สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 766 ภารกิจระดับ ‘นก’
‘ไหมแดงกระชากเลือด’ ถูกทำลายชนิดขุดรากถอนโคน!
ข่าวอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกนี้ไม่ต่างจากโรคระบาด แพร่กระจายไป
ในแวดวงโลกมืดของแดนอสูรดุจไฟลามทุ่ง
ซึ่งความจริงโลกมืดของแดนอสูรไม่ใหญ่โตเท่าที่ผู้คนภายนอกเข้าใจ
แม้ว่าหลายปีมานี้อำนาจอิทธิพลของโลกมืดค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างเงียบ
เชียบเงียบ แต่บรรดาผู้นำกลุ่มโลกมืดล้วนทราบกระจ่างใจเป็นอย่างดี ยุค
ทองอันเรืองรองของพวกมันนี้เป็นผลพลอยได้ชั่วคราวที่สืบเนื่องมาจาก
การขัดแย้งภายในของสภาผู้อาวุโสเท่านั้น
แต่กระนั้นการล่มสลายของ ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ สำหรับชาวโลก
มืดแล้ว ยังคงก่อกวนเป็นคลื่นลมใหญ่โตที่สร้างความสะท้านสะเทือนไป
ทั่ว
ว่ากันตามจริง ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ แม้ไม่มีดินแดนใหญ่โต แต่
ฝีมือดำเนินกิจการและความสามารถในการดูแลจัดการอันโดดเด่นหนุนส่ง
ให้พวกมันก่อตั้งรากฐานอย่างลึกล้ามั่นคง เส้นหนวดสัมผัสของพวกมัน
แฝงเร้นอยู่ในทุกซอกทุกมุมภายในดินแดนของตน เรียกได้ว่าภายในพื้นที่
ของพวกมันไม่มีสิ่งใดที่จะหลงหูหลงตาพวกมันไปได้
สำหรับขุมกำลังอันน่ากลัวนี้ เว้นเสียแต่ว่าเป็นเรื่องความเป็นความ
ตาย มิเช่นนั้นไม่มีผู้ใดคิดตอแยพวกมัน
พวกมันเข้มแข็งแกร่งกร้าวมากที่สุดเท่าที่ขุมกำลังระดับนี้จะบรรลุถึง
ได้ หากคิดเอาชนะพวกมัน ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง ยิ่งไปกว่า
นั้น ฐานกำลังของ ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ เปรียบเสมือนถังเหล็กที่ไม่อาจ
เจาะทะลวง ต่อให้ท่านเอาชนะพวกมันได้ แต่คิดขุดรากถอนโคนอำนาจ
อิทธิพลที่แทรกซึมไปทั่วของพวกมัน เป็นเรื่องที่ทั้งซับซ้อนและ
ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ
‘ไหมแดงกระชากเลือด’ ที่แข็งแกร่งเนื่องเพราะพวกมันมั่งคั่งร่ารวย
และเหตุที่พวกมันมั่งคั่งร่ารวย สืบเนื่องมาจากที่พวกมันผูกขาดกิจการค้า
วัตถุดิบระดับต่าในท้องถิ่น
กิจการค้าวัตถุดิบระดับต่าผลกำไรไม่สูงนัก และเนื่องเพราะขุมกำลัง
ใหญ่อันทรงพลังไม่คิดสิ้นเปลืองเวลาและกำลังคนมาควบคุมกิจการเล็กๆ
เช่นนี้ จึงปล่อยทิ้งไว้ให้แก่ขุมกำลังในโลกมืด ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ ก็ไม่
แตกต่างจากขุมกำลังโลกมืดอื่นๆ พวกมันมักจะมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่น
กับเหล่าชนชั้นล่างที่อยู่อยู่ในระดับต่าสุดของสังคม พวกมันมีกำลังคนมาก
ล้น เมื่อปราศจากการแก่งแย่งแข่งขันจากขุมกำลังใหญ่ผู้ทรงอำนาจ ‘ไหม
แดงกระชากเลือด’ ก็เข้ายึดครองกิจการค้าวัตถุดิบระดับต่ากว่าเจ็ดในสิบ
ส่วนอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่ากิจการใด หากสามารถผูกขาดจะได้รับผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ
แม้ว่าอัตราส่วนผลกำไรจะไม่มากมายนักก็ตาม วัตถุดิบระดับต่าไม่ค่อย
เป็นที่สนใจของผู้คน แต่ปริมาณการซื้อขายมากมายมหาศาล
‘ไหมแดงกระชากเลือด’ ซึ่งผูกขาดกลไกตลาด เริ่มจัดการควบคุม
ตลาดเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น
พวกมันมีฝีมือยิ่ง มิหนำซ้าราคาที่พวกมันขายให้แก่เหล่าขุมกำลัง
ใหญ่นั้นต่ากว่าราคาตามท้องตลาดมาก ด้วยวิธีนี้พวกมันไม่เพียงไม่ไป
ขัดแย้งทางผลประโยชน์กับขุมกำลังใหญ่ แต่ยังเพาะสร้างเป็นสายสัมพันธ์
อันกว้างขวางอย่างน่าพรั่นใจ
ทว่าขุมกำลังเช่นนี้ ถึงกับถูกทำลายย่อยยับจนไม่มีวันพลิกฟื้น
ผู้ที่ลงมือเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘เพลิงทมิฬ’
ซึ่งความจริงนาม ‘เพลิงทมิฬ’ นี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันมากนักในโลก
มืด แต่ขุมกำลังเล็กๆ อันไร้ชื่อเสียงเรียงนามนี้กลับทำลายล้าง ‘ไหมแดง
กระชากเลือด’ ซึ่งทุกผู้คนไม่อาจปราบพิชิตได้ กล่าวได้ว่าช่างเหลือเชื่อนัก
หนวดสัมผัสของขุมกำลังโลกมืดไม่ต่างจากเครือข่ายใยแมงมุมที่มอง
ไม่เห็น เพียงลมพัดใบไม้ไหวก็รับรู้ได้ทันที ในไม่ช้าข่าวสารทุกชนิดที่
เกี่ยวข้องกับ ‘เพลิงทมิฬ’ ก็ถูกส่งไปวางบนโต๊ะของเหล่าผู้นำของทุกกลุ่ม
หลายวันมานี้โหยวฉินเลี่ยสุขสำราญยิ่ง ดูจากแววเบิกบานใจที่ไม่อาจ
ปกปิดบนใบหน้ามืดมนของมันก็ทราบได้
คราครั้งนี้มันมียอดยุทธ์อันร้ายกาจหลายคนอยู่ภายใต้บัญชาการของ
มัน ‘ไหมแดงกระชากเลือด’ ทำการดิ้นรนครั้งสุดท้ายประหนึ่งสัตว์ร้ายจน
ตรอกที่รู้ตัวว่าชีวิตกำลังจะแตกดับ แต่หลังจากการต่อสู้ดิ้นรนครั้งสุดท้าย
ไร้ผลโดยสิ้นเชิง พวกมันก็พังทลายอย่างสมบูรณ์
เมื่อเทียบกับการต่อสู้อันยากลำบากหลายครั้งก่อนหน้านี้ หลังจาก
เบื้องบนส่งกำลังหนุนอันร้ายกาจเหล่านี้มาให้ การทำสงครามกับขุมกำลัง
อันแข็งแกร่งก็กลับกลายเป็นง่ายดายดุจเดินเล่นท่องชมทิวทัศน์
อย่างไรก็ตาม การกำจัดอิทธิพลที่แทรกซึมอยู่ในทุกแห่งหนของ ‘ไหม
แดงกระชากเลือด’ เป็นเรื่องยุ่งยากอยู่บ้าง ทว่าโหยวฉินเลี่ยแม้ยังอายุ
เยาว์ แต่มีฝีมืออันกลอกกลิ้ง จิตใจลึกซึ้งอำมหิต ตัวหมากลับที่ถูกจัดวางไว้
แต่แรก ค่อยเผยประโยชน์ใช้สอยของพวกมันออกมาในยามนี้เอง
“ขอบคุณทุกท่านที่เหน็ดเหนื่อย” โหยวฉินเลี่ยกล่าวกับอาคันตุกะ
จากเบื้องบนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ส่วนพวกเถาเวยที่อยู่ข้างกายมัน พากัน
มองดูหนานเยว่กับพวกด้วยสีหน้าซับซ้อน
โลกมืดไม่เคยขาดแคลนยอดยุทธ์ อย่างเช่นอูอิ่งผู้มีฝีมือเข้มแข็งที่สุด
ในหมู่พวกมัน แต่กลุ่มคนตรงหน้าพวกมันนี้กลับแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน
จนพวกมันบังเกิดความครั่นคร้ามยำเกรงอย่างช่วยไม่ได้ ยอดยุทธ์ระดับนี้
เกรงว่าจะมีเพียงแต่ขุมกำลังใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้น จึงสามารถเพาะสร้าง
ขึ้นมาได้
เหล่าต้าของพวกมัน ช่างมีฉากหลังอันลึกล้าสุดจะหยั่งถึงโดยแท้!
เถาเวยกับพวกยังสามารถเห็นได้ชัดเจน พวกหนานเยว่แม้มีพลังฝีมือ
กล้าแกร่งเกรียงไกร แต่ไม่ใช่คนที่มีชีวิตอยู่ในโลกมืดอย่างแน่นอน พวกมัน
มิเพียงไม่มีกลิ่นอายของความมืด นิสัยใจคอยังโอ่อ่าผ่าเผยและสัตย์ซื่อ
เที่ยงธรรม เฉกเช่นเดียวกันกับวิธีต่อสู้ของพวกมัน
“ไม่ต้องเกรงใจ” หนานเยว่ดวงตาทอแววระแวดระวัง กับบรรดาคน
ในโลกมืดเหล่านี้ นางบังเกิดความระแวดระวังตามสัญชาตญาณ หากมิใช่
ว่านางมาพบเห็นด้วยสองตาของตนเอง นางจะไม่ยินยอมเชื่อเป็นอันขาด
ว่าต้าเหรินจะมีขุมกำลังที่ทำงานอยู่ในเงามืดเช่นนี้ด้วย
นางถามโดยไม่อ้อมค้อมเสียเวลา “ขั้นต่อไปเราต้องทำอะไร? หาก
เป็นไปได้ เราหวังว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด”
สายตาทุกคู่ด้านหลังหนานเยว่ล้วนเพ่งมองโหยวฉินเลี่ยเป็นตาเดียว
พวกมันระแวดระวังบุรุษหนุ่มที่ยังอายุเยาว์แต่กลอกกลิ้งและเฉียบขาด
อำมหิตผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง พวกมันล้วนเห็นด้วยตาตัวเอง ในยามที่โหยว
ฉินเลี่ยประหารชีวิตผู้คนกว่าสามสิบคนโดยไม่กะพริบตา บุรุษผู้นี้เป็นมาร
ร้ายตนหนึ่ง ยามนี้พวกมันได้แต่หวังว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด
เพื่อที่จะได้ออกจากสถานที่แห่งนี้
พวกมันชมชอบแสงสว่าง ไม่ใช่เงามืด
โหยวฉินเลี่ยมุมปากยกยิ้ม ดูไม่ออกว่ากำลังหัวร่อหรือเย้ยหยันกันแน่
แต่มันก็หันไปพยักหน้าให้สัญญาณแก่เถาเวย โฉมสะคราญผู้รั้งลำดับ
สองย่อมเข้าใจจิตเจตนาของผู้เป็นเหล่าต้า นางนำม้วนหยกม้วนหนึ่ง
ออกมาส่งให้แก่หนานเยว่ หนานเยว่รับม้วนหยกด้วยสีหน้างุนงงสงสัยอยู่
บ้าง จากนั้นเริ่มอ่านเนื้อความภายในม้วนหยกอย่างจริงจัง
“คนผู้นี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของต้าเหริน”
สุ้มเสียงของโหยวฉินเลี่ยมักแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลี้ลับมืดมน ชวนให้
ผู้คนเย็นสันหลังวาบ
หนวนเยว่อ่านจนจบอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นม้วนหยกส่งคืนให้แก่อีก
ฝ่าย เงยหน้ามองพลางกล่าว “ข้าไม่สามารถเห็นได้ว่าคนผู้นี้มีอันใดพิ
เสษ”
เถาเวยแย้มยิ้มเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอเอื้อนเอ่ย สุ้มเสียงหยาดเยิ้มดัง
กังวานไปทั่วห้องจัดเลี้ยง “คังหลิงเสวี่ย เพศหญิง อายุยี่สิบหกปี สมาชิกผู้
หนึ่งของตระกูลคัง”
“ตระกูลคัง?” คังเจ๋ออุทานอย่างอดไม่ได้ เมื่อพบพานคนแซ่เดียวกัน
มันอดสงสัยใคร่รู้อยู่บ้างไม่ได้
เถาเวยไม่รู้ว่าทำไมคังเจ๋อต้องประหลาดใจ นางยังคงบอกเล่า
รายละเอียดของเป้าหมายสืบต่อ “เป็นตระกูลคังแห่งอาณาจักรหรู่ผิง พวก
มันเป็นขุมกำลังท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เมื่อนางอายุได้สิบเอ็ดปี บิดามารดาของ
นางก็ลาโลกไป นางกลับกลายเป็นผู้นำตระกูล ถือเป็นประมุขตระกูลที่
อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูลคัง”
หนานเยว่รู้สึกเข้าอกเข้าใจขึ้นมาทันที สภาพการณ์เช่นนี้คลับคล้าย
กับสถานการณ์ของนางเมื่อครั้งกระโน้นเป็นอย่างยิ่ง เด็กอายุสิบเอ็ดปีผู้
หนึ่งต้องกลับกลายมาเป็นผู้นำตระกูลเป็นความยากลำบากถึงเพียงไหน
นางนับว่าล่วงรู้ดีกว่าผู้ใด
“ครั้งนั้นบรรดาขุมกำลังอื่นในอาณาจักรหรู่ผิง พากันคาดการณ์ว่า
ตระกูลคังจะต้องเสื่อมทรุดลงอย่างแน่นอน รวมถึงหลายกองกำลังที่เป็น
ศัตรูเก่าของตระกูลคังด้วย ดังนั้นขุมกำลังท้องถิ่นสามแห่งผนึกกำลังกัน
บุกโจมตีตระกูลคัง ทว่าผู้ใดจะคาดคิด ภายใต้การนำของคังหลิงเสวี่ย
ตระกูลคังกลับเป็นฝ่ายพิชิตสามตระกูลนั้นอย่างหมดจดงดงาม การศึก
ครั้งนี้สร้างชื่อให้แก่ตระกูลคังและคังหลิงเสวี่ย จนชื่อเสียงของพวกมันโด่ง
ดังสะท้านอาณาจักรหรู่ผิง”
ทุกผู้คนรับฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม หลายคนสีหน้าทอแววประหลาดใจ
สำหรับเด็กหญิงอายุสิบเอ็ดปีผู้หนึ่ง นี่เป็นเรื่องยากถึงเพียงไหน
“หลังจากนั้นภายใต้การนำของคังหลิงเสวี่ย อำนาจอิทธิพลของ
ตระกูลคังก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สามปีต่อมา ตระกูลคังทะยานขึ้นเป็น
หนึ่งในห้าขุมกำลังใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรหรู่ผิง และภายใต้การ
วิ่งเต้นของนาง ห้าตระกูลเข้มแข็งแห่งอาณาจักรหรู่ผิงรวมกำลังกันก่อตั้ง
สมาคมการค้าแห่งอาณาจักรหรู่ผิง โดยที่คังหลิงเสวี่ยเองรับตำแหน่งผู้นำ
ในปีนั้นนางอายุได้สิบห้าปี”
ทุกผู้คนตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง ราวกับรับฟังตำนานอันเหลือเชื่อ
เรื่องหนึ่ง
“สมาคมการค้าแห่งหรู่ผิงเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ปี
กิจการค้าของพวกมันก็ขยับขยายไปยังอาณาจักรโดยรอบมากกว่าสามสิบ
อาณาจักร อ้อ ข้าลืมบอกไปเรื่องหนึ่ง ความจริงปีนี้คังหลิงเสวี่ยอายุได้สิบ
เจ็ดปี”
“ที่แท้ในโลกนี้ก็มียอดอัจฉริยะอยู่จริง!” หนานเยว่อดไม่ได้ให้ทอด
ถอนชมเชยด้วยความอัศจรรย์ใจ
อสูรผมสีส้มยื่นหน้าเข้ามาทันที กล่าวด้วยใบหน้าหนาเท่ากำแพง
เมือง “หนานเจี่ยใช่กล่าวถึงข้าหรือไม่?”
อาเหวินแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ตัวโง่งม!”
หนานเยว่หางคิ้วกระตุก เจ้าสองตัวนี้เริ่มอีกแล้ว! นางขนย้ายท่าไม้
ตายออกมาในบัดดล “หุบปาก! อย่าลืมสิ่งที่ต้าเหรินกล่าวก่อนออก
เดินทาง”
อสูรผมสีส้มทำคอย่น หดศีรษะกลับไปทันที พลางบ่นงึมงำ “พี่น้องที่
ดีต้องมีคุณธรรมน้ามิตรบ้าง ยอดคุณธรรมน้ามิตรก็คือข้าผู้นี้!”
อาเหวินเงียบงันไป
เถาเวยดวงตาทอแววสนอกสนใจ นางเหลือบมองเหล่าต้า เห็น
เหล่าต้านั่งหลับตาอย่างเยือกเย็น
“เชิญกล่าวต่อ” หนานเยว่กระตุ้นเตือน
“คังหลิงเสวี่ยมีฝีมือทางบริหารจัดการ ภายใต้การกุมบังเหียนของ
นาง ตระกูลคังไม่เพียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ยังเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว
ด้วยพรสวรรค์ของนางและฝีมือเช่นนี้ ย่อมเป็นที่สะดุดตาของขุมกำลัง
หลายฝ่าย สมาคมการค้าหรู่ผิงอาจมีอำนาจอิทธิพลอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบ
กับขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายก็ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ฟังว่ากระทั่งสภาผู้
อาวุโสยังสนใจในตัวนาง”
เถาเวยกลอกตาตลบหนึ่ง “พวกท่านทราบหรือไม่ คิดฉุดลากเด็กหญิง
นางหนึ่งเข้าร่วม วิธีการอันดีงามที่สุดคืออะไร?”
หนานเยว่กล่าวเสียงเย็นเยียบ “บีบบังคับให้แต่งงาน!”
เถาเวยหัวร่อเสียงสดใส “คุณหนูหนานเยว่ชาญฉลาดยิ่ง คิดจัดการ
กับคังหลิงเสวี่ยมีวิธีการมากมาย คังหลิงเสวี่ยที่น่าเวทนา ในมือมีเบี้ย
ต่อรองน้อยเกินไป วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือเสนอการแต่งงาน
คังหลิงเสวี่ยเป็นโฉมสะคราญในแดนดินนางหนึ่ง นางยังมั่งคั่งร่ารวย ทั้งมี
ฝีมือทางดูแลจัดการเรื่องราว ผู้ใดสามารถวิวาห์กับนางไม่ทราบว่าได้กำไร
ถึงเพียงไหน! จนถึงบัดนี้คังหลิงเสวี่ยได้รับข้อเสนอการแต่งงานมากกว่าสิบ
ฉบับ ในบรรดานั้นไม่ว่าขุมกำลัง ก็ไม่ใช่ผู้ที่นางหรือสมาคมการค้าหรู่ผิงจะ
สามารถล่วงเกินได้”
“เจ้าพวกนี้สมควรฆ่าทิ้ง!” อาเหวินผู้เคียดแค้นชิงชังการถูกอำนาจ
บีบบังคับโพล่งออกมาด้วยความเดือดดาล
เป็นน้อยครั้งที่อสูรผมส้มไม่ขัดแย้งกับอาเหวิน เพียงกล่าวอย่างเที่ยง
ธรรมว่า “มีแต่อัจฉริยะจึงสามารถช่วยเหลือโฉมสะคราญ… …”
หนานเยว่เมินพวกมันทั้งสอง “แล้วนางมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับเรา”
โหยวฉินเลี่ยผู้หลับตาผ่อนคลายอารมณ์ พลันลืมตากล่าวว่า “นี่เป็น
หนึ่งในเป้าหมายของเบื้องบน อย่าได้ถามเหตุผล ข้าก็ไม่อาจบอกได้ เจ้า
เพียงแค่ต้องรู้ว่านางคือเป้าหมายของพวกเจ้า และข้าจะช่วยพวกเจ้าทำ
ภารกิจนี้ให้สำเร็จ”
“เราต้องทำอย่างไร?” หมิงเจวี๋ยจื่อถามมาจากทางด้านข้าง ใน
บรรดาหน่วยเล็กๆ ของพวกมัน หมิงเจวี๋ยจื่อเจ้าความคิดที่สุด
“ข้าค่อนข้างชอบวิธีลักพาตัวนางกลับมาเลย” โหยวฉินเลี่ยยักไหล่ ดู
กลอกกลิ้งราวกับสุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ “อย่างไรก็ตาม นี่เป็นภารกิจของ
พวกเจ้า สุดท้ายจะทำอย่างไร พวกเจ้าต้องตัดสินใจเอาเอง เบื้องบนหาได้
กำหนดวิธีการไม่ พวกมันเพียงต้องการรับตัวอัจฉริยะที่มีฝีมือทางบริหาร
จัดการเรื่องราวภายใน แน่นอน หากพวกเจ้าพลั้งมือทำลายนางไป เราก็ยัง
มีเป้าหมายอื่นอีก”
กับบุคคลที่เย็นชาไร้ความรู้สึกเช่นนี้ ความไม่ชมชอบของหนานเยว่มี
แต่จะรุนแรงขึ้น แต่หมิงเจวี๋ยจื่อชิงตอบคำก่อนที่นางจะทันเอ่ยปาก “เจ้า
หมายความว่าหลังจากเสร็จเรื่องนี้ เรายังต้องบรรลุเป้าหมายอื่น ๆ อีก
หรือไม่?”
“มิผิด” โหยวฉินเลี่ยกล่าวเสียงเย็น “รายการเบื้องต้นจากการสืบค้น
มีอยู่หนึ่งร้อยสามคน หลังจากตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และเลือก
เฟ้นตามหลักเกณฑ์ของเบื้องบน มีเหลืออยู่สิบหกคน”
“สิบหกคน!”
หนานเยว่กับพวกตะลึงลาน จำนวนนี้ออกจะนอกเหนือความ
คาดหมายของพวกมันไปแล้ว
“สิบหกคนนี้ล้วนแล้วแต่มีพรสวรรค์ ทุกคนไม่ได้สังกัดขุมกำลังที่
แข็งแกร่ง สมควรประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นนัก” โหยวฉินเลี่ย
กวาดตามองไล่ไปทีละคน มุมปากยกยิ้มคล้ายขบขันคล้ายเย้ยหยัน “ซึ่ง
ความจริงพวกเจ้าต้องขอบคุณข้า เพราะข้าช่วยพวกเจ้าทำงานส่วนใหญ่
จนลุล่วงไปแล้ว มีอยู่แปดคนที่เรารับตัวมาแล้ว ผ่านการข่มขู่ ลักพาตัว
และซื้อตัว อ้อ อีกคนหนึ่งเพิ่งจะรับตัวมาจาก ‘ไหมแดงกระชากเลือด’
อย่างไรเล่า”
“เจ้าหมายความว่ายังเหลืออีกเจ็ดคน?” หมิงเจวี๋ยจื่อจับใจความ
สำคัญได้ทันที
“มิผิด” โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างไร้ความรู้สึก “ข้าแนะนำให้เจ้าไป
หาคังหลิงเสวี่ยเป็นอันดับแรก ในการจัดลำดับของเบื้องบน นางจัดอยู่
ลำดับหนึ่ง มีคะแนนสูงสุด แม้ว่าชั่วดีจะล่วงรู้ก็ต่อเมื่อให้พวกมันมาประชัน
ขันแข่งกันเท่านั้น ข้าก็ยังชื่นชอบนางไม่น้อย นอกจากนี้ ระดับของภารกิจ
นี้คือระดับ ‘นก’ เชื่อว่าเจ้าสมควรทราบว่าหมายถึงอะไร”
หนานเยวี่ยกับพวกถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด