สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 789 กองพันบาปเคราะห์
สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
ยามนี้จั่วม่อครอบครองตราสัญลักษณ์ห้าชิ้นอยู่ในมือ กล่าวอีกนัย
หนึ่งก็คือ รวมทั้งตัวมันเองด้วยแล้ว ฝ่ายมันสามารถเข้าไปในซาก
โบราณสถานได้ถึงยี่สิบห้าคน แต่อย่าได้เห็นว่าจำนวนคนที่สามารถเข้าไป
ในซากโบราณสถานของพวกมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความจริงโอกาสที่จะ
ประสบความสำเร็จหาได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยไม่ ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใด
ล่วงรู้ตัวตนของพวกมัน พวกมันกลับมีโอกาสลอบเข้าไปหยิบฉวยสมบัติ
หรือจับปลาตอนน้าขุ่นได้มากกว่า แต่ถึงตอนนี้ นิกายซินเยี่ยกับนิกายอื่นๆ
ล้วนล่วงรู้ข้อแลกเปลี่ยนระหว่างพวกมันกับหย่างหยวนเฮ่า
ทางฝ่ายวัดดอกบัวสูงศักดิ์กับพวกไม่สามารถหยุดยั้งฝ่ายของนิกาย
ซินเยี่ยกับอีกสามนิกายที่เหลือได้ ทุกคนล้วนทราบดีแก่ใจว่ามีปัญหา แต่
พวกมันจะอย่างไรไม่ได้ฉีกหน้ากันต่อหน้าผู้คนภายนอก หากนิกายซินเยี่ย
กับพวกทั้งสามแยกตัวออกจากอีกห้านิกายที่เหลือจริงๆ สภาพสมดุลใน
ปัจจุบันจะพังทลายลงทันที
จั่วม่อกับกลุ่มของมันถูกเผยตัวออกมาแล้ว ย่อมต้องกลายเป็น
เป้าหมายของส่วนรวม พวกมันมิเพียงเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่สุดในซาก
โบราณสถาน ทั้งยังเป็นศัตรูของผู้อื่นทั้งหมดด้วย ไม่ว่าผู้ใดหากคิด
จั่วม่อไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับตัวมันเอง นอกจากมันแล้ว อากุ่ย
เหวยเสิ้ง เขิงเหลียนเอ๋อร์ หลัวหลีและคนอื่น ๆ ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถก้าวเข้า
มาเป็นผู้นำขบวนทัพค่ายกล หากเทียบกับเหล่ายอดยุทธ์ที่ขุมกำลังอื่น
เลือกเฟ้นมาเป็นอย่างดี ชาวม่ออวิ๋นไห่อาจไม่ใช่คู่มือของพวกมัน แค่คน
เหล่านี้แม่นางน้อยเป็นผู้ฝึกอบรมมาด้วยตัวเอง ขอเพียงพวกมันตั้ง
กระบวนทัพค่ายกล ย่อมไม่ถึงกับพ่ายแพ้ได้โดยง่าย
เมื่อซากโบราณสถานเปิดออก บรรดาผู้ที่ถือครองตราสัญลักษณ์หาก
อยู่ในละแวกใกล้เคียง พวกมันจะถูกดูดเข้าไปในซากโบราณสถานในทันที
จั่วม่อกับพวกทั้งหลายเข้าสู่ซากโบราณสถานผ่านทางหุบเขาที่วัด
ดอกบัวสูงศักดิ์ทำการกวาดล้างไปก่อนหน้านี้ หุบเขาแห่งนี้วัดดอกบัวสูง
ศักดิ์ทุ่มเทกำลังเฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนา หลงเหลือเส้นทางเข้าออกที่
ปลอดภัยไว้เพียงสายเดียว
ทันทีที่เวลามาถึง จั่วม่อกับพวกต่างรู้สึกว่าในสายตาพร่าเลือนวูบ
ทิวทัศน์รอบข้างแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าสายตาของมันเป็นสีขาวพร่าง ทุกหนแห่งปก
คลุมไปด้วยหมอก ใต้ฝ่าเท้าเป็นแผ่นหินเขียวซึ่งแกะสลักเป็นภาพสัตว์ร้าย
บรรพกาล หมอกเหล่านี้แปลกประหลาดยิ่ง ภายในกลุ่มหมอกคล้ายทาบ
ทาด้วยสีสันทุกชนิด แฝงเร้นไว้ด้วยพลังลี้ลับซึ่งไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้
ทว่าเมื่อมันเห็นสภาพรอบข้างชัดตา จั่วม่อถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยน
ทุกคนถูกแยกออกไป!
ข้างกายมันหลงเหลือเพียงอากุ่ยผู้เดียว!
บัดซบ!
จั่วม่อตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ในทันที พวกมันเป็น
เป้าหมายของคนทั้งหมด เมื่อกลุ่มของพวกมันกระจัดกระจายออกไป ทุก
คนจะตกอยู่ในอันตราย! มันเดิมทีตั้งใจว่าจะใช้จำนวนคนที่รวมกลุ่มกันได้
มากกว่าเข่นฆ่าเปิดทางเข้าไป ยามนี้แผนการนี้ไม่อาจใช้ได้ พวกมันเมื่อ
พลัดแยกจากกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนของม่ออวิ๋นไห่จะตกเป็นเป้า
สังหารอันดับแรกของผู้คนทั้งหมด
มันรีบใช้เคล็ดวิชาพิเศษเฉพาะของม่ออวิ๋นไห่ พยายามติดต่อกับคน
อื่น ๆ ทว่าวิชาลับนี้คล้ายเสื่อมสลายไปแล้ว ไม่มีปฏิกริยาตอบสนองแม้แต่
น้อย
มันหัวใจดิ่งวูบลงไปอีก
จั่วม่อหันไปมองอากุ่ย โดยไม่กล่าวคำใด มันรีบนำยุทโธปกรณ์เทพ
สามัญออกมาสองชุด สวมลงบนร่างของตนเองกับอากุ่ย ปลอมแปลงรูป
โฉมเพื่อไม่ให้เตะตาผู้คน
จั่วม่อแม้มีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตน แต่หากถูกกลุ้มรุม
โจมตีจากทุกด้าน ยังคงสุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่ง
“ไปกันเถอะ!”
จั่วม่อพุ่งนำไปก่อน เรื่องเร่งด่วนในยามนี้คือตามหาคนอื่นให้พบ
โดยเร็วที่สุด สำหรับตัวมันเองและยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพคนอื่นยังไม่นับว่า
กระไรนัก สมควรไม่มีอันตรายร้ายแรงอันใดคุกคามพวกมันได้โดยง่าย แต่
องครักษ์เหล่านั้นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ พลังฝีมือของพวกมันยังไม่กล้าแข็ง
พอ เมื่อไม่อาจใช้กระบวนทัพค่ายกล พวกมันก็เรียกได้ว่าคับขันอันตราย
มากแล้ว
จั่วม่อแม้ต้องการยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ แต่ไม่คิดแลกด้วย
ชีวิตสหาย
คนเหล่านี้ติดตามมันมานานที่สุด เป็นกลุ่มที่มันใกล้ชิดสนิทสนมที่สุด
จั่วม่อและอากุ่ยหายลับไปในม่านหมอกขาวโพลนอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้เกาะน้อยอันโดดเดี่ยวแห่งนี้ไม่ได้มีนามเรียกขาน แต่
หลังจากเปี๋ยหานสร้างตัวตึกอยู่ที่นี่ มันมอบนามให้ว่าเกาะนิทรารมณ์
เกาะนิทรารมณ์ห้อมล้อมด้วยอาคมหวงห้ามอันน่ากลัว ไม่มีผู้ใดฝืน
บุกฝ่าเข้าไปได้ หนทางเดียวที่จะเข้าสู่เกาะนิทรารมณ์ คือค่ายกล
เคลื่อนย้าย บนเกาะนิทรารมณ์มีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ชุดหนึ่ง ปลายทาง
อีกฟากหนึ่งของค่ายกลเคลื่อนย้ายชุดนี้อยู่ภายในห้องนอนของเปี๋ยหาน
มีเพียงเปี๋ยหานเท่านั้นที่มายังเกาะโดดเดี่ยวแห่งนี้ บนเกาะมีเพียง
โถงบูชาอันเรียบง่ายหลังหนึ่ง
นั่นเป็นหอสูงเจ็ดชั้นหลังหนึ่ง เปี๋ยหานสร้างทั้งหมดด้วยตัวเอง
ภายในห้องโถงใหญ่จัดวางป้ายบูชาจำนวนมาก เห็นม่านสะบัดปลิวไปตาม
แรงลมเย็นเยียบ ยิ่งขับเน้นให้สถานที่แห่งนี้ดูน่าขนลุกอยู่บ้าง
เปี๋ยหานในมือซ้ายถือแผ่นป้ายบูชาว่างเปล่าแผ่นหนึ่ง มือขวาถือ
พู่กันด้ามหนึ่ง บรรจงจารึกนามลงไปบนแผ่นป้ายบูชาอย่างระมัดระวัง
มันก้มหน้าเขียนแผ่นป้ายบูชาอย่างเงียบ ๆ ที่ยืนอยู่เบื้องหลังมันเป็น
กองพันบาปเคราะห์ซึ่งเหลือน้อยกว่าครึ่ง ในแถวทัพของพวกมันเว้นที่ว่าง
หลายแห่ง ทว่าพวกมันยังคงยืนนิ่งเงียบราวกับว่าไม่มีชีวิตอยู่แต่แรก
จนกระทั่งชื่อสุดท้ายถูกเขียนลงไป เปี๋ยหานวางแผ่นป้ายบูชากลับลง
ไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะจุดธูป
มันไม่ได้คารวะ ไม่ได้ก้มลงกราบกราน เพียงยืนมองเงียบๆ ราวกับว่า
กำลังตรวจแถวทัพเหมือนเช่นปกติ มันกำลังตรวจดูแผ่นป้ายบูชาที่ถูกจัด
วางเรียงรายอย่างประณีต
ไม่ว่ามันจะยืนมองอยู่นานเท่าใด สีหน้าก็ยังคงเย็นชาเช่นเคย แต่แล้ว
พลันเอ่ยต่อแถวแผ่นป้ายบูชาคล้ายบอกกับตัวเอง
“ข้าไม่ทราบว่าวิญญาณที่จากไปของพวกเจ้าจะหวนกลับมาหรือไม่
เจ้าเหน็ดเหนื่อยกันมามากแล้ว หลับให้สบายเถอะ ข้าจะมุ่งหน้าต่อไป”
จากนั้นมันหันกลับ เดินนำกองพันบาปเคราะห์ที่เหลือหายเข้าไปใน
ค่ายกลเคลื่อนย้าย
เปี๋ยหานกลับมายังที่พำนักของตน จากนั้นไปยังเกาะเมฆของฉุนอวี๋
เฉิง เพื่อเสาะหาตัวฉุนอวี๋เฉิง
ฉุนอวี๋เฉิงแม้ว่าบางครั้งอาจเลอะ ๆ เลือน ๆ อยู่บ้าง แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับ
ว่าคู่สนทนาของมันเป็นผู้ใดด้วย ต่อหน้าเทพมฤตยูเช่นเปี๋ยหาน มันก็ให้
ความร่วมมือด้วยดี อย่าว่าแต่เปี๋ยหานไม่เคยซักไซ้เรื่องราวที่ซับซ้อนให้มัน
ต้องขุ่นข้องรำคาญ และจะว่าไปแล้ว ไข่มุกโลหิตเหล่านั้นเป็นศิษย์พี่จั่ว
หลอมสร้างขึ้น ฉุนอวี๋เฉิงเองก็กระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าผลลัพธ์จะ
ออกมาเป็นเช่นไร
“อยู่ที่นั่น พวกมันเติบโตได้ดีมาก” ฉุนอวี๋เฉิงชี้ไปยังลูกกลมโลหิตใน
บ่อโลหิต กล่าวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกมันเริ่มจะมีคุณลักษณะบาง
ประการของพาหนะปิศาจบ้างแล้ว แต่ยังเป็นลักษณะที่พื้นฐานมาก”.
เปี๋ยหานจ้องมองลูกกลมโลหิตในบ่อโลหิตโดยไม่เอ่ยปากแม้สักครึ่ง
คำ
บ่อโลหิตลักษณะนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ยืดยาวออกไปราวกับไม่มีที่
สิ้นสุด ภายในบ่อโลหิตแต่ละบ่อ มีลูกกลมโลหิตหนึ่งเม็ดกำลังเติบโตขึ้น
“ไข่มุกโลหิตเหล่านี้ยังคงสัญชาตญาณการต่อสู้เอาไว้ ดังนั้นพวกมัน
ดุร้ายดิบเถื่อนยิ่ง หากมีลูกกลมโลหิตสองลูกอยู่ในบ่อโลหิตเดียวกัน พวก
มันจะเข่นฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่ง ข้าจึงต้องสร้างบ่อเลือดมากมายถึง
เพียงนี้ วาจาขอบอกกล่าวไว้ก่อน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้เจ้าต้องรับผิดชอบ”
ฉุนอวี๋เฉิงจ้อไม่หยุดปาก
“ตกลง” เปี๋ยหานรวบรัดตัดความ ประหนึ่งว่าวาจาของมันมีค่าดุจ
ทองคำ
“ข้าไม่ทราบว่าพวกมันพอเติบโตขึ้นจะเป็นอย่างไร หรือมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
“ตกลง” เปี๋ยหานยังย้าคำเดิม แล้วพลันถามว่า “หินผลึกเทพมี
ประโยชน์ต่อพวกมันจริง ๆ?”
“มิผิด มีประโยชน์มาก พวกมันสามารถดูดกลืนพลังเทพในหินผลึก
เทพ ลองดูพวกที่อยู่ทางด้านนี้ พวกที่กลืนกินหินผลึกเทพมีขนาดใหญ่ขึ้น
อย่างเห็นได้ชัด หลังจากนี้เมื่อพวกมันไปยังค่ายจินวู จะช่วยให้สามารถรับ
การดัดแปลงได้โดยง่าย มาตกลงกันก่อน เจ้าต้องจ่ายคืนข้าเป็นเท่าตัว มิ
เช่นนั้นข้าต้องขาดทุนจริงๆ แล้ว… … อ้าว เฮ้เฮ้เฮ้ อย่าเพิ่งไปสิ”
ฉุนอวี๋เฉิงยังพล่ามไม่ทันจบ เปี๋ยหานก็หมุนตัวจากไปแต่แรก
“ข้าไม่ได้บอกว่าให้จ่ายคืนตอนนี้เสียหน่อย… …เฮอะ ไฉนต้องทำท่า
ดุร้ายถึงเพียงนี้ด้วย
ฉุนอวี๋เฉิงมองตามหลังเปี๋ยหานด้วยสายตางุนงง
หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วยาม เปี๋ยหานก็กลับมาปรากฏตัวตรงหน้าฉุนอวี๋
เฉิงอีกครั้ง
โครม มันเทหินผลึกเทพกองโตไว้ตรงหน้า
ฉุนอวี๋เฉิงดวงตาแทบถลน “สวรรค์ของข้า… …”
จั่วม่อและอากุ่ยเปลี่ยนรูปโฉมให้พื้นเพธรรมดาเพื่อที่จะไม่สะดุดตา
ผู้ใด อย่างไรก็ตาม กลุ่มหมอกเบื้องหน้าพวกมันนี้แปลกประหลาดยิ่ง เมื่อ
จั่วม่อคิดใช้พลังเทพตรวจสอบสภาพรอบข้าง กลับเผชิญกับแรงต้านทาน
อันแข็งกล้า
สภาพเช่นนี้นับว่ายากจะพบพาน พลังเทพที่มันฝึกปรือคือพลังเทพ
สุริยันแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน แม้แต่ในยุคสมัยนั้น ก็ยังถือเป็นหนึ่งในเคล็ด
วิชาพลังเทพที่แกร่งกล้าเกรียงไกรที่สุดในปฐพี
แต่กระทั่งพลังเทพสุริยันยังเผชิญแรงต้านทานถึงเพียงนี้ ซาก
โบราณสถานแห่งนี้เกรงว่าไม่รวบรัดธรรมดาแล้ว
ในเวลานี้เอง นกโง่พลันโผพุ่งออกมาจากแหวนมิติของจั่วม่อ ตามมา
ด้วยเจดีย์น้อย เจ้าเพลิงน้อย เจ้าดำน้อยและทหารยันต์ทองคำดำตามติด
ออกมาเป็นพรวน
กลุ่มของพวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นทันที ดูใหญ่โตกว่าเดิมมาก
นกโง่พอออกมา ดวงตาก็จ้องเขม็งไปยังกลุ่มหมอก ทันใดนั้นเปลวไฟ
แดงฉานระเบิดวาบออกจากร่าง ขนสีแดงเพลิงทั้งร่างตั้งชัน ราวกับว่านาง
กำลังเผชิญกับบางสิ่งที่สุดแสนจะอันตราย ซึ่งแฝงตัวอยู่ในกลุ่มหมอก
โดยรอบ
?
?
ประหลาดยิ่ง!
จั่วม่อยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ขวดหยกในมือมันเรียกว่าขวด
แม่เหล็กวิเศษ ถนัดจัดเจนในการบังคับดูดกลืนวัตถุดิบประเภทนี้เป็น
พิเศษ แต่กลับไม่สามารถดูดหมอกประหลาดนี้ได้?
จั่วม่อโคจรพลังเทพเข้าไปในขวด
กลุ่มหมอกขาวในที่สุดไม่อาจต้านทานแรงดูดอันกล้าแข็งของขวด
แม่เหล็กวิเศษได้อีก ไหลบ่าลงไปในขวดทันที
เพียงชั่วพริบตาเดียว บังเกิดเป็นที่ว่างผืนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
พวกมัน หมอกรอบข้างคล้ายถูกบังคับด้วยพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง ไม่ได้
ล่องลอยเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างตามธรรมชาติของหมอก ดูราวกับขนม
เปี๊ยะที่ถูกตัดออกไปชิ้นหนึ่ง จั่วม่อกับพวกยืนอยู่ในส่วนที่ว่างเปล่าที่ถูกตัด
ออกไปนี้เอง
แต่ความสนใจของจั่วม่อ พลันหันเหไปจากกลุ่มหมอกอย่างรวดเร็ว
เนื่องเพราะตรงพื้นที่ว่างด้านหน้าพวกมัน มีสิ่งของแปลกประหลาด
ปรากฏขึ้น
เห็นแผ่นจานกลมที่ปกคลุมด้วยลวดลายเกลียวก้นหอยใบหนึ่งปรากฏ
อยู่ตรงหน้าพวกมัน กึ่งกลางแผ่นจานเป็นรูลึกดำมืด สายหมอกขาวไหล
ออกมาจากตำแหน่งนั้นเอง ผ่านจานนี้ขนาดเล็กยิ่ง หมอกขาวเพียงไหลริน
ออกมาช้าๆ ทว่าหมอกเหล่านั้นกลับไม่กระจายหายไป แต่รวมตัวกันอยู่
กลางอากาศ
หรือว่าหมอกทั้งหมดในสถานที่นี้ ไหลออกมาจากแผ่นจานประหลาด
ใบนี้?
“ข้าทราบว่าที่นี่เป็นสถานที่ใด” ผูเยาจู่ ๆ โพล่งออกมาอย่าง
เคร่งเครียด
“เป็นสถานที่ใด?”
“สนามประลองสัญลักษณ์ศึก!” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา
เว่ยพอได้ยินประโยคนี้ ทีแรกงงงันวูบ จากนั้นสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่าง
รุนแรง ร้องเสียงหลง “เป็นไปไม่ได้!”
“สนามประลองสัญลักษณ์ศึก?
?” จั่วม่อยิ่งสงสัยใคร่รู้กว่าเดิม ปฏิกิริยาของเว่ยบอกชัดว่านามนี้ไม่ใช่
ธรรมดาสามัญ
“สนามประลองสัญลักษณ์ศึก เป็นสถานที่ที่บรรดานักรบสัญลักษณ์
ศึกของชนเผ่าโบราณมาต่อสู้กัน” ผูเยาเกริ่นนำเสียงแหบลึก “ในยุคบรรพ
กาล เมื่อถึงรอบระยะเวลาหนึ่ง เหล่าชนเผ่าโบราณจะร่วมกันจัดงาน
ประลองครั้งใหญ่ นักรบสัญลักษณ์ศึกของแต่ละเผ่าจะมารวมตัวกันและ
ต่อสู้เพื่อที่จะกลายเป็นผู้นำ”
“อ้อ ฟังดูคล้ายงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่” จั่วม่อกล่าวอย่าง
ครุ่นคิด
“งานประลองคัดสรรผู้นำ เทียบกับงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่
แล้วยังโหดร้ายทารุณกว่ามาก” เว่ยอดกล่าวแทรกไม่ได้ “นั่นเป็นการต่อสู้
ที่เดิมพันด้วยชีวิต! ผู้ที่เหลือรอดมาได้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย นักรบ
สัญลักษณ์ศึกที่แข็งแกร่งที่สุดจะถูกเรียกว่าขุยอ๋อง (หัวหน้าผู้เป็นใหญ่)
ชนเผ่าของขุยอ๋องจะถือครองอำนาจอันยิ่งใหญ่ ชนเผ่าอื่นต้องส่ง
บรรณาการให้แก่ขุยอ๋อง การส่งบรรณาการนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าขุย
อ๋องคนใหม่จะปรากฏตัวขึ้น โดยทั่วไปแล้วการประลองเช่นนี้จะถูกจัดขึ้น
ทุกสิบปี”
เว่ยกล่าวอย่างเคร่งขรึม “แต่จะอย่างไร ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าที่นี่คือ
สนามประลองสัญลักษณ์ศึก ถึงแม้ว่าข้าไม่เคยไปยังสนามประลอง
สัญลักษณ์ศึก แต่ซากโบราณสถานแห่งนี้ไม่เห็นจะมีสิ่งใดบ่งบอกไปใน
ทิศทางนั้นเลย”
ผูเยาแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ”ห้าโถงนอกแห่งสนามประลอง
สัญลักษณ์ศึก ประกอบไปด้วยลม ฝน สายฟ้า หมอกและหิมะ หากข้ามอง
ไม่ผิด ที่นี่คือห้องโถงหมอก แผ่นจานกลมนั่นสมควรเป็นลัญจกรตาหมอก”
เว่ยนิ่งงันไป ในยุคสมัยนั้นมันมิได้เป็นนักรบสัญลักษณ์ศึก ตัวมันอยู่
ภายในเผ่า เรียกได้ว่าค่อนข้างอ่อนแอ เรื่องสำคัญเช่นสนามประลอง
สัญลักษณ์ศึกหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันไม่ แต่เรื่องของโถงนอกทั้งห้า
ของสนามประลองสัญลักษณ์ศึก ลม ฝน สายฟ้า หมอกและหิมะ มันกลับ
เคยได้ยินได้ฟังมาไม่น้อย
จั่วม่อทีแรกยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่รอจนผูเยาเอ่ยนามลัญจกรตา
หมอกออกมา จั่วม่อก็เชื่อมั่นเต็มสิบส่วนทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถ
อธิบายเรื่องแผ่นจานกลมนี้ได้ทันที ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าพลังเทพของมัน
ถูกสะกดข่มเอาไว้ทุกทาง หากที่นี่คือสนามประลองสัญลักษณ์ศึก เช่นนั้น
จึงสมเหตุสมผล นี่เป็นสถานที่ที่เหล่านักรบสัญลักษณ์ศึกผู้กร้าวแกร่ง
เกรียงไกรเมื่อครั้งกระโน้นร่วมบรรเลงศึก ประชันฝีมือกัน ตัวสถานที่เอง
ไหนเลยจะธรรมดาสามัญได้
“ผูเยา เจ้าช่างรอบรู้นัก!”
ผูเยาไม่ได้เชิดหน้าทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างที่ควรเป็น กลับมีสีหน้า
สงบราบเรียบ “เหล่าซือของข้าเคยศึกษาค้นคว้าเรื่องของสนามประลอง
สัญลักษณ์ศึกเป็นเวลานานมาก”
จั่วมั่วในที่สุดค่อยเข้าใจ อย่างไรก็ตาม นี่ยิ่งทำให้มันสนใจใคร่รู้
กว่าเดิม เหล่าซือของผูเยาดูคล้ายจะแข็งแกร่งยิ่ง!
“เช่นนั้นเวลานี้สมควรทำอย่างไร
จั่วม่อรีบเรียนถามด้วยสีหน้า
คาดหวัง พลางชี้ไปยังลัญจกรตาหมอกอย่างกระตือรือร้น “เจ้าสิ่งนี้เป็น
ของดี ต้องเป็นสมบัติวิเศษอย่างแน่นอน สามารถหยิบฉวยไปหรือไม่?”
ผูเยากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ห้องโถงลม ฝน สายฟ้า หมอกและหิมะ
แห่งสนามประลองสัญลักษณ์ศึกเป็นการทดสอบด่านแรก ผู้ที่ถูกกำจัด
ออกในด่านนี้มีจำนวนมากที่สุด มีเพียงผู้ที่สามารถรอดชีวิตจากห้าโถง
นอก จึงจะได้เข้าสู่ด่านถัดไป ลัญจกรตาหมอกแน่นอนว่าเป็นสมบัติวิเศษ
ชิ้นหนึ่ง ของสิ่งนี้เฝ้าพิทักษ์ห้องโถงหมอก หากเจ้าสามารถหยิบฉวยไปจริง
ๆ ห้องโถงหมอกย่อมต้องสิ้นพิษสง แต่ข้าไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น”
จั่วม่อพอฟังว่าลัญจกรตาหมอกเป็นสมบัติวิเศษจริง ๆ ต้องถูมืออย่าง
กระเหี้ยนกระหือรือ แทบกระโจนออกไปทันที แต่แล้วผูเยากลับเทน้าเย็น
ราดรดศีรษะมัน จึงอดถามอย่างงงงวยไม่ได้ “เพราะเหตุใด?”
“เหล่านักรบสัญลักษณ์ศึกเมื่อครั้งกระโน้น หากเทียบกับเจ้าในตอนนี้
พวกมันแข็งแกร่งกว่าเจ้าไม่รู้ว่าเท่าใด แต่ลัญจกรตาหมอกไฉนยังคงอยู่
ที่นี่จนกระทั่งถึงยามนี้เล่า?
?” ผูเยาย้อนถามแทนคำตอบ
จั่วม่อตัวแข็งทื่อ ใช่แล้ว เนิ่นนานปีถึงปานนี้ของสิ่งนี้ยังคงตั้งอยู่ใน
ห้องโถงหมอก นักรบสัญลักษณ์ศึกมากมายกลับไม่มีผู้ใดหยิบฉวยมัน
ออกไปได้ ของสิ่งนี้ย่อมไม่อาจรับมือได้โดยง่าย เสี่ยวม่อเกอแม้ละโมบโลภ
มาก แต่มันล่วงรู้ขีดจำกัดของตนเป็นอย่างดี อย่าได้เห็นว่ามันเป็นหนึ่งในผู้
เข้มแข็งของโลกยุคนี้ แต่หากเทียบกับบรรดาตัวประหลาดอมนุษย์ในยุค
บรรพกาล ซึ่งสามารถปลิดดาวลงจากท้องฟ้า คว้าจันทรามาอยู่ในอุ้งมือ
มันก็ไม่ต่างจากหิ่งห้อยประชันแสงสุริยา
?”
?” จั่วม่อตะลึงงัน
“ไม่รู้” ผูเยาสั่นศีรษะอีกรอบ ยืนยันเสียงหนักแน่น
จั่วม่ออยากร่าไห้แต่ไร้น้าตา มันล่วงรู้ว่าที่นี่คือห้องโถงหมอก ล่วงรู้ว่า
ลัญจกรตาหมอกเป็นสมบัติวิเศษ แต่กลับไม่ทราบว่าจะออกไปได้อย่างไร
… … สิ่งที่สำคัญที่สุด มันกลับไม่รู้
เห็นสายตาหยามเหยียดของจั่วม่อ ผูเยากระแอมไอพลางกล่าวอย่าง
จนปัญญา “หลายสิ่งหลายอย่างในยุคบรรพกาลหายสาบสูญไปจากหน้า
ประวัติศาสตร์ กระทั่งขุดค้นข่าวสารได้มากเท่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแล้ว”
ทันใดนั้น เว่ยผู้ซึ่งนิ่งคิดทบทวนจนศีรษะแทบระเบิด พลันกล่าวว่า
“ข้าจำได้ว่าในบันทึกของเผ่าบอกว่า… …”
จั่วม่อตาลุกวาว คึกคักขึ้นมาทันที “พวกมันบอกว่าอะไร?”
“มันนานเกินไป ข้าจำไม่ค่อยได้แล้ว ขอเวลาให้ข้าลองคิดดู” เว่ย
ทำท่าขวยเขินอยู่บ้าง มันมีเพียงความทรงจำเลือนราง คล้ายว่าครั้งนั้นมี
นักรบของชนเผ่าผู้หนึ่งได้รับบาดเจ็บจากด่านแรกของการประลอง เป็น
เหตุให้ทิ้งบันทึกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้เอาไว้ให้แก่ชนรุ่นหลัง
จั่วม่อพอฟัง ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
ในเวลานี้เอง นกโง่ผู้ถลึงจ้องอยู่เป็นนานสองนาน พลันจิกใส่รูตรงใจ
กลางของลัญจกรตาหมอก!
ซี่ ฟู่ว!
เปลวไฟร้อนแรงพวยพุ่งออกจากจะงอยปากของนกโง่
วู้ม!
ลัญจกรตาหมอกสั่นสะเทือน จากนั้นแรงดูดมหาศาลระเบิดออกมา
จากรูที่ใจกลางอย่างฉับพลัน
กลุ่มหมอกรอบข้างประหนึ่งกองขนมสายไหม ถูกแรงดูดนั้นฉุดลาก
อย่างรุนแรง เริ่มเคลื่อนตรงมายังจั่วม่อกับพวก หมอกขาวหนาแน่นเข้มข้น
จนคล้ายจะจับต้องได้ ไม่ต่างจากปุยฝ้ายกองโตเท่าภูเขา กดทับเข้าหา
พวกมันจากทุกทิศทาง
เสียงกระหึ่มก้องดังออกมาจากในส่วนลึกของกลุ่มหมอก
เหตุเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันทันทำเอาจั่วม่อตะลึงลานไป มันไม่เคย
คาดคิดว่านกโง่จะลงมือจู่โจม!
เจ้านกเป็นอะไรไป?
ไฉนทำราวกับว่ามีความแค้นสังหารบิดากับเจ้าสิ่งนี้?
อย่างไรก็ตาม ยามนี้ไม่มีเวลาให้มันได้ขบคิด ในชั่วพริบตาเดียว กลุ่ม
หมอกก็อยู่ห่างจากพวกมันเพียงสามจั้ง แตกต่างจากสายหมอกอันเงียบ
สงบเมื่อครู่ กลุ่มหมอกยามนี้ทั้งหนักข้นและพลุ่งพล่านปั่นป่วนอย่าง
รุนแรง
จั่วม่อแม้ไม่ทราบว่าหมอกขาวเหล่านี้มีความลี้ลับอันใด แต่มันรู้ว่าไม่
อาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป
เจ้าในเมื่อสามารถดูดหมอกเข้ามา เช่นนั้นข้าก็ทำได้!
จั่วม่อหัวร่ออย่างชั่วร้าย พลิกฝ่ามือวูบ ขวดแม่เหล็กวิเศษใบหนึ่ง
ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ พร้อมกันนั้นมันกรีดวาดเป็นเวทวิชาเพื่อดูดสาย
หมอก
ทว่าแรงดึงดูดของขวดหยกเห็นได้ชัดว่าไม่กล้าแข็งเท่าลัญจกรตา
หมอก จั่วม่อเห็นดังนั้น พลันพลิกฝ่ามืออีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง… …
เพียงชั่วพริบตาเดียว ขวดแม่เหล็กวิเศษสามแถวปรากฏเรียงรายอยู่
เบื้องหน้าของมัน แต่ละแถวมีขวดเก้าใบ
ค่ายกลขวดแม่เหล็กวิเศษ!
ดูด!
ขวดแม่เหล็กวิเศษยี่สิบเจ็ดขวดสำแดงพลังออกมาทันที สายหมอก
ขาวยี่สิบเจ็ดสายหมุนคว้างแล้วพุ่งหายเข้าไปในขวดแม่เหล็กวิเศษ เพียง
ชั่วอึดใจเดียว รอบข้างก็โปร่งโล่งอีกครั้ง
ๆ จะถึงกับเต็มเปี่ยมในทันที
หมอกขาวพออยู่ในขวดก็ควบแน่นกลายเป็นหยดน้า ในแต่ละขวดมี
น้าอยู่ไม่มากนัก หยดน้าเหล่านั้นส่องประกายด้วยสีสันหลากหลาย แต่ไม่
เห็นสิ่งใดเป็นพิเศษ
ทว่าหมอกขาวเหล่านี้เป็นสิ่งใดกันแน่ จั่วม่อยังไม่ทันมีเวลาได้เพ่ง
พิจารณา หมอกขาวรอบข้างเริ่มกดทับเข้าหาพวกมันอีกครั้ง
รอจนหมอกขาวอยู่ห่างจากพวกมันสองจั้ง กลุ่มหมอกปั่นป่วนม้วน
ตลบอย่างเกรี้ยวกราด ในเวลาเดียวกัน จั่วม่อพลันรู้สึกถึงอันตราย ดู
เหมือนว่าจะมีสิ่งร้ายกาจกำลังจะออกมาจากม่านหมอกขาว
ทันใดนั้นเอง คลื่นเสียงกรีดแหลมเล็กดังออกมาจากภายในหมอกขาว
เป็นค้างคาวสีขาวฝูงหนึ่ง! ค้างคาวสีคาวฝูงนี้มีจำนวนนับร้อยๆ ตัว พวก
มันมาเร็วยิ่ง สองปีกคมกริบดุจใบมีด กรีดฝ่าอากาศดิ่งเข้าหาพวกมันอย่าง
ดุร้าย!
“ระวัง!”
เงาดำเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้างจั่วม่อสาดพุ่งออกไปในบัดดล เงาดำสาย
นั้นเมื่ออยู่ที่กลางอากาศพลันระเบิดเป็นลำแสงเล็ก ๆ มากมาย
ลำแสงแต่ละสายล้วนแล้วแต่เป็นปราณกระบี่ขนาดเล็ก ปราณกระบี่
เล็ก ๆ เหล่านี้ราวกับดอกไม้ไฟที่แตกระเบิดกลางอากาศ
กลุ่มลำแสงปราณกระบี่อันเจิดจ้าทิ่มแทงใส่ฝูงค้างคาวสีขาวอย่างหัก
โหม
เพียะ เพียะ เพียะ!
ไม่ว่าค้างคาวตัวใดหากถูกปราณกระบี่เล่มน้อยทิ่มแทงใส่ จะระเบิด
เบาๆ กลับคืนเป็นหมอกขาวในทันที
เงาดำเล็ก ๆ นั้นสวมชุดดำถือดาบวงพระจันทร์ ลอยขวางอยู่ด้านหน้า
จั่วม่อด้วยสีหน้าเย็นชา เป็นสือผิ่นผู้เหี้ยมหาญดุดัน!
สือผิ่นมีสีหน้าทระนงถือดี ราวกับจะประกาศว่าการโจมตีเมื่อครู่มัน
ยังไม่ทันได้ออกแรงสักเท่าไร
“ไม่เลว ไม่เลว เสี่ยวสือทำได้ดี! กระบี่นี้มีท่วงท่าสภาวะของศิษย์พี่
ใหญ่อยู่บ้าง” จั่วม่อย่อมไม่ตระหนี่คำชมเชย สือผิ่นแม้ใช้ดาบวงพระจันทร์
แต่ฝึกปรือเคล็ดวิชากระบี่ มีเหวยเสิ้งเป็นแบบฉบับในดวงใจ
สือผิ่นสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่เห็นได้ชัดว่ายินดีต่อคำชมเชยของ
จั่วม่อ
เจดีย์น้อยพุ่งเข้าไปคลอเคลียสือผิ่นอย่างร่าเริง ชายคาอ้วน
ๆ สือผิ่น ไม่ทราบว่า
ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่
สีหน้าทระนงถือดีของสือผิ่นพลันเปลี่ยนเป็นเจื่อนขมอย่างอับจน
ปัญญา เห็นได้ชัดว่ามันไม่รู้จะทำอย่างไรกับเจ้าสองตัวนี้ดี
“ระวัง!” จั่วม่อร้องเตือน
เสียงซี่เบา ๆ ดังออกมาจากภายในหมอกอย่างฉับพลัน หากมิใช่ว่า
จั่วม่อจิตใจจดจ่อเป็นพิเศษ ต้องไม่อาจค้นพบเจ้าสิ่งนี้แน่ มันปฏิกิริยา
ว่องไว ดรรชนีกรีดวาด เส้นใยสีเขียวที่พันรอบข้อมือพุ่งวาบเข้าไปใน
หมอกดุจอสรพิษฉกเหยื่อ
ฮะ
จั่วม่อประหลาดใจ เส้นใยสีเขียวบนข้อมือของมันจู่ ๆ กลายเป็นขมึง
ตึง
จั่วม่อปฏิกิริยารวดเร็ว ฝ่ามือสะบัดวูบ เปลวไฟเทพสุริยันสายหนึ่ง
พลันปรากฏขึ้นในมือขวา เปลวไฟเทพแล่นวาบไปตามเส้นใยสีเขียวอย่าง
เร่งร้อน ตรงดิ่งไปยังปลายอีกด้านของเส้นใยสีเขียว
เปลวไฟสายนั้นระเบิดดังสนั่น
ตูม!
เสียงกระหึ่มก้องดังออกมาจากภายในหมอกขาว หมอกขาวเหล่านี้
แปลกประหลาดยิ่ง แรงระเบิดเกรี้ยวกราดรุนแรง แต่หมอกเหล่านี้กลับ
ไม่ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเสียงคำรามด้วยโทสะดังสนั่นออกมาจากภายในหมอกขาว
พลังเทพสุริยันทำร้ายสิ่งที่อยู่ในนั้นได้รับบาดเจ็บ
จั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชา ออกแรงดึงหนัก ๆ เขย่าเส้นใยสีเขียว
แรง
เพียะ เพียะ เพียะ!
สุ้มเสียงกระแทกปะทะหนักๆ ดังระรัว
การโจมตีของจั่วม่อไหนเลยจะจบลงง่าย
? มันพลันใช้เท้า
ยันพื้น กระชากดึงเส้นใยสีเขียวสุดแรงกำลัง
เห็นกลุ่มหมอกสูงเท่าตัวคนกลุ่มหนึ่ง ถูกจั่วม่อกระชากออกมาจาก
หมอก
กลุ่มหมอกนี้หนาแน่นเข้มข้นกว่าหมอกขาวปกติ ภายในกลุ่มหมอก
คล้ายมีบางสิ่งกำลังขยับเคลื่อนไหวอย่างน่าขนพองสยองเกล้า
ในเวลานี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติขึ้น!