สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 761 การเปลี่ยนแปลงของเหล่าเจ้าตัวเล็ก
รอบ ๆ เกาะเมฆของฉุนอวี๋เฉิงมีกลิ่นแปลก ๆ แทบทุกชนิดตลบ
อบอวล แต่ละครั้งที่มาเยือนจั่วม่อต้องกล้ากลืนฝืนทนไม่น้อย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งกลิ่นหญ้าสดผสมกับอุจจาระปัสสาวะของเหล่าสัตว์ร้าย นี่ยากจะ
ทานทนได้จริง ๆ แทบไม่ต่างกับการทรมาน
ฉุนอวี๋เฉิงกลับมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มมึนเมา “อา กลิ่นอันสดชื่นมี
ชีวิตชีวานัก!”
จั่วม่อฝืนยิ้มอย่างจนปัญญา ศิษย์น้องเฉิงยิ่งมายิ่งลุ่มหลงงมงายต่อ
การเสี้ยงสัตว์มากขึ้นเรื่อยๆ นิสัยใจคอก็ยิ่งมายิ่งแปลกประหลาด กับมันผู้
เป็นศิษย์พี่ย่อมไม่มีปัญหาใด แต่ไม่สุงสิงกับคนทั่วไป ไม่มีไมตรีกับผู้อื่น
โดยเฉพาะไม่ชมชอบให้ผู้คนมาที่เกาะเมฆของมัน
บนเกาะเพาะปลูกหญ้าปราณและหญ้าปิศาจสารพัดชนิด เพื่อเป็น
อาหารของบรรดาสัตว์ร้ายสายพันธุ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพาหนะ
เมฆา จั่วม่อไม่เคยพบเห็นหญ้าปราณหญ้าปิศาจหลากหลายชนิดถึงเพียง
นี้มาก่อน พวกมันล้วนเปล่งประกายอันน่าลุ่มหลง ซึ่งหมายความว่าแต่ละ
ชนิดล้วนไม่ใช่พืชหญ้าระดับต่า ในม่ออวิ๋นไห่ปัจจุบันฝีมือเพาะปลูกพืช
ปราณครึ่ง ๆ กลา งๆ ของจั่วม่อนับว่าน่าหัวร่อยิ่ง
เกษตรกรปราณของม่ออวิ๋นไห่แตกต่างจากเกษตรกรปราณของ
สถานที่อื่น พวกมันไม่เพียงถนัดจัดเจนในการเพาะปลูกพืชปราณ ยัง
เชี่ยวชาญในการใช้ค่ายกลยันต์ ประสิทธิภาพในการเพาะปลูกพืชปราณ
สูงล้ายิ่งกว่า นี่เป็นระบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ซึ่งมี
ความสามารถในการหลอมสร้างอันเกรียงไกรของม่ออวิ๋นไห่เป็นเครื่อง
หนุนเสริม
อาณาจักรทะเลเมฆเดิมก็ไม่ใช่สถานที่ที่มีทุ่งปราณจำนวนมาก เหล่า
เกษตรกรปราณส่วนใหญ่มักจะรวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรที่มีพื้นที่ทุ่ง
ปราณขนาดใหญ่ ต้นหญ้าปราณของศิษย์น้องเฉิงล้วนแล้วแต่มระดับ
ค่อนข้างสูง ดังนั้นเกษตรกรปราณที่อยู่บนเกาะก็เป็นกลุ่มที่มีฝีมือสูงส่ง
ตามไปด้วย
“พวกมันเป็นอย่างไรบ้าง?” จั่วม่อถามอย่างห่วงใยกังวล
“ท่านสมควรส่งพวกมันมาเสียนานแล้ว” ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้าเจ็บปวดใจ
พลางเริ่มพล่าม “หากท่านส่งพวกมันมาช้ากว่านี้ เกรงว่าจะเสียโอกาสไป
อย่างสูญเปล่า! โอ้ ไม่ถูกต้อง ต่อให้ท่านส่งพวกมันมาเร็วกว่านี้ก็ไม่มี
ประโยชน์ใด ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่ได้ค้นพบวิธีเพาะเลี้ยงพาหนะเมฆา อืม
อืม ที่แท้ท่านนับว่าเลือกเวลาได้เหมาะเจาะนัก… …”
ทุกครั้งการพูดน้าไหลไฟดับโดยที่หาสาระมิได้ของศิษย์น้อง จะเคี่ยว
กรำจั่วม่อให้ทุกข์ทรมานอย่างสุดแสน มันพยายามอดทนอย่างสุด
ความสามารถ คนเช่นศิษย์น้องเฉิง เป็นคนจำพวกที่จะกระตือรือร้นสนใจ
และลุ่มหลงงมงายอยู่กับสิ่งที่พวกมันรักชอบ โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น
พวกมันไม่เข้าใจวิธีคบค้าสมาคมกับผู้คน แทบไม่ค่อยสนทนากับผู้อื่น
ส่วนมากมีนิสัยใจคอแปลกพิกล ในทางกลับกัน พวกมันมีพรสวรรค์เด่นล้า
และคร่าเคร่งทำงานราวเสียสติ ไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องราวภายนอก
คนเหล่านี้มักจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในสาขาวิชาที่พวกมันรักชอบ
จั่วม่อเข้าอกเข้าใจพวกมันเป็นอย่างดี
ท่ามกลางวาจาเจื้อยแจ้วตลอดทาง พวกมันในที่สุดก็มาถึงบ่อสัตว์
ร้ายเมื่อครั้งที่แล้ว
ฉุนอวี๋เฉิงยิ่งคึกคักกว่าเดิม ไม่เปลืองวาจาไร้สาระอีก “สือผิ่น (ระดับ
สิบ) และหยางกวง (แสงตะวัน) ยอดเยี่ยมยิ่ง โดยเฉพาะสือผิ่น พลังงานฆ่า
ฟันของมันหนาแน่นเข้มข้น ตัวมันเป็นสิ่งมีชีวิตดุร้ายอำมหิตที่ยากจะพบ
พาน ข้าใช้ ‘บ่อล่าโลหิต’ เพื่อบำรุงร่างกายของมัน นี่จะช่วยเพิ่มพูน
พลังงานฆ่าฟันของมัน มันยังใช้กระบี่ ดังนั้นข้าขอให้ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยหา
วิชากระบี่ที่ดุร้ายที่สุดให้แก่มัน”
“วิชากระบี่ที่ดุร้ายที่สุด… …” จั่วม่อหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ หากว่านี่เป็น
วิชากระบี่ที่ดุร้ายที่สุดซึ่งศิษย์น้องเฉิงหามาด้วยตัวเอง มันจะเพียงแค่แย้ม
ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ แต่เมื่อผู้ที่หามาคือศิษย์พี่ใหญ่ เช่นนั้นจะต้องเป็นวิชา
กระบี่ที่ดุร้ายอย่างเหลือเชื่อไม่ผิดแน่
ฉุนอวี๋เฉิงยืดอก สีหน้าภาคภูมิใจ “ข้าไม่ค่อยเข้าใจวิชากระบี่นัก แต่
ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าวิชากระบี่นี้ดุร้ายที่สุด มันก็ต้องดุร้ายที่สุดอย่าง
แน่นอน มันคือ ‘เพลงกระบี่สังหารวิญญาณร้อยเซ่นสรวง’ เป็นอย่างไร
เพียงแค่ชื่อก็ฟังดูร้ายกาจยิ่ง”
จั่วม่ออดสะดุ้งสุดตัวไม่ได้ มันรู้จักเคล็ดวิชากระบี่นี้ นี่มาจากของ
สะสมของผูเยา ผูเคยกล่าวไว้ว่า ‘เพลงกระบี่สังหารวิญญาณร้อยเซ่น
สรวง’ แม้ไม่ใช่เคล็ดวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่สามารถกล่าวได้ว่าเป็น
หนึ่งในวิชากระบี่ที่ดุร้ายอำมหิตที่สุด
ในยามนั้น ความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของผูเยาไม่ได้
สั่นคลอนจิตใจของจั่วม่อ เนื่องเพราะมันไม่มีความสนใจจะฝึกวิชากระบี่
อีกต่อไป
จั่วม่อหลังจากหวนคำนึง พลันฉุกคิดถึงปัญหาอีกประการหนึ่ง อด
ถามไม่ได้ “แล้วสือผิ่นสามารถฝึกปรือวิชากระบี่ได้หรือไม่?”
สือผิ่นไม่เหมือนกับศิษย์พี่ใหญ่ มันเดิมทีถือกำเนิดจากสัตว์ปราณ
ไม่ใช่ซิวเจ่อ จั่วม่อไม่เคยได้ยินว่าสัตว์ปราณสามารถฝึกปรือวิชากระบี่ด้วย
“เรื่องนี้ข้าก็เคยวิตกกังวลเช่นกัน แต่หลังจากนั้นข้าพบว่าสือผิ่น
ฉลาดปราดเปรื่องยิ่ง วิชากระบี่นี้เหมาะเจาะพอดีกับมันเป็นที่สุด ไม่มี
ปัญหาแม้แต่น้อย” ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้าภาคภูมิลำพองกว่าเดิม ดูไปดูมาคล้าย
เชื้อเชิญให้ชมเชยมันก็มิปาน “ศิษย์พี่ เมื่อถึงเวลาท่านจะมียอดสมุนที่ร้าย
กาจผู้หนึ่ง! นามสือผิ่นตั้งได้ดียิ่ง ช่างคิดอ่านมองการณ์ไกลอย่างแท้จริง
ศิษย์พี่ ท่านคาดเดาตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่ว่ามันสามารถบรรลุถึงระดับ
สิบจริง ๆ?”
จั่วม่อหน้าไม่เปลี่ยนสี ทั้งสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมยิ่ง “แน่นอน! มิเช่นนั้นข้า
จะเป็นศิษย์พี่ของเจ้าได้อย่างไร?”
“นั่นก็ใช่แล้ว!” ฉุนอวี๋เฉิงผงกศีรษะรับ สีหน้าจริงจัง “อย่างที่คาดไว้
ผู้ที่เป็นศิษย์พี่ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่ง ศิษย์พี่ ท่านแข็งแกร่ง ศิษย์พี่กงซุนก็
แข็งแกร่ง แต่แน่นอนว่าศิษย์พี่ใหญ่แข็งแกร่งที่สุด”
“เพราเหตุใด?” จั่วม่ออดคิดไม่ได้ หรือว่าศิษย์น้องเฉิงพลังฝีมือ
เพิ่มพูนจนมีพลังพอที่จะสามารถประเมินพลังฝีมือของผู้อื่นแล้ว?
“เนื่องเพราะมันเป็นศิษย์พี่ของศิษย์พี่กงซุน และเป็นศิษย์พี่ของศิษย์
พี่ด้วย” ฉุนอวี๋เฉิงทำสีหน้าว่าต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว “มันเป็นศิษย์พี่ใหญ่
ดังนั้นมันแข็งแกร่งที่สุดไม่ผิดแน่!”
จั่วม่อไร้วาจาจะกล่าว อึ้งงันครู่ใหญ่ จากนั้นรีบหันเหหัวเรื่อง “แล้ว
หยางกวงเล่า?”
ฉุนอวี๋เฉิงตกหลุมพรางดังคาด “คุณสมบัติของหยางกวงตรงกันข้าม
กับสือผิ่น มันถนัดทางด้านการรักษาเยียวยา การป้องกันและสนับสนุน
หากสือผิ่นเป็นหยิน เช่นนั้นหยางกวงก็เป็นหยาง ดังนั้นบ่อสัตว์ร้ายที่ข้า
เลือกให้แก่มันคือ ‘บ่อกระดูกไม้เลือดเนื้อวารี’ และสำหรับหยางกวง ข้า
ไม่ได้เลือกเวทวิชา แต่เป็นศาสตร์อสูร”
มองดูสีหน้าตื่นเต้นเร้าใจของฉุนอวี๋เฉิง จั่วม่อรีบร้องถามเสียงตื่นเต้น
อย่างถูกจังหวะ “โอ้ เป็นยอดวิชาศาสตร์อสูรใด?”
“ฮ่าฮ่า! ศิษย์พี่ มีแต่ท่านที่รู้ใจข้าที่สุด!” ฉุนอวี๋เฉิงหัวร่ออย่าง
ภาคภูมิใจ สุ้มเสียงเริ่มดังขึ้นขณะที่บอกเล่าอย่างปลาบปลื้มยินดี “เป็น
ศาสตร์ ‘ก่อเกิดสรรพสิ่ง’ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นศาสตร์อสูรที่
จำเป็นสำหรับสุดยอดพี่เลี้ยง อ้อ ชาวอสูรชมชอบเรียกหาผู้ที่ฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรชนิดนี้ว่าพี่เลี้ยง ข้ารู้สึกว่าเหมาะสมยิ่ง นอกจากนี้มันยังฝึ
หปรือ ‘ศาสตร์ยับยั้งทำลาย’ อีกด้วย ศิษย์พี่วางใจเถอะ ภายใต้การดูแล
เป็นอย่างดีของข้า หยางกวงแน่นอนว่าสามารถทะยานขึ้นสู่ทำเนียบยอด
พี่เลี้ยง! อา สุดยอดพี่เลี้ยงที่แสนจะน่ารัก!”
มองดูหยางกวงที่หล่อเหลาสะอาดสะอ้าน จั่วม่อคล้ายมองเห็นมัน
สวมใส่ผ้ากันเปื้อน ในมือถือขวดเล็ก ๆ อดตัวสั่นเทาไม่ได้
มันรู้สึกเห็นอกเห็นใจหยางกวงขึ้นมาจับจิต แต่วาจาพอหลุดออกจาก
ปากกลับกลายเป็น “ผลงานของศิษย์น้องช่างเป็นผลงานชิ้นเอกโดยแท้!”
ฉุนอวี๋เฉิงพอได้รับคำชมจากจั่วม่อ ใบหน้ายิ่งทอแววตื่นเต้นยินดี มัน
รีบฉุดลากจั่วม่อไปอีกทาง พลางกล่าวอย่างลิงโลดว่า “อย่างที่คาดไว้ ศิษย์
พี่รู้ใจข้าที่สุด คนเหล่านั้นไหนเลยจะเข้าใจความยิ่งใหญ่และความ
ศักดิ์สิทธิ์ของศาสตร์วิชาเพาะเลี้ยงได้ นี่คือการสร้างสรรค์! รังสรรค์สิ่ง
แปลกใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็น! ข้ามีชะตากรรมที่จะต้องเป็นบุรุษผู้สร้าง
สัตว์ปราณที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์!”
จั่วม่อลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบบนใบหน้า พยักหน้าพลางเยินยอ
“ศิษย์น้องช่างมีจิตปณิธานนัก! นับถือ นับถือ!”
ฉุนอวี๋เฉิงยิ้มกว้าง ฉุดลากจั่วม่อไปยังกระถางหลอมกลั่นอันสูงใหญ่ใบ
หนึ่ง
“ข้าขอให้ค่ายจินวูช่วยหลอมสร้างกระถางหลอมกลั่นใบนี้ ข้ายัง
ขอให้จี๋เหว่ยกับซุนเป่ามาช่วยในกระบวนการทำงานอยู่สองสามวัน น่า
เสียดายที่หลังจากนั้นข้าหาตัวพวกมันไม่พบ ผู้คนบอกว่าพวกมันออกไป
ปฏิบัติหน้าที่ภายนอก” ฉุนอวี๋เฉิงสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย
“หากพวกมันอยู่ที่นี่ เปลวเพลิงนี้จะต้องกล้าแข็งกว่านี้มาก”
จั่วม่อผู้ทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร อดไม่ได้ต้องลอบทอดถอนใจอีกครั้ง
มันรู้สึกเห็นอกเห็นใจซุนเป่ากับจี๋เหว่ยอย่างสุดซึ้ง ฉุนอวี๋เฉิงปกติไม่ค่อย
เผยโฉมที่ด้านนอก แต่มันจะอย่างไรเป็นศิษย์น้องของราชันทะเลเมฆ
จั่วม่อ ศักดิ์ฐานะของมันในม่ออวิ๋นไห่สูงส่งยิ่ง หากเรื่องที่มันร้องขอไม่ได้
เหลวไหลเกินไป ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธมัน เนื่องเพราะเหตุนี้เอง ซุนเป่า
และจี๋เหว่ยพอได้รับการไหว้วานจากฉุนอวี๋เฉิง พวกมันแม้มีภาระงานหนัก
หนาอยู่แล้วยังรีบรุดมาในทันที
แต่ฉุนอวี๋เฉิงกลับใช้ให้พวกมันทั้งสองทำหน้าที่เป็นคนงานควบคุม
กระถางหลอมกลั่น! สวรรค์ สองปรมาจารย์แห่งค่ายจินวู สองผู้นำสูงสุด
ผู้รับหน้าที่ดูแลเซียนยันต์ทั่วทั้งม่ออวิ๋นไห่ ต้องมากระทำตนเยี่ยงทาส
แรงงาน ทั้งยังเป็นเวลาถึงสามวัน!
พอล่วงถึงวันที่สาม พวกมันก็ไม่ยอมมาตามคำเชิญของฉุนอวี๋เฉิงอีก
พากันหลบหนีกระเจิงไปด้วยใบหน้าเขียวคล้า
“ข้าทดลองทุกวิถีทาง ยังหาพวกมันไม่พบ ได้แต่ว่าจ้างผู้ที่มี
ประสบการณ์จากค่ายจินวูมาดูแลแทน อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับจี๋เหว่ย
ซุนเป่า ฝีมือพวกมันนับว่าอ่อนด้อยอยู่บ้าง แต่ยังคงพอรับได้” ฉุนอวี๋เฉิง
เห็นได้ชัดว่าขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง
“ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกันก็พอแล้ว!” จั่วม่อรีบปลอบใจ
“ถูกของท่าน” ฉุนอวี๋เฉิงเอียงคอครุ่นคิด จากนั้นกล่าวว่า “กระถาง
หลอมกลั่นนี้ยอดเยี่ยมไม่น้อย คนที่มาในภายหลังตั้งอกตั้งใจทำงานดียิ่ง
ผลลัพธ์ที่ออกมานับว่าไม่เลว เพลิงเทพของศิษย์พี่เป็นส่วนสำคัญ และ
เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเจ้าเพลิงน้อย อย่างไรก็ตาม หาก
เทียบกับสือผิ่นหยางกวง สติปัญญาของเจ้าเพลิงน้อยนับว่าอ่อนด้อยกว่า
บ้าง แต่มันเดิมทีก็เป็นสัตว์อสูรอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาในการฝึกปรือศาสตร์
อสูร ข้าพบศาสตร์อสูรไฟชุดหนึ่งในหอคัมภีร์ผูเว่ย เรียกว่า ‘ศาสตร์กลั่น
กระดูกหัวใจเพลิง’ ซึ่งเหมาะกับเจ้าเพลิงน้อยพอดี”
จั่วม่องงงันวูบ ถามโดยไม่ตั้งใจ “เจ้าเพลิงน้อยมีกระดูกด้วยรึ?”
เจ้าเพลิงน้อยมักจะมาจบสิ้นอยู่ในอุ้งมือมารของจั่วม่อหลายครั้ง
หลายหน ถูกบีบเค้นเล่นนับครั้งไม่ถ้วน เท่าที่จั่อม่อจำได้ เจ้าเพลิงน้อย
คล้ายลูกยางกลมๆ หาได้มีกระดูกอันใดไม่
“ย่อมต้องมี!” เมื่อกล่าวถึงด้านที่มันถนัดจัดเจน ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้า
เปลี่ยนเป็นจริงจังทันควัน “ในร่างกายมันมีกระดูกชิ้นเล็กจิ๋วอยู่เป็น
จำนวนมาก คลับคล้ายพวกฟองน้าทะเลอยู่บ้าง กระดูกเหล่านี้ขนาดเล็ก
ยิ่ง ทั้งยังหยุ่นเหนียว โครงสร้างของพวกมันยืดหยุ่นและทนทานมาก
ดังนั้นดูผิวเผินเจ้าเพลิงน้อยราวกับไม่มีกระดูก”
“อ้อ เช่นนั้นการฝึกปรือวิชานี้จะทำให้กระดูกของมันหนาขึ้น
กลายเป็นร้ายกาจกว่าเดิมใช่หรือไม่?” จั่วม่อถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
“ร้ายกาจกว่าเดิม?” ฉุนอวี๋เฉิงสั่นศีรษะ สีหน้างุนงง “เรื่องนี้ข้าก็ไม่
ทราบ ข้าเพียงรู้สึกว่ากระดูกประเภทนี้ยากจะพบพาน สมควรลองฝึกปรือ
ดูสักครา”
จั่วม่อสีหน้าดำคล้าเหมือนก้นหม้อ “แม้แต่เจ้ายังไม่ล่วงรู้ผลลัพธ์?”
“ไม่ นี่เป็นเรื่องธรรมดา การทดลองเพาะเลี้ยงที่ยากจะคาดเดา
ผลลัพธ์มีมากมายจนนับไม่ถ้วน” ฉุนอวี๋เฉิงกล่าวด้วยสุ้มเสียงชอบธรรม
แต่ฉุนอวี๋เฉิงพอหันกลับมา เห็นสีหน้าดำทะมึนของจั่วม่อ พลันพบว่า
ผิดท่า คราครั้งนี้มันที่กระตือรือร้นถึงเพียงนี้ ย่อมมีจุดมุ่งหมายบาง
ประการ หากมันทำลายเรื่องราวเสียตั้งแต่ตอนนี้ เกรงว่าคงจะย่าแย่แล้ว
มันรีบฉุดดึงจั่วม่อไปยังสถานที่อื่น
สถานที่นี้กลับแตกต่างจากบ่อสัตว์ร้ายอื่นๆ เห็นพืชเครือเถาชนิดหนึ่ง
เติบโตงอกงามอยู่ที่นี่ เป็นพืชพรรณที่จั่วม่อไม่เคยพบเห็นมาก่อน พืชชนิด
นี้ยึดครองพื้นที่หลายหมู่เหนือทุ่งปราณ และภายใต้เครือเถาแน่นขนัด เห็น
ฟองอากาศโปร่งใสใบหนึ่งห้อยอยู่ด้านล่าง
เจ้าดำน้อยอยู่ภายในฟองอากาศนี้เอง มันคล้ายพบเห็นจั่วม่อจาก
ด้านในฟองอากาศ รีบขยับแข้งขาอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ว่ามันจะออกแรงแข็ง
ขันสักเท่าใด ก็ได้แต่หมุนติ้วอยู่ภายในฟองอากาศเท่านั้น
“ศิษย์พี่ ลองดูที่นี่ นี่คือเถาวัลย์ฟองวารี” ฉุนอวี๋เฉิงรีบนำเสนอ “มัน
สามารถเติบโตเป็นฟองอากาศชนิดพิเศษ เป็นบ่อสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่ ลองดูตรงนี้”
ปากกล่าววาจา มือก็ปัดป่ายใบไม้หนาทึบที่ปกคลุมเหนือพื้น เผยให้
เห็นบ่อสัตว์ร้ายบ่อหนึ่ง จั่วม่อพบว่ารากของต้นเถาวัลย์ฟองวารีหยั่งลึกลง
ไปในบ่อสัตว์ร้ายนี้เอง
“ตัวยาในบ่อสัตว์ร้ายจะถูกดูดซึมผ่านระบบราก จากนั้นรวมตัวอยู่ใน
ฟองวารี กระบวนการนี้อัศจรรย์พันลึกกว่าค่ายกลยันต์ที่พวกเราสลักขึ้น
เองมาก ตัวยาทุกชนิดสามารถผสานรวมเข้าด้วยกันในฟองวารี ก่อตัวเป็น
บ่อสัตว์ร้ายตามธรรมชาติอันน่าทึ่ง”
จั่วม่อถูกดึงดูดความสนใจไปยังบ่อสัตว์ร้ายอันน่าอัศจรรย์นี้
ฉุนอวี๋เฉิงเห็นสีหน้าสนอกสนใจของจั่วม่อ ต้องลอบถอนใจอย่างโล่
งอก กล่าวต่อไปว่า “ตัวยาที่ถูกดูดซึมผ่านรากและใบของต้นเถาวัลย์ จะ
เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามธรรมชาติ นี่เป็นแหล่งที่มาโดยตรงของ
ความสามารถอันน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฟองวารีขนาดไม่
ใหญ่โตนัก จึงสามารถใช้งานได้กับสัตว์ขนาดเล็กเท่านั้น เมื่อข้าเห็นเจ้าดำ
น้อย ก็นึกถึงต้นเถาวัลย์ฟองวารีทันที”
“มันมีประโยชน์ใดต่อเจ้าดำน้อย?” จั่วม่อเจาะจงไปที่หลักใหญ่
ใจความในบัดดล
“ฮี่ฮี่ ศิษย์พี่ ท่านฟังแล้วอย่าตกใจก็แล้วกัน!” ฉุนอวี๋เฉิงสีหน้าท่าทีทั้ง
ภาคภูมิใจและลี้ลับ