สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 765 ผลงานของเจ้าดำน้อย
“ให้พวกมันตรวจค้นดู” จั่วม่อกล่าวห้วน ๆ อย่างใจป้า
ประการแรก จุดมุ่งหมายของศิษย์วัดสำเนียงวัชระเหล่านี้คืออะไร
มันชักสงสัยใคร่รู้อยู่ไม่น้อย พวกมันถูกจับตามองมาตั้งแต่แรก นี่ดูอย่างไร
ก็หาใช่เรื่องบังเอิญไม่ อีกประการหนึ่งจั่วม่อยังอยากรู้ด้วยว่าการปลอม
แปลงโฉมของพวกมันจะสามารถผ่านด่านหรือไม่ หากกระทั่งเหล่าศิษย์วัด
สำเนียงวัชระเหล่านี้ยังไม่อาจตบตาได้ หากแบกหน้าไปให้ถูกนิกายซินเยี่ย
จับได้ในภายหลัง เกรงว่าต้องอับอายขายหน้าเสียเปล่า ๆ
เสี่ยวม่อเกอก็จำเป็นต้องรักษาหน้าไว้บ้าง คราครั้งนี้เมื่อตกลงใจลอบ
ใช้เล่ห์กลดำเนินอุบาย ย่อมไม่อาจเผยข้อผิดพลาดใด
พวกมันสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาสามัญ ไม่เลิศหรูโอ่อ่าเกินเลย
นอกเหนือจากจั่วม่อซึ่งรับบทบาทผู้นำขบวนพ่อค้าที่แต่งกายดีกว่าทุกคน
อยู่บ้าง ผู้อื่นล้วนแต่งกายพื้นเพธรรมดา ไม่ว่าศาสตราเทพ ยุทโธปกรณ์
เทพ รวมทั้งสิ่งของอื่น ล้วนถูกเก็บไว้ในแหวนมิติพิเศษของพวกมัน และ
ศิษย์ที่เป็นผู้นำคล้ายคิดไม่ถึงว่าพวกมันจะไม่พบสิ่งใดเลย มันลังเล
อยู่ชั่วครู่ จากนั้นกล่าวราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่
รบกวนเวลาของพวกท่าน ตอนนี้พวกท่านสามารถไปได้แล้ว”
ขณะที่พ่อบ้านของขบวนคาราวานกำลังจะกล่าวขอบคุณตาม
มารยาทแล้วจากไป จั่วม่อพลันเอ่ยปาก “พวกท่านกำลังมองหาบางสิ่ง
กระมัง?”
ศิษย์ที่เป็นผู้นำงงงันวูบ มันเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เตรียมตัวสำหรับคำถาม
นี้ อาจบางทีมันคิดไม่ถึงว่าในสถานการณ์เช่นนี้กลับมีคนย้อนถามพวกมัน
ด้วย แต่ผู้อื่นสีหน้าปกติธรรมดา คล้ายถามไถ่ไปตามเรื่องตามราว ไม่มีที
ท่าว่าจะติดใจสงสัยอันใด
มันลังเลอยู่ชั่ววูบ ก่อนจะพยักหน้าพลางกล่าว “มิผิด! ของวิเศษของ
วัดเราถูกคนขโมยไป เรากำลังตามหามันอยู่” เมื่อนึกถึงว่าภารกิจของมัน
ล้มเหลวไม่เป็นท่า อารมณ์ของมันกลายเป็นขุ่นมัวโดยพลัน ได้แต่โบกมือ
อย่างกลัดกลุ้ม “สหาย เชิญเถอะ!”
คาราวานพ่อค้าอื่น ๆ รีบออกเดินทางในทันที ราวกับว่าเพิ่งได้รับการ
ละเว้นโทษประหารก็มิปาน
มองดูขบวนคาราวานพากันจากไปอย่างเร่งรีบ ศิษย์ที่เป็นผู้นำมีสี
หน้าครุ่นคิด ทันใดนั้นตระหนักถึงสิ่งที่มันมองข้ามไปเมื่อครู่ ผู้อื่นสงบเยือก
เย็นเกินไป แม้ทราบว่ามันเป็นใครยังไม่มีทีท่าครั่นคร้ามยำเกรงแม้แต่น้อย
“คนกลุ่มนั้นน่าสงสัยยิ่ง” ศิษย์ร่างผอมสูงผู้หนึ่งก้าวเข้ามา กระซิบ
เสียงต่า “เหล่าจิ่วบอกว่ามันสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติจากคน
เหล่านั้น”
“แรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ?”
“มิผิด กระชั้นสั้นยิ่ง แต่เหล่าจิ่วยืนยันว่าไม่ใช่คิดไปเองอย่าง
แน่นอน”
“แรงสั่นสะเทือนที่ผิดปกติไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะซุกซ่อนของ
สิ่งนั้นไว้” ศิษย์ที่เป็นผู้นำขมวดคิ้วพลางสั่นศีรษะ
“แต่มีความเป็นไปได้สูง ท่านก็รู้ว่าประสาทสัมผัสของเหล่าจิ่วเฉียบ
ไวเหนือธรรมดาเพียงใด”
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเราสมควรทำอย่างไร
ศิษย์ที่เป็นผู้นำเริ่ม
หวั่นไหวคล้อยตาม
“ดูจากทิศทางของพวกมัน ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังมุ่งหน้าไปยังวัด
ดอกบัวสูงศักดิ์ อันดับแรกเราต้องสั่งปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ไปยังวัด
ดอกบัวสูงศักดิ์เสียก่อน” ศิษย์ร่างผอมสูงกล่าวอย่างเย็นชา “จากนั้นพวก
มันก็จะเหลือเส้นทางเพียงสายเดียวให้มุ่งหน้าไป ซึ่งแน่นอนว่าพวกมันไม่
อาจไป”
ศิษย์ที่เป็นผู้นำถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย “เส้นทางทะเลดำ!”
จั่วม่อเบื่อหน่ายยิ่ง ทุกคนที่อยู่รอบตัวมันล้วนเป็นพวกคลั่งไคล้การ
ฝึกฝีมือ นอกเหนือจากเหล่าพ่อบ้านผู้ดูแลขบวนคาราวานที่สามารถ
สนทนาเป็นเพื่อนมัน ผู้อื่นหากไม่ฝึกฝีมือ ก็มีแต่ฝึกฝีมือ
เหวยเสิ้งสองตาหลับพริ้ม จมอยู่ในฌานสมาธิ จงหยูอยู่ในฌานสมาธิ
หลัวหลีอยู่ในฌานสมาธิ กระทั่งอีกห้าสิบกว่าคนที่มันเลือกเฟ้นมา ก็ล้วน
แล้วแต่ขัดสมาธิเข้าฌาน อากุ่ยไม่ได้หลับตา แต่จั่วม่อทราบว่านางไม่
จำเป็นต้องหลับตาเข้าฌาน นางสามารถฝึกปรือทั้งอย่างนั้นเลย
การเดินทางยาวไกลอันน่าเบื่อหน่าย สำหรับคนเหล่านี้แทบไม่มีอันใด
แตกต่างจากชีวิตปกติของพวกมันในม่ออวิ๋นไห่
คนผู้เดียวที่ไม่ได้ฝึกฝีมือคือเขิงเหลียนเอ๋อร์ แต่เจ้าคนน่าสยดสยองผู้
นี้กำลังดื่มชา สีหน้าท่าทีปลอดโปร่งผ่อนคลาย คล้ายเพลิดเพลินกับ
ทิวทัศน์ข้างทางเป็นนักหนา มิหนำซ้ายังไม่มีทีท่าว่าจะเชื้อเชิญจั่วม่อร่วม
ดื่มแม้สักจิบเดียว
ที่แท้ผู้ใดเป็นเหล่าป่านกันแน่!
จั่วม่อเดือดดาลใจยิ่ง แต่ต้องยอมรับว่าท่วงท่าสภาวะของคนบางคน
ไม่ใช่สิ่งที่จะลอกเลียนแบบได้ อันว่าท่วงทำนองเกียจคร้านปลอดโปร่งของ
เขิงเหลียนเอ๋อร์นี้ จั่วม่อเคยเพียรพยายามลอกเลียนอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มี
ความสำเร็จแม้แต่น้อย
เหล่าพ่อบ้านของขบวนคาราวานพลังฝึกปรือไม่เทียบเท่าจั่วม่อ การ
เดินทางยาวไกลเคี่ยวกรำพวกมันจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ไม่มีเรี่ยวแรงจะ
สนทนาเป็นเพื่อนจั่วม่ออีก
จั่วม่อผู้เบื่อหน่ายแทบตาย ได้แต่ปล่อยเหล่าเจ้าตัวเล็กออกมา และ
เริ่มเล่นกับพวกมันเป็นการฆ่าเวลา นกโง่ย่อมไม่ชายตามองมันแม้แต่แวบ
เดียว นางเย่อหยิ่งตามปกติ และยิ่งยามนี้พลังของนางรุดหน้าอย่างก้าว
กระโดด นางก็ยิ่งภาคภูมิถือดีกว่าเดิม ดวงตาหยิ่งยโสยังคงแฝงเร้นกลิ่น
อายอหังการที่คล้ายจะหยามดูแคลนทั่วหล้า
สือผิ่นก็เป็นหนึ่งในพวกคลั่งการฝึกฝีมือเช่นกัน หยางกวงเหนียมอาย
อยู่บ้าง เจดีย์น้อย เจ้าเพลิงน้อยและเจ้าดำน้อยกลับมีฝีมือในการ
ประจบประแจงจั่วม่อมากที่สุด พวกมันวิ่งเล่นกันอยู่รอบตัวจั่วม่อ คอย
ประจบเอาใจไม่ห่าง ช่วยให้จั่วม่อสบายอกสบายใจขึ้นไม่น้อย
“ฮะ?”
ทันใดนั้น จั่วม่อรู้สึกหลังมือเจ็บแปลบวูบหนึ่ง มันก้มลงมอง เห็นเจ้า
ดำน้อยเกาะอยู่บนหลังมือของมัน กำลังใช้ขาสั้น
ในอดีตเจ้าดำน้อยเป็นยอดนักล่าสมบัติตั้งแต่แรก และหลังจากไปชุบ
ตัวในมือของศิษย์น้องเฉิงชั่วระยะหนึ่ง สมควรมีความก้าวหน้าอยู่บ้าง นึก
ถึงเหล่าวัตถุดิบล้าค่าและจิงสือที่ศิษย์น้องเฉิงล้างผลาญไป จั่วม่อรู้สึก
เจ็บปวดใจจนแทบหลั่งน้าตา
“เจ้าดำน้อย เจ้าดำน้อยอันประเสริฐ เจ้าเป็นความภูมิใจของข้า หาก
เจ้าสามารถนำบิดาไปหาสมบัติก้อนโต บิดาจะให้เจ้ารับประทานเนื้อชิ้น
โต! ว่ากระไร?
? ก็ได้ บิดาจะรับประทานเนื้อ
ยกให้เจ้าดื่มน้าแกงก็แล้วกัน!”
?
จั่วม่อวางเจ้าดำน้อยลงบนฝ่ามือด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
เจ้าดำน้อยไต่ออกจากมือของจั่วม่อ พุ่งลิ่วไปยังส่วนหลังของขบวน
จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข รีบติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
ในไม่ช้าเจ้าดำน้อยก็ร่อนลงบนเรือสินค้าลำสุดท้ายในขบวน จั่วม่องง
งันวูบ สีหน้าทอแววเคลือบแคลงสงสัย เรือสินค้าลำนี้บรรทุกสินค้าซึ่งใช้
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงทันที
หรือว่ามีคนลักลอบขึ้นเรือ?
องครักษ์บนเรือเห็นจั่วม่อมาถึง พากันตื่นตัวทันควัน รอจนเห็นต้าเห
รินทำมือเป็นสัญญาณให้พวกมันระมัดระวังและเตรียมพร้อม ล้วนสีหน้า
แปรเปลี่ยน ภายใต้การคุ้มกันอย่างเข้มงวดเช่นนี้ อีกฝ่ายยังลักลอบขึ้นเรือ
มาได้โดยไม่มีผู้ใดระแคะระคาย พลังฝีมือของผู้บุกรุกเกรงว่าไม่รวบรัด
ธรรมดาแล้ว
สังเกตเห็นการกระทำผิดปกติของจั่วม่อ ทั้งขบวนคาราวานพากัน
ตื่นตัวทันที
ยอดยุทธ์เหล่านี้ล้วนห้าวหาญชาญศึก ทั้งรู้มือรู้ใจกันเป็นอย่างดี พวก
มันไม่มีผู้ใดส่งเสียง ทุกคนพลิ้วกายประดุจสายน้าไหลรินอย่างเงียบเชียบ
กระจายกำลังออกในบัดดล สร้างเป็นร่างแหตาข่ายอันไร้ช่องว่างรอยโหว่
ผืนหนึ่ง
เจ้าดำน้อยหยุดอยู่นอกห้องท้องเรือที่ใช้เก็บสินค้า สองหนวดโบก
สะบัดอย่างเร่งร้อน แต่ชั่วอึดใจถัดมา ร่างเล็กๆ นั้นกลายเป็นริ้วแสงสาย
หนึ่ง พุ่งถอยหลังอย่างเร็วรี่ ไปหลบอยู่หลังนกโง่ในชั่วพริบตา
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ จั่วม่อในที่สุดค่อยค้นพบกลิ่นอายที่แทบจะไม่มี
อยู่จริงสายหนึ่ง
ด้วยความหนักแน่นของจั่วม่อยังต้องตะลึงลาน ร่างสะท้านขึ้นครา
หนึ่ง กลิ่นอายขุมนี้อ่อนจางยิ่ง แม้ว่ามันจะเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้ หากมิใช่ว่า
เจ้าดำน้อยกระตุ้นเตือน กระทั่งมันเองยังอาจจะมองข้ามไปได้
มีคนลักลอบขึ้นเรือจริงๆ!
จั่วม่อรู้สึกกลางหลังเย็นวะวาบ พร้อมกันนั้นยังพิโรธโกรธกริ้วสุด
ระงับ พวกมันเพิ่งจะผ่านเข้าสู่ดินแดนเก้ามหานิกายพุทธเท่านั้นเอง กลับ
บังเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว จั่วม่อรู้สึกเสื่อมเสียหน้านัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขบวนของพวกมันยังเพียบพร้อมด้วยยอดยุทธ์
มากมายปานนี้
“สหายที่อยู่ด้านใน อย่าได้หลบซ่อนแล้ว! ในเมื่อมาแล้วไยไม่ออกมาพบ
หน้าสักครา!” จั่วม่อสุ้มเสียงเย็นเยียบ สองมือโคจรพลังเทพตระเตรียมจู่
โจมได้ทุกขณะจิต
ร่างแหตาข่ายทั้งผืนกลายเป็นเขม็งตึงเครียด พลันแผ่ซ่านกลิ่นอาย
กดดันที่คล้ายสามารถบดขยี้ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ภายใน
ทว่าภายในห้องท้องเรือกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด กลิ่นอายสภาวะที่
คล้ายมีคล้ายไม่มีสายนั้นกลับกลายเป็นยิ่งอ่อนจางลง จนราวกับว่าจะ
เลือนหายไปได้ทุกเมื่อ คนผู้นั้นคล้ายจู่ๆ ก็สลายหายไปในอากาศธาตุ
เงาร่างเลือนรางซึ่งแทบไม่มีอยู่จริงบิดกายวูบที่กลางอากาศด้วย
ท่วงท่าแปลกประหลาด แล้วพลันไปปรากฏอยู่ที่มุมอีกด้านหนึ่งในชั่ววิบ
ตา
“กลับไป!” เขิงเหลียนเอ๋อร์สีหน้าเย็นยะเยียบ ช่วงเวลาดื่มชายาม
บ่ายของนางถูกขัดจังหวะ ดังนั้นอารมณ์ไม่สู้ดีอยู่แล้ว เห็นจันทร์เสี้ยว
หลายสิบสายหมุนคว้างอยู่รอบกาย คมจันทร์เสี้ยวตวัดฟันอย่างถี่ยิบเป็น
ร่างแหฟ้าตาข่ายดินผืนหนึ่ง ประหนึ่งว่านางต้องการจะสับเงาร่างสายนั้น
ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิปาน
เงาเลือนรางที่คล้ายมีคล้ายไม่มีบิดกายอีกครั้ง หันเหไปยังทิศทางอื่น
เป็นคำรบสอง
ครั้งนี้มันพุ่งตรงเข้าหาอากุ่ย
ทุกผู้คนเผยสีหน้าแปลกพิกล ราวกับว่าพวกมันไม่อาจทนดูอยู่บ้าง
เงาร่างอันงดงามของอากุ่ยหายวับอย่างฉับพลัน ดุจสลายไปใน
อากาศธาตุ เงาสีเทารู้สึกแหฟ้าตาข่ายดินที่ล้อมกักมันเอาไว้จู่ๆ ก็เปิดกว้าง
ออก ต้องลอบปิติยินดีวูบหนึ่ง พลันผนึกรวมรั้งกำลังทั่วร่าง คิดเร่งบุกฝ่า
ผ่านช่องว่างสายนั้นออกไปโดยเร็วที่สุด
ทว่ามันยังไม่ทันจะได้ขยับตัว พลันรู้สึกลำคอตึงวูบ สูญเสียการ
ควบคุมร่างกายโดยไม่รู้ตัว โลกพลิกวูบอย่างรุนแรง
ปัง!
อากุ่ยใช้มือข้างเดียวขยุ้มลำคอของคนลึกลับ เหวี่ยงฟาดใส่พื้นท้อง
เรืออย่างหนักหน่วงดุดัน ดุดันราวกับหวดค้อนยักษ์ด้ามหนึ่งก็มิปาน!
แรงหวดฟาดนี้หนักหน่วงรุนแรงถึงเพียงไหน กระทั่งพื้นกระดานเรือ
ที่แข็งแกร่งดุจหินผา ทั้งปกคลุมด้วยลวดลายค่ายกลยันต์ยังถึงกับแตก
กระจาย เศษไม้สาดกระเด็นไปทุกทิศทาง
เงาสีเทาเจ็บปวดอย่างรุนแรง ราวกับร่างถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ในสายตา
มืดทะมื่น สิ้นสติไปในทันที
ก่อนที่สติของมันจะดับวูบลง ยังทันได้เห็นใบหน้าพร่าเลือนของหลาย
คน ใบหน้าเหล่านั้นไม่รู้ว่าทำไม กลับทอแววเปลกพิกลยิ่งนัก… …
ดูเหมือนจะเห็นอกเห็นใจ ดูเหมือนถึงกับเวทนาอยู่บ้าง หรือบางที ดู
เหมือนกำลังรำพึงรำพัน … เป็นไปตามคาด… …