วนกลมของมันคลอเคลียอยู่ในมือของจั่วม่อ
“อย่าได้ประจบแล้ว ตัวโง่งม เจ้าสวาปามวัตถุดิบเข้าไปไม่น้อย เจ้า
จะต้องขายตัวเองเพื่อชดใช้หนี้!” จั่วม่อปากกล่าวอย่างดุร้าย แต่มือของ
มันค่อย ๆ วางเจ้าตัวตะกละน้อยไว้บนไหล่อย่างอ่อนโยน
ชายคาที่คล้ายมือน้อย ๆ ของเจดีย์น้อยโบกสะบัดอย่างเบิกบานใจ
กว่าเดิม มันกระโดดโลดเต้นจากไหล่ขวาของจั่วม่อไปยังไหล่ซ้าย แล้ว
กลับไปกลับมา เล่นสนุกอย่างร่าเริงอยู่คนเดียว
“ช่างเฉลียวฉลาดโดยแท้!” ฉุนอวี๋เฉิงอดโห่ร้องชมเชยไม่ได้ “ข้าเพิ่ง
จะเคยเห็นอาวุธเวทที่เฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก”
“แล้วนกโง่เป็นอย่างไรบ้าง?” จั่วม่อถาม
“ฮ่า นั่นเป็นทีเด็ดอีกอย่างหนึ่ง” ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้ากลายเป็นมีสีสัน
กว่าเดิม จากนั้นกล่าวว่า “ศิษย์พี่ตามข้ามาทางด้านนี้ ท่านต้องชมดูเอง”
เมื่อมาถึงบ่อหินหลอมเหลวที่เคยมาเมื่อครั้งที่แล้ว นกโง่ยังคงมีสีหน้า
เกียจคร้านเพลิดเพลิน
“นกตัวนี้ไม่ใช่นกธรรมดา!” ฉุนอวี๋เฉิงอดชมเชยไม่ได้ “สติปัญญา
ของมันสูงล้าอย่างเหลือเชื่อ ศิษย์พี่ ท่านลองดูที่ขนของมัน”
มองตามปลายนิ้วของศิษย์น้องเฉิง จั่วม่อมองเห็นทันที ขนของนกโง่
ในยามนี้เป็นสีแดงจ้า ทั้งยังโอ่อ่างดงามผิดธรรมดา สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
ที่สุด คือขนนกเหล่านั้นแผ่ซ่านเปลวไฟจาง ๆ ออกมาตลอดเวลา
จั่วม่อดวงตาเบิกกว้าง อุทานอย่างตื่นตะลึง “ขนนกเฟิ่งหวง!” (นก
ฟินิกซ์)
“ท่านรู้จักมันจริง ๆ!” ฉุนอวี๋เฉิงสุ้มเสียงปานละเมอ แม้ว่ามันจะเคย
เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม “ในตำนานกล่าวไว้ว่า ขนของเฟิ่งหวงเป็น
สีแดงฉานดุจโลหิต สามารถปลดปล่อยเปลวไฟพิเสษเฉพาะชนิดหนึ่ง
กระพือปีกหนึ่งครั้ง สามารถเปลี่ยนแผ่นดินเป็นทะเลเพลิง เฟิ่งหวง
นิพพานจุติใหม่ ถือกำเนิดพร้อมเปลวไฟ และจะตกตายในกองไฟ”
จั่วม่อเหม่อมองอย่างโง่งม
“ซึ่งความจริงนกโง่ไม่มีสายเลือดของเฟิ่งหวงแม้สักส่วนเสี้ยว นึกไม่
ถึงว่าสุดท้ายจะกลับกลายเป็นเฟิ่งหวงจริงๆ กล่าวตามความสัตย์ ข้าไม่
แน่ใจว่าเฟิ่งหวงในตำนานมีลักษณะเช่นนี้หรือไม่ ข้าไม่เคยพบเห็นเฟิ่งหวง
มาก่อน แต่ต่อให้นกโง่ไม่ใช่เฟิ่งหวง แต่รับรองว่าไม่ได้อ่อนด้อยกว่าแม้แต่
น้อย ที่สำคัญไปกว่านั้น สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดของมันกลับไม่ใช่รูปลักษณ์ของ
เฟิ่งหวงนี้”
จั่วม่อเพิ่งตั้งสติได้ โพล่งถามออกมาทันที “เช่นนั้นเป็นสิ่งใด?”
“เป็นสังขารร่างกายของนาง!” ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้าตึงเครียด “สังขาร
ร่างกายของนางแข็งแกร่งทรงพลังและยืดหยุ่นอย่างน่าตระหนก ยังร้าย
กาจกว่าสังขารปิศาจใดทั้งหมด ข้าโยนศาสตร์อสูรและเวทวิชามากมาย
ให้แก่นาง นางกลับไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อย ต่อมาข้าพบทักษะปิศาจที่
น่าสนใจวิชาหนึ่ง จึงนำมาให้แก่นางอีก นางชายตามองแวบเดียว จากนั้น
โยนทิ้งไปอีกทาง แต่ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว นางต้องการฝึกปรือทักษะ
ปิศาจ เพียงแต่วิชาที่ข้าเลือกมายังไม่ถูกใจนางเท่านั้น”
“นางต้องการฝึกปรือทักษะปิศาจ?” จั่วม่อตะกุกตะกักถามย้า เรื่องนี้
เห็นได้ชัดว่าเกินขีดความสามารถในการจินตนาการของมัน
“มิผิด!” ฉุนอวี๋เฉิงพยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นกล่าว “ดังนั้นข้าเริ่ม
เฟ้นหาทักษะปิศาจที่เหมาะสม แต่นึกไม่ถึงว่านางจะพิถีพิถันมากถึงเพียง
นี้ ข้านำทักษะปิศาจชั้นยอดสิบกว่าวิชามาให้แก่นาง แต่นางยังคงไม่พึง
พอใจ ท่านก็ทราบว่าข้ายุ่งวุ่นวายเพียงใด ไม่มีเวลาจะมัวมาค้นหาวิชาที่
เหมาะสมถูกใจนาง ดังนั้นข้าโยนทักษะปิศาจชั้นสูงทั้งหมดที่เรามีอยู่ให้
นางไปเลือกเอง”
ฉุนอวี๋เฉิงมีสีหน้าหัวร่อไม่ได้ร่าไห้ไม่ออก “นึกไม่ถึงว่านางถึงกับเลือก
ออกมาวิชาหนึ่งจริง ๆ”
จั่วม่อสีหน้าประหลาดพิกล “นางเลือกวิชาใด?”
“เฟิ่งหวงร่ายรำเดียวดายวัฏจักรมหาทมิฬ!” ฉุนอวี๋เฉิงกล่าว
“หลังจากนั้นข้าอดคิดไม่ได้ หรือว่านางจะเป็นเฟิ่งหวงจริง ๆ แต่ทว่าข้าไม่
เคยได้ยินมาก่อนว่านกที่มีสายเลือดธรรมดาสามัญตัวหนึ่งจะทะยานขึ้น
เป็นเฟิ่งหวง! นี่ไม่มีเหตุผล! ไม่มีเหตุผลเกินไปแล้ว!”
ฉุนอวี๋เฉิงสะบัดศีรษะแรง ๆ ราวกับว่าต้องการสลัดความคิดเหล่านี้
ออกไปจากหัว
“เฟิ่งหวงร่ายรำเดียวดายวัฏจักรมหาทมิฬ… …” จั่วม่อตะลึงพรึง
เพริดจนพูดไม่ออก
หากความทรงจำของมันไม่ผิดพลาด ทักษะปิศาจวิชานี้ผูเยาเคยบอก
ว่าไม่มีทางฝึกปรือสำเร็จ!
เจ้านกโง่งมนี้… …
หรือว่านางถูกเฟิ่งหวงตัวใดสิงสู่จริง ๆ!
จั่วม่อเหม่อมองอย่างซึมเซา มองดูนกโง่ที่แช่ร่างอยู่ในหินหลอมเหลว
ด้วยสีหน้าสุขสบาย
มองไปมองไป จู่ ๆ พลันรู้สึกว่านกโง่ที่หรี่ตาครึ่งหลับครึ่งลืมด้วยสี
หน้าสราญรมย์ มีบางสิ่งที่ผิดแผกไปจากเดิม หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่
ประโยคหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจ… …
…พลังสภาวะแห่งจอมราชันผู้พิชิต!